ตอนที่ 247 ความล้ำลึกของจิตวิญญาณมากกว่า 10?
“ฮะ?”
หยวิ๋นเทาตั้งรับการเปลี่ยนแปลงปุบปับไม่ทัน
ก็เพิ่งนั่งยันนอนยันไปเมื่อครู่ว่าจะไม่สอบ ทำไมเปลี่ยนใจรวดเร็วขนาดนี้
พอเขาบอกว่ามีการยกเว้นค่าโดยสารสัตว์ปีกพาหนะให้ จางเซวียนก็เปลี่ยนทีท่าทันที…
หยวิ๋นเทาแทบจะสำลัก
ในความคิดของเขา ผู้อาวุโสจางเซวียน นักรบขั้นจงซรือผู้มีพละกำลังแข็งแกร่งไม่น่าจะสนใจทรัพย์สินเงินทอง แต่พอได้ยินว่าจะได้รับการยกเว้นค่าโดยสาร ก็ตาเป็นประกายเสียขนาดนั้น…แค่ก แค่ก, จะยึดติดกับวัตถุไปหน่อยไหม?
“ถ้าอย่างนั้น…”
หยวิ๋นเทากลืนน้ำลายและกำลังจะพูดต่อเมื่อโม่หยู่คุณเสิ่นเดินเข้ามา เธอเชิดหน้าอย่างทรนงและชำเลืองมองจางเซวียนอย่างดูถูก
“ลองสักตั้ง? คุณคิดว่าการฝึกอสูรเป็นของเล่นหรือ? เพิ่งจะจับอสูรได้แค่ 2 ตัวก็คิดว่ามันง่ายเสียแล้ว? ให้ฉันบอกอะไรหน่อยนะ แค่อสูรที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกนี้ก็มีมากกว่า 1 หมื่นตัวแล้ว พวกมันมีนิสัย คุณสมบัติ บุคลิกลักษณะในแบบของตัวมันเอง และอื่นๆอีกมากมาย ถ้าไม่ใช้เวลาเป็นปีล่ะก็ ไม่มีทางที่คุณจะจำพวกมันได้ทั้งหมดแน่!”
โม่หยู่ยังแค้นเคืองเรื่องที่เขาปฏิเสธคำท้าของเธอ เมื่อได้ยินคำพูดโอหังขนาดนั้น จึงสวนทันควัน
ที่คุณพูดว่า ‘ลอง’ สักตั้งมันหมายความว่าอย่างไร?
นักฝึกอสูรเป็นหนึ่งในอาชีพแถวหน้าของเก้าสถานภาพระดับบน ความยากเย็นในการจะได้เป็นนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการเป็นนักปรุงยาเลย
คุณคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกหรือ?
เคยจับอสูรได้ 2 ตัว เพราะดวงดี ก็คิดว่าจะสอบผ่านได้?
ก็เหมือนกับการที่ใครสักคนหนึ่งอยากเป็นหมอ เพราะสามารถผสมยารักษาโรคได้โดยบังเอิญนั่นแหละ
ฝันไปเถอะ!
ทุกอาชีพมีความซับซ้อนและล้ำลึกในแบบของมันเอง เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะเชี่ยวชาญอาชีพไหนภายในหนึ่งหรือสองวัน
โดยเฉพาะการฝึกอสูร คุณอาจใช้กำลังบังคับอสูรที่อ่อนแอกว่าคุณได้ แต่ถ้ามันมีวรยุทธสูงกว่าล่ะ?
ถ้าบังอาจไปท้าทายมัน มันอาจเก็บคุณได้ในชั่วพริบตา
ทั้งๆที่แทบไม่รู้จักคุณสมบัติของอสูรเลย ยังบอกว่าจะเข้าทดสอบ ถ้าไม่เรียกว่าโอหังแล้วจะเรียกว่าอะไร?
“โม่หยู่คุณเสิ่น อย่าไปโมโหคนโง่เง่าโอหังแบบนั้นเลย เขาก็แค่รู้ชื่อนกกระจอกสายฟ้าบรรพกาลและจับเสือดำเกราะทองได้เพราะโชคช่วย แล้วก็คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก ก็ในเมื่อเขาไม่รู้เรื่องการฝึกอสูรเลยสักนิด เข้าสอบเมื่อไหร่ก็โชว์โง่ออกมาเองแหละ!”
