ตอนที่ 240 ดงอสูร
“เป็นไปได้อย่างไร?”
“เราตาฝาดหรือเปล่า?”
ทุกคนเอ็ดตะโรอยู่ในใจ
ถึงบริวารของหยวิ๋นเทาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่พวกเขาก็คิดเหมือนเจ้านาย เมื่อคิดถึงเทคนิคการเคลื่อนไหวและความเร็วของพวกเขา ไม่น่าเป็นไปได้ที่ใครสักคนจะจับเจ้านกประหลาดได้อยู่หมัด
ในฐานะบริวารขององค์ชาย พวกเขาได้เห็นนักรบขั้นทงฉวนผู้ปราดเปรียวหลายต่อหลายคน แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้พวกเขางงงันอยู่ดี
จางเซวียนเคลื่อนที่ได้ไกลถึงสิบกว่าเมตรในชั่วพริบตาเพื่อจับนกนั่น มัน…มันเร็วเกินไป!
มีเทคนิคการเคลื่อนไหวใดที่เร็วได้ขนาดนี้หรือ?
“หรือว่า…เราประเมินเขาต่ำไป จางเซวียนเป็น…นักรบขั้นจงซรือหรือเปล่า?”
หลายคนตัวสั่นเมื่อคิดได้แบบนั้น
แม้อาณาจักรฮ่านอู่จะมีนักรบขั้นจงซรืออยู่หลายคน แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่านักรบเหล่านั้นเคลื่อนไหวได้เร็วแค่ไหน
มีข่าวลือว่า นักรบขั้นจงซรือ ในฐานะกองกำลังอันมั่นคงของอาณาจักร พวกเขามีความสามารถล้ำลึก และพละกำลังก็มหาศาลเกินกว่าใครจะจินตนาการได้
ในเมื่อชายหนุ่มคนนี้เอาชนะเสือดำเกราะทองได้ด้วยมือเปล่า แถมยังจับเจ้านกประหลาดได้ด้วยการใช้แค่ 2 นิ้ว ต่อให้พวกเขาทั้งก๊กเข้ารุมก็คงไม่มีทางต้านทานได้ เป็นไปได้ไหมว่าเขาเป็นนักรบขั้นจงซรือจริงๆ?
ขั้นจงซรือ…นั่นคือระดับพละกำลังของบรรพบุรุษอาวุโสซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรขั้น 2 มากับมือ แต่คนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา อายุยังไม่ถึงยี่สิบ…
เป็นไปได้ไหมว่าเขาเป็นปรมาจารย์รุ่นหนุ่มจากตระกูลอันทรงเกียรติสักตระกูลหนึ่งของอาณาจักรใหญ่?
ไม่อย่างนั้น เขาจะมีวรยุทธและเทคนิคการเคลื่อนไหวอันน่าทึ่งด้วยวัยเพียงเท่านี้ได้อย่างไร?
แต่ไม่ว่าความจริงคืออะไร ชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่พวกเขาควรจะหาเรื่อง
เหล่าบริวารต่างหวาดผวา ถึงกับไม่กล้าหายใจเสียงดัง เพราะกลัวจะทำให้เขาขุ่นเคือง
“เทียบกับหวังหยิ่งแล้ว…เขาเร็วกว่าเสียอีก!”
เสิ่นปี้หรูหน้าซีด
ถึงเธอจะเตรียมใจไว้แล้วหลังจากที่ได้เห็นความสามารถของหวังหยิ่งในการประเมินอาจารย์ แต่ความเร็วของจางเซวียนก็ยังทำให้เธออัศจรรย์ใจ
ถ้าเขาโจมตีเธอ เธอคงตายเสียก่อนที่จะได้ทันขยับตัว
“แคว่ก…”
ขณะที่หยวิ๋นเทากับคนอื่นๆอึ้งตะลึงงัน นัยน์ตาของนกประหลาดก็เบิกโพลงด้วยความอัศจรรย์ใจ
มันวางแผนการทุกอย่างมาล่วงหน้า ไม่ว่าคนกลุ่มนี้จะเข้าใกล้หรือใช้อาวุธโจมตีมัน มันก็หลบได้ทันท่วงที เมื่อถึงเวลามันก็จะเข้าป่วนอีก แต่ทำไมจู่ๆชายคนนี้ถึงโผล่มา?
ถ้ามันรู้ว่าจะมีใครสักคนในกลุ่มที่มีความเร็วน่าทึ่งขนาดนี้ สามารถจับมันได้ก่อนที่มันจะทันได้โต้ตอบเสียอีก มันจะไม่เข้ามาป่วนเลย
“ก็ไม่ได้เร็วอะไรนักหนานี่!”
จางเซวียนส่ายหน้า ยังจับเจ้านกประหลาดไว้
ตอนที่หยวิ๋นเทาบอกว่าขนาดลูกธนูก็ยังจัดการมันไม่ได้ และมันมีความเร็วเหลือเชื่อขนาดไหน จางเซวียนก็คิดว่ามันคงจะเป็นคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจเอาการ เขาจึงใช้เทคนิคการเคลื่อนไหวฉบับเต็ม
แต่มันเกิดบ้าอะไรกันล่ะ?
