ตอนที่ 217 เสมอกัน
เงียบกริบ
เงียบกันหมด
ทุกคนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง งงงันกันไปหมด
เสิ่นปี้หรูซึ่งเพิ่งพูดว่าหวังหยิ่งน่าจะแพ้ รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า นัยน์ตาดำสนิทของเธอแทบปะทุออกจากเบ้า
“เตะทีเดียว…ตู้เหลยกระเด็น? เธอรู้ได้อย่างไรว่าไหนร่างจำแลง ไหนตัวจริง?”
ด้วยความเร็วของตู้เหลย ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีวรยุทธระดับเดียวกัน ก็ยังระบุตัวจริงได้ยาก แต่หวังยิ่งเตะเขาทีเดียวกระเด็นไปไกลขนาดนั้น ทำเหมือนเตะคนที่ถูกมัดไว้กับกระสอบอย่างนั้นแหละ
“เธอไม่ใช่แค่แยกแยะร่างจำแลงกับตัวจริงได้เท่านั้นนะ แต่ความเร็วของลูกเตะยังเร็วกว่าของตู้เหลยมากอีกด้วย ไม่อย่างนั้นเธอจะทำให้เขาบาดเจ็บไม่ได้เลย ถ้าการโจมตีของเธอเร็วไม่ทันกับเขา”
ฮั่นฉงมีสีหน้าเคร่งเครียด “เท่าที่ดู ไม่ใช่แค่หวังหยิ่งจะหายบาดเจ็บแล้วเท่านั้น แต่เธอยังได้เรียนเทคนิคการใช้ขา รวมทั้งเทคนิคการเคลื่อนไหวอันเยี่ยมยอดอีกด้วย”
“จริงด้วย!”
เสิ่นปี้หรูเพิ่งหายตะลึง
นี่ไม่ใช่แค่การอ่านขาดเทคนิคการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม แต่หากไม่มีทักษะการต่อสู้ที่เหมาะสมเข้ามาเสริม เธอจะเตะโด่งเขาไปไกลขนาดนั้นได้อย่างไร?
“เฮ้ย…” หว่างเชาทึ้งผม
เขาเพิ่งจะว่าเธอโง่เง่า แต่แค่พริบตาต่อมาเธอก็เตะตู้เหลยร่วง หว่างเชารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเล่นตลก
ข้างๆเขา ผู้เฒ่าหงหาวดูราวกับเพิ่งถูกตบอย่างจังและพร้อมจะปล่อยโฮอยู่รอมร่อ
เขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อดูจางเซวียนอับอายขายหน้าต่อหน้าฝูงชน แต่กลับกลายเป็นต้องมาดูชื่อเสียงของจางเซวียนระบือลือลั่นขึ้นอีก และลู่ฉวินกลับตกอับแทน
“แค่ก แค่ก แค่ก!”
อีกฟากหนึ่งของสังเวียน ลู่ฉวินสำลักและแทบทรุดลงไปกอง ถ้าผู้เฒ่าหงหาวร่ำๆจะปล่อยโฮ ลู่ฉวินก็ปล่อยโฮไปแล้วเรียบร้อย
นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น?
มันคือวิชาเงามายาแห่งสวรรค์ 9 ขั้น และการสำแดงวรยุทธของตู้เหลยก็ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย ถึงตู้เหลยจะยังห่างไกลจากระดับที่เรียกว่าเชี่ยวชาญ แต่การที่เขาแสดงวิชานี้ออกมาได้ทั้งที่มีวรยุทธแค่ขั้นเจิ้นซี่ ก็เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว!
ด้วยกระบวนท่าไร้เทียมทานขนาดนี้ เขาถูกเตะทีเดียวร่วงได้อย่างไรกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น แม่เด็กผู้หญิงบนเวทีก็ตาแดงก่ำ เฝ้าขอโทษขอโพยอยู่นั่น พร่ำแต่ว่าตัวเองปล่อยพลังมากเกินไปโดยไม่ได้ตั้งใจ…
ปล่อยพลังมากไปกับผีอะไร!
แสดงว่าเหตุผลที่เธอลังเลไม่ใช่เพราะกลัวจะแพ้ แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้อีกฝ่ายเจ็บหนักเกินไปใช่ไหม
ก็ถ้ากั๊กพลังไว้ ยังเตะโด่งตู้เหลยไปไกลกว่า 10 เมตร แล้วถ้าปล่อยพลังเต็มที่ล่ะ มิฆ่าเขาตายหรือ?
