Skip to content

Library Of Heaven’s Path 230


ตอนที่ 230 หนังสือเทียบฟ้า (1)

“เทคนิคการฝึกวรยุทธของตระกูลจ้าวของเรานั้นยิ่งใหญ่และโดดเด่น ฝ่าบาทคงทราบเรื่องนี้ดี”

เห็นแววตาสับสนของอีกฝ่าย จ้าวเฟิงรีบอธิบาย

“ถูกต้อง! ฮ่องเต้เซินจุยพยักหน้า

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลจ้าวและตระกูลเซินได้ร่วมมือกันก่อร่างสร้างอาณาจักรเทียนเซวียนขึ้นมา ตระกูลเซินได้กุมอำนาจของอาณาจักร ขณะที่ตระกูลจ้าวกุมความมั่งคั่งทั้งหมด ในฐานะพันธมิตร ทั้งสองตระกูลได้รักษาความสัมพันธ์แนบแน่นจากรุ่นสู่รุ่น ถึงขนาดที่ไม่ปิดบังเทคนิคการฝึกวรยุทธของกันและกัน

ฮ่องเต้เซินจุยได้รู้จักกับเคล็ดวิชาหยกขาวของตระกูลจ้าวตั้งแต่ยังทรงเยาว์วัย ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับมันดี ด้วยกระบวนท่าอันดุดัน จึงไม่เหมาะที่ผู้หญิงอย่างจ้าวหย่าจะฝึกฝน

จ้าวเฟิงพูดต่อไป “ตั้งแต่สร้างอาณาจักรเทียนเซวียนขึ้นมา ตระกูลจ้าวของผมก็ได้ปกปักรักษาเมืองแห่งหยกไว้ ถึงกับขนานนามมันว่า ‘หยกขาว’ ดังนั้นเราจึงได้ใกล้ชิดกับหยกมาตลอดไม่รู้กี่ชั่วคน ถ้าจะว่ากันด้วยเหตุผลแล้ว ด้วยธรรมชาติของการเติมเต็มซึ่งกันและกันระหว่างมนุษย์กับหยก หยกควรจะเพิ่มความเร็วให้กับวรยุทธของผู้นั้น แต่โชคร้ายที่หยกมีองค์ประกอบของความเย็น ซึ่งตีกันกับความอบอุ่นของเคล็ดวิชาหยกขาว ดังนั้น การพกพาหยกเพียง 1 หรือ 2 ชิ้นจึงไม่ใช่ปัญหา แต่การอยู่ใกล้ชิดกับมันมากเกินไปต่างหากที่ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างพลังงาน 2 ขั้วและทำร้ายร่างกายของผู้นั้น”

“ในช่วงแรกคุณจะยังคงไม่รู้สึกถึงมัน เพราะมันก่อตัวสะสมทีละน้อย แต่เมื่อความขัดแย้งนั้นดำเนินมาจนถึงช่วงเวลาหนึ่ง

มันจะค่อยๆทิ้งความบอบช้ำเอาไว้ในร่างกาย มันฝังอยู่ในสายเลือดและถูกถ่ายทอดกันไปจากรุ่นสู่รุ่น นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมติดแหงกอยู่ที่ทงฉวนขั้นสูงมาไม่รู้กี่ปี”

ความปราดเปรื่องของจ้าวเฟิงในสมัยก่อนนั้นไม่ได้เป็นรองจ้าวหย่าเลย เขาสำเร็จวรยุทธขั้นทงฉวนตั้งแต่อายุยี่สิบกว่า ชื่อเสียงของเขาในฐานะอัจฉริยะวัยเยาว์ได้ขจรขจายไปไกล

แต่ก็น่าเสียดายที่เขามาถึงคอขวดตั้งแต่สำเร็จวรยุทธทงฉวนขั้นสูง 10 ปีผ่านไปเขาก็ยังไปไม่ถึงไหน ตอนแรกเขาคิดว่าศักยภาพของตัวเองคงสูญสิ้นไปหมดแล้ว แต่กลับตรงกันข้ามกับที่เขาคิดไว้ เพราะมันคือความบอบช้ำที่ถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษ อันเนื่องมาจากการสัมผัสใกล้ชิดกับหยกมากเกินไป

