Skip to content

Library Of Heaven’s Path 227


ตอนที่ 227 สภาวะหยั่งรู้

แน่นอนว่าจางเซวียนรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

ในฐานะนักปรุงยา เขารู้ดีว่าต่อให้ยานั้นออกฤทธิ์ได้น่าทึ่งแค่ไหน ผู้ที่กินเข้าไปก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทีละน้อยตามจำนวนยาที่กิน ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับยายกระดับวรยุทธ

หลังจากรักษาอาการบอบช้ำและประสานความบาดหมางระหว่างเขากับลู่ฉวินแล้ว ก็ถือว่าเขาเสร็จสิ้นภารกิจทั้งหมดที่นี่

เมื่ออาจารย์ผู้ดำเนินงานประกาศเริ่มงานประลองนักเรียนใหม่ นักเรียนจำนวนมากก็กรูเข้าไปยังเวที ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ทุกคนจ้องจางเซวียนเป็นตาเดียวราวกับหมาป่าหิวโหยที่จับจ้องเหยื่อ

“อาจารย์จาง ผมอยากเป็นศิษย์ของคุณ คุณจะรับผมเป็นศิษย์ได้ไหม?”

“ผมขอร้อง ได้โปรดรับผมเถอะ ไม่เพียงแต่ผมจะฉลาดปราดเปรื่องเท่านั้นนะ ผมยังช่วยคุณเก็บเตียงและทำงานบ้านได้ด้วย…”

“อันที่จริง ฉันเคารพอาจารย์มาตลอด ต่อให้ไม่ได้เป็นศิษย์ ขอแค่เข้าไปนั่งฟังในห้องเรียนก็ได้…”

“อาจารย์ ตระกูลของผมร่ำรวยมาก ถ้าคุณรับผมเป็นศิษย์ล่ะก็ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา!”

“เงิน เงิน เงิน เงินบ้านแกสิ! ไปไกลๆเลย แกคิดว่าอาจารย์จางเป็นคนเห็นแก่เงินหรือ? แต่อาจารย์จาง ถ้าคุณต้องการล่ะก็…ตระกูลของผมก็ร่ำรวยเหมือนกัน ช่วยรับผมเป็นศิษย์เถอะ…”

ด้วยความเก่งกาจอันน่าทึ่งของเขาในการประเมินอาจารย์ รวมถึงความสามารถในการแก้ปัญหาที่สามปรมาจารย์ยังถึงกับอึ้ง

ก็ทำให้นักเรียนทุกคนอลหม่านไปหมด พวกเขาไม่อาจหักห้ามตัวเองได้ ต่างกรูเข้าใส่จางเซวียนเพื่อพยายามจะให้เขารับเป็นศิษย์

เกิดความชุลมุนวุ่นวายบนสังเวียน

ความแคลงใจที่ทุกคนเคยมีต่ออาจารย์จางหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย นักเรียนมากมายต่างผลักไสยื้อแย่งเพื่อจะเข้าใกล้อาจารย์จางให้มากที่สุด เพราะกลัวว่าตัวเองจะพลาดโอกาสนี้

มีอยู่สองสามคนที่เสียใจจนแทบจะฆ่าตัวตาย พวกเขารู้สึกว่าหากก่อนหน้านี้ไม่หูหนวกตาบอดไปกับข่าวลือทั้งหมด ก็จะได้เป็นศิษย์ของอาจารย์จางแล้ว

ถ้าพวกเขารู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น คนที่เปล่งประกายโดดเด่นอยู่บนเวทีจะต้องไม่ใช่เจิ้งหยางกับคนอื่นๆ แต่ต้องเป็นพวกเขา ต่างรู้ดีว่าเจิ้งหยางกับพรรคพวกห่างไกลจากการขึ้นมาอยู่แถวหน้ามากมายนัก โดยเฉพาะหยวนเทาซึ่งรั้งท้ายสุด

แต่ตอนนี้ ขนาดหยวนเทาก็ยังโจมตีอาจารย์ลู่เสียอยู่หมัด ภาพที่เขารั้งตัวอาจารย์ลู่ไว้อย่างเหนียวแน่นนั้นยังเด่นชัดอยู่ในใจ ความคิดนั้นทำให้พวกเขาร้อนรน

จากนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาในโรงเรียน แต่ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่โจมตีได้แม้แต่นักรบขั้นพี่เชวี่ยภายในเวลาครึ่งเดือน…ถ้าไม่เห็นกับตาจะไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด

“เอ่อ…” จางเซวียนก็อึ้งเหมือนกัน

อันที่จริง เขาไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะสร้างแรงกระเพื่อมได้ขนาดนี้

“อาจารย์…ได้เกียรติยศและศักดิ์ศรีของเขากลับคืนมาในที่สุด หลังจากที่ผ่านเรื่องราวพวกนี้ไปได้!”

