ตอนที่ 225 ศิษย์พี่
“เรียกเขาว่าท่านอา?”
ถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะอาจารย์หรือนักเรียนก็ผงะกันไปหมด
ให้ลู่ฉวินเรียกจางเซวียนว่าอา?
เอาตรรกะแบบนี้มาจากไหนกัน?
เราหูฝาดหรือเปล่า?
ปรมาจารย์ลู่เฉินเป็นราชครูของฮ่องเต้ ถ้าลู่ฉวินต้องเรียกเขาว่าอา แล้วฮ่องเต้มิต้องทำแบบเดียวกันหรือ?
มันใช่เรื่องไหม?
เมื่อคิดได้แบบนี้ ทุกคนก็หันขวับไปมองฮ่องเต้เซินจุยซึ่งนั่งอยู่ตรงที่วีไอพี ฮ่องเต้ทรงหน้าดำคร่ำเครียดเช่นกัน
ในฐานะฮ่องเต้ และชายวัยกลางคนที่อายุกว่าสี่สิบแล้ว จะให้มาเป็นรุ่นน้องของเด็กหนุ่มอายุยังไม่ถึง 20 ปี…คงไม่มีใครรับได้
“ให้เรียกว่า…ท่านอา?”
ลู่ฉวินแทบปล่อยโฮ
พ่อหมายความว่าอย่างไร เขาไม่ได้แก่กว่าผมเสียด้วยซ้ำ แถมยังเป็นแค่อาจารย์ระดับล่าง ผมต้องเรียกเขาว่าท่านอาอย่างนั้นหรือ?
เขาแน่นหน้าอกจนอยากกระอักเลือด
“ทำไม? แกบังคับตัวเองให้เรียกไม่ได้หรือไง? ปรมาจารย์จางเป็นเพื่อนของฉัน และฉันก็นับเขาเป็นน้อง แล้วแกจะเรียกเขาว่าอะไรถ้าไม่ใช่ท่านอา?”
ปรมาจารย์ลู่เฉินเบิ๊ดกะโหลกลูกชายขณะที่ตวาด
เขาเลี้ยงลูกชายมาแบบไหนกัน ถึงกับกล้าสู้กับอาของตัวเอง สงสัยจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ โชคดีที่ปรมาจารย์จางมีเมตตา ไม่อย่างนั้นคงต้องนอนแบ็บอยู่บนเตียงสองสามเดือนเป็นแน่
“ผม…”
ด้วยความขัดแย้งที่ต่อสู้กันอยู่ภายใน ลู่ฉวินพบว่าตัวเขาไม่อาจเรียกจางเซวียนว่าท่านอาได้ เขาแทบจะปล่อยโฮออกมาเดี๋ยวนั้น
“แกมันก็มดปลวกตัวหนึ่ง…”
ปรมาจารย์ลู่เฉินเกรี้ยวกราดจนเคราพะเยิบพะยาบไปตามแรงหายใจ เขากำลังจะก่นด่าลูกชายต่อ แต่อาจารย์จางก็เข้ามาขวาง
“พอเถอะพี่ลู่ เด็กๆก็มีช่วงเวลาที่จะหลงตัวเองแบบนี้เป็นธรรมดา มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร คุณค่อยๆสั่งสอนเขาไปก็แล้วกัน มาตำหนิเขาต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ไม่ดีหรอก!”
จางเซวียนพยายามหว่านล้อมเขา
ถ้าจะพูดกันตามตรง เขาก็ไม่อยากยุ่งกับเรื่องภายในครอบครัว
แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองจะสามารถรักษาหน้าให้ลู่ฉวินได้ด้วยการเตือนปรมาจารย์ลู่เฉิน
ตั้งแต่เขาทะลุมิติมา ปรมาจารย์ลู่เฉินได้ช่วยเหลือเขามากมาย ดังนั้น ถึงลู่ฉวินจะทำให้เขาวุ่นวายครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ไม่อยากจะสับฝ่ายนั้นให้เละ
“ใช่ น้องจางพูดถูก!”
ปรมาจารย์ลู่เฉินพยักหน้า เขาเบิ๊ดกะโหลกลูกชายอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ “เจ้าเด็กเหลือขอ รีบลุกขึ้นขอบคุณท่านอาจางสำหรับความเมตตาเดี๋ยวนี้!”