“อาจารย์จางรู้ปัญหานี้และจงใจปรับเปลี่ยนเคล็ดวิชาหยกขาวให้ผิดพลาด เพื่อทำให้พลังงานในร่างของผมพลุ่งพล่านและกำจัดเอาความเย็นในร่างกายออกมา ดังนั้นความบอบช้ำในร่างของผมจึงถูกขับออกมาด้วย ทำให้พลังปราณที่ผมสั่งสมไว้นานปีเข้าไปแทนที่ ผมจึงฝ่าด่านไปยังทงฉวนขั้นสูงสุดได้!” นัยน์ตาของจ้าวเฟิงเป็นประกายด้วยความชื่นชมยกย่องขณะที่เขาพูด

การได้ข้อสรุปจากการดูเทคนิคการฝึกวรยุทธของเขา ทั้งยังรู้ว่าเขามาจากเมืองไป๋หยู ก็ชัดเจนแล้วว่าอาจารย์จางมีความเข้าใจเรื่องเทคนิคการฝึกวรยุทธเป็นอย่างดี และวรยุทธของเขาต้องไม่ต่ำกว่าจงซรือ

“ก็ในเมื่อความบอบช้ำถูกขจัดออกไปแล้ว เทคนิคการฝึกวรยุทธนั้น…” ฮ่องเต้เซินจุยยังสงสัย

“ฝ่าบาทสงสัยว่าทำไมอาจารย์จางถึงทำลายเทคนิคที่ปรับปรุงแล้วใช่ไหม?”

จ้าวเฟิงหัวเราะหึๆ “เทคนิคการฝึกวรยุทธนั้นเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด เหตุผลที่เขาทำแบบนั้นก็เพื่อรักษาความบอบช้ำในร่างกายของผมเท่านั้นเอง

ในเมื่อทุกอย่างถูกขจัดออกไปแล้ว หากผมยังฝึกฝนมันต่อ วรยุทธของผมก็จะถูกธาตุไฟเข้าแทรก ดังนั้นอาจารย์จางจึงทำลายมันเพื่อ…ให้ผมลืมมันเสียและไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องฝึกเวอร์ชั่นที่ปรับแก้แล้วนั้นอีก”

“เราเข้าใจแล้ว…” เมื่อเข้าใจสถานการณ์ในที่สุด ฮ่องเต้เซินจุยทรงอัศจรรย์ใจกับความสามารถของจางเซวียน

แม้จะฟังดูง่าย แต่การทำได้ถึงขนาดนี้ย่อมไม่ง่ายแน่นอน

เทคนิคการฝึกวรยุทธนี้ตกทอดกันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนนับไม่ถ้วนต่างฝึกฝนวิชาหยกขาวนี้ เพียงแค่ปรับแก้การหมุนเวียนพลังปราณบางส่วน เขาก็สามารถแก้ไขความบอบช้ำที่อยู่ในสายเลือดของตระกูลจ้าวมาไม่รู้กี่ชั่วคนได้

ต่อให้สามปรมาจารย์ก็ไม่น่าทำได้ขนาดนี้

“ฝ่าบาท ท่านพ่อ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”

เสียงของจ้าวหย่าดังขึ้น จากนั้นบรรดาเด็กหญิงและเด็กชายที่เป็นจุดเด่นของวันนี้ก็เดินเข้ามา

“อ๋อ พ่อมาขอพบอาจารย์จาง!” จ้าวเฟิงพยักหน้า “หนูไม่ได้เข้าร่วมการประลองนักเรียนใหม่หรือ? ทำไมถึง…”

การประลองก่อนหน้านี้คือการประเมินอาจารย์ แต่การจะจัดอันดับของตัวเองในหมู่นักเรียนใหม่ด้วยกัน พวกเขาต้องเข้าร่วมการประลองนักเรียนใหม่

ดังนั้นจ้าวเฟิงจึงแปลกใจที่ทุกคนพากันกลับมาตั้งแต่การประลองยังไม่เริ่ม

“ก็ด้วยสถานภาพตอนนี้ของพวกเรา ใครจะอยากประลองกับเราล่ะพ่อ?”

จ้าวหย่าพูดอย่างจนปัญญา

“อ้อ…จริง!” จ้าวเฟิงกับฮ่องเต้เซินจุยยิ้มอย่างหวาดๆ

เด็กทั้ง 5 ต่างยืนหยัดสู้กับผู้เชี่ยวชาญขั้นพี่เชวี่ย และอาจสู้กับอาจารย์ที่อ่อนแอกว่าได้ด้วยซ้ำ แล้วนักเรียนใหม่คนไหนจะอยากประลองด้วย?