เจ้านกนี่ไม่เคลื่อนไหวเลย ทำเหมือนเป็นศพอย่างนั้นแหละ ถ้าจางเซวียนรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เขาก็จะใช้ฉบับเรียบง่ายแทน!
ตอนนี้เขาเจ็บไปทั้งตัวจากแรงปะทะของการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเมื่อครู่ ถ้าไม่ใช่เพราะได้ฝึกวิชาร่างนวโลหะมา ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดจะต้องทำให้เขากระอักเลือดออกมาแน่
ถึงจางเซวียนจะไม่ได้พูดเสียงดังเท่าไร แต่ทุกคนที่นี่ล้วนเป็นนักรบ พวกเขาจึงได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน ต่างทำหน้าบูดหน้าเบี้ยว
เอ่อ… ไอ้นกประหลาดนี้ไม่ได้ช้านะ คุณต่างหากที่เร็วเกิน นกมันยังไม่ทันจะได้ตอบโต้เสียด้วยซ้ำ…
จางเซวียนไม่ใส่ใจอาการช็อกของทุกคน เขารวบรวมพลังปราณและส่งมันให้เข้าไปหมุนเวียนในร่างกายเพื่อผ่อนคลายอาการเจ็บปวด จากนั้นก็หันมาเรียกหยวิ๋นเทา “มาฝึกมันสิ!”
“ได้!”
หยวิ๋นเทาวิ่งมาพร้อมกับเชือก เขามัดเจ้านกตัวนั้นให้มันบินหนีไม่ได้ นอกเสียจากจางเซวียนจะคลายปมเท่านั้น
เห็นหยวิ๋นเทากำลังคิดหาวิธีจะฝึกมัน จางเซวียนก็ตั้งใจดู แต่ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็หมดความสนใจ
เพราะอันที่จริงมันไม่ได้ต่างอะไรจากการฝึกหมาแมวเลย หยวิ๋นเทาเตรียมของน่าสนใจไว้หลายอย่างเพื่อดึงดูดความสนใจของอสูรให้มันไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ จากนั้นก็พยายามทุกวิถีทางให้มันประทับใจและไว้ใจเขา
“โดยทั่วไปจะใช้เวลา 3-4 วันกว่าที่อสูรจะเริ่มผูกพันกับมนุษย์ ตอนนี้ท่านกำลังพยายามสร้างความคุ้นเคยกับมันอยู่ เมื่อความสัมพันธ์ของพวกเขามาถึงจุดหนึ่ง ก็มีความเป็นไปได้ที่อสูรจะยอมจำนน เมื่อถึงตอนนั้น ทั้งคู่จะฝึกวรยุทธที่สามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันและฟื้นฟูพละกำลังของทั้งสองฝ่าย ด้วยวิธีนี้ กระบวนการฝึกให้เชื่องก็จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์!”
เห็นจางเซวียนหมดความอดทน บริวารคนหนึ่งจึงเดินมาอธิบายกระบวนการให้ฟัง
“3-4 วัน?”
“ใช่ นี่พูดถึงตัวที่ฝึกง่ายนะ ถ้าเป็นอสูรที่แข็งแกร่งกว่านี้ ต่อให้นักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการก็ยังต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก ครั้งหนึ่ง นักฝึกอสูรหูฉวินชวินจากอาณาจักรฮ่านอู่ของเราต้องรับมือกับอสูรขั้นกึ่งจงซรืออยู่ในบึงถึงสามปีกว่าจะทำให้มันเชื่องได้ เขานำอาหารที่มันชอบไปให้มันทุกวัน เมื่อเวลาล่วงเลยไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แนบแน่นขึ้น และในที่สุดมันก็ยอมจำนนต่อเขา เรื่องนี้กลายเป็นตำนานของอาณาจักรเรา”
บริวารคนนั้นพยักหน้า
“มัน…เป็นตำนาน?”
จางเซวียนแสนจะขัดใจ
นักฝึกอสูรคนนั้นคงว่างมาก ถึงใช้เวลาตั้ง 3 ปีในการฝึกอสูรตัวหนึ่ง จางเซวียนไม่มีความพยายามและไม่อดทนพอที่จะใช้เวลานานขนาดนั้น
“จริงๆนะ อสูรก็มีศักดิ์ศรีของมัน ถ้าไม่ทำให้มันรู้สึกสนิทชิดเชื้อหรือมีของล่อใจ มันจะเต็มใจยอมจำนนได้อย่างไร?”
