ตอนที่ 232 หลิวฉวินงงงัน
จางเซวียนไม่รู้เรื่องที่เสิ่นปี้หรูกับฮั่นฉงคิด เขานั่งคิ้วขมวดมุ่นอย่างกังวล เมื่อคิดถึงสิ่งที่ต้องทำก่อนจะออกเดินทาง ใต้ตาของเขาก็เป็นวงดำคล้ำ
“อาจารย์จาง อย่าทิ้งพวกเรา…”
“คุณจะไปอาณาจักรเทียนหวู่หรือ? พาพวกเราไปด้วย!”
“เราอยากอยู่กับอาจารย์…”
ลูกศิษย์ทั้งห้าของเขาพากันร่ำร้อง
พวกเขาได้ยินบทสนทนาของจางเซวียนกับอาจารย์ทั้งสอง ทุกคนมีแววตาคาดหวัง
“พวกคุณอยากไปกับผมหรือ?”
จางเซวียนหันไปมองเด็กๆ “พวกคุณต้องรู้ไว้นะ ผมกำลังจะไปอาณาจักรขั้นสูงกว่าที่นี่ จะมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ที่นั่นมากมาย และอันตรายนับไม่ถ้วนก็รอเราอยู่ ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความตายของพวกคุณ!”
“พวกเราเข้าใจ!” เด็กทั้งห้าตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
ช่วงเวลาสองสัปดาห์ที่ได้อยู่กับอาจารย์จาง ก็ได้เห็นแล้วว่าอาจารย์ดูแลพวกเขาอย่างจริงใจ ทำทุกอย่างเพื่อยกระดับวรยุทธให้โดยไม่คาดหวังสิ่งใดตอบแทน ความสัมพันธ์นี้ได้เกินไปกว่าความสัมพันธ์ของอาจารย์กับลูกศิษย์ทั่วไปแล้ว
“ไม่ต้องรีบตัดสินใจหรอก ผมให้เวลาพวกคุณคิดอีกทั้งคืน บอกผมพรุ่งนี้ก็ได้!” จางเซวียนโบกมือ
ถ้าจะพูดกันตามตรง ความรักใคร่ที่เด็กๆมีให้เขาก็ไม่ใช่ความรู้สึกด้านเดียว หลังจากที่ได้สอนเด็กพวกนี้มาสองสัปดาห์ เขาก็รู้สึกผูกพันมากขึ้นทีละน้อย
จางเซวียนอยากให้เด็กพวกนี้ใคร่ครวญให้ดีก่อนจะตัดสินใจ อยากให้เป็นการตัดสินใจด้วยความเต็มใจของพวกเขาเองจริงๆ ไม่ใช่เพราะตามเพื่อน
แต่ถึงเขาจะตัดสินใจพาเด็กพวกนี้ไปด้วย พวกนั้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง เพราะมีบางสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยพอที่จางเซวียนจะพาพวกเขาไป อย่างเช่นสันเขาบัวแดง ที่ว่ากันว่าห้องโถงแห่งยาพิษตั้งอยู่ที่นั่น ลำพังตัวจางเซวียนเองก็เอาตัวรอดยากแล้ว กับเด็กเหล่านี้ยิ่งยากไปขึ้นอีก
“อาจารย์จาง ผมไม่มีอะไรต้องคิดแล้ว อาจารย์ให้ทุกอย่างที่ผมมี ผมจะตามอาจารย์ไปทุกที่ไม่ว่าจะไปที่ไหน!” หยวนเทาส่ายหน้าและทรุดตัวลงคุกเข่า ความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นเปล่งประกายในดวงตาของเขา
ด้วยความเป็นลูกกำพร้า เขาไม่เคยมีโอกาสได้เข้าถึงทรัพยากรในการฝึกวรยุทธใดๆ แถมเป็นนักเรียนที่ล้าหลังที่สุดในรุ่น แต่อาจารย์จางฟูมฟักเขาทีละน้อย มอบเทคนิคการฝึกวรยุทธที่ดีที่สุดให้ มอบยาที่ดีที่สุดให้ และการศึกษาที่ดีที่สุดให้…
ความแข็งแกร่งที่เขามีอยู่ในตอนนี้ก็มาจากทุกอย่างที่ว่ามา
ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องใคร่ครวญอะไรอีก อาจารย์จางไปไหนเขาก็จะไปด้วย
“อาจารย์จาง ฉันก็คิดแบบเดียวกัน อย่าผลักไสพวกเราเลย พวกเราเต็มใจรับใช้อาจารย์ในฐานะศิษย์ และเราจะเป็นศิษย์ของอาจารย์ไปชั่วชีวิต!” คนต่อมาที่ทรุดตัวลงคุกเข่าคือหวังหยิ่งผู้อ่อนโยน
“อาจารย์จาง ได้โปรดพาพวกเราไปด้วย!”