ผู้ชมต่างรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า
บนเวที ตู้เหลยลุกขึ้นยืนได้ในที่สุด เขามองการขอโทษขอโพยของเด็กผู้หญิงตรงหน้า และไม่อาจห้ามตัวเองได้ ต้องกระอักเลือดออกมาอีกครั้งหนึ่ง
“เธอไหวไหม…ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ฉันเพิ่งเรียนเทคนิคนี้ก็เลยยังควบคุมพลังได้ไม่ดี เลยปล่อยมันออกมามากเกินไปหน่อย…”
หวังหยิ่งตาแดงก่ำ
“ไปไกลๆ!” ตู้เหลยคำรามและพุ่งเข้าใส่หวังหยิ่ง
เขากำลังเดือดดาลถึงขีดสุด
เธอเตะฉันทีเดียวกระเด็นไปไกลขนาดนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ไอ้การขอโทษขอโพยนี่เพื่ออะไร? เยาะเย้ยฉันใช่ไหม?
แล้วเธอก็ย้ำอยู่นั่นว่าปล่อยพลังออกมามากเกินไป…นี่เธอคิดว่าฉันปวกเปียกจนรับมือกับพลังเต็มพิกัดของเธอไม่ได้ล่ะสิ?
“ฮะ?”
หวังหยิ่งไม่คิดว่าการขอโทษอย่างจริงใจของเธอจะทำให้อีกฝ่ายพุ่งเข้าใส่ เธอตกใจจนหน้าซีด
แม้วรยุทธของเธอจะสูงกว่าเจิ้งหยางกับหลิวหยาง แต่เธอไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้มากนัก ยังไม่ต้องพูดถึงนิสัยอันแสนอ่อนโยนด้วย เห็นอีกฝ่ายพุ่งเข้าใส่แบบนั้นก็ต้องตกใจกลัวเป็นธรรมดา
ในช่วงเวลาของความตื่นตระหนก เธอถอยกรูดอย่างลืมตัว
ฟิ้ว!
เหมือนเล่นกล ชั่วพริบตาเดียวเธอก็อยู่ห่างออกไปกว่า 10 เมตร
“เฮ้ย!”
“ไปได้ไกลกว่า 10 เมตรในชั่วพริบตานี่นะ? มะ…มันคือเทคนิคการเคลื่อนไหวแบบไหนกัน?”
“เร็วมาก! เป็นไปได้อย่างไร?”
เมื่อเห็นการสำแดงวรยุทธกับตา ผู้ชมต่างอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระเบิดเสียงฮือฮา
ทุกคนคิดว่าวิชาเงามายาแห่งสวรรค์ 9 ขั้นเป็นเทคนิคการเคลื่อนไหวที่ไม่มีอะไรเทียบได้แล้ว แต่กลายเป็นว่าเทคนิคของหวังหยิ่งน่าเกรงขามกว่ามาก
เคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่า 10 เมตร ในช่วงเวลาไม่ถึงครึ่งอึดใจ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นราวกับอภินิหาร ต่อให้นักรบขั้นพี่เชวี่ยก็ยังมีความเร็วไม่ถึงระดับนี้
แล้วเธอทำได้อย่างไร?
“เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะตระกูลหวังจะครอบครองเทคนิคการเคลื่อนไหวอันน่าทึ่งแบบนี้ เพราะถ้าพวกเขามี คงจะเป็นที่ร่ำลือไปนานแล้ว…”
“จริงด้วย แต่ถ้าไม่ใช่ตระกูลหวัง เธอจะเรียนมาจากไหนกัน?”
“ต้องเป็นอาจารย์จางแน่ เพลงหอกไร้เทียมทานของเจิ้งหยางก็มาจากอาจารย์จางนี่?”
“ถ่ายทอดเคล็ดวิชาน่าทึ่งกันขนาดนี้เลย ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ ฉันต้องขอไปเป็นศิษย์อาจารย์จางบ้างแล้ว!”