ความปรารถนาอย่างแรงกล้าเปล่งประกายในดวงตาของเขา “ผมยอมใช้เวลาเป็นสิบปีเลย ถ้าจะเอาชนะใจอสูรขั้นกึ่งจงซรือได้สักตัว”
เห็นอีกฝ่ายตื่นเต้นร้อนรนขนาดนั้น จางเซวียนอึ้งไป แต่ไม่ช้าเขาก็เข้าใจเหตุผล
ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ครอบครองหอสมุดเทียบฟ้าเหมือนตัวเขา คนเหล่านั้นจึงไม่สามารถยกระดับวรยุทธได้อย่างง่ายดายเหมือนกินข้าวหรือดื่มน้ำอย่างที่เขาทำ
สำหรับคนส่วนมาก เมื่อใช้ความพยายามหยดสุดท้ายไปแล้ว พวกเขาก็จะติดอยู่ที่วรยุทธขั้นนั้นไปชั่วชีวิต ไม่สามารถฝ่าด่านได้ ได้แต่รอคอยให้ชีวิตค่อยๆดำเนินไปจนถึงจุดจบ
เซินหง หลิวหลิง และคนอื่นๆ เป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าพวกเขาไม่ได้พบกับ
จางเซวียน ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฝ่าด่านวรยุทธไปยังวรยุทธขั้นสูงกว่าเดิม
ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะต้องทุ่มเทความพยายามทุกวิถีทางเพื่อยกระดับวรยุทธของตัวเอง
จะว่าไป ถ้าฮ่องเต้เซินจุยฝึกอสูรให้เชื่องได้สักตัวหนึ่ง ต่อให้เซินหงตายไป อาณาจักรเทียนเซวียนก็จะไม่เสี่ยงต่อการล่มสลาย
เพราะไม่เพียงแต่อสูรจะสู้กับนักรบที่มีวรยุทธเหนือกว่ามันได้เท่านั้น แต่ช่วงชีวิตของมันก็ยังยืนยาวกว่ามนุษย์มาก
แค่ฝึกให้เชื่องได้สักตัว ความปลอดภัยของอาณาจักรก็จะยืนยาวไปเป็นศตวรรษ นับประสาอะไรกับสิบปี นักรบทุกคนพร้อมจะใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อสิ่งที่คุ้มค่ากับความสำเร็จ
ยิ่งกว่านั้น ก็ไม่ใช่ทุกคนจะเหมือนจางเซวียน ที่มีพละกำลังเหนือกว่าเจ้าเสือดำเกราะทองซึ่งเป็นที่ร่ำลือในเรื่องความแข็งแกร่ง เขาสามารถจัดการจนมันอยู่ในสภาพที่ตอบโต้ไม่ได้ แถมยังช่วยให้มันฝ่าด่านวรยุทธได้ในเวลาเพียงครู่เดียว
“เขาจะใช้เวลาฝึกนกประหลาดนี่นานแค่ไหน?”
จางเซวียนครุ่นคิด และไม่สนใจจะดูกรรมวิธีของนักฝึกอสูรอีกต่อไป
“ผมไปถามให้!”
บริวารคนหนึ่งรีบวิ่งไป ครู่เดียวก็กลับมา “ผู้อาวุโสจางเซวียน ท่านบอกว่าใช้เวลาประมาณ 2 วันก็น่าจะฝึกให้เริ่มเชื่องได้สำเร็จ! สำหรับการทดสอบเป็นนักฝึกอสูร แค่ฝึกให้มันเริ่มเชื่องได้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นที่ให้มันยอมจำนนอย่างสมบูรณ์”
“ฝึกให้มันเริ่มเชื่อง?”
“ก็หมายความว่าเจ้านกประหลาดนี่จะยังอยู่เคียงข้างท่าน ไม่บินหนีไปไหน แม้ว่าท่านจะไม่ได้มัดมันไว้” บริวารคนนั้นอธิบาย
“ตั้งสองวัน? ได้แค่นี้เอง?” จางเซวียนส่ายหน้า
“ช้าเกิน”
ต้องใช้ทั้งความอุตสาหะพยายามอย่างหนัก ทั้งทรัพยากร ทั้งเวลา เพื่อฝึกอสูรแค่ตัวเดียวให้เชื่อง การเช่าจากดงอสูรน่าจะสบายกว่ากันมาก ดูเหมือนว่า…วิชาการฝึกอสูรนี่ไม่คุ้มค่าที่จะเรียน
“ผมจะไปดู!”
จางเซวียนรีรออยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินไปหาหยวิ๋นเทากับนกประหลาด
“ท่าน!”
หลังจากที่คาดเดาว่าชายตรงหน้าเขาน่าจะเป็นนักรบขั้นจงซรือ หยวิ๋นเทาก็ยิ่งชื่นชมจางเซวียนมากกว่าเดิม และไม่อาจจะเคารพมากไปกว่านี้ได้แล้ว
“ต้องใช้เวลาสองวันเชียวหรือ เจ้านี่ถึงจะเริ่มเชื่อง?” จางเซวียนมองเขา
“ใช่!” หยวิ๋นเทามองนกประหลาดอย่างตื่นเต้น “ผมใช้วิธีการสื่อสารแบบพิเศษสื่อสารกับมัน และตราบใดที่มันยังอยู่ ผมจะให้น้ำผึ้งไม่อั้น ในที่สุดมันก็สัญญาว่าจะลองอาศัยอยู่กับผม ยังมีเวลาอีก 2 วัน ตราบได้ที่ผมยังมีน้ำผึ้งให้มันอยู่ ผมก็น่าจะทำสำเร็จ!”