จากนั้น จ้าวหย่า เจิ้งหยาง และหลิวหยางก็ทรุดตัวลงคุกเข่า ศรัทธาไม่คลอนแคลนปรากฏในดวงตาของพวกเขา
ลูกศิษย์ทั้งห้าของเขาต่างก็ยังเด็ก แต่ก็ได้แสดงความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นเกินวัยออกมา แม้จางเซวียนจะใช้ชีวิตมาแล้วถึงสองชีวิต เขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ภายใน
“ผมพาพวกคุณไปด้วยได้ แต่พวกคุณจะติดตามผมไม่ได้นะ ผมจะให้ปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆพาพวกคุณไปรอที่เมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่ เมื่อเสร็จธุระแล้ว ผมจะตามไปหาพวกคุณที่นั่น” จางเซวียนพูดหลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากรักษารังสีพิษในตัวแล้ว เขาจะมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่ เพื่อทดลองเข้าสอบเป็นปรมาจารย์
ในเมื่อมีปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆดูแลเด็กพวกนี้อยู่ ก็คงจะปลอดภัยขึ้น
“ขอบคุณอาจารย์!”
เมื่อรู้ว่าจางเซวียนเต็มใจพาพวกเขาไปด้วย ทุกคนก็ตาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
พวกเขาไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำพาพวกเขาไปทั่วทวีป และไม่เคยนึกฝันว่าทางเลือกนี้จะพาพวกเขาไปไกลสุดกู่
“เอาล่ะ พวกคุณกลับไปเตรียมตัวได้แล้ว เราจะไปจากอาณาจักรเทียนเซวียนนานแค่ไหนก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้น ร่ำลากันเสียให้เรียบร้อยด้วย!” จางเซวียนสั่ง
“ได้!”
ทุกคนพยักหน้าก่อนจะพากันออกจากห้องเรียน
หลังจากสั่งเสียลูกศิษย์แล้ว จางเซวียนก็กลับไปยังคฤหาสน์ และพบกับหลิวหลิงกับคนอื่นๆในคราบของปรมาจารย์หยาง เมื่อเขาพูดถึงการลาจาก ความผิดหวังและเศร้าสร้อยก็ปรากฏบนใบหน้าของทุกคน
จากนั้น เขาให้ทุกคนแสดงวรยุทธและให้คำชี้แนะบางอย่าง ในที่สุดหลิวหลิงก็ฝ่าคอขวดไปได้และสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ
เจิงเฟยเพิ่งสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือได้ไม่นาน จึงยังเป็นเรื่องยากที่เขาจะฝ่าไปได้ ส่วนจวงเชียนก็พัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิมมาก ถ้าฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ ก็น่าจะสำเร็จขั้นจงซรือได้ภายในครึ่งเดือน
หลังจากฝากฝัง ‘ศิษย์สายตรง’ ของเขาให้สามปรมาจารย์ดูแลแล้ว ปรมาจารย์หยางก็ไปหาซุนฉาง
“นายท่าน อย่าทิ้งผม ผมขอตามไปด้วย…” เมื่อจางเซวียนเดินเข้าไป ซุนฉางก็ทรุดตัวลงคุกเข่าทันที
ก็เหมือนกับหยวนเทาที่ไม่เคยมีใครคอยหนุนหลัง ก่อนจะได้พบกับจางเซวียน ซุนฉางเป็นแค่พ่อค้าต๊อกต๋อยในห้างสรรพสินค้าเทียนหวี่เท่านั้น
