ตอนที่ 228 อย่าหยอกใครแบบนั้น
หลังจากที่เขาทะลุมิติมา และสวมวิญญาณเข้ากับร่างเก่าได้ไม่นาน จางเซวียนก็สำเร็จนิ่งสงบดุจหนองน้ำ
จากนั้น เขาก็พึ่งพาหอสมุดในการชี้ข้อบกพร่องและวิเคราะห์หัวใจของปัญหามาตลอด ไม่เคยใส่ใจความสามารถของตัวเองในการแยกแยะความจริงออกจากความเท็จ เป็นไปได้ไหมว่า…นิ่งสงบดุจหนองน้ำของเขาไม่ใช่สภาวะหยั่งรู้?
ถ้าไม่ใช่สภาวะหยั่งรู้ เขาก็ไม่อาจเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ได้ และถ้าเป็นแบบนั้น จะมีหอสมุดทรงพลังขนาดนี้ไปเพื่ออะไร?
นี่ต้องไม่จริง…
จางเซวียนแทบปล่อยโฮออกมา
แต่ไม่นานเขาก็เกิดความคิดใหม่
ในเมื่อหอสมุดประมวลหนังสือออกมาให้เขาโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่เห็นการแสดงวรยุทธ เขาก็ใช้มันได้ ด้วยอุปกรณ์ขี้โกงนี้ เขาก็จะวิเคราะห์ตรรกะที่อยู่เบื้องหลังทุกท่วงท่าได้เหมือนกัน แต่ก็อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะแน่ใจแบบนั้น
“แล้ว…คุณจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าผู้นั้นครอบครองสภาวะหยั่งรู้หรือสภาวะหนึ่งเดียว?” จางเซวียนถาม
“อ้อ เรื่องนั้นง่ายมาก ผมมี ‘หินหยั่งรู้’ อยู่ เมื่อถือมันไว้และรวบรวมสภาวะจิตของคุณให้เข้าถึงนิ่งสงบดุจหนองน้ำ หากมีตัวเลขปรากฏขึ้นบนก้อนหินก็แปลว่าคุณมีสภาวะหยั่งรู้ ถ้าไม่มีตัวเลขก็แปลว่าคุณมีสภาวะหนึ่งเดียว”
หลิวหลิงหยิบก้อนหินสีเขียวออกมา มันมีเส้นพาดผ่านเป็นร่องลึกมากมายอยู่บนนั้น ทำให้จางเซวียนคลื่นไส้เมื่อได้เห็น
“สภาวะหยั่งรู้ก็ยังมีหลายระดับ ยิ่งตัวเลขสูงขึ้นก็แสดงว่าผู้นั้นมีพรสวรรค์มากขึ้น ถ้าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของคุณอยู่ที่เลข 3 ก็หมายความว่าคุณสามารถเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวได้ แต่เมื่อดูจากการที่ศิษย์พี่เป็นอาจารย์ที่มีความสามารถโดดเด่นและสะดุดตาปรมาจารย์หยาง คุณก็น่าจะได้เลข 4 หรือสูงกว่า นี่เป็นของที่พวกเราไม่ค่อยอยากยุ่งเกี่ยวด้วยเท่าไร!”
มาถึงตรงนี้ หลิวหลิงกับคนอื่นๆมองจางเซวียนอย่างชื่นชม
ความล้ำลึกของจิตวิญญาณในสภาวะหยั่งรู้ของคนๆหนึ่งเป็นเครื่องตัดสินพรสวรรค์ของผู้ที่จะเป็นปรมาจารย์ ยิ่งมีตัวเลขสูงก็หมายความว่าผู้นั้นสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของทุกอย่าง ยิ่งตัวเลขสูงขึ้น ความล้ำลึกยิ่งมากขึ้น
ในหมู่พวกเขา มีอยู่น้อยคนมากที่เข้าถึงเงื่อนไขของการเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว แม้จะฝึกฝนอย่างหนักเป็นเวลานานปี ก็ทำได้แค่สูบเอาเรี่ยวแรงของตัวเองออกไปจนเกลี้ยงเท่านั้น ต่อให้สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ ก็ยังยากที่จะบอกได้ว่าความล้ำลึกของจิตวิญญาณของผู้นั้นเข้าถึงระดับที่จะทำให้เขามีคุณสมบัติเพียงพอจะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้หรือยัง
ในเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าถึงกับเป็นที่สะดุดตาของปรมาจารย์หยาง เขาก็น่าจะมีศักยภาพอันน่าทึ่ง ในความคิดของพวกเขา ความล้ำลึกของจิตวิญญาณของชายคนนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 3 นี่คือเหตุผลแท้จริงที่ทำให้พวกเขาเต็มใจจะเรียกจางเซวียนว่าศิษย์พี่
“คุณจะมอบหินหยั่งรู้ให้ผมได้ไหม?”