“แคว่ก!”
จางเซวียนหันไปมองเจ้านกนั่น เห็นมันยืดคอและเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง ราวกับจะบอกว่าเขาไม่ควรค่าพอที่จะมาอยู่ตรงหน้ามัน
“ไม่มีวิธีไหนที่จะทำให้เร็วขึ้นหรือ?” จางเซวียนขมวดคิ้วและตั้งคำถาม
“แคว่ก แคว่ก แคว่ก!” นกประหลาดโก่งคอ
หยวิ๋นเทามีสีหน้ากระอักกระอ่วน “มันบอกว่าท่านหยาบคายกับมันตอนที่จับตัวมัน และมันก็ยังโมโหอยู่ แค่ 2 วันก็สั้นพอแล้ว ถ้าเราพยายามจะรวบหัวรวบหาง มันอาจจะยื้อไปเป็น 10 วันหรือเป็นเดือนก็ได้…”
“สั้นพอแล้ว?” เห็นเจ้านกประหลาดทำเชิดใส่ จางเซวียนส่ายหน้า “ผมไม่คิดแบบนั้นหรอก แค่สิบนาทีมันก็น่าจะยอมแพ้”
“สิบนาที?” หยวิ๋นเทาผงะ จากนั้นก็ยิ้มละเหี่ย “มันจะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร…”
ทำให้อสูรขั้นพี่เชวี่ยเชื่องภายใน 10 นาที เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
นักฝึกอสูรที่เก่งกาจที่สุดของดงอสูรยังทำไม่ได้เลย
“ง่ายจะตาย!”
จางเซวียนส่ายหน้า เขายื่นมือออกไปและพูดว่า “ส่งมันมาให้ผม”
“ได้!” หยวิ๋นเทาไม่รู้ว่าจางเซวียนคิดอะไร แต่ก็จับนกประหลาดส่งให้
จางเซวียนจับเจ้านกไว้และจ้องหน้ามัน
“ยอมแพ้เสียเดี๋ยวนี้ และยอมเป็นอสูรของเขา”
“แคว่ก!”
ได้ยินแบบนั้น นกประหลาดจ้องหน้าจางเซวียนอย่างหงุดหงิดราวกับจะท้าทายคำพูดของเขา
ดูเหมือนมันอยากจะพูดว่า ถ้าจางเซวียนอยากให้มันยอมเป็นอสูรของหยวิ๋นเทา เขาก็น่าจะปฏิบัติกับมันดีกว่านี้
“เอาล่ะ แกไม่เต็มใจใช่ไหม งั้นก็ตายซะเถอะ!”
คร้านจะเสียเวลากับมัน จางเซวียนตบเปรี้ยง
นกประหลาดยังไม่ทันได้โต้ตอบ มันร่วงผล็อยลงกับพื้น
“ท่าน…” หยวิ๋นเทาอ้าปากค้างและแทบจะคลั่ง
ใครเขาฝึกอสูรกันแบบนี้?
ต่อให้ตอนนี้มันยอมจำนน ต่อไปมันก็เปลี่ยนใจได้ และจะสร้างปัญหามากมาย
คนอื่นๆก็เซ่อไป
คุณเรียกสิ่งนี้ว่าการฝึกให้เชื่องหรือ?
เหมือนจะฆ่ามันเสียมากกว่า?
“แคว่ก!”
เห็นได้ชัดว่าเจ้านกประหลาดนึกไม่ถึงว่าจางเซวียนจะโหดร้ายถึงขนาดเกือบจะฆ่ามันด้วยการตบ ดวงตาของมันแดงก่ำ มันทรุดตัวลงหมอบเพราะยืนไม่อยู่ แต่ยังไม่ทันจะลุกขึ้นได้ ขาข้างหนึ่งก็ลอยมาตรงหน้า
เหมือนลูกบอลยาง นกประหลาดกระเด็นโด่งไปไกล มันกระอักเลือดออกมาถึงสองครั้ง
“ฉันจะให้โอกาสแกเป็นครั้งสุดท้าย ยอมจำนนเสีย แล้วฉันจะยกระดับวรยุทธและรักษาอาการบาดเจ็บให้แก หรือไม่อย่างนั้นก็ตายซะ!”
จางเซวียนจ้องเจ้านกประหลาดอย่างเฉยเมย
“แคว่ก…”
เจ้านกกระเสือกกระสนจะลืมตา มันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงออกมา
ได้ยินเสียงนั้น หยวิ๋นเทาถึงกับผงะ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ
“ท่าน…มัน มันยอมแล้ว…”
“มันยอมแล้ว?”