ผู้ที่ทำให้เขามีเกียรติยศและเป็นที่นับหน้าถือตาก็คือชายที่อยู่ตรงหน้า เขาสำนึกในบุญคุณมากมาย และไม่อยากแยกจากนายท่านเลย
“ถ้าเธออยากช่วยฉัน วันพรุ่งนี้ ให้ไปดูแลรับใช้อาจารย์จางเซวียนที่โรงเรียน
หงเทียนให้ดี ฉันว่างเมื่อไรก็จะแวะมาเป็นครั้งคราว” จางเซวียนพูด
ถึงซุนฉางจะมีวรยุทธอ่อนด้อย แต่เขาก็ทำงานสำเร็จลุล่วงได้ดี ตั้งแต่เป็นปรมาจารย์ จางเซวียนต้องจัดการกับปัญหามากมาย การที่มีคนอย่างซุนฉางคอยดูแลเรื่องจุกจิกเหล่านั้นให้เขาเป็นสิ่งที่ดีมาก อีกอย่าง ซุนฉางก็ได้ติดตามปรมาจารย์หยางมาระยะหนึ่ง และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาไว้ใจได้และเหมาะสมกับงานนี้
“ขอรับ!” เมื่อรู้แล้วว่านายท่านจะไม่ทิ้งเขา ซุนฉางรีบพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น
“วรยุทธของเธอยังอ่อนด้อยไปหน่อย ฉันเลยคิดค้นเทคนิคใหม่ให้ ฝึกให้ดีนะ คราวหน้าที่เราเจอกัน ฉันหวังว่าเธอจะมีระดับความแข็งแกร่งที่คู่ควรกับสถานภาพของตัวเองนะ!” หลังจากถ่ายทอดเทคนิคให้แล้ว จางเซวียนก็กำชับ “อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”
“นายท่าน ผมจะทุ่มสุดตัวเลย!” ซุนฉางตอบอย่างเอาจริง
ปรมาจารย์หยางพูดถูกเผง ข้อบกพร่องใหญ่หลวงที่สุดของเขาก็คือวรยุทธ น่าอายนักที่เป็นถึงพ่อบ้านของปรมาจารย์ แต่มีวรยุทธอยู่แค่ขั้น 4 – ผีกู่
ชีวิตเก่าของเขาจบสิ้นลงแล้ว ถ้าเขาอยากรับใช้นายท่านต่อไป ก็จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้ได้
“ไปได้แล้ว!”
กว่าจางเซวียนจะเสร็จภารกิจที่จำเป็น ฟ้าก็เริ่มมืด พรุ่งนี้เขาต้องเข้าสอนในชั้นเรียนที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าฟัง จางเซวียนจึงตัดสินใจพักผ่อน
ตอนที่เขากำลังจะเคลิ้มหลับ เรื่องราวของหนังสือเทียบฟ้าก็ผุดขึ้นมาในสมองอีก ความลึกลับของหน้าหนังสือสีทองคอยรบกวนจิตใจเขา แต่ไม่มีอะไรที่เขาจะทำได้เลย
…..
หลิวฉวินคือสมาชิกรุ่นลูกตัวเด่นของตระกูลหลิว, หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ ด้วยวัย 23 ปี เขาสำเร็จวรยุทธพี่เชวี่ยขั้นต้น ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์ของเขายังเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวของอาณาจักรจิ้งหยาง และมีความเข้าใจเรื่องวรยุทธเป็นอย่างดี
หลังจากเรียนที่นั่นอยู่สามปี เขาตรงดิ่งกลับบ้านอย่างตั้งตารอคอยจะได้พบกับครอบครัว แต่เมื่อมาถึงและกำลังจะเข้าประตูบ้าน ก็เห็นสมาชิกในตระกูลหลายคนกรูกันออกมา
“เร็วหน่อย เดี๋ยวไปสาย!”
“จริงๆด้วย เราต้องรีบแล้ว!”