“ผม…”
ลู่ฉวินแทบบ้า เขามองจางเซวียนด้วยความอยากทึ้งผมเต็มแก่
น้องชาย, สถานภาพของแกเปลี่ยนไวเกิ๊น!
เป็นธรรมดาที่ ‘เด็กๆ’ จะมีช่วงเวลาหลงตัวเอง…
แกว่าใครเป็นเด็ก?
แกเด็กกว่าฉันเสียอีก แต่พูดคำเหล่านั้นออกมาง่ายดายเหลือเกิน เอาความมั่นใจมาจากไหนกัน…
เขาสิ้นหวังและท้อใจสุดขีด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าบิดา ก็ไม่กล้าพูดอะไร
อีกด้านหนึ่ง ก็มีใครบางคนแทบลมจับกับสิ่งที่ได้เห็น
เพื่อนรักของเขา หว่างเชา
อาจารย์จางเป็นกึ่งอาจารย์ของหว่างชง ซึ่งหมายความว่า…แม้แต่พ่อของเขาก็เป็นรุ่นน้อง
ดังนั้น ด้วยตำแหน่ง เขาต้องเรียกจางเซวียนว่าท่านลุง…
“ท่านอา…จาง!”
หลังจากลังเลอยู่นาน ลู่ฉวินก็พ่นคำนั้นลอดไรฟันออกมา เขาสูดหายใจลึก นัยน์ตาฉายแววเลือดเย็นขณะพูดว่า “คุณอาจจะเอาชนะผมในการประเมินอาจารย์ได้ แต่คุณไม่มีทางได้เป็นผู้ช่วยของทั้งสามปรมาจารย์หรอก!”
เพราะไอ้หมอนี่ที่ทำให้วันนี้เขาต้องอับอายขายหน้าอย่างใหญ่หลวง ต่อให้เขาต้องเรียกฝ่ายนั้นว่าท่านอาจางตามที่พ่อของเขาบังคับ แต่เขาก็มิได้มีความรู้สึกเคารพเลยแม้แต่น้อย
“อ้าว? ทำไมหลานรักของอาถึงพูดแบบนั้นล่ะ?” จางเซวียนมองเขาอย่างสงสัย
“แก…”
ได้ยินอีกฝ่ายตรงใจเรียกเขาว่าหลานรัก ลู่ฉวินเดือดดาลขึ้นอีก เขาอยากกระอักเลือดเต็มที ร่างของเขาซวนเซขณะที่พูดด้วยเสียงลอดไรฟัน “การที่จะได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ ผู้นั้นจะต้องเป็นอาจารย์ดาวเด่นที่เป็นที่ยอมรับ หรือเป็นอาจารย์ระดับสูงของสมาคมอาจารย์ ถึงอย่างไรอาจารย์ระดับล่างอย่างคุณก็ไม่มีคุณสมบัติหรอก!”
อาจารย์แบ่งออกเป็น 3 ระดับคืออาจารย์ระดับล่าง อาจารย์ระดับบนและอาจารย์ดาวเด่น
ผู้ที่ได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ส่วนมากมักเป็นอาจารย์ดาวเด่น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นอาจารย์ระดับบน ส่วนอาจารย์ระดับล่างนั้นไม่เคยได้อาจเอื้อม
ต่อให้ทั้งสามปรมาจารย์ประเมินแกไว้สูง แล้วอย่างไรเล่า?
ในฐานะปรมาจารย์ พวกเขาต้องทำตามกฎ
“เอ่อ…”
จางเซวียนอึ้งไป
เจ้าของร่างคนเก่าเป็นอาจารย์ระดับล่าง และหลังจากที่เขาทะลุมิติมาเกิดใหม่แล้ว ด้วยเวลาเพียงสั้นๆที่อยู่ที่นี่ เขายังไม่มีโอกาสและเวลาเพียงพอที่จะเข้ารับการทดสอบเพื่อเป็นอาจารย์ระดับบน ดูท่าเขาจะต้องหาโอกาสเข้าสอบเสียแล้ว ไม่อย่างนั้น ในเส้นทางของการก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ สถานภาพของเขาจะต้องเป็นปัจจัยที่กลายเป็นข้อจำกัดอย่างใหญ่หลวง
ด้วยความเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติที่สุดในโลกใบนี้ ผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ จะต้องเดินตามขั้นตอนอย่างซื่อตรง หากใครถูกพบว่าข้ามขั้นหรือใช้ทางลัด การถูกดูหมิ่นเหยียดหยามก็ยังเป็นแค่เรื่องเล็ก แต่ผู้นั้นจะสูญเสียเกียรติยศศักดิ์ศรีทั้งหมดที่สั่งสมมานานปีไปด้วย
“อาจารย์จาง เราพบกันอีกแล้ว!”
