Skip to content

Library Of Heaven’s Path 218


ตอนที่ 218 แลกหมัด

ตรงที่นั่งวีไอพี หว่างเชากับผู้เฒ่าหงหาวมองหน้ากัน

“ไป๋เชาเชี่ยวชาญเพลงหมัดมาก หลิวหยาง…ไม่น่าจะสู้ได้!”

หว่างเชาลังเล ถึงเขาจะพูดออกมาแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้มั่นอกมั่นใจเท่าไรนัก

เมื่อสองสามนัดที่แล้ว เขาประกาศกร้าวมาตลอดว่าลูกศิษย์ของลู่ฉวินจะต้องชนะ แต่สุดท้ายทุกคนก็พ่ายแพ้อย่างน่าอนาถ

สำหรับไป๋เชาคนนี้ ในความเข้าใจของหว่างเชา เขาน่าจะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย แต่ว่าลูกศิษย์ของจางเซวียนล้วนแต่ลึกล้ำเกินคาดเดา ทุกอย่างที่เขาเคยคิดไว้ต่างเหลวเป๋วหมดจนเขาไม่เหลือความมั่นใจแล้ว

“ผมก็ว่าอย่างนั้น เขาน่า…น่าจะชนะ…”

ผู้เฒ่าหงหาวก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน

เขาตั้งใจมาดูจางเซวียนล้มเหลวและอับอายขายหน้าให้เห็นกับตา แต่จากที่ดู ก็ไม่มีทางที่จะทำให้จางเซวียนขายหน้าได้อีกแล้ว ในเวลานี้ ทั้งหมดที่ทำได้ก็แค่รักษาเกียรติของตัวเองไว้ให้ดีเท่านั้น…

“ไป๋เชา อย่ารีรอนะ การประลองเริ่มเมื่อไร ปล่อยหมัดที่ทรงพลังที่สุดของเธอออกมาเลย อย่าทิ้งช่องว่างให้อีกฝ่ายโจมตีได้!” หว่างเชากัดฟันและตะโกนใส่ไป๋เชา

ไม่มีที่ทางให้ถอยแล้ว ถ้าแพ้นัดนี้ก็จะไม่มีนัดสุดท้าย ดังนั้น ที่พวกเขาทำได้ตอนนี้คือฝากความหวังทั้งหมดไว้กับไป๋เชา และภาวนาให้เขาไม่ทำพัง

ไป๋เชาเชี่ยวชาญในเพลงหมัด และจะดีที่สุดถ้าเขาปล่อยเทคนิคที่ทรงพลังที่สุดออกมาตั้งแต่เริ่มต้น และโจมตีคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว

ไม่อย่างนั้น ด้วยภาระใหญ่หลวงที่เขาแบกรับไว้ เขาจะมีแต่ความกังวลอย่างหนัก และ…

เพื่อนรักที่สุดของเขาก็จะหมดโอกาสสร้างความประทับใจให้ทั้งสามปรมาจารย์ และหมดหนทางได้เป็นผู้ช่วยของเขาอย่างแน่นอน

“ได้!”

ไป๋เชาพยักหน้าและหรี่ตามองหลิวหยาง

เขาเห็นทุกการดวลที่ผ่านมาก่อนหน้า และเข้าใจแล้วว่าถึงลูกศิษย์ของอาจารย์จางจะไม่ได้มีวรยุทธสูงส่งนัก แต่ก็ไม่มีใครอ่อนแอ

เขาจะต้องไม่รีรอแม้แต่นิดเดียว

ไม่อย่างนั้นประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำรอยแน่….

“หวังหง คุณคิดว่าไป๋เชาจะเอาชนะได้ไหม?”