เหล่าบริวารของหยวิ๋นเทาและเสิ่นปี้หรูต่างมึนงงจนลมแทบจับ
แบบนี้ก็ได้หรือ?
การฝึกอสูรมันง่ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?
“ดีแล้วที่แกยอม ฉันนึกว่าแกจะดื้อด้านจนวินาทีสุดท้ายเสียอีก!”
จางเซวียนทนดูเจ้าอสูรตัวกระจ้อยร่อยปวกเปียกทำอวดเก่งแบบนี้ไม่ไหว ถ้ามันไม่อยากมีชีวิตอยู่ เขาก็จะส่งมันไปตามวิถีทางของมัน ถึงอย่างไรเทือกเขาเชียนหลัวก็ไม่ขาดแคลนอสูรหรอก
“ทำสัญญากันซะ!”
คร้านจะพูดให้มากความ จางเซวียนจับนกประหลาดโยนให้หยวิ๋นเทา
เขาคว้าตัวมันไว้และทำสัญญากับมัน
“ดี ทีนี้ก็ส่งมาให้ผม!”
เมื่อเห็นทั้งคู่ทำสัญญากันเป็นมั่นเหมาะแล้ว จางเซวียนก็ทุบนกประหลาดจนสลบเหมือด จากนั้นก็แตะตัวมัน แล้วให้หยวิ๋นเทาเป็นคนปลุก
จางเซวียนใช้นิ้วกระตุ้นไปทั่วร่างของมัน ปลายนิ้วของเขาพลิ้วไหวราวกับลมพัด พลังปราณก็คมปลาบราวกับดาบชั้นดี
คลื่นพลังปราณซึมซาบเข้าสู่ร่างของเจ้านกระลอกแล้วระลอกเล่า ทำให้เกิดวิวัฒนาการ
กริ๊ก แกร๊ก!
ผ่านไป 12 อึดใจ เสียงกุกกักของกระดูกก็ดังขึ้น เจ้านกที่ดูใกล้ตายตัวพองขึ้นมากและรังสีของมันก็เข้มข้นขึ้นด้วย ครู่เดียวมันก็สำเร็จวรยุทธพี่เชวี่ยขั้นกลาง
เมื่อมีวรยุทธสูงขึ้น อาการบาดเจ็บก็หายสนิท
“แคว่ก?”
เมื่อรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของมัน เจ้านกประหลาดจ้องหน้าจางเซวียนอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เหตุผลที่มันเก็บน้ำผึ้งจำนวนมากไว้ในรัง ไม่ใช่เพราะความชอบเท่านั้น แต่เพื่อยกระดับวรยุทธของตัวมันเองด้วย
การที่หยวิ๋นเทาขโมยน้ำผึ้งของมันไปก็เท่ากับกีดกันไม่ให้มันยกระดับวรยุทธได้ เรื่องนั้นทำให้มันโมโหจนถึงขั้นยอมเสียเวลามาป่วนคนกลุ่มนี้ทุกวี่ทุกวัน
ตอนแรก มันตั้งใจว่าจะยอมทำสัญญาเฉพาะหน้าไปก่อน แล้วค่อยหาทางเอาคืนชายที่บังคับให้มันยอมจำนน เพื่อจะได้ล้างมลทินของการถูกหยามหมิ่นครั้งนี้ แต่ชายที่ทำร้ายมันกลับช่วยยกระดับวรยุทธให้มันด้วยการสัมผัสเพียงสองสามครั้ง
วรยุทธของมันแป้กอยู่ที่ระดับนี้มาหลายปีแล้ว แต่กลับฝ่าด่านไปได้ในชั่วพริบตา…
เจ้านกประหลาดพลันรู้สึกว่าการยอมจำนนต่อมนุษย์ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร…
เมื่อคิดได้แบบนั้น ความคิดที่จะยอมจำนนพอเป็นพิธีก็กลายเป็นความจริงใจ มันโน้มตัวลงและคำนับด้วยความเคารพ ความหยิ่งผยองที่เคยมีก่อนหน้าหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
“เอ่อ…”
อสูรไม่อาจเสแสร้งได้เหมือนมนุษย์ เห็นนกประหลาดมีทีท่าแบบนั้น ทุกคนถึงกับงงงัน
เวลาที่ใครต่อใครฝึกอสูรให้เชื่อง พวกเขาจะดูแลประคบประหงมมันอย่างดีที่สุดราวกับเป็นปู่ย่าตายาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีโอกาสที่จะล้มเหลว แต่ด้วยการตบเปรี้ยงเข้าให้ ชายผู้นี้กลับทำให้มันศิโรราบด้วยความจริงใจได้ ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเรื่องที่เกิดกับเสือดำเกราะทองเป็นแค่ความบังเอิญ แต่เมื่อเกิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง ก็ชัดเจนแล้วว่าจางเซวียนมีความสามารถเหนือธรรมดาในการฝึกอสูร
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะเรียนรู้ได้เลย!”