เขากำลังคิดถึงเรื่องการเข้าสอบ ขณะที่ได้ยินเสียงคุ้นหู เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นผู้อาวุโสโม่จากสมาคมอาจารย์ จู่ๆเขาก็เดินเข้ามา
“อ้าว ผู้อาวุโสโม่นี่เอง!”
จางเซวียนประทับใจในตัวผู้เฒ่าคนนี้
เมื่อผู้อาวุโสโม่รู้ว่าตัวเองทำผิดพลาด เขาก็ไม่เข้าข้างเพื่อน และจัดการทุกอย่างด้วยความเที่ยงธรรมสูงสุด ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จางเซวียนจะลุกขึ้นสู้กับซั่งเฉินและซั่งปิงในการทำแบบทดสอบความประสงค์
“อาจารย์จาง ผมเสียใจนักที่มีแกะดำอย่างซั่งเฉินเข้ามาอยู่ในหมู่อาจารย์และสร้างความยุ่งยากให้คุณมากมาย หลังจากวันนั้น ผมได้รายงานเรื่องนี้ให้สำนักงานใหญ่รับรู้ และมีคำตัดสินตกมาแล้ว เราปล่อยให้คุณรอเสียนาน!”
ผู้อาวุโสโม่คำนับ
“อ้อ! มีคำตัดสินแล้วหรือ? ดีเลย!” จางเซวียนพยักหน้า
ก่อนหน้านี้ ในการทำแบบทดสอบความประสงค์ ผู้อาวุโสโม่แค่ภาคทัณฑ์ตำแหน่งของซั่งเฉินในฐานะหัวหน้าฝ่ายการศึกษา รวมทั้งใบอนุญาตของซั่งปิง ซึ่งคำตัดสินที่เป็นข้อสรุปก็ยังไม่ตกมา
ตอนแรก จางเซวียนคิดว่าพวกเขาจะไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใดๆ เพิ่งรู้ว่ามีการรายงานเรื่องนี้ให้ทางสำนักงานใหญ่รับทราบแล้ว
สำนักงานใหญ่ของสมาคมอาจารย์นั้นอยู่ไกลจากอาณาจักรเทียนเซวียนมาก แม้ด้วยเครื่องมือสื่อสารที่รวดเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน
“ผมจะประกาศคำตัดสินจากสำนักงานใหญ่ละนะ!”
ผู้อาวุโสโม่พยักหน้า หยิบม้วนกระดาษออกจากกระเป๋าและคลี่มันออก
ฟิ้ว!
มีแสงสว่างพุ่งออกจากเวทีประลองขึ้นสู่สวรรค์ และแผ่ความสว่างเรืองรองออกไปทั้ง 4 ทิศทาง
“มันคือสารจากสมาคม!”
“สารจากสมาคม? มันคืออะไร?”
“ฮ่องเต้ทรงใช้โองการของพระราชวังเพื่อประกาศคำสั่งและคำเรียกตัวของพระองค์ ซึ่งสมาคมอาจารย์ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ทรงอำนาจที่สุดของทั่วทั้งทวีปก็มีของแบบนี้เหมือนกัน มันเป็นที่รู้จักกันในชื่อสารสมาคม! โดยปกติแล้วจะใช้ประกาศบทลงโทษอาจารย์ที่ฝ่าฝืนกฎ หรือปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อาวุโสในสมาคมล่าช้า เมื่อประกาศแล้ว คำประกาศนั้นจะถูกบันทึกไว้ในหนังสือของสมาคมอาจารย์โดยอัตโนมัติ และสามารถตรวจสอบบันทึกนั้นได้ง่ายจากสมาคมทุกสาขา!”
“การที่สำนักงานใหญ่อนุญาตให้สมาคมอาจารย์สาขาอาณาจักรเทียนเซวียนได้ใช้สารสมาคม ก็แปลว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้!”
“ก็แน่ล่ะ จงใจให้ร้ายอัจฉริยะผู้มีศักยภาพพอที่จะก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ มันก็คงจะแปลกถ้าทางสมาคมไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้”
“จริงด้วย ซั่งเฉินเล่นผิดคนแล้ว สมน้ำหน้า!”