“นี่เป็นโอกาสดีนะ ถ้าพลาดล่ะก็ เสียใจไปตลอดชีวิตแน่!”
สมาชิกส่วนมากที่กรูกันออกมาเป็นรุ่นเด็กกว่าเขา แต่ก็มีอยู่สองสามคนที่อายุสามสิบกว่า ทุกคนถือพู่กันกับหนังสือไว้ในมือและมีสีหน้ากระวนกระวาย
“จะรีบไปไหนกัน? มีใครสร้างปัญหาให้ตระกูลหลิวของเราหรือเปล่า?”
เห็นสีหน้าท่าทางแบบนั้น หลิวฉวินขมวดคิ้ว เขารีบรวบรวมพลังปราณและสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างหวาดระแวง แต่ก็โยนความคิดนั้นทิ้งแทบจะในทันที
ถ้ามีใครเข้ามาป่วนตระกูลหลิวล่ะก็ พวกรุ่นเดอะต้องออกมาจัดการแล้ว อีกอย่าง ถ้าคนพวกนี้กำลังจะไปสู้รบกับใคร จะถือหนังสือกับพู่กันมาด้วยทำไม?
คงไม่ได้คิดจะไปสาดหมึกใส่หน้าศัตรูหรอกนะ!
“พี่หลิวฉวินกลับมาแล้ว!” กำลังงุนงงอยู่ สาวน้อยคนหนึ่งก็เดินมาหา
“หยู่เอ๋อร์ นี่มัน…”
ในฐานะลูกพี่ลูกน้อง เขาโตมาด้วยกันกับหยู่เอ๋อร์ หลายปีที่เขาไม่อยู่ เธอเข้าเรียนในโรงเรียนหงเทียน และได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ลู่ฉวิน มีอนาคตที่สดใสรออยู่
“อ๋อ อาจารย์จางเซวียนจะเปิดสอนให้คนทั่วไปเข้าฟัง เราจะไปฟังเขาสอนด้วย ในเมื่อพี่กลับมาแล้ว พี่ก็ควรจะไปกับเรานะ”
หยู่เอ๋อร์หัวเราะคิกคัก
“อาจารย์จางเซวียน?” หลิวฉวินขมวดคิ้ว “อาจารย์ตัวกากที่เธอพูดถึงในจดหมายน่ะหรือ? การสอนของเขามันมีอะไรดี?”
ถึงเขาจะจากอาณาจักรเทียนเซวียนไปหลายปี แต่คนที่นี่ก็ยังเล่าเรื่องราวข่าวสารให้เขาฟังเสมอ
ชื่อเสียงเน่าเฟะของจางเซวียนลือกระฉ่อนไปไกลมาก ขนาดนักเรียนที่อยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรก็ยังได้ยินชื่อเขา
“ไม่กากนะพี่ เขาเป็นอาจารย์ดาวเด่นตัวจริงเลยล่ะ!” หยู่เอ๋อร์ดึงมือเขา “เร็วเข้าเถอะ! ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีที่นั่งดีๆนะ”
“ไม่มีที่นั่งดีๆ? เขาจะสอนแต่เช้าขนาดนี้เลย?” หลิวฉวิน ถามอย่างงุนงง
“ไม่ใช่ตอนเช้าหรอก ชั้นเรียนน่ะมีตอนบ่าย!”
“บ่าย?” หลิวฉวินแทบลมจับ
ก็ในเมื่อมีชั้นเรียนตอนบ่าย แล้วจะรีบอะไรกันแต่หัววันขนาดนี้ นี่ทำบ้าอะไรกัน?