จูจิ้นหวงกัดไม่ปล่อย
การฝึกอสูรเป็นศาสตร์อันล้ำลึก ต่อให้ปราดเปรื่องอย่างไร ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายปีกว่าจะเรียนรู้ขั้นพื้นฐานได้ทั้งหมด
ชายคนนี้ยังไม่ได้เป็นผู้ช่วยอสูรเสียด้วยซ้ำ และเท่าที่ดูก็ยังไม่ได้ร่ำเรียนการฝึกอสูรมามากเท่าไร ด้วยทักษะกะล่อยกะหลิบแค่นี้ เขาคิดว่าจะสอบผ่านการเป็นนักฝึกอสูรได้?
“ก็แค่อวดเก่ง นักฝึกอสูรจะต้องรู้มากกว่าแค่การทำให้มันเชื่อง เขาต้องเข้าใจธรรมชาติของมันจากหัวจรดเท้า ที่เขาทำได้ก็แค่ใช้กำลังบังคับให้มันยอมจำนน แล้วก็คิดว่าตัวเองเป็นนักฝึกอสูรไปแล้วเรียบร้อย ตลกเป็นบ้า! ถ้าเป็นแบบนั้น ใครก็เป็นนักฝึกอสูรได้!”
โจวชวนเยาะหยัน
ทั้งคู่จิกกัดจางเซวียนไม่ปล่อย ต่างมองว่าถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีทางสอบผ่าน และอีกอย่าง หมอนี่ก็เพิ่งจะทำให้โม่หยู่คุณเสิ่นขัดใจ การเอาคืนให้เธอตอนนี้ก็น่าจะเพิ่มคะแนนพิศวาสให้พวกเขาได้
“ก็ในเมื่อผมแค่จับอสูรได้ 2 ตัวและไม่รู้อะไรเลย แล้ว…โม่หยู่คุณเสิ่น ทำไมคุณถึงอยากแข่งกับผม แล้วทำไมต้องอยากรู้ว่าผมใช้วิธีไหนเอาชนะใจนกกระจอกสายฟ้าบรรพกาล?”
คร้านจะฟังจูจิ้นหวงกับโจวชวน จางเซวียนหันมาพูดกับโม่หยู่อย่างไร้อารมณ์
“คุณ…”
โม่หยู่ชะงักและหน้าแดงก่ำ
ด้วยสถานภาพสูงส่งของเธอ ใครต่อใครที่พูดกับเธอต่างก็แสดงกิริยานอบน้อม ไม่มีสักคนที่บังอาจใช้ทีท่าแบบนี้ ได้ยินที่จางเซวียนพูด เธอโมโหเดือดจนคำพูดทุกคำจุกอยู่ในคอ
“ไอ้หนุ่ม รู้ไหมว่ากำลังพูดกับใคร? โอหังนัก…”
“รีบขอโทษเดี๋ยวนี้ การที่โม่หยู่คุณเสิ่นติติงก็เป็นวาสนาของแกแล้ว บังอาจเถียง…”
เห็นชายหนุ่มบังอาจดูถูกเทพธิดาของเขา จูจิ้นหวงกับโจชวนโมโหหนัก ทั้งคู่ตวาดทันควัน แต่ยังไม่ทันพูดจบ โม่หยู่ก็แหวออกมา
“หุบปาก! ไม่พูดก็ไม่มีใครว่าคุณเป็นใบ้หรอก!”
“คุณเสิ่น…” เจอระเบิดลงแบบนั้น ทั้งคู่ก็เงียบกริบ
นี่เอาคืนให้แท้ๆ กลับโดนแหว
ทั้งคู่จึงตัดสินใจไม่พูดอะไรอีก
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะแก ฉันจะรอดูแกโชว์โง่ก็แล้วกัน!”