ทุกคนคงยอมแพ้ทันที

อีกอย่าง ด้วยระดับความแข็งแกร่งของพวกเขาที่เป็นอยู่ตอนนี้ ต่อให้ได้รับชัยชนะในการประลองนักเรียนใหม่ ก็ไม่ได้นำความชื่นชมยินดีมาให้ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะถอนตัว

“แล้วพ่อได้พบอาจารย์จางหรือยัง? ต้องให้แนะนำไหม?” จ้าวหย่าพูดเพราะเห็นทั้งคู่ยังยืนอยู่ที่ประตู

“พ่อพบอาจารย์จางแล้ว” จ้าวเฟิงมองลูกสาว “หย่าน้อย เป็นโชคดีแล้วที่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์จาง ลูกต้องตั้งใจเชื่อฟังเขา และต่อไปก็อย่าแผลงฤทธิ์อย่างที่เคยทำมาอีก!”

“ได้!” จ้าวหย่าพยักหน้า

“อีกอย่าง ดูจากระดับความเก่งกาจของอาจารย์จางแล้ว เขาคงไม่อยู่ในอาณาจักรเทียนเซวียนนานนัก ถ้าเขาถามว่าลูกเต็มใจจะติดสอยห้อยตามเขาไหม ก็ต้องรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ทันทีนะ ไม่อย่างนั้นจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต…” จ้าวเฟิงเน้นคำว่า “เสียใจ” และความคาดหวังสูงส่งในตัวลูกสาวของเขาก็ฉายชัดในแววตา “บางที…การช่วยชีวิตแม่ของหนู…เขาอาจจะเป็นคนเดียวที่ทำได้!”

“เจ้าค่ะ!” จ้าวหย่ากำหมัดแน่น

“เราควรจะดูเสียก่อนว่าหยกแห่งการรู้แจ้งชิ้นนี้ทำงานอย่างไร?”

เมื่อทั้งคู่กลับไปแล้ว จางเซวียนหันมาสนใจหยกแห่งการรู้แจ้งที่อยู่ในมือ

ถ้าจะว่าไป การที่จางเซวียนมีหอสมุดเทียบฟ้าอยู่ในครอบครอง ก็ทำให้เขามองเห็นข้อบกพร่องทั้งหมดในการฝึกวรยุทธของผู้อื่นอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีสภาวะหยั่งรู้ของนิ่งสงบดุจหนองน้ำ มันก็ไม่ได้กระทบอะไรเขามากนัก

แต่ว่ามันคือเงื่อนไขในการเข้าสอบเป็นปรมาจารย์

คงไม่เหมาะสมแน่ถ้าจางเซวียนจะเลื่อนการสอบเป็นปรมาจารย์ออกไปอีกนานๆ

เรื่องนี้ก็คล้ายกับการขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ในชีวิตเก่าของเขา ต่อให้เป็นนักขับที่มีประสบการณ์อย่างไ รก็ยังต้องพกใบขับขี่ไว้ตลอดเวลาที่อยู่บนถนน เพื่อไม่ให้โดนจับ

ยิ่งไปกว่านั้น สภาปรมาจารย์ของโลกแห่งนี้ยังมีหนังสือมากมายนับไม่ถ้วน ถ้าเขาอยากจะเพิ่มพละกำลังให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว ก็จำเป็นที่จะต้องมีสถานภาพที่ได้รับการรับรองเพื่อเขาจะได้เข้าไปที่นั่นได้

“ซึมซาบ!”

เมื่อคิดได้แบบนั้น จางเซวียนก็เข้าสู่การรวบรวมสภาวะจิตขั้น 2 อีกครั้ง เขารู้สึกถึงคลื่นความเย็นที่ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายผ่านฝ่ามือของเขา ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

“ใช้ได้เลย!”

เห็นการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของเขา จางเซวียนถึงกับตาโต เขารีบจัดการให้ตัวเองได้ซึมซับพลังงานจากหยกแห่งการรู้แจ้งอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหวังจะให้ได้มากที่สุด

ไม่ช้าเขาก็รู้สึกว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่แสนจะต่ำเตี้ยก็ฟื้นคืนกลับมาอยู่ที่ 0.1 อีกครั้ง

แต่เมื่อถึงระดับ 0.1 แล้ว เขาก็ไม่อาจซึมซับพลังงานจากหยกแห่งการรู้แจ้งได้อีก ราวกับว่าสุดความสามารถของตัวเองแล้ว

“ดูเหมือนว่า ถ้าไม่มีเทคนิคที่เหมาะสม วัตถุนี้ก็ไร้ประโยชน์!”