“ขั้นแรก จัดการกับอสูรน่ะไม่ยาก แต่ขั้นที่สอง คือช่วยให้มันฝ่าด่านวรยุทธและรักษาอาการบาดเจ็บให้มัน เราจะทำแบบนั้นได้อย่างไร?”
“รับมาตรงๆเถอะ ถึงขั้นแรกนายก็ทำไม่ได้!”
“ทำไม? ก็แค่จัดการมันแบบไม่ต้องคิดอะไรมากก็เท่านั้นเอง?”
“จัดการอสูร? มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นนะ! เวลาจะฝึกอสูรให้เชื่อง นายต้องยั้งมือไว้เพื่อจะได้ไม่ฆ่ามัน แต่ถ้านายทำแบบนั้น ความน่าเกรงขามก็จะลดลงอีก เหตุผลที่นกประหลาดยอมจำนนก็เพราะผู้อาวุโสจางเซวียนจะฆ่ามันจริงๆถ้ามันไม่ยอม แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เขามีความเร็วเหนือกว่ามัน ประกอบกับเจตนาสังหารของเขาที่แสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทำให้เจ้านกนั่นเกิดความกลัว ไม่อย่างนั้น อสูรที่หยิ่งผยองขนาดนี้จะยอมจำนนง่ายๆหรือ?”
“ที่นายพูดมาก็มีเหตุผล…”
……
ถึงจางเซวียนจะทำให้นกประหลาดยอมจำนนได้อย่างง่ายดาย แต่ทุกคนก็รู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะทำได้ อันที่จริง ต่อให้นักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการก็คงไม่สามารถเลียนแบบ
แค่การที่เขาทำลายความมั่นใจของเจ้านกนั่นด้วยการสำแดงความเร็วที่เหนือกว่า ก็เพียงพอจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายชะงักงันแล้ว
“มันยอมจำนนแล้วนี่ ไปกันเถอะ!”
จางเซวียนพูดแบบนั้นเพื่อจะได้รีบออกเดินทาง ก็ในเมื่อเจ้านกประหลาดหมดฤทธิ์แล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ที่นี่
“ได้!” หยวิ๋นเทาพยักหน้าอย่างชื่นมื่น
ตอนที่จางเซวียนจับเจ้าเสือดำเกราะทองได้ เขาคิดว่าการสอบครั้งนี้คงพังแล้ว ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะพลิกสถานการณ์ให้ในชั่วพริบตา
เขามองจางเซวียนอย่างสำนึกบุญคุณ
จัดการธุระเรื่องการสอบเรียบร้อยแล้ว ก็เหลือแค่เดินทางกลับไปยังดงอสูรเท่านั้น จางเซวียนนั่งบนหลังเจ้าเสือดำเกราะทองกับเสิ่นปี้หรู ส่วนหยวิ๋นเทากับคนอื่นๆพยายามสุดตัวที่จะตามไปติดๆ แทบจะหมดลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็หลายครั้ง
น้ำตาไหลอาบแก้มหยวิ๋นเทาขณะที่เขาวิ่งไป
อีกฝ่ายนั่งเชิดอยู่บนหลังของอสูร ขณะที่เขาทำได้แค่แบกไอ้นกงี่เง่านี่วิ่งตามไป โดยใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี
ทั้งๆที่จับอสูรได้เหมือนกัน ทำไมถึงเหลื่อมล้ำกันขนาดนี้…
2 ชั่วโมงต่อมา หุบเขาใหญ่โตมโหฬารก็ปรากฏตรงหน้า
“พลังจิตวิญญาณเข้มข้นมาก!”
เมื่อเข้าไป จางเซวียนรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
พลังจิตวิญญาณภายในหุบเขาเข้มข้นกว่าที่อื่นเกือบ 2 เท่า รูขุมขนทั้งหมดในร่างของเขาซึมซับเอาพลังจิตวิญญาณเข้าไปอย่างแช่มชื่น พลังจิตวิญญาณที่เสียดสีกับร่างของเขาทำให้รู้สึกเหมือนกับแช่อยู่ในสายน้ำอุ่นๆ
เมื่ออยู่ที่นี่ นักรบจะสามารถฝึกฝนวรยุทธให้สูงขึ้นได้อย่างแน่นอน เมื่อเปรียบเทียบกับการฝึกวรยุทธที่อื่น
“ดงอสูรได้วางค่ายกลเรียกวิญญาณไว้ในหุบเขา เพื่อที่ดอกไม้และสมุนไพรแห่งสวรรค์จะเติบโตได้ดี สภาพร่างกายของอสูรก็จะพัฒนาได้ดีด้วย เพิ่มโอกาสที่พวกมันจะได้สำเร็จวรยุทธ!” เสิ่นปี้หรูพูด
ครั้งแรกที่มาที่นี่ เธอก็อัศจรรย์ใจเหมือนกัน
ด้วยค่ายกลที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วหุบเขา และพลังจิตวิญญาณที่เข้มข้นขึ้นเป็น 2 เท่า…การจัดวางอย่างอลังการขนาดนี้จะต้องมีราคาเท่าไร?