“หินก้อนนี้ โดยทั่วไปแล้วปรมาจารย์จะใช้เป็นเครื่องวัดมาตรฐานของผู้ที่เขาจะรับเป็นผู้ช่วย เหมือนกับเสาหินวัดพลังนั่นแหละ ดังนั้นผมจึงมีอยู่หลายก้อน ถ้าศิษย์พี่อยากใช้ ก็เอาไปเลย!”
หลิวหลิงยิ้ม “อีกอย่าง ด้วยอายุของศิษย์พี่ คุณคงยังไม่ได้เข้าถึงสภาวะของนิ่งสงบดุจหนองน้ำ ก็ไม่ต้องร้อนรนไป เข้าถึงสภาวะนั้นเมื่อไรค่อยทดสอบก็ได้”
“อือ!” เมื่อรับก้อนหินมาแล้ว จางเซวียนก้มลงมอง
เส้นสายที่อยู่บนนั้นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่มีร่องรอยของการจงใจทำขึ้นมา มันทำให้เขามีความรู้สึกว่าสิ่งนี้สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของทุกอย่างได้จริงๆ
“เอาล่ะ แล้วผมจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ได้ที่ไหน? จางซเวียนยังคงกำหินหยั่งรู้ไว้ เขาเงยหน้าและตั้งคำถาม
“การสอบปรมาจารย์จัดขึ้นที่สภาปรมาจารย์ สาขาที่ใกล้กับอาณาจักรเทียนเซวียนที่สุดคือที่อาณาจักรขั้น 1 เทียนหวู่ มีปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวอยู่ที่นั่นพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการสอบครบครัน คุณจะสอบขึ้นเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวที่นั่นก็ยังได้”
หลิวหลิงเสริม “ถ้าศิษย์พี่เข้าถึงสภาวะของนิ่งสงบดุจหนองน้ำแล้ว จะไปที่นั่นเพื่อทดลองก็ได้ ตราบใดที่บรรลุเงื่อนไขทั้งหมด ก็ลงทะเบียนเข้าสอบได้”
“เยี่ยมเลย!” จางเซวียนพยักหน้า
“เอาล่ะ ถ้าศิษย์พี่มีข้อสงสัยอื่นใดอีก เรียกใช้พวกเราได้เลย ตอนนี้พวกเราขอลาก่อน!”
หลังจากคุยเรื่องสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่ง หลิวหลิงกับคนอื่นๆก็ลากลับ
เห็นพวกเขากลับไปแล้ว จางเซวียนสะบัดข้อมือ และหินหยั่งรู้ก็ปรากฏอยู่ในฝ่ามือของเขาอีกครั้ง
“เราควรจะทดสอบดูเสียหน่อยว่าเรามีสภาวะหยั่งรู้ของนิ่งสงบดุจหนองน้ำหรือเปล่า…”
ในโลกใบนี้ ปรมาจารย์คือผู้ครอบครองเกียรติยศศักดิ์ศรีอย่างไม่มีใครเทียบ การได้เป็นปรมาจารย์จะทำให้จางเซวียนทำงานง่ายขึ้น และมีโอกาสแสดงศักยภาพของหอสมุดเทียบฟ้าออกมาได้มากกว่าเดิม หากเขาไม่มีพรสวรรค์เรื่องนั้น คงจะน่าเสียดายมาก
จางเซวียนใช้สองมือประคองหินหยั่งรู้ไว้ เขารวบรวมสภาวะจิตให้เข้าถึงนิ่งสงบดุจหนองน้ำ ในวินาทีนั้น อารมณ์ทุกชนิด รวมถึงความวิตกกังวลของเขาก็หายวับไปจากใจ
มันคือสภาวะที่ทำให้ผู้นั้นสามารถพาตัวเองออกจากความกังวลหรือความท้อแท้ ทำให้วิเคราะห์เรื่องราวได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นสภาวะที่นักรบจำนวนนับไม่ถ้วนต่างใฝ่ฝันถึง
ดังนั้น ในการจะเข้าถึงสภาวะดังกล่าว ผู้นั้นจะต้องมีความสามารถในการรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความจริงที่ว่ามีแต่ครูใหญ่ของโรงเรียนหงเทียนเท่านั้นที่เข้าถึงสภาวะนี้ ก็ทำให้เห็นแล้วว่ามันยากเย็นอย่างไร
นี่คือเหตุผลที่ทำให้เสิ่นปี้หรูแทบลมจับเมื่อเห็นจางเซวียนเข้าถึงสภาวะนี้
ปิ๊ง!