ยิ่งคิดยิ่งอยากปรี๊ด แต่ก็ไม่กล้าโมโหใส่เทพธิดาของเขา ทั้งคู่จึงหันไประบายความโกรธทั้งหมดใส่จางเซวียน ยิ่งมองหมอนี่ก็ยิ่งรำคาญตา
จางเซวียนคร้านจะสนใจสามคนนั้น เขาเดินตามหยวิ๋นเทาไปหาหัวหน้าเฟิง
“หัวหน้าเฟิง ผู้อาวุโสจางเซวียนตกลงใจจะสอบเป็นนักฝึกอสูรแล้ว เอ่อ…แล้วการทดสอบจะเริ่มขึ้นเมื่อไร?” หยวิ๋นเทาถามอย่างกระตือรือร้น
เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในตัวจางเซวียนคนนี้
คนอื่นต้องผ่านความลำบากยากเข็ญมากมายกว่าจะจับอสูรได้สักตัว แต่เขาทำสำเร็จได้โดยโดยง่ายเพียงแค่ทำร้ายมัน ยังไม่ต้องพูดถึงการยกระดับวรยุทธให้อสูรพวกนั้น ต่อให้เป็นหัวหน้าเฟิง หยวิ๋นเทาก็ไม่เชื่อว่าเขาจะทำได้
ในเมื่อเก่งกาจเสียขนาดนี้ จะสอบตกได้อย่างไร?
“เริ่มเลยก็ได้ ผมได้ยินมาว่าคุณไม่เคยเข้าสอบมาก่อน และยังไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ช่วยนักฝึกอสูร ถูกต้องไหม?” หัวหน้าเฟิงมองจางเซวียน
“ใช่แล้ว!” จางเซวียนพยักหน้า
“แต่คุณก็จับอสูรขั้นพี่เชวี่ยได้และรู้จักนกกระจอกสายฟ้าบรรพกาล นั่นแปลว่าคุณมีความรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องการฝึกอสูร ซึ่งด้วยเหตุนั้น ผมจะขอข้ามการทดสอบเป็นผู้ช่วยฝึกอสูรไปเลย”
หัวหน้าเฟิงพูด
วัตถุประสงค์หลักของการสอบเป็นผู้ช่วยก็เพื่อทดสอบความรู้พื้นฐานของผู้เข้าสอบที่มีต่ออาชีพนั้น ในเมื่อจางเซวียนรู้จักนกกระจอกสายฟ้าบรรพกาลทั้งๆที่คนอื่นไม่รู้จัก เขาก็น่าจะมีพื้นความรู้แน่นในเรื่องการฝึกอสูร การให้เขาสอบเป็นผู้ช่วยจึงเป็นเรื่องรุงรังไปเปล่าๆ
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าหัวหน้าเฟิงรู้ว่าที่จริงจางเซวียนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการฝึกอสูรเลย เขาคงไม่คิดแบบนี้แน่
“แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยากที่จะวัดความเข้าใจเกี่ยวกับอสูรของคุณได้หากไม่ได้ผ่านการทดสอบเป็นผู้ช่วย ดังนั้นผมจึงจะยกเอาการทดสอบเป็นผู้ฝึกอสูรรอบแรกออกไป และเอาการทดสอบด้านทฤษฎีของผู้ช่วยเข้ามาแทน”
การทดสอบเป็นผู้ช่วยนักฝึกอสูรประกอบด้วยการสอบทฤษฎี และการทดสอบการแยกแยะอสูร
ส่วนการทดสอบเป็นนักฝึกอสูรประกอบด้วยการทดสอบความรู้เรื่องอสูร และการฝึกอสูรให้เชื่อง
ในเมื่อจางเซวียนรู้จักอสูรหายากอย่างนกกระจอกสายฟ้าบรรพกาล ก็แปลว่าเขามีความรู้เรื่องอสูรหลากหลายสายพันธุ์เป็นอย่างดี ดังนั้นการทดสอบการแยกแยะอสูรจึงเป็นการเสียเวลา และสำหรับคนที่จับอสูรมาได้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องทดสอบความรู้เรื่องอสูรอีกต่อไป
ดังนั้น หัวหน้าเฟิงจึงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการทดสอบ
“การทดสอบในส่วนแรกจะเป็นการสอบทฤษฎี ซึ่งมาในรูปแบบของข้อเขียน เมื่อผ่านส่วนนี้แล้ว คุณจะต้องจับอสูรที่มีพละกำลังมากกว่าตัวคุณให้ได้! ผมจะให้คะแนนอย่างเที่ยงธรรม ซึ่งถ้าสอบผ่านทั้งสองส่วน คุณก็จะได้เป็นนักฝึกอสูรระดับ 1 ดาว”
“ตกลง!”