เมื่อได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น จ้าวหย่ากับคนอื่นๆต่างกำหมัดแน่น

ตั้งแต่ลู่ฉวินประกาศท้าอาจารย์จาง พวกเขาต้องจมอยู่กับความโกรธเคืองและความอัปยศมาตลอด ความรู้สึกนั้นผลักดันให้ทุกคนฝึกฝนอย่างหนักเพื่อนำศักดิ์ศรีและความรุ่งโรจน์กลับคืนมาสู่อาจารย์ และตอนนี้…พวกเขาก็ทำได้สำเร็จ!

ความเจิดจรัสของอาจารย์จางเป็นที่ประจักษ์ในที่สุด

ทุกคนภาคภูมิใจมาก

ณ วินาทีนั้น พวกเขาอยากตะโกนก้องให้ทั้งโลกรู้ว่า…

ดูสิ นี่คืออาจารย์ของเรา…

เขาชื่อจางเซวียน!

“ผมมีลูกศิษย์อยู่ 5 คนแล้ว และไม่อยากรับลูกศิษย์ใหม่ในตอนนี้ แต่เอาเถอะ เห็นแก่ความกระตือรือร้นของพวกคุณทุกคน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมจะจัดชั้นเรียน

วรยุทธขั้นพื้นฐานขึ้นมา บางทีมันอาจจะมีประโยชน์”

รู้ตัวว่าต้องเหนื่อยตายแน่ถ้ารับนักเรียนมากขนาดนั้น จางเซวียนจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเกิดความคิดขึ้นมา

แค่ลูกศิษย์ 5 คน เขาก็แทบจะล้มละลายขายตัวแล้ว ถ้าต้องรับลูกศิษย์มากขนาดนี้รวดเดียว คงไม่เหลือแม้เงินจะกินข้าว!

“อาจารย์จางไม่รับศิษย์ใหม่แล้วหรือ?”

“แต่ได้ฟังเขาสอนก็ดีเหมือนกันแหละ…”

เมื่อรู้ว่าจางเซวียนไม่รับลูกศิษย์ใหม่ ในตอนแรกทุกคนก็ผิดหวัง แต่เมื่อได้ยินว่าเขาจะจัดชั้นเรียนมาขึ้นมาให้ ทุกคนก็ใจชื้น

ด้วยความสามารถถึงขนาดที่ทำให้เจิ้งหยางกับคนอื่นๆเก่งขึ้นพรวดพราดแบบนั้น บทเรียนของเขาจะธรรมดาได้อย่างไร?

“ชั้นเรียนวรยุทธขั้นพื้นฐานจะมีขึ้นวันพรุ่งนี้ ที่นี่ ใครอยากเรียนก็มาได้เลย แต่สำหรับวันนี้ มาเริ่มการประลองนักเรียนาใหม่กันเถอะ!”

หลังจากอธิบายให้ฝูงชนสงบลงแล้ว จางเซวียนก็ออกจากเวทีประลอง

ถ้าเขาไม่ออกมาตอนนี้ คงถูกกลุ่มนักเรียนบ้าคลั่งรุมทึ้งจนตายแน่

อีกอย่าง การประลองนักเรียนใหม่ก็ควรจะเป็นรายการหลักของวันนี้ การประเมินอาจารย์เป็นแค่การเรียกน้ำย่อยเท่านั้น เขาไม่ควรจะแย่งซีน

เขาเดินกลับห้องเรียน และสามปรมาจารย์ก็ตามมาติดๆ

“ศิษย์พี่!”

ทั้งสามประสานมือคารวะ

“เอาล่ะ! เชิญนั่งเถอะ อันที่จริงผมมีเรื่องอยากรบกวนพวกคุณเหมือนกัน!”