เมื่อเข้าถึงนิ่งสงบดุจหนองน้ำ หินหยั่งรู้ในมือของเขาก็สั่น และตัวเลขก็ลอยขึ้นมาอยู่บนผิวของมัน
เมื่อเห็นว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับก้อนหิน จางเซวียนถึงกับโล่งอก
หลิวหลิงบอกไว้ว่าผู้ที่ครอบครองสภาวะหนึ่งเดียวจะไม่มีตัวเลขปรากฏขึ้นบนก้อนหิน ซึ่งหมายความว่าเขามีสภาวะการหยั่งรู้
ช่างโล่งอกแบบสุดๆ อย่างน้อยเขาก็มีศักยภาพพอที่จะได้เป็นปรมาจารย์
เมื่อครู่นี้เอง เขายังกังวลว่าเขาไม่มีความสามารถในการมองเห็นตรรกะที่อยู่เบื้องหลังท่วงท่า และไม่อาจใช้ความสามารถของตัวเองชี้แนะวรยุทธให้ผู้อื่นได้ ซึ่งหมายความว่าเขาอาจไม่มีพรสวรรค์ แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขาคงคิดมากไปเอง
ถึงอย่างไรเขาก็มาพร้อมกับหอสมุดเทียบฟ้า จะถึงกับไม่มีศักยภาพพอที่จะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวเชียวหรือ?
จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาชำเลืองมองตัวเลขบนหินหยั่งรู้
ถ้าได้ถึงเลข 3 เขาก็จะมีคุณสมบัติพอได้เข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว แต่ด้วยความปราดเปรื่องของเขา เขาน่าจะได้ถึง 4 5 หรืออาจเป็น 6 7 8 9!
ไม่อย่างนั้นก็คงไม่สมกับสถานภาพของเขา
เขาคิดอย่างลิงโลดและรอจนตัวเลขบนหินหยั่งรู้หยุดเคลื่อนไหวและปรากฏอย่างชัดเจนตรงหน้า
เพิ่งจะชื่นมื่นกับความฝันที่จะได้เข้าสอบเป็นปรมาจารย์และได้แสดงให้โลกเห็นถึงความสามารถของตัวเอง จางเซวียนเห็นตัวเลขที่อยู่บนหิน ทันใดนั้น ลูกตาของเขาก็แทบปะทุออกมา
“เฮ้ย…เอาจริงๆสิ?”
จางเซวียนหน้าตาบูดเบี้ยว เขาแทบปล่อยโฮออกมาเมื่อได้เห็นตัวเลข
ตัวเลขบนก้อนหินคือ 0.1
อย่าหยอกใครแบบนั้น!
จากที่หลิวหลิงพูด อัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 3 หรือ 4 ถ้าเป็นคนที่เก่งกาจกว่านั้นก็อาจได้ถึง 5 6 หรือ 7 จางเซวียนคิดว่าถึงตัวเขาไม่ใช่อัจฉริยะ อย่างน้อยก็น่าจะได้ถึงขีดที่สามารถเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวได้ คือ 3 แต่นี่ 0.1 นี่มันบ้าอะไร?
พี่ชาย จะต่ำกว่านี้ได้อีกไหม?
“เราไม่เชื่อ…”
ใกล้จะปล่อยโฮอยู่รอมร่อ จางเซวียนหยิบหินหยั่งรู้มาถือไว้และทดลองอีกครั้งหนึ่ง
ครู่ต่อมา
จางเซวียนจ้องตัวเลข 0.09 ที่อยู่บนก้อนหิน รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าอย่างจัง มุมปากของเขาบิดเบี้ยว
บ้าที่สุด นี่แกให้คะแนนฉันต่ำลงอีกจริงๆด้วย!