เมื่อได้เห็นสารจากสมาคม อาจารย์ทุกคนที่รู้จักความยิ่งใหญ่ของสารนั้นต่างอึ้งตะลึงงัน
น้อยครั้งมากที่สมาคมอาจารย์จะใช้สารสมาคม ซึ่งการที่มันถูกใช้ในโอกาสนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน
พรึ่บ!
วินาทีที่สารสมาคมถูกคลี่ออก อาจารย์และนักเรียนทุกคน แม้แต่ปรมาจารย์ทั้งสามต่างก็ลุกขึ้นยืนด้วยความเคารพ
“อาณาจักรเทียนเซวียน, อาจารย์ซั่งเฉินแห่งโรงเรียนหงเทียน ในฐานะหัวหน้าฝ่ายการศึกษา ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของเขาให้ร้ายอาจารย์อีกคนหนึ่ง บิดเบือนคำสั่งของทางสมาคม ดังนั้น เขาจึงถูกเพิกถอนใบอนุญาตการเป็นอาจารย์, เป็นการถาวร!”
ท่ามกลางแสงเจิดจ้านั้น เสียงอันทรงอำนาจของเขาดังกังวาน
ตุ้บ!
ผู้อาวุโสซั่งเฉินที่นั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนมีใบหน้าเคร่งเครียด และร่วงลงไปกองกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
เขาแค่อยากช่วยหลานชายระบายความแค้น นึกไม่ถึงว่าเรื่องจะบานปลายขนาดนี้
การถูกเพิกถอนใบอนุญาตการเป็นอาจารย์ก็หมายความว่าสถานภาพและตำแหน่งของเขาจะป่นปี้ไปโดยสิ้นเชิง ไม่ต่างอะไรกับการตกชั้นจากขุนนางไปเป็นพ่อค้าสามัญ
“อาณาจักรเทียนเซวียน, อาจารย์ซั่งปิงแห่งโรงเรียนหงเทียน ขาดความกลมเกลียวกับเพื่อนร่วมงาน และไม่ประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ดังนั้น จึงถูกระงับใบอนุญาตการเป็นอาจารย์เป็นเวลา 3 ปี ส่วนอาจารย์เฉาฉง ที่ใช้ความอิจฉาริษยาของเขาเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตการเป็นอาจารย์เป็นการถาวร และจะไม่มีโรงเรียนใดรับเขาเป็นอาจารย์อีก!”
จากนั้นบทลงโทษซั่งปิงและเฉาฉงก็ถูกประกาศออกมา
ซั่งปิงซึ่งถูกระงับใบอนุญาตการเป็นอาจารย์เป็นเวลา 3 ปี ก็หมายความว่าเขาจะไม่สามารถสอนนักเรียนได้อีกเป็นเวลา 3 ปี
อย่างน้อยที่สุดคือเขาไม่อาจกลับไปยังโรงเรียนได้ตลอดระยะเวลา 3 ปีนี้ ส่วนผู้อาวุโสซั่งเฉินซึ่งเป็นปู่ของเขา และเฉาฉงจะไม่มีโอกาสกอบกู้ชื่อเสียงเกียรติยศของพวกเขากลับคืนมาได้อีกเลย
โดยเฉพาะเฉาฉง การถูกแบนจากโรงเรียนทุกแห่งนั้นหมายความว่าต่อให้เขาจะสมัครเป็นภารโรงก็ยังไม่ได้ ถ้าโรงเรียนไหนถูกพบว่าฝ่าฝืนกฎ โรงเรียนนั้นจะถูกสมาคมอาจารย์ลงโทษ
“อาณาจักรเทียนเซวียน, อาจารย์จางเซวียนแห่งโรงเรียนหงเทียน ในฐานะบุคคลผู้มีความตั้งใจจริง ที่ได้อดทนต่อการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อรักษาชื่อเสียงของโรงเรียนไว้ ทั้งยังประสบความสำเร็จในการให้คำชี้แนะ และประพฤติตัวเป็นแบบอย่างให้กับอาจารย์คนอื่นๆ ดังนั้น จึงขอแต่งตั้งให้เขาเป็นอาจารย์ดาวเด่น”
ฟึ่บ!
เสียงประกาศสารสมาคมจบลง แสงเจิดจ้านั้นค่อยๆจางหายไป
“แปลว่า…ตอนนี้เราเป็นอาจารย์ดาวเด่นแล้ว?”