จางเซวียนคิดเอาว่าหยกนี้น่าจะทำงานเหมือนกับการฝึกวรยุทธของคน คือต่อให้มีทรัพยากรเพียงพอที่จะยกระดับวรยุทธได้ แต่หากปราศจากเทคนิคที่ถูกต้อง ก็ไม่มีทางที่จะฝ่าด่านไปได้

เมื่อซึมซับพลังงานไม่ได้อีกแล้ว จางเซวียนก็ได้แต่ถอนตัวออกจากนิ่งสงบดุจหนองน้ำ

พลังจิตวิญญาณและพลังปราณนั้นทำงานเหมือนกับสายน้ำ คือไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ หากต้องการจะทำให้มันไหลย้อนกลับ ก็จะต้องมีกระบวนการพิเศษที่เหมาะสม ซึ่งการฝึกฝนเทคนิควรยุทธก็เป็นหนึ่งในนั้น

เป็นความจริงว่าหยกแห่งการรู้แจ้งสามารถยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้ แต่หากไม่มีเทคนิคที่เหมาะสมเข้ามาใช้ควบคู่กัน ก็ไร้ประโยชน์

“ลืมมันก่อนเถอะ เราจะวางเรื่องนี้ไว้ก่อนจนกว่าจะหาหนังสือที่เกี่ยวกับมันได้ ไปดูหนังสือสีทองก่อนดีกว่า”

รู้ว่ากังวลไปก็เปล่าประโยชน์ จางเซวียนจึงหันมาสนใจกับหนังสือสีทองที่อยู่ในหอสมุดเทียบฟ้า

ตอนที่ลูกศิษย์ของเขายืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องชื่อเสียงให้เขานั้น หนังสือสีทองได้ปรากฏขึ้นในหอสมุด เมื่อตอนนี้เสร็จสิ้นภารกิจทุกอย่างแล้ว จึงได้เวลาที่จะมาดูมัน

ด้วยอาการกระตุกหนึ่งครั้ง หนังสือสีทองก็ปรากฏตรงหน้า มีหน้าหนังสือสีทองหน้าใหม่อยู่ในนั้น

“มันจะปรากฏขึ้นเมื่อมีใครสักคนแสดงความกตัญญู แค่นั้น…สิ่งนี้มีประโยชน์แค่นั้นหรือ?”

จางเซวียนจ้องหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ เขารู้สึกงุนงง

ครั้งสุดท้ายที่เขาศึกษามัน จู่ๆหนังสือก็หายวับไป และเขาก็สลบ เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ความรู้ทั้งหมดที่อยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าก็ซึมซับเข้าสู่สมองของเขา กลายเป็นความรู้ของตัวเขาเอง

หรือนั่นเป็นประโยชน์เพียงอย่างเดียวของวัตถุน่าทึ่งชิ้นนี้?

ก็ถ้าไม่ใช่ แต่ก็ไม่มีคำแนะนำอะไรบอกไว้เลย ยิ่งพยายามศึกษามากเท่าไร ก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น

“เราควรจะใช้หอสมุดเทียบฟ้าตรวจสอบมัน!”

หลังจากจ้องหนังสือสีทองอยู่นาน จางเซวียนก็ยังไม่รู้อะไรขึ้นมาสักอย่าง ทันใดนั้นก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

เขาคงไม่อาจบอกอะไรได้จากการแค่มองดูมัน แต่หอสมุดทำได้!

เหมือนรังสีพิษที่อยู่ในตัวเขาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรสักอย่างที่เครื่องมืออันทรงพลังชิ้นนี้มองไม่เห็นข้อบกพร่อง

แต่ว่าหนังสือสีทองนั้นปรากฏอยู่ในหัวของเขา ต่อให้เขาพยายามจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังถือมันอยู่ มันก็จะเป็นแค่ความรู้สึกของร่างจำแลงหรือจิตวิญญาณเท่านั้น ในเมื่อเขาไม่อาจสัมผัสมันโดยตรงได้ ก็ไม่รู้ว่าหอสมุดจะประมวลหนังสือออกมาแบบไหน