เขาคิดมาตลอดว่าเขาเป็นอัจฉริยะไร้เทียมทาน อัจฉริยะท่ามกลางอัจฉริยะทั้งมวล แต่นี่…ความจริงตบหน้าเขาอย่างแสนเจ็บแสบ!
จะไปเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ด้วยคะแนนความล้ำลึกของจิตวิญญาณต่ำเตี้ยแบบนี้น่ะหรือ? มีแต่จะโดนหัวเราะเยาะ
ขืนไปตอนนี้ คงถูกเฉดหัวออกมาทันที
เราไม่เชื่อ…
หลังจากทดลองอีก 2-3 ครั้ง จางเซวียนก็ต้องยอมจำนนกับความจริงว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาต่ำเตี้ยอยู่แค่นั้นจริงๆ ทุกครั้งที่ทดลอง ตัวเลขก็จะต่ำลงไปอีกทีละ 0.01 จนตอนนี้มาอยู่แค่ 0.05 แล้ว
“ครั้งต่อไปที่เราเจอหลิวหลิงกับคนอื่นๆ จะต้องถามพวกเขาว่ามีเทคนิคเพิ่มความล้ำลึกของจิตวิญญาณไหม ไม่อย่างนั้น ตัวเลขต่ำเตี้ยขนาดนี้ การจะเป็นปรมาจารย์คงเป็นได้แค่ฝัน!”
ฝืนความอยากเป็นลมเอาไว้ จางเซวียนปลอบใจตัวเอง
ตอนนี้ เขาทำได้แค่ภาวนาให้มีเคล็ดลับการเพิ่มความล้ำลึกของจิตวิญญาณอยู่ในสภาปรมาจารย์ เพื่อเขาจะได้ใช้หอสมุดเทียบฟ้าประมวลหนังสือขึ้นมาให้เขาเข้าถึงสภาวะหยั่งรู้ได้อย่างรวดเร็ว
ไม่อย่างนั้น ด้วยสิ่งที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ ยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอจะได้เป็นอาจารย์ดาวเด่นเสียด้วยซ้ำ
จางเซวียนกำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของตัวเองที่ต่ำเตี้ยเหลือเกิน ก็พลันได้ยินเสียงเคาะประตูห้องเรียน
“อาจารย์จางอยู่ไหม?”
“ฮ่องเต้เซินจุย?”
จางเซวียนจำเสียงของเขาได้ “เชิญเข้ามาเลย!”
เอี๊ยด!
ประตูเปิดออก และชาย 2 คนเดินเข้ามา
คนหนึ่งคือฮ่องเต้เซินจุย ขณะที่อีกคนเป็นชายวัยกลางคน เขาดูมีชีวิตชีวา และถ้าจางเซวียนมองใกล้ๆ ก็มีความละม้ายจ้าวหย่าปรากฏอยู่ในตัวเขา
“อาจารย์จาง นี่คือบิดาของจ้าวหย่า ท่านเจ้าเมืองจ้าวเฟิง เขาตั้งใจเดินทางมาที่นี่เพื่อขอบคุณสำหรับความเอาใจใส่และคำชี้แนะที่คุณให้ลูกสาวของเขา” ฮ่องเต้เซินจุยพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
แม้อีกฝ่ายจะยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ แต่เขาก็เป็นลูกศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยาง เป็นศิษย์พี่ของทั้ง 3 ปรมาจารย์ด้วย
ต่อหน้าคนแบบนี้ ต่อให้ทรงเป็นประมุขของอาณาจักร ก็ไม่กล้าแสดงกิริยาไม่สุภาพ
“จ้าวเฟิงคารวะอาจารย์จาง!” ท่านเจ้าเมืองจ้าวเฟิงก้าวออกมาและทักทายจางเซวียน
“คุณเป็นพ่อของจ้าวหย่า ไม่ต้องมีพิธีรีตองหรอก เชิญนั่ง!” จางเซวียนต้อนรับพวกเขา
“ผมได้รู้จากเหยาฮั่นว่าอาจารย์จางเอาใจใส่ลูกสาวของผมอย่างไร ผมซาบซึ้งในบุญคุณมาก ผมรู้ว่าด้วยสถานภาพบวกกับความแข็งแกร่งของคุณ
คุณไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง แต่ผมก็ได้ให้คนของผมไปเสาะหาทรัพย์สมบัติล้ำค่ามา และพวกเขาก็ได้พบ ‘หยกแห่งการรู้แจ้ง’ ผมจึงอยากมอบให้คุณเพื่อแสดงความสำนึกในบุญคุณ!”