มีแต่องค์กรมั่งคั่งอย่างดงอสูรเท่านั้นที่จะใช้เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ได้!
“จริงด้วย!” จางเซวียนพยักหน้า เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดและรู้สึกได้ว่าทุกอณูในร่างกายมีชีวิตชีวาขึ้นมา
วรยุทธเจ็ดขั้นแรกคือ ขั้น 1 – จวีซี, ขั้น 2 – ตันเถียน, ขั้น 3 – เจิ้นซี่, ขั้น 4 – ผีกู่, ขั้น 5 – ติ่งลี่, ขั้น 6-พี่เชวี่ย และขั้น 7 – ทงฉวน
ถ้าตัด 3 ขั้นแรกออกไป ในขั้น 4 – ผีกู่ ผู้ฝึกวรยุทธจะต้องใช้พลังปราณเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย ในขั้น 5 – ติ่งลี่ ผู้ฝึกวรยุทธจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากพลังปราณให้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มพละกำลังให้ตัวเองด้วย ในขั้น 6 – พี่เชวี่ย จะเริ่มมีการเปิดจุดชีพจร และในขั้น 7 – ทงฉวน ผู้ฝึกวรยุทธจะต้องกำจัดสิ่งกีดขวางในร่างกายเพื่อให้พลังปราณไหลเวียนได้ทั่วถึง
วรยุทธทั้ง 7 ขั้นนี้ไม่ต้องการพลังจิตวิญญาณมากนัก ดังนั้น จึงมีนักรบขั้นทงฉวนอยู่มากมายในสถานที่อย่างอาณาจักรเทียนเซวียนที่มีพลังจิตวิญญาณริบร่อยเต็มที
แต่หากมีพลังจิตวิญญาณไม่เพียงพอ การจะสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือก็เป็นเรื่องยาก
นักรบขั้นจงซรือจะต้องมีพละกำลังมหาศาลอยู่ในตัว ถ้าปราศจากการสั่งสมพลังจิตวิญญาณที่มากพอ ก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จขั้นนั้นได้
ดูอย่างจางเซวียน ขนาดเขามีเคล็ดวิชาเทียบฟ้า ก็ยังยากที่จะฝ่าด่านวรยุทธไปได้ถ้าไม่มีพลังจิตวิญญาณมากพอ
ถ้าวรยุทธขั้นจงซรือเป็นมหาสมุทร พลังจิตวิญญาณของอาณาจักรเทียนเซวียนก็เหมือนกับน้ำที่ไหลทีละหยด ด้วยอัตรานี้ จะต้องใช้เวลาสั่งสมหลายทศวรรษกว่าจะเติมให้เต็มมหาสมุทรได้ แต่ถ้าเขาสามารถใช้สายน้ำจากแม่น้ำแทน ก็จะย่นระยะเวลาได้มาก
แม้พลังจิตวิญญาณที่อยู่ในอากาศจะเข้มข้นกว่าที่อื่นแค่สองเท่า แต่ความเร็วในวรยุทธของเขากลับพุ่งขึ้นไปหลายเท่าทีเดียว
เมื่อมองไปรอบๆ ต้นไม้ที่นี่เขียวขจีและแน่นขนัดกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด นกขมิ้นและอสูรบินกันให้ว่อน ล้วนมีรูปร่างใหญ่โตกว่าพวกที่ตระเวนอยู่ด้านนอก
ถ้าใช้ตรรกะจากชีวิตเก่าของเขา ดงอสูรก็เหมือนกับสนามบิน มันถูกสร้างขึ้นห่างไกลจากเมือง ทุกคนที่รีบร้อนและต้องการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลก็จะต้องมาที่นี่!
จางเซวียนมองอสูรมากมายที่บินว่อนอยู่ในอากาศ และเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ก่อนหน้านี้เขาสงสัยว่า ทำไมดงอสูรจึงไม่อยู่ในเมืองหลวง แต่เมื่อเห็นอสูรเหล่านี้ก็เข้าใจเหตุผลทันที
พวกมันล้วนแต่มีขนาดมหึมาและดุร้าย ถ้าต้องไปอยู่ในเมืองหลวง ประชากรที่แออัดคงจะต้องทำให้เกิดการกระทบกระทั่งขึ้นมา ฮ่องเต้คงไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้แน่
“ดงอสูรอยู่ในนั้น เราเข้าไปกันเถอะ!”