จางเซวียนกะพริบตาปริบๆ
เขากำลังคิดว่าจะเข้ารับการทดสอบเป็นอาจารย์ระดับบนและไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เท่าที่เห็น ก็คงไม่จำเป็นแล้ว กระดาษแผ่นเดียวจากสมาคมอาจารย์ได้แก้ปัญหาให้เขา
“อาจารย์จาง ยินดีด้วย!” ผู้อาวุโสโม่ลูบเคราและยิ้มให้จางเซวียน
“ขอบคุณผู้อาวุโสโม่ที่ช่วยเป็นธุระให้!” จางเซวียนคำนับ
เขารู้ว่าผู้อาวุโสโม่คงต้องเหน็ดเหนื่อยกับการให้ได้คำตัดสินมา ซึ่งเขารู้สึกสำนึกในบุญคุณเป็นอย่างมาก
“คุณพูดเกินไปแล้ว ผมมาที่นี่เพื่อประกาศคำตัดสินของสมาคมเท่านั้น เอาล่ะ ผมจะไม่รบกวนคุณแล้ว ลาก่อน!” จากนั้นเขาก็ประสานมือคารวะและจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม
การจากไปของผู้อาวุโสโม่นำมาซึ่งความเงียบงันชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนหันขวับมองลู่ฉวินเป็นตาเดียว
คุณเพิ่งพูดใช่ไหมว่าเขามีคุณสมบัติไม่เพียงพอ?
จากนั้นผู้อาวุโสโม่ก็ปรากฏกาย และประกาศคำตัดสินเลื่อนขั้นให้อาจารย์จางได้เป็นอาจารย์ดาวเด่น การตบหน้าครั้งนี้…เอาเถอะ ทุกคนรู้ดีว่ามันเจ็บแสบอย่างไร
ตามคาด ลู่ฉวินหน้าซีดเผือด ดูพร้อมจะฆ่าตัวตายได้ทุกวินาที
“ปรมาจารย์จาง ผมตามใจลูกชายมากเกินไป ผมหวังว่าคุณคงจะเมตตาและ…”
เมื่อได้เห็นสถานการณ์ต่อหน้าต่อตา ปรมาจารย์ลู่เฉินได้แต่ส่ายหน้า ตอนแรก เขาตั้งใจว่าจะไม่เข้ามาก้าวก่ายเรื่องนี้ แต่ก็ไม่อาจทนดูได้ สุดท้ายเขาก็ประสานมือคารวะจางเซวียน
“ปรมาจารย์ลู่เฉิน คุณพูดอะไร…” จางเซวียนยิ้ม “ทั้งหมดทั้งมวลที่เขาทำเกินเลยไปก็เพราะอยากเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์เท่านั้น ผมไม่ถือสาเรื่องนี้หรอก!”
“ขอบคุณ!” เห็นจางเซวียนไม่เอาเรื่อง ลู่เฉินคำนับอย่างสำนึกบุญคุณ
“ไม่ต้องมีพิธีรีตองกับผมหรอก เอาล่ะ!” จางเซวียนหันไปทางสามปรมาจารย์ “ปรมาจารย์หลิว ปรมาจารย์จวง ปรมาจารย์เจิง, ถึงการแสดงออกของลู่ฉวินจะไม่เหมาะไม่ควรนัก แต่ความสามารถในการเป็นอาจารย์ของเขานั้นโดดเด่น คุณควรพิจารณาเขานะหากว่าคุณต้องการรับผู้ช่วย!”
“คุณ…” ลู่ฉวินรู้สึกหายใจไม่ออกขณะได้ยินคำพูดของจางเซวียน เขาหน้าแดงก่ำในทันที ดวงตาก็แดงก่ำด้วยความตกตะลึง
เหตุผลที่เขาชิงดีชิงเด่นกับจางเซวียนก็เพื่อโอกาสที่จะได้เป็นผู้ช่วยของสามปรมาจารย์ แต่…ในเมื่ออาจารย์จางชนะการประลอง ทำไมถึงยกประโยชน์ให้เขา…
อีกอย่าง คุณคิดอะไรอยู่?
อีกฝ่ายเป็นถึงปรมาจารย์! พูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น ไม่กลัวเขาเอาตายหรือ?
ยังไม่ทันหายตะลึง สามปรมาจารย์ก็ก้าวออกมาและประสานมือคารวะจางเซวียน
“ศิษย์พี่!”