บนอัฒจันทร์ผู้ชม ไป๋หมิงมองหวังหง ในฐานะหัวหน้าตระกูลอันทรงเกียรติและผู้เชี่ยวชาญขั้นทงฉวน คำพูดของพวกเขาต่างมีน้ำหนัก

“ผมไม่คิดอย่างนั้น อาจารย์จางชนะมาแล้ว 2 นัดและเสมอ 1 นัด มันคงจะกระทบขวัญกำลังใจของไป๋เชาอยู่มาก ถ้าหลิวหยางไม่ย่ำแย่จนเกินไปล่ะก็ เขาไม่น่าจะเอาชนะได้หรอก”

หวังหงส่ายหน้า

การประเมินอาจารย์ดำเนินมากว่าครึ่งทางแล้ว และลูกศิษย์ของอาจารย์ลู่ก็พ่ายแพ้ยับเยิน คงไม่ง่ายสำหรับเขาที่จะพลิกสถานการณ์และกลับมาเอาชนะได้

อีกอย่าง ลูกสาวคนเดียวของเขาก็เป็นศิษย์ของอาจารย์จาง เขาจึงรู้ดีว่าทฤษฎีที่อาจารย์ที่จางเซวียนสอนนั้นร้ายกาจแค่ไหน ไม่อย่างนั้นลูกสาวผู้แสนจะปวกเปียกของเขาจะเตะตู้เหลยที่เป็นนักรบขั้น 3 กระเด็นแบบนั้นได้อย่างไร?

ถ้าแม้แต่เธอยังเหนือชั้นได้ขนาดนั้น ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่หลิวหยางจะอ่อนแอ

“แต่ผมคิดไม่เหมือนคุณ!” ไป๋หมิงพูดด้วยสายตาคมปลาบ

“อย่างนั้นหรือ?” หวังหงมองอย่างสงสัย

“ไป๋เชาคนนี้เป็นสมาชิกในตระกูลไป๋ของผม เขาห่างจากเครือญาติที่เป็นครอบครัวผมอยู่มาก ผมจึงไม่เคยรู้เรื่องของเขา เพิ่งจะให้สมาชิกสองสามคนในตระกูลไปสืบสาวเรื่องราวเมื่อไม่นานมานี้ และได้รู้ว่าเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาเกราะเหล็ก!”

แม้ไป๋หมิงจะเป็นคนพูดเอง แต่ก็ยังมีความไม่อยากเชื่อเจืออยู่ในน้ำเสียงของเขา

“เคล็ดวิชาเกราะเหล็ก? หรือว่า…”

หวังหงงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็หรี่ตา “มันคือวรยุทธที่ผู้เฒ่าเกราะเหล็กเคยฝึกฝนมาก่อนใช่ไหม? มันไม่ได้หายสาบสูญไปแล้วหรือ? สมาชิกในตระกูลของคุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”

มีคนน้อยมากที่รู้จักเคล็ดวิชาเกราะเหล็ก แต่ผู้เฒ่าเกราะเหล็กนั้นเป็นคนมีชื่อเสียง คนรุ่นหลังมากมายก็ยังรู้เรื่องของเขา

เขาคือโจรสลัดผู้โด่งดังเมื่อ 70 ปีก่อน

จากนักปล้นสะดมสู่การเป็นนักฆ่า ไม่มีความชั่วร้ายใดที่เขาไม่เคยทำ เขายังเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของอาณาจักรเทียนเซวียนตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ชื่อของเขาก็ยังสร้างความเกรงขามได้อยู่

ด้วยความอวดเก่งของเขา ทั้งคนในวังและคนธรรมดาสามัญต่างพยายามจะปราบเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่สำเร็จ พูดได้ว่าทุกคนที่ไล่ล่าเขาไม่เคยได้กลับมา

แต่ในที่สุด ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ตำแหน่งที่ซ่อนของเขาถูกค้นพบ และผู้เชี่ยวชาญกว่า 12 คนได้วางหลุมพรางในหุบเขาเพื่อล่อลวงเขามา ทุกคนต่างรู้ถึงกิตติศัพท์อันเลื่องลือ จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ตัวเขา ต่างใช้การยิงธนูโจมตีจากระยะไกลแทน