“ฉันไปด้วย…”
บรรดาผู้ชมต่างตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉา
วรยุทธเพลงหอกเป็นศิลปะเฉพาะทาง ไม่ใช่ทุกคนที่จะสนใจ แต่เทคนิคการเคลื่อนไหวนั้นแตกต่างออกไป มันหมายถึงการเอาชีวิตรอด ผู้ที่ฝึกฝนเทคนิคการเคลื่อนไหวจนเชี่ยวชาญ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้มีวรยุทธเหนือกว่า อย่างน้อยก็สามารถพาตัวเองหนีรอดได้โดยไม่ต้องบาดเจ็บ
แล้วใครล่ะจะไม่อยากเรียนเทคนิคการต่อสู้ที่ทรงพลังและใช้ประโยชน์ได้แบบนี้?
“ฉันเอาเธอตายแน่…”
เห็นหวังหยิ่งถอยไปไกลกว่า 10 เมตรในชั่วพริบตา ตู้เหลยแทบจะเป็นลม แต่ความเดือดดาลก็พลุ่งพล่านจนเขาหน้ามืดตามัว ตู้เหลยพุ่งเข้าใส่หวังหยิ่งอีกครั้งโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น
“ฮะ!”
เห็นสีหน้าบ้าคลั่งของอีกฝ่าย แถมยังมีเลือดไหลเป็นทางออกจากมุมปากด้วย หวังหยิ่งถึงกับสะพรึง เธอถีบตัวและพุ่งหนีไปอีก
ก็ตามนั้น คนหนึ่งไล่ คนหนึ่งหนี
“ดูเหมือนนิสัยของหวังหยิ่งจะอ่อนโยนเกินไปจริงๆ ต่อไปเราต้องขัดเกลาเสียหน่อย”
จางเซวียนส่ายหัวกับภาพตรงหน้า
สถานการณ์แบบนี้ ถ้าเป็นเจิ้งหยาง หลิวหยาง หยวนเทา หรือแม้แต่จ้าวหย่า พวกนั้นจะต้องสอยตู้เหลยกระเด็นทันที ต่อให้ไม่ตายก็ไม่น่าจะลุกขึ้นยืนได้อีก
แต่หวังหยิ่งกลับหนี
ก็เป็นเพราะนิสัยอ่อนแอของเธอที่ทำให้สถานการณ์เป็นแบบนี้
ดูเหมือนว่าข้อบกพร่องใหญ่หลวงที่สุดในการฝึกวรยุทธของเธอไม่ใช่เทคนิคการต่อสู้ แต่เป็นประสบการณ์ในการต่อสู้ต่างหาก
“กระบวนท่าเทียบฟ้าจะดูดเอาพละกำลังของผู้ใช้ออกไปอย่างมาก หากใช้แค่ครั้งสองครั้งก็ยังได้อยู่ ถ้ามากกว่านั้นย่อมไม่ดีแน่!”
กระบวนท่าเทียบฟ้านั้นจะทำให้ผู้ใช้สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ไปได้ไกลกว่า 10 เมตรในชั่วพริบตา แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีข้อบกพร่องอยู่
นั่นคือการดูดพละกำลังของผู้ใช้ออกไป
หวังยิ่งจะหนีได้แค่หนึ่งหรือสองครั้ง แต่สุดท้ายก็จะต้องเสียท่าหากเป็นแบบนี้ต่อไป
เป็นไปตามที่จางเซวียนคาด หวังหยิ่งเริ่มเหงื่อตกและดูอ่อนแรงลงมากจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้อีก
ตอนนี้เธอถูกคู่ต่อสู้ต้อนให้จนมุม
เสร็จล่ะ!
ตู้เหลยพุ่งเข้ามายึดแขนเธอไว้ “ถ้าฉันไม่ชนะ ฉันก็ไม่ปล่อยให้เธอชนะเหมือนกัน…”
เขาคำรามและดึงตัวเธอไปด้วย
หวังหยิ่งไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเล่นตุกติกด้วยการใช้กำลังดึงเธอออกนอกสังเวียน เธอตกใจและเตะผางเข้าอีกรอบอย่างจัง
ตึ้ง!
ตู้เหลยลอยโด่งออกไปเหมือนเป็นลูกบอลยาง ตอนที่อยู่กลางอากาศนั้น เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ ถึงกับหมุนติ้วไปหลายตลบ ก่อนจะตกตุ้บห่างออกไปกว่า 30 เมตร
หลังจากที่เตะอีกฝ่ายแล้ว หวังหยิ่งก็ใช้พลังที่เหลือไปจนหมด เธอร่วงลงมาจากสังเวียนเช่นกัน
ในเมื่อทั้งคู่ร่วงจากสังเวียนลงมาอยู่บนพื้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก็แปลว่าผลออกมา…เสมอ!