จางเซวียนยิ้ม

“คุณเป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยาง ในขณะที่พวกเราเป็นแค่นักเรียนของเขา ในฐานะศิษย์พี่ เชิญแนะนำพวกเราตามสบาย ไม่เป็นการรบกวนเลย…”

หลิวหลิงยิ้มเจื่อนๆ

แม้จะโตๆกันแล้วก็ยังมีสายมีอันดับกันอยู่ ลูกศิษย์สายตรงจะมีตำแหน่งสูงกว่า และนักเรียนคนอื่นๆจะต้องเรียกเขาว่าศิษย์พี่ โดยไม่นำระดับวรยุทธหรืออายุมาเกี่ยวข้อง

ในฐานะรุ่นน้อง พวกเขาย่อมต้องเชื่อฟังคำสั่งของศิษย์พี่

“ก็ตามนั้นแหละ!” เห็นทุกคนพร้อมรับฟัง จางเซวียนพยักหน้าและพูดต่อ

“พวกคุณก็รู้ว่าปรมาจารย์หยางชอบเดินทางท่องเที่ยว และแทบไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ถึงเขาจะรับผมเป็นลูกศิษย์สายตรงแล้ว

แต่เขาก็แค่ชี้แนะให้ผมเล่าเรียนด้วยตัวเอง และไม่รับรองสถานภาพของผมให้ด้วย…เพราะแบบนี้ ผมจึงต้องรบกวนคุณทั้งสามให้รับรองการสอบเข้าเป็นปรมาจารย์ของผม!”

เหตุผลที่เขารับทั้งสามปรมาจารย์เป็นศิษย์ก็เพราะแบบนี้ ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ที่ ‘ปรมาจารย์หยาง’ จะจัดการเรื่องราวให้ จางเซวียนจึงต้องทำเอง

“อ้อ ผมก็คิดว่าเรื่องอะไร เรื่องนี้ไม่ยากเลย” หลิวหลิงยิ้ม “ในการเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ อย่างน้อยที่สุดผู้นั้นจะต้องได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์เสียก่อน ในเมื่อปรมาจารย์หยางไม่อยากออกหน้า และไม่สะดวกใจที่จะเปิดเผยสถานภาพของเขา พวกเราทั้งสามก็ทำตรงนี้ให้ได้”

ขณะที่พูด เขาก็สะบัดข้อมือและหยิบตราหยกออกมายื่นให้จางเซวียน

“นี่คือตราหยกสัญลักษณ์ที่มีรังสีของพวกเราแฝงเร้นอยู่ภายใน ตราบใดที่คุณนำมันติดตัวไปด้วย คุณก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ที่ผ่านการทดสอบและรับรองจากพวกเรา คุณก็แค่หยดเลือดลงไปเพื่อยืนยันกรรมสิทธิ์ และหลังจากนั้นไม่ว่าคุณจะไปสภาปรมาจารย์ที่ใด คุณก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยของพวกเรา ซึ่งจะทำให้คุณมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ได้”

“อ้อ ง่ายแค่นี้เอง?”

จางเซวียนรับตราหยกมา รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นช่างเหลือเชื่อ

เขาคิดมาตลอดว่ามันจะต้องเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ไม่นึกเลยว่าจะง่ายดายขนาดนี้

“การเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์นั้นไม่ยากเลย ตราบใดที่มีปรมาจารย์รับรองคุณ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ดาวเด่นหรืออาจารย์ระดับบนก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ได้ ความยากที่แท้จริงอยู่ที่การพาตัวเองไปให้บรรลุเงื่อนไขที่สามารถจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ได้ต่างหาก!”

“อย่างนั้นหรือ? แล้ว… เงื่อนไขเหล่านั้นคืออะไร?” หลังจากยืนยันกรรมสิทธิ์ในตราหยกแล้ว จางเซวียนก็เก็บตราหยกและตั้งคำถาม

ไม่มีปรมาจารย์สักคนอยู่ในอาณาจักรเทียนเซวียน และไม่มีเนื้อหาส่วนนี้บันทึกไว้ในหอสมุดพระราชวังเช่นกัน ต่อให้เขาปลอมตัวเป็นปรมาจารย์มาแล้วหลายวัน ก็ยังไม่รู้ว่าเงื่อนไขเหล่านั้นคืออะไร และจะไปหาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทดสอบมาจากไหน

“มีทั้งเงื่อนไขภายนอกและภายในที่ผู้เข้าสอบจะต้องผ่านไปให้ได้เพื่อให้มีคุณสมบัติเพียงพอจะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ เงื่อนไขภายนอกคือ หนึ่ง…ต้องได้คำรับรองจากผู้ที่เป็นปรมาจารย์แล้ว สอง… ต้องมีสถานภาพเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ และสาม… ต้องมีอาชีพรองรับอย่างน้อย 1 อาชีพ” หลิวหลิงอธิบาย