แต่แล้วพวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามีผิวหนังแบบที่คล้ายกับหนังสัตว์ปกคลุมผิวหนังของเขาอยู่ ทำให้ลูกธนูที่ยิงออกไปเด้งกลับ

พูดอีกอย่างก็คือลูกธนูทำอันตรายเขาไม่ได้

ในเมื่อไม่มีทางเลือก พวกเขาจึงต้องเข้าโจมตีในระยะประชิด แต่ผิวหนังนั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรทิ่มแทงเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นหอกหรือดาบก็แทงไม่ทะลุ การปะทะครั้งนั้นนำมาซึ่งการนองเลือด ท้องฟ้าก็มืดมิดไปด้วยความโทมนัส

ในท้ายที่สุด แม้ความชอบธรรมจะเป็นฝ่ายกำชัย แต่นักรบขั้นทงฉวนมากกว่า 30 คนก็ต้องสละชีพในวันนั้น เรื่องนี้ทำให้ทางอาณาจักรเทียนเซวียนถึงกับทรุดหนัก และต้องใช้เวลาอีกหลายศตวรรษกว่าจะฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งนั้นได้

จากที่เล่ากันมา เทคนิคที่ทำให้ผู้เฒ่าเกราะเหล็กสร้างชั้นผิวหนังขึ้นมาคลุมร่างของเขาได้ก็เป็นที่รู้จักกันในชื่อเคล็ดวิชาเกราะเหล็ก

เป็นเวลา 70 ปีมาแล้วที่ผู้เฒ่าเกราะเหล็กตายไป เคล็ดวิชาเกราะเหล็กก็น่าจะตายไปกับเขา หวังหงจึงสงสัยว่าไป๋เชาเรียนเคล็ดวิชานี้ได้อย่างไร

“เป็นเรื่องจริงที่เคล็ดวิชาเกราะเหล็กได้หายสาบสูญไปแล้ว และที่ไป๋เชาฝึกอยู่ก็ไม่ใช่ต้นตำรับของมัน” ไป๋หมิงพูดเรียบๆ

“แล้ว…” หวังหงทำตาปริบๆ

“หลังจากฝึกเคล็ดวิชาเกราะเหล็กแล้ว ชั้นผิวหนังจะขึ้นปกคลุมทั่วทั้งร่างของผู้นั้น ทำให้เขามีเกราะอันแข็งแกร่งแบบที่ไม่มีใครเอาชนะได้ แต่สำหรับไป๋เชา เทคนิคของเขาถูกจำกัดให้ชั้นผิวหนังขึ้นปกคลุมเฉพาะที่มือ พูดได้ว่าเมื่อเขาใช้เคล็ดวิชานี้ กำปั้นของเขาจะแข็งแกร่งราวกับเหล็ก ไม่ต่างอะไรกับอาวุธชิ้นหนึ่ง!”

ไป๋หมิงพูดทั้งหมดที่เขารู้ และอธิบายว่าทำไมเขาจึงคิดว่าไป๋เชาน่าจะชนะ “แขนขวาของหลิวหยางนั้นได้รับบาดเจ็บ ส่วนทักษะการรุกของไป๋เชา โดยเฉพาะเรื่องการใช้หมัดนั้นก็ไม่มีใครเทียบได้ แถมพละกำลังของเขาก็เหนือกว่าหลิวหยางด้วย ในสถานการณ์แบบนี้ หลิวหยางจะเอาชนะได้อย่างไร?”