ตู้เหลยรู้ตัวว่าเขาไม่อาจรับมือกับหวังหยิ่งด้วยการต่อสู้แบบตรงไปตรงมาได้ เพราะแบบนั้น เขาจึงพุ่งเข้าใส่เธออย่างบ้าคลั่งและดึงตัวเธอให้ตกลงมาด้วย
แต่ว่าหวังหยิ่งก็รับมือกับการปะทะได้แบบไม่ธรรมดา เธอเตะอีกฝ่ายกระเด็นไปไกลกว่า 30 เมตร ต่อให้ตู้เหลยไม่ตาย ก็คงต้องนอนแบ็บอยู่บนเตียงอย่างน้อย 2 เดือน
“เฮ้ย…นี่มันโกง!”
“หน้าด้านที่สุด…”
“เขาสู้ไม่ได้ ก็เลยดึงเธอให้ตกลงมาด้วย สมควรแล้วที่ถูกเตะ…”
“หน้าไม่อายอะไรขนาดนี้ ยิ่งกว่าหยวนเทาเสียอีก!”
เกิดเสียงเซ็งแซ่และความชุลมุน
ทุกคนเห็นว่าการกระทำของตู้เหลยไม่ต่างอะไรกับการโกงหน้าด้านๆ
แม้จะมีชื่อเสียงของอาจารย์เป็นเดิมพัน แต่อันที่จริงการประเมินอาจารย์ก็เป็นแค่การดวลอย่างเป็นมิตรระหว่างนักเรียนเท่านั้น
ในเมื่อเห็นกันชัดๆแล้วว่าเทคนิคการเคลื่อนไหวและเทคนิคการใช้ขาของเขาเทียบกับอีกฝ่ายไม่ได้ เขาจึงเลือกใช้พละกำลังที่ตัวเองมีเหนือกว่าเข้ามาบังคับ ในฐานะสุภาพบุรุษ การใช้กำลังลากเอาผู้หญิงให้ตกลงมากับตัวเองด้วยนั้นช่างไร้ยางอายแบบสุดๆ
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงสะใจที่เขาถูกเตะกระเด็น ไม่มีสักคนเดียวที่เห็นใจตู้เหลย
ได้ยินเสียงก่นด่าเหล่านั้น หยวนเทาถึงกับใบ้กิน เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาสักหน่อย ทำไมถึงถูกพาดพิงไปด้วย?
พวกคุณว่าใครหน้าไม่อาย? คุณต่างหากที่หน้าไม่อาย หน้าไม่อายกันทั้งบ้านเลย…
“ทั้งคู่ร่วงลงมาพร้อมๆกัน เสมอ!”
ได้ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ อาจารย์ผู้ตัดสินถึงกับกุมขมับ แต่เขาก็พยักหน้าและประกาศคำตัดสินออกมา
ถึงตู้เหลยจะไม่มีน้ำใจนักกีฬา แต่ทั้งคู่ก็ร่วงลงมาพร้อมกันจริงๆ ดังนั้นจึงต้องตัดสินให้ทั้งคู่เสมอกัน
“อาจารย์…”
ได้ยินคำตัดสิน หวังหยิ่งหันมามองจางเซวียนด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย
อาจารย์จางให้เธอมามากมาย ทั้งรักษาขาที่บาดเจ็บ ทั้งถ่ายทอดเทคนิคการใช้ขาและเทคนิคการเคลื่อนไหวให้ แต่เธอก็ยังไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้เพื่อนำเกียรติยศมาให้อาจารย์ได้ เธอรู้สึกว่าตัวเองทำให้เขาผิดหวัง
“อย่าคิดมาก แค่จำไว้เป็นบทเรียนก็พอ อย่าให้เรื่องนี้รบกวนใจคุณอีก”
จางเซวียนพยักหน้า “มันเป็นความผิดพลาดของผมเหมือนกัน สิ่งที่คุณบกพร่องไม่ใช่เทคนิคการต่อสู้หรือวรยุทธ แต่มันคือบุคลิกและนิสัย”
“ขอบคุณท่านอาจารย์!”