“ฟังนะพี่ เราต้องรีบแล้ว เดี๋ยวไปถึงที่นั่นแล้วจะอธิบายให้ฟัง” หยู่เอ๋อร์ดึงเขาไปโรงเรียนหงเทียนอย่างเร่งร้อน
เห็นหยู่เอ๋อร์กับสมาชิกคนอื่นๆในตระกูลอลเวงขนาดนั้น หลิวฉวินก็อดอยากรู้ไม่ได้ เขาตามพวกนั้นไป
“นั่นมัน…สมาชิกตระกูลไป๋?” ไม่ห่างออกไปนัก เขาเห็นคนกลุ่มหนึ่งเร่งรีบไปโรงเรียนเช่นกัน
กลุ่มนั้นมีจำนวนคนมากกว่ากลุ่มของเขาเสียอีก แถมมีผู้อาวุโสขนาดเคราขาวโพลนแล้วอยู่ในกลุ่มด้วย ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายด้วยความคาดหวัง ราวกับมีสมบัติล้ำค่ามหาศาลรออยู่
มองปราดเดียว หลิวฉวินก็รู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นสมาชิกตระกูลไป๋ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่
“นั่น…หัวหน้าตระกูลไป๋หมิง? เขา…มาด้วยหรือ?”
เมื่อมองไปรอบๆ หลิวฉวินก็เห็นคนที่เดินนำหน้าฝูงชน ซึ่งทำให้เขาถึงกับตัวสั่น
นั่นคือหัวหน้าตระกูลไป๋หมิง!
คิดดูสิว่าลงมานำขบวนเอง แถมยังมุ่งหน้าไปทางเดียวกันด้วย!
“นั่น…หัวหน้าตระกูลหวัง?”
ยังไม่ทันหายตะลึง อีกกลุ่มหนึ่งก็โผล่มา พวกเขามุ่งหน้าไปยังโรงเรียนหงเทียนเช่นกัน เขาจำคนที่เดินนำหน้าได้ หัวหน้าตระกูลหวังหงจากตระกูลหวัง หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่!
หัวหน้าตระกูลหวังหงนั้นเป็นที่ร่ำลือถึงความหยิ่งผยองและวรยุทธอันทรงพลังของเขา จะเรียกว่าเขาเป็นผู้นำสูงสุดของทั้ง 4 ตระกูลใหญ่ก็ว่าได้
ว่าแต่…ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?
แถมยังถือพู่กันกับหนังสือไว้ในมือด้วย…
“ตู้เหมี่ยวชวนจากตระกูลตู้? ตู้หยวน…และสมาชิกรุ่นหลังทุกคนของตระกูลตู้?”
อีกครู่หนึ่งเขาก็เห็นกลุ่มตระกูลตู้เดินมา ก็เหมือนๆกับทุกคน พวกเขาต่างมีพู่กันกับหนังสืออยู่ในมือ และมุ่งหน้าไปโรงเรียนหงเทียนด้วยความตื่นเต้น
สมาชิกของทั้ง 4 ตระกูลใหญ่ต่างมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน หลิวฉวินรู้สึกหัวหมุนจนเกือบจะลื่นล้ม
“หยู่เอ๋อร์ นี่มันอะไรกัน?”
หลิวฉวินเก็บความสงสัยไว้ไม่ได้อีกต่อไป เขาหันไปทางลูกพี่ลูกน้อง
“พวกเขาก็มาฟังอาจารย์จางสอนไงล่ะ!” หยู่เอ๋อร์ตอบ
“มากันหมดนี่เพื่อฟังการสอน? อาจารย์จางคนนั้น…เป็นปรมาจารย์หรือ?” หลิวฉวินงุนงงกับคำตอบ
นอกจากปรมาจารย์แล้ว ก็ไม่น่าจะมีใครที่สามารถชักนำให้หัวหน้าตระกูลใหญ่ทั้งสี่ถึงกับมาฟังการสอนด้วยตัวเองได้
“เขาไม่ได้เป็นปรมาจารย์หรอก!” หยู่เอ๋อร์ส่ายหน้า
“ไม่ได้เป็น? แล้ว…”
หลิวฉวินกำลังจะถามว่าอาจารย์ธรรมดาคนหนึ่งทำให้ผู้คนมากมายขนาดนี้มาฟังการสอนของเขาได้อย่างไร ก็พอดีได้ยินเสียงของสาวน้อยดังขึ้นอีกครั้ง
“ถึงเขาไม่ใช่ปรมาจารย์แต่เขาก็เป็น…”
“ศิษย์พี่ของปรมาจารย์!”