“อือ…ถ้าสิ่งที่ไป๋เชาฝึกฝนอยู่คือเคล็ดวิชาเกราะเหล็กจริงๆ หลิวหยางคงเอาชนะได้ยากแน่…”

หวังหงหน้าดำคร่ำเครียด

ใครก็ตามที่รู้ด้านมืดของประวัติศาสตร์นี้ และรู้ว่าผู้เฒ่าเกราะเหล็กน่าเกรงขามแค่ไหน ก็ย่อมรู้ซึ้งถึงอานุภาพของเคล็ดวิชาเกราะเหล็กได้เป็นอย่างดี

เคล็ดวิชานี้ทำให้มนุษย์ก้าวไกลไปกว่าขีดจำกัดของตัวเอง มีพละกำลังและความสามารถในการป้องกันตัวที่เหนือชั้นราวกับสัตว์ป่า

ต่อให้หลิวหยางไม่มีอาการบาดเจ็บ แต่เขาจะต้านทานการโจมตีที่รุนแรงขนาดนั้นได้อย่างไร?

“อันที่จริง…ถ้าหลิวหยางไม่งี่เง่าจนถึงกับเข้าแลกหมัดกับเขา และพยายามคุมเชิงคู่ต่อสู้ไปเรื่อยๆ เขาอาจจะไม่แพ้ยับขนาดนั้นก็ได้!”

หวังหงพูดออกมาหลังจากใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง

เพราะถึงเพลงหมัดของอีกฝ่ายจะล้ำเลิศ แต่เขาก็มีข้อบกพร่องของตัวเอง

ทักษะการรุกและรับในส่วนอื่นที่ไม่ใช่มือนั้นต่างก็อ่อนแอ ดังนั้นถ้าหลิวหยางไม่ปะทะกับเขาตรงๆ และคอยคุมเชิงไปมา พร้อมกับปล่อยหมัดเข้าไปที่ร่างของอีกฝ่ายซ้ำๆ เขาอาจจะไม่แพ้ก็ได้

“ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ ผมกังวลว่าหลิวหยางอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ และตกหลุมพรางของไป๋เชา” ไป๋หมิงยิ้มเจื่อนๆ

ถึงไป๋เชาจะเป็นสมาชิกในตระกูลของเขา แต่เขาก็แทบไม่รู้จัก ดังนั้นเขาจึงหวังให้นักปรุงยาจางเซวียนได้ชัยชนะมากกว่า

“เอ่อ…”

หวังหงกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่พลันได้ยินบทสนทนาระหว่างเด็กหนุ่มทั้งสองที่อยู่บนเวทีประลองเสียก่อน

“หลิวหยาง ฉันรู้นะว่าสภาพแขนขวาของนายน่ะเสียหาย แต่ก็คงเหมือนหวังหยิ่ง อาจารย์จางรักษาให้เรียบร้อยแล้วใช่ไหมล่ะ?” ไป๋เชาถาม

“ใช่ อาจารย์จางรักษาแขนให้ฉันด้วยการไปซื้อยาเม็ดฟื้นฟูพละกำลังจากสมาคมนักปรุงยามาให้ ตอนนี้แขนขวาของฉันหายดีแล้ว” หลิวหยางพยักหน้า

สีหน้าของเขาบ่งบอกความภาคภูมิใจและความเคารพยกย่องในตัวอาจารย์อย่างชัดเจน

มีแต่คนสูงส่งอย่างอาจารย์จางเท่านั้นที่จะให้ลูกศิษย์มากมายขนาดนี้ ต่อให้เขาแทบไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทนเลยก็เถอะ

“ในเมื่อแขนของนายหายดีแล้ว ฉันมีข้อเสนอให้…เราจะไม่ใช้เล่ห์กลใดๆทั้งสิ้น มาแลกหมัดกันตรงๆตัวๆเลย ใครต้านทานไม่ไหวก็แพ้ไป” ไป๋เชาเย้ยหยัน “อย่าบอกนะว่านายไม่กล้า เว้นเสียแต่ว่า…อาจารย์จางของนายรักษาแขนให้ไม่สำเร็จ และทั้งหมดที่นายพูดมาเป็นแค่การโม้”

“แลกหมัดได้เลย นายคิดว่าฉันกลัวหรือ?” เห็นอีกฝ่ายแขวะอาจารย์จางแบบนั้น หลิวหยางโมโหเดือด

“เจ้างั่ง…”

สิ่งที่เขากังวลกลายเป็นเรื่องจริง เจ้าหลิวหยางคนนั้นตกหลุมพรางไป๋เชาจนได้ หว่างเชาหน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมาทันที

ในเมื่ออีกฝ่ายฝึกฝนเคล็ดวิชาเกราะเหล็กมา แล้วไปตกลงแลกหมัดกันแบบนั้น นี่ไม่เท่ากับฆ่าตัวตายหรือ?