“ข้อบกพร่อง!” จางเซวียนนึกภาพตัวเองหนีบหนังสือไว้

เขามองไปรอบๆ ไม่มีหนังสือโผล่ขึ้นมาสักเล่ม ดูแล้ว การสัมผัสด้วยจิตวิญญาณไม่น่าจะทำให้เขาเห็นข้อบกพร่องของวัตถุชิ้นนั้นได้

“ดูเหมือนเราจะต้องใช้กำลังเสียแล้ว…”

หลังจากทดลองอยู่สองสามครั้ง จางเซวียนยิ้มอย่างหวาดระแวง

ในเมื่อวิธีนั้นไม่ได้ผล เขาก็ต้องเขียนสมมติฐานลงในกระดาษ และให้หอสมุดตรวจสอบ

จางเซวียนหยิบหนังสือเปล่าออกมา และใช้พู่กันเขียนลงไป “ประโยชน์อย่างเดียวของหนังสือสีทองคือการดูดซึมเอาเนื้อหาทั้งหมดที่อยู่ในหอสมุดเข้าไปในหัวสมองของเจ้าของมัน”

ปิ๊ง!

หนังสืออีกเล่มที่เหมือนกันเป๊ะปรากฏในหัวของเขา เมื่อพลิกดูก็เห็นข้อบกพร่องของประโยคนั้น “การดูดซึมความรู้เป็นแค่ประโยชน์ข้อหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเดียว”

“ยังมีประโยชน์อื่นจริงๆด้วย!”

จางเซวียนตาโต

หนังสือที่เครื่องจักรขี้โกงอันทรงพลังสร้างขึ้นมาจะมีประโยชน์เพียงข้อเดียวได้อย่างไร มันยังมีประโยชน์อื่นอีกจริงๆ

แต่จางเซวียนก็ต้องเดาประโยชน์ของหน้าหนังสือนั้น

“ชื่อของหนังสือเล่มนี้คือ…หนังสือสีทอง!”

หลังจากลังเลอีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็เขียนลงไป

ไม่นาน ข้อบกพร่องของประโยคนั้นก็ปรากฏขึ้นในหนังสือที่ประมวลขึ้นใหม่ “ชื่อ ‘หนังสือสีทอง’ นั้นเป็นชื่อที่ผิด ชื่อของมันคือ ‘หนังสือเทียบฟ้า’”

“หนังสือเทียบฟ้าหรือ? เอาชื่อนี้หมดเลยเหมือนกัน… แต่เอาเถอะ จะชื่ออะไรก็ไม่ได้สำคัญกับเรา เราอยากรู้ประโยชน์ของมัน!”

จางเซวียนขมวดคิ้ว

เขารู้แล้วว่าการดูดซึมเนื้อหาในหนังสือเข้ามาเป็นความรู้ของตัวเองคือประโยชน์ข้อหนึ่ง แต่ประโยชน์ข้ออื่นๆยังคลุมเครือ

“มันสามารถคิดค้นเทคนิคการฝึกวรยุทธที่สามารถยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้หรือไม่?”

จางเซวียนกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าควรจะถามอะไร ความคิดหนึ่งก็วาบขึ้นมา

เขากังวลเรื่องระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณมาตลอดวัน ในเมื่อหอสมุดเทียบฟ้าดูเหมือนจะมีความสามารถไร้ขีดจำกัด มันจะคิดค้นเทคนิคการฝึกวรยุทธที่สามารถยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณให้เขาได้หรือไม่?

เขากำลังนึกสงสัย แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร หนังสือตรงหน้าก็สั่นสะท้านอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนสภาพเป็นลำแสงที่ระเบิดออก ครอบคลุมทั้งหอสมุดไว้ด้วยความเจิดจ้าของมัน

ฟิ้ว!

ครั้งนี้เขาไม่สลบ ไม่นานแสงนั้นก็จางลงและหอสมุดกลับคืนสู่สภาพเดิม เขารีบหันกลับไปดูหนังสือสีทอง มันยังวางอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม แต่หน้าหนังสือสีทองก็หายไปอีกครั้ง

“เป็นไปได้ไหมว่า…มันประมวลการฝึกฝนวรยุทธที่สามารถยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณให้เราได้แล้ว?”

ช่วงที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หน้าหนังสือสีทองก็หายไป จะเป็นไปได้ไหมว่าจะมีเคล็ดลับการฝึกวรยุทธเพื่อยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณอยู่ในหอสมุดแล้ว?

เมื่อคิดได้แบบนี้ จางเซวียนรีบหันไปมองรอบๆตัวอย่างวิตกกังวล

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version