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันอีกเล็กน้อย ท่านเจ้าเมืองจ้าวเฟิงก็มอบของบางอย่างให้เขา
“หยกแห่งการรู้แจ้ง?”
เมื่อเห็นวัตถุที่อีกฝ่ายมอบให้ จางเซวียนงง
“หยกแห่งการรู้แจ้งสามารถซึมซับเข้าไปในตัวผู้ฝึกวรยุทธได้ผ่านการสัมผัส เช่นเดียวกับพลังจิตวิญญาณ ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูความล้ำลึกของจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมันได้ทีละน้อยด้วย มันเป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ใช้ในการฝึกรวบรวมสภาวะจิต และมีมูลค่ามหาศาล ในบรรดาเหมืองหยกจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในเมืองไป๋หยูของผม ผมหาได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าเมืองอธิบาย
“ช่วยยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ?” จางเซวียนตาโต
ของขวัญของเขาช่างมาได้ตรงเวลาแท้ๆ
เขากำลังลำบากใจว่าจะยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้อย่างไร ก็พอดีกับที่ท่านเจ้าเมืองจ้าวเฟิงโผล่มา และมอบหยกแห่งการรู้แจ้งให้ ดีอะไรอย่างนี้!
“สมบัติล้ำค่าขนาดนี้…ผมจะรับได้อย่างไร?” จางเซวียนออกจะเขินๆ
เห็นๆกันอยู่ว่ามันล้ำค่าขนาดไหน ถึงกับมีเพียงชิ้นเดียวในเมืองไป๋หยู ค่าของมันคงตีเป็นตัวเงินไม่ได้
อีกฝ่ายคงต้องใช้ความพยายามอย่างสาหัสในการเสาะหามัน
“หยกเพียงชิ้นเดียวจะเทียบเท่ากับบุญคุณที่อาจารย์มีต่อลูกสาวของผมได้อย่างไร!” ท่านเจ้าเมืองตอบอย่างนอบน้อม
ไม่เพียงแต่เขาจะมองเห็นสภาวะพิเศษของจ้าวหย่า แต่ยังทำทุกวิถีทางเพื่อปลุกมันขึ้นมาอีกด้วย
บุญคุณครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ต่อให้หยกแห่งการรู้แจ้งจะล้ำค่าแค่ไหน ก็ไม่เพียงพอจะตอบแทนบุญคุณของเขาได้เลย
“ถ้าอย่างนั้น ได้โปรดรับความขอบคุณจากผม!”
รู้ว่าอีกฝ่ายมอบของขวัญให้ด้วยความจริงใจ คงเป็นการไม่สุภาพหากจะปฏิเสธ อีกอย่าง เขาก็จะได้ใช้ประโยชน์จากมันด้วย จางเซวียนจึงพยักหน้าและรับไว้
“จ้าวหย่าเป็นลูกศิษย์ของผม การชี้แนะให้เธอพัฒนาวรยุทธได้อย่างรวดเร็วก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ผมมี มันไม่ใช่การแลกเปลี่ยน ผมจึงไม่ต้องการค่าตอบแทนจากคุณ”
จางเซวียนพูดต่อไป “แต่ว่า ผมก็ต้องใช้หยกแห่งการรู้แจ้งชิ้นนี้ เอาอย่างนี้ดีไหม? ก่อนหน้านี้จ้าวหย่าได้แสดงเทคนิคการฝึกวรยุทธของเมืองไป๋หยูให้ผมเห็นแล้ว ผมจะเขียนเวอร์ชั่นที่ปรับปรุงใหม่ให้ คุณถือเอาสิ่งนี้เป็นค่าตอบแทนสำหรับหยกแห่งการรู้แจ้งก็แล้วกัน!”
“เทคนิคการฝึกวรยุทธ? เวอร์ชั่น…ปรับปรุงใหม่?”
จ้าวเฟิงกับฮ่องเต้เซินจุยตาเบิกโพลงด้วยความประหลาดใจ