“อือ!” จางเซวียนพยักหน้า

เขาได้ยินเรื่องนี้มาก่อนแล้ว

“ส่วนเงื่อนไขภายในมีอยู่ 2 ข้อ!” หลิวหลิงพูดต่อ “เงื่อนไขข้อแรกคือการเข้าถึงสภาวะหยั่งรู้ของสภาวะนิ่งสงบดุจหนองน้ำ และข้อสองคือการสำเร็จวรยุทธขั้นทงฉวน!”

“สภาวะหยั่งรู้?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย

เขารู้ว่าการรวบรวมสภาวะจิตขั้น 2 คือนิ่งสงบดุจหนองน้ำ แต่ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘สภาวะหยั่งรู้’

หลิวหลิงอธิบาย “การรวบรวมสภาวะจิตคือสิ่งที่นักรบและผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาอาชีพจะต้องทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง นิ่งสงบดุจหนองน้ำคือกระบวนการที่ใช้ในการควบคุมสภาพจิตใจ ทำให้พวกเขาสามารถรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ โดยปราศจากการรบกวนของอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก”

จางเซวียนพยักหน้า

หลิวหลิงพูดถูก เป็นเพราะนักปรุงยาเฉินเสี่ยว นักปรุงยาเมิ่งเหยียน และคนอื่นๆยังเข้าไม่ถึงสภาวะนี้ อารมณ์ด้านลบของพวกเขาจึงส่งผลกระทบต่อยาเม็ดสงบใจที่พวกเขาหลอมขึ้นมา ทำให้ยาเม็ดนั้นสูญเสียฤทธิ์ดั้งเดิมของมันไป

“นิ่งสงบดุจหนองน้ำแบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบแรกเป็นของปรมาจารย์ ส่วนอีกแบบหนึ่งเป็นของนักรบและผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพทั่วไป”

“เหตุผลที่ทั้งสองแบบแตกต่างกันนั้นก็ง่ายมาก นิ่งสงบดุจหนองน้ำที่ปรมาจารย์เข้าถึงนั้นแตกต่างจากที่อาชีพอื่นๆใช้ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมปรมาจารย์จึงเป็นที่เคารพอย่างสูง”

“นิ่งสงบดุจหนองน้ำที่ผู้เชี่ยวชาญและนักรบทั่วไปใช้คือการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก แต่นิ่งสงบดุจหนองน้ำที่ปรมาจารย์ใช้คือการเข้าถึงแก่นแท้และแยกแยะความจริงออกจากความเท็จได้!”

“แยกแยะความจริงออกจากความเท็จ? เข้าถึงแก่นแท้?”

“ใช่ ถ้าคุณยังไม่เข้าใจ ผมจะอธิบายแบบนี้ นิ่งสงบดุจหนองน้ำที่นักรบทั่วไปเข้าถึงนั้นรู้จักกันในชื่อ ‘สภาวะหนึ่งเดียว’ แค่พวกเขารวบรวมสมาธิและความใส่ใจทั้งหมดเข้าที่การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด โดยไม่ปล่อยให้ปัจจัยอื่นเข้ามาทำให้ไขว้เขวได้ นั่นก็ถือว่าใช่แล้ว แต่สำหรับนิ่งสงบดุจหนองน้ำของปรมาจารย์นั้น เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘สภาวะหยั่งรู้’ มันคือความสามารถในการเข้าถึงแก่นแท้ของเรื่องราว และมองเห็นหัวใจของปัญหา”

“พูดได้ว่า แม้พวกเขาต่างก็เข้าถึงนิ่งสงบดุจหนองน้ำ แต่สภาวะที่ปรมาจารย์เข้าถึงนั้นแตกต่างจากคนทั่วไป เฉพาะผู้ที่ครอบครองสภาวะหยั่งรู้ของนิ่งสงบดุจหนองน้ำเท่านั้นจึงจะสามารถเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ได้ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงยา ปรมาจารย์ด้านการชงชา ปรมาจารย์ด้านเคล็ดวิชา ปรมาจารย์ด้านการตีเหล็ก และอื่นๆ จึงไม่ใช่ปรมาจารย์จริงๆ”