เมื่อเดินลงมาตามทางเดินที่นำไปสู่หุบเขา ทั้งกลุ่มก็เร่งฝีเท้า
ไม่นาน เมืองๆหนึ่งก็ปรากฏตรงหน้า
มีสิ่งปลูกสร้างงดงามทุกชนิด ฝูงชนคลาคล่ำอยู่บนถนน แม้ความอึกทึกครึกโครมของเมืองจะยังไม่เท่าเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนเซวียน แต่ก็เหนือกว่าตลาดขั้น 2
“นี่คือ…ดงอสูร?” จางเซวียนตาปริบๆ
เขาคิดว่าดงอสูรจะเหมือนกับสมาคมนักปรุงยา คือเป็นตึกขนาดกลางตั้งอยู่ใจกลางป่า แยกตัวจากโลกภายนอก ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเมืองงดงามรุ่งเรืองแบบนี้
“ตอนแรกเริ่ม มันเป็นแค่ห้องโถงห้องหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พ่อค้าและบรรดาลูกหลานของนักฝึกอสูรก็เริ่มตั้งรกรากที่นี่ สุดท้ายก็กลายเป็นเมืองอย่างที่เห็น” หยวิ๋นเทาอธิบาย
จางเซวียนพยักหน้า
เทือกเขาเชียนหลัวทอดตัวยาวครอบคลุมหลายอาณาจักร มีผู้คนมากมายที่ต้องการซื้อหาอสูรเพื่อไปอารักขาตระกูลของตัวเอง หรือใช้เป็นสัตว์ปีกพาหนะ และด้วยพลังจิตวิญญาณที่เข้มข้นกว่าที่อื่น จึงเป็นธรรมดาที่ดินแดนแห่งนี้จะเติบโต
ก็เหมือนกับสนามบิน เมื่อเวลาผ่านไป อุตสาหกรรมทุกชนิดก็เกิดขึ้นโดยรอบ ดึงดูดให้ผู้คนนับไม่ถ้วนมาตั้งรกรากที่นี่
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมเสิ่นปี้หรูจึงมองเขาอย่างแปลกๆตอนที่เขาถามว่าผู้คนที่อยู่ในดงอสูรเอาทรัพยากรมาจากไหน
“เข้าไปในดงอสูรกันเถอะ!”
ตั้งแต่เข้ามาในเมือง จางเซวียนก็เหลียวซ้ายแลขวาไปตลอด แต่ก็ไม่พบสิ่งน่าสนใจ เขาจึงเรียกทุกคนให้เดินเข้าไปในตึกสูงที่สุดซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ด้วยความสูงเสียดเมฆถึง 100 เมตร ดงอสูรคือตึกสูงที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มันถูกทาสีไว้อย่างโดดเด่น มีรูปปั้นอสูรขนาดมหึมา 2 ตัวตั้งไว้ที่ทางเข้า พวกมันดูร้ายกาจและน่ายำเกรง เพิ่มความอลังการให้กับตึกมากขึ้นอีก
ตรงหน้าพวกเขาคือป้ายยาว 12 เมตร ที่มีคำว่า “ดงอสูร” เขียนไว้ด้วยสีแดง บอกได้ยากว่าใช้อะไรเขียน แต่ดูน่าสะพรึงอยู่ไม่น้อย
“มันคือเลือดของอสูรขั้นสูง!”
หยวิ๋นเทาอธิบาย “อสูรบางชนิดเกิดมาแข็งแกร่งมาก ขนาดตายไปแล้วฤทธิ์เดชก็ยังอยู่ การใช้เลือดของมันเขียนตัวอักษรจะยังคงสร้างความพรั่นพรึงให้กับผู้พบเห็น ทำให้พวกเขากลัวเกรงเกินกว่าจะสร้างปัญหาให้กับที่นั่น”
“อือ!” จางเซวียนพยักหน้า
ต้องบอกว่าดงอสูรนั้นมีขนาดมหึมาและโอ่อ่าอลังการจริงๆ ขนาดตัวเขายังอดพรั่นพรึงไม่ได้
เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป ก็เหมือนกับสมาคมนักปรุงยา มีห้องนั่งเล่นปรากฏอยู่ตรงหน้า ฝูงชนเดินผ่านไปมากันคลาคล่ำ ผู้เชี่ยวชาญอยู่กันเต็มไปหมด ชุลมุนไปทั่วบริเวณนั้น
“นั่น…พี่เชวี่ยขั้นสูงสุด? ทงฉวนขั้นกลาง? ทงฉวนขั้นสูงสุด…ก็มี?”
จางเซวียนมองไปรอบๆอย่างอัศจรรย์ใจ
ที่อาณาจักรเทียนเซวียน นักรบขั้นทงฉวนมีอยู่น้อยมาก และได้รับการยกย่องอย่างสูง แต่ที่นี่ พวกเขาอยู่กันทุกหนแห่งเหมือนกับกะหล่ำปลีในตลาด อันที่จริงขนาดผู้อาวุโสที่ดูกะโหลกกะลาก็น่าจะเป็นนักรบทงฉวนขั้นสูงสุด
ส่วนนักรบขั้นพี่เชวี่ยที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะได้เป็นหัวหน้าตระกูล หากมาอยู่ที่นี่ก็จะกลายเป็นกระจอกไป แค่กวาดสายตาไปรอบๆ จางเซวียนก็เห็นพวกเขาอยู่เป็นกลุ่มใหญ่