หวังหงหันไปกระซิบข้างกาย “ไปบอกอาจารย์จางว่าไป๋เชาฝึกฝนเคล็ดวิชาเกราะเหล็กมา และหมัดของเขาก็แข็งแกร่งราวกับเหล็ก อย่าปล่อยให้หลิวหยางเข้าไปแลกหมัดกับเขาได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม…”

เขารีบออกคำสั่งกับองครักษ์ที่ยืนขนาบข้าง

องครักษ์พยักหน้าและรุดไปหาจางเซวียนเพื่อทำตามคำสั่ง

“อาจารย์จาง ฉันได้ยินเรื่องเคล็ดวิชาเกราะเหล็กมา มันเป็นศาสตร์ลับที่ผู้เฒ่าเกราะเหล็กเคยฝึกฝน ด้วยการจุ่มมือลงไปในเลือดของสัตว์ดุร้ายที่มีเกราะเหล็ก เมื่อเวลาผ่านไป มือของผู้นั้นก็จะแข็งแกร่งราวกับเหล็กทีเดียว แต่ว่าการทำแบบนั้นจะทำให้มือสูญเสียความยืดหยุ่นและประสาทสัมผัสไป”

จ้าวหย่าดูจะรู้เรื่องเกี่ยวกับเคล็ดวิชาเกราะเหล็กอยู่มาก เธออธิบายให้จางเซวียนฟัง

“แข็งแกร่งราวกับเหล็กหรือ? แล้วทำแบบนั้น มันจะต่างอะไรกับการสวมถุงมือเหล็ก?”

จางเซวียนไม่รู้จะพูดอะไรอีก

การฝึกวรยุทธก็คือการสร้างวิวัฒนาการให้กับชีวิตไปในตัว ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่าไร คู่ต่อสู้ที่ผู้นั้นต้องเผชิญหน้าก็จะแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น และความว่องไวของเขาก็จะต้องเพิ่มมากขึ้นด้วย

แต่เจ้าเด็กคนนี้หลอมมือตัวเองให้กลายเป็นเหล็ก ทำให้สูญเสียประสาทสัมผัสไป ต่อให้มีวรยุทธแข็งแกร่งขนาดไหน สิ่งนี้ก็คือจุดอ่อนอย่างร้ายแรง

จะต้องหลงผิดขนาดไหนกัน ถึงยอมฝึกฝนวรยุทธที่ผิดเพี้ยนแบบนี้?

“อาจารย์จาง หัวหน้าตระกูลของเราสั่งให้ผมมาบอกคุณว่าช่วยหยุดหลิวหยางอย่าให้เข้าไปแลกหมัดกับไป๋เชา ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม…”

เห็นทั้งสองคนกำลังถกกันเรื่องเคล็ดวิชาเกราะเหล็ก องครักษ์ยิ่งตื่นตระหนกและรีบเข้าไปแจ้งข่าว

“หยุดเขาไม่ให้เข้าไปแลกหมัดกับไป๋เชาหรือ เพราะอะไร” จางเซวียนถามอย่างงุนงง “ผมว่าดีเสียอีกที่หลิวหยางตกลงใจทำอย่างนั้น เพราะถึงอย่างไร ไป๋เชาก็เป็นนักรบขั้น 3 ด้วยพลังปราณที่เขามี ยังไม่รวมระดับความเร็วหรือความว่องไว ทุกอย่างก็เหนือกว่าหลิวหยางอยู่แล้ว ต่อให้เขาโจมตีหลิวหยางไม่ได้ เขาก็ยังหลบเลี่ยงได้ ซึ่งถ้ามันออกมารูปนั้น การประลองคงจะยืดเยื้อไปเป็นวันหรือมากกว่าหนึ่งวันเป็นแน่ เข้าแลกหมัดกันแบบนี้จะช่วยเสริมจุดอ่อนของหลิวหยางได้ แล้วผมจะหยุดเขาทำไม?”