ด้วยการมีอาชีพรองรับ จะทำให้ผู้นั้นมีคุณสมบัติเพียงพอจะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ จางเซวียนเคยคิดอยู่ว่าก็ออกจะแปลกที่ผู้อาวุโสเทียนไม่เข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ แม้ว่าเขาจะเป็นถึงปรมาจารย์ด้านการชงชาที่โรงเรียนเป๋ยอู๋ กลายเป็นว่าหัวใจของปัญหาอยู่ตรงนี้เอง

หากปราศจากสภาวะหยั่งรู้ ผู้นั้นก็มีคุณสมบัติไม่เพียงพอ

“แล้วจะฝึกฝนตัวเองให้เข้าถึงสภาวะหยั่งรู้ของ ‘นิ่งสงบดุจหนองน้ำ’ ได้อย่างไร?” เมื่อเข้าใจที่มาที่ไปแล้ว จางเซวียนตั้งคำถาม

“ฝึกอย่างไรหรือ?” หลิวหลิง จวงเชียน และเจิงเฟยมองหน้ากันก่อนจะยิ้ม “สภาวะนี้ไม่มีทางฝึกได้หรอก มันเป็นพรสวรรค์ ผู้ที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นปรมาจารย์ เมื่อเข้าถึงนิ่งสงบดุจหนองน้ำแล้วก็จะเข้าถึงสภาวะหยั่งรู้ไปด้วย พวกเขาจะมีความสามารถในการแยกแยะความจริงออกจากความเท็จได้!”

“สิ่งนี้ก็เหมือนกับการที่นักปรุงยาจะต้องมีองค์ประกอบของธาตุไม้อยู่ในร่างกาย หากไม่มีพรสวรรค์ ต่อให้ฝึกฝนหนักหน่วงอย่างไร ก็ไม่มีทางจะเป็นปรมาจารย์ได้ ถ้าจะใช้ตรรกะอธิบาย ต่อให้ผู้ชายคนหนึ่งจะเก่งกาจน่าทึ่งอย่างไร ก็ไม่มีทางที่เขาจะเลี้ยงเด็กได้ หากปราศจากพรสวรรค์ ต่อให้ฝึกหนักแค่ไหน ก็ล้มเหลวเหมือนกัน!”

เมื่อเข้าถึงนิ่งสงบดุจหนองน้ำ…ผู้นั้นจะสามารถแยกแยะความจริงออกจากความเท็จได้อย่างนั้นหรือ?”จางเซวียนหัวใจกระตุก

เขาก็เข้าถึงสภาวะของนิ่งสงบดุจหนองน้ำแล้ว แต่ทำไมเขาไม่มีความสามารถแบบนั้น?

“เราจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างสภาวะหยั่งรู้กับสภาวะหนึ่งเดียวได้อย่างไร?”

“ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อมองดูคนๆหนึ่งแสดงวรยุทธออกมา ผู้ที่เข้าถึงสภาวะหยั่งรู้จะสามารถวิเคราะห์ตรรกะที่อยู่เบื้องหลังท่วงท่านั้นได้โดยสัญชาตญาณ

สามารถปรับแก้และชี้แนะวิธีที่จะได้ผลดีที่สุดในการฝึกวรยุทธให้กับคนผู้นั้น ส่วนผู้ที่สำเร็จสภาวะหนึ่งเดียวจะทำแบบนั้นไม่ได้”

หลิวหลิงพูดต่อไป “เหตุผลที่ปรมาจารย์มักเลือกอาจารย์ดาวเด่นมาเป็นผู้ช่วยก็เพราะมีความเป็นไปได้มากว่าอาจารย์เหล่านั้นจะได้รับพรสวรรค์ เพราะพวกเขาทำให้ลูกศิษย์เชื่อฟังได้ด้วยความเต็มใจ”

“วิเคราะห์ตรรกะที่อยู่เบื้องหลังเทคนิคการต่อสู้ได้โดยสัญชาตญาณหรือ?”

จางเซวียนตัวสั่น

บ้าที่สุด เขาสำเร็จสภาวะของนิ่งสงบดุจหนองน้ำมาตั้งนานแล้ว ทำไมเขาถึงไม่มีประสบการณ์แบบนั้น?

เป็นไปได้ไหมว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ที่จะได้เป็นปรมาจารย์?

ถ้าเป็นแบบนั้น ก็พังน่ะสิ

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version