เห็นอาจารย์จางไม่ถือโทษ แถมยังปลอบเธอเสียอีก หวังหยิ่งยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรผลการประลองก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เธอจึงได้แต่เดินอย่างเศร้าสร้อยไปหานักเรียนคนอื่นๆ
ถ้าตู้เหลยได้เห็นสีหน้าของหวังหยิ่ง คงแทบคลั่งขึ้นมาอีกรอบ
ลูกเตะของเธอทำให้ฉันเจ็บหนักอยู่ตรงนี้ แทบจะกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ เธอยังมีหน้ามาทำท่าหม่นมองอีก คนที่หม่นหมองควรเป็นฉันต่างหาก!
“อาจารย์จางชนะไป 2 นัดและเสมอ 1 นัด เป็นไปไม่ได้แล้วล่ะที่เขาจะแพ้การประเมินอาจารย์”
“จริงด้วย ต่อให้อาจารย์ลู่ชนะรวดอีก 2 นัด ผลก็ออกมาแค่เสมอ”
“ดูสิว่าอะไรๆก็พลิกผันได้”
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนแรกคิดว่าอาจารย์จางคงจะแพ้ยับเยิน แต่ตอนนี้คงจะเป็นอาจารย์ลู่เสียมากกว่าที่ต้องเครียดหนัก นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
แม้พวกเขาจะรู้สึกว่าการกระทำของตู้เหลยช่างไร้ยางอาย แต่ก็ยอมรับความจริงและปล่อยให้มันผ่านไป
กฎก็เป็นแบบนี้ ถึงจะดูเหมือนไม่ยุติธรรม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ตอนนี้ปัญหาเกิดแล้ว
จากการดวล 5 นัด อาจารย์จางชนะไปแล้ว 2 และเสมอ 1 ดังนั้นความกดดันทั้งหมดจึงตกอยู่ที่อาจารย์ลู่ ถ้าอาจารย์ลู่แพ้นัดต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องมีการดวลนัดที่ 5 แล้ว
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าอาจารย์ลู่ชนะรวดอีก 2 นัด ผลการประเมินอาจารย์ก็จะออกมาเสมอกัน ซึ่งจะถือเป็นการจบได้สวยที่สุด เพราะทั้งสองฝ่ายต่างยังรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองไว้ได้
เมื่อเป็นแบบนี้ ทุกสายตาจึงหันไปจับจ้องลู่ฉวิน เพราะอยากรู้ว่าเขาจะส่งใครออกมาเป็นคนถัดไป
“เราแพ้ไม่ได้แล้ว เราตั้งใจให้มีการประเมินอาจารย์ก็เพื่อจะอวดความสามารถของเรา ถ้าแพ้อีกหน คงไม่มีหน้าไปพบใครได้อีก…”
ลู่ฉวินกัดฟัน
ในเมื่อผู้ชมต่างก็เข้าใจสถานการณ์ ก็เป็นธรรมดาที่ลู่ฉวินจะต้องรู้ซึ้งเช่นกัน
ถ้าเขาแพ้ ไม่เพียงแต่จะสูญเสียชื่อเสียงทั้งหมดที่อุตส่าห์สั่งสมมาด้วยความยากลำบาก แต่ยังจะกลายเป็นตัวตลกอีกด้วย
“จูหงเคยแพ้จ้าวหย่ามาแล้วครั้งหนึ่ง ถึงตอนนี้วรยุทธของเขาจะพัฒนาแล้ว แต่ก็น่าจะยังเข็ดเขี้ยวกับการพ่ายแพ้ครั้งนั้น ถ้าเราส่งเขาออกไป ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะชนะ… เราควรส่งไป๋เชาออกไปดีกว่า เขาเชี่ยวชาญเพลงหมัด และการรับมือกับ
หลิวหยางคงไม่ใช่ปัญหา”
เมื่อตัดสินใจได้ ลู่ฉวินก็ส่งเสียงเรียก
ไป๋เชาก้าวออกมาจากฝูงชน และขึ้นไปบนสังเวียน
“ตาผมแล้ว!”
เห็นไป๋เชาก้าวขึ้นสังเวียน หลิวหยางหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จางเซวียนจะทันได้พูดอะไร เขาก็กระโดดขึ้นไปเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้