ก็ไม่ต่างจากการดวลระหว่างหยวนเทากับขงเจว๋

เป็นความจริงที่ว่าหลิวหยางกับคนอื่นๆมีระดับวรยุทธต่ำกว่าคู่ต่อสู้ ถ้าอีกฝ่ายเลือกใช้วิธีหลบเลี่ยงล่ะก็ พวกเขาจะต้องตกที่นั่งลำบาก แต่ในเมื่อไป๋เชาตัดสินใจจะเข้าชน ก็ไม่มีเหตุผลที่จางเซวียนจะต้องไม่เห็นด้วย

“เอ่อ…”

องครักษ์แทบจะเสียสติ

ตกลงนี่ไม่ใช่ปัญหาอย่างนั้นหรือ?

ผมบอกคุณไม่ชัดเจนพอใช่ไหม?

วรยุทธที่ฝ่ายตรงข้ามใช้คือเคล็ดวิชาเกราะเหล็ก มันคือหมัดที่แข็งแกร่งราวกับเหล็ก เป็นไปไม่ได้เลยที่หลิวหยางจะเอาชนะได้ด้วยการแลกหมัดกันซึ่งๆหน้า…

เขากำลังจะหว่านล้อมจางเซวียนอีก แต่เมื่อมองไปที่เวทีประลอง ก็เห็นทั้งสองคนกำลังออกตัว การประลองเริ่มขึ้นแล้ว

สายไปแล้วที่จางเซวียนจะเข้าไปขวาง

“ในเมื่อนายตกลง เริ่มเลยก็แล้วกัน”

เห็นหลิวหยางตกหลุมพรางของเขา ไป๋เชาคำรามอย่างย่ามใจ เขาก้าวออกมาและปล่อยหมัดตรงเข้าใส่หลิวหยาง

บึ้ม!

พลังของหมัดที่ปล่อยออกมาได้แหวกผ่านอากาศ ทำให้เกิดเสียงกึกก้อง เหมือนอย่างที่ตำนานว่าไว้ สามารถมองเห็นชั้นผิวหนังบางๆบนกำปั้นของเขา และหมัดนั้นก็ดูเหมือนกับการโจมตีของสัตว์ป่ามากกว่าจะเป็นของมนุษย์ มันเปล่งรังสีแปลกประหลาดอย่างน่าสะพรึงออกมา

“ดีเลยที่นายตัดสินใจเผชิญหน้ากับฉัน!”

หลิวหยางเลิกคิ้วและใช้หมัดของเขารับแรงปะทะจากไป๋เชา

“เขาเสียท่าแล้ว!”

หวังหงไม่คิดว่าองครักษ์จะยับยั้งการดวลของทั้งคู่ไม่สำเร็จ เขาหน้าซีดและทั้งร่างเริ่มโงนเงน

กำปั้นของมนุษย์จะรับมือกับการโจมตีของสัตว์ป่าได้อย่างไร?

อีกอย่าง วรยุทธของหลิวหยางก็ต่ำกว่าวรยุทธของไป๋เชามาก

หวังหง ถอนหายใจและหลับตา ไม่อยากเห็นภาพแขนของหลิวหยางต้องแหลกละเอียดและพ่ายแพ้ยับเยิน แต่ในตอนนั้นก็ได้ยินเสียงไป๋หมิงหายใจถี่กระชั้นและอุทานออกมา “นี่…นี่มัน…”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version