จางเซวียนพยักหน้า
หยวิ๋นเทาเคยอธิบายเรื่องการทดสอบเป็นนักฝึกอสูรให้เขาฟังแล้ว ซึ่งก็เหมือนกับที่หัวหน้าเฟิงพูด เขาไม่ได้จงใจทำให้มันยากขึ้นสำหรับจางเซวียน
หัวหน้าเฟิงยิ้มเมื่อเห็นเขาตกลง “เอาล่ะ ผมจะไปเตรียมการสอบข้อเขียน คุณจะสอบผ่านก็ต่อเมื่อตอบคำถามได้ถูกต้องทั้งหมด!”
“รอเดี๋ยว คุณมีหนังสือเรื่องการฝึกอสูรอยู่ที่นี่บ้างไหม ขอผมพลิกดูหน่อย?”
จางเซวียนถาม
“คุณอยากจะพลิกดูหนังสือ?”
หัวหน้าเฟิงกับคนอื่นๆมองหน้ากันอย่างงุนงง
เกิดอยากจะดูหนังสือขึ้นมาตอนนี้นี่นะ?
“หอสมุดที่อยู่ด้านโน้นมีหนังสือเกี่ยวกับการฝึกอสูรอยู่มากมาย มีแต่ผู้ช่วยนักฝึกอสูรเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป แต่ผมจะอนุญาตให้คุณเข้าไปดูตอนนี้ได้เลยถ้าอยากจะเข้า ว่าแต่..มาเปิดดูตอนนี้…”
หัวหน้าเฟิงสงสัยหนัก ถึงจะไม่ได้พูดออกมาจนจบ แต่ทุกคนก็รู้ว่าเขาอยากจะพูดอะไร
ที่นี่มีหนังสือเกี่ยวกับการฝึกอสูรอย่างน้อยก็หลายแสนเล่ม มาพลิกดูมันตอนนี้จะช้าไปหน่อยไหม? ก็เหมือนกับมองหาภรรยาเมื่อนึกอยากจะมีลูก วิธีการทำอะไรๆของคุณนี่มันเหลือเชื่อไปหมด!
“อ๋อ มันเป็นนิสัยของผม เวลาจะทำเรื่องสำคัญ ผมมักจะรู้สึกกังวลเล็กน้อย และจะใช้การพลิกดูหนังสือเพื่อเป็นการปรับสภาวะจิต ต้องขอรบกวนหัวหน้าเฟิงเรื่องนี้ด้วย!”
จางเซวียนตอบข้อสงสัยของเขาแบบง่ายๆ
เขาเคยใช้เหตุผลเดียวกันนี้ที่บ้านของปรมาจารย์ลู่เฉิน ซึ่งก็ได้ผลไม่เลว มาวันนี้จึงตัดสินใจใช้มันอีกครั้งหนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้น…ได้เลย หอสมุดอยู่ด้านโน้น”
หัวหน้าเฟิงไม่สงสัยอีกต่อไป เขาชี้ไปที่ประตู
“ขอบคุณมาก!”
จางเซวียนพยักหน้าก่อนจะสาวเท้าไปที่นั่น
เขาไม่มีทางสอบผ่านการเป็นนักฝึกอสูรได้เลยถ้าไม่ได้อ่านหนังสือก่อน
ตอนนี้มีโอกาสได้เข้าหอสมุดแล้ว ตราบใดที่ถ่ายโอนเนื้อหาจากหนังสือมาไว้ในหอสมุดเทียบฟ้าได้ทั้งหมด ที่เหลือก็เป็นเรื่องกล้วยๆ
“ผู้ชายคนนี้…”
เห็นอาจารย์จางตกลงใจจะเข้าทดสอบเป็นนักฝึกอสูร เสิ่นปี้หรูได้แต่กระพริบตาปริบๆ รู้สึกถึงเลือดที่เอ่อขึ้นมาอยู่ในปากและอยากกระอักออกมาเต็มที
“จะกล้าหาญชาญชัยไปไหม?”
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เชื่อมั่นในตัวเขา แต่ว่าตลอดทางที่ผ่านมา เขาปล่อยไก่ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่มีความรู้เรื่องการฝึกอสูรเลย และก็เพิ่งจะไม่กี่นาทีนี้เองที่เขาถามเธอว่า ‘ป่าดงดิบ’ เป็นอย่างไร…
กระทั่งป่าดงดิบก็ยังไม่รู้จัก แต่กล้าเข้าทดสอบเป็นนักฝึกอสูร?
ที่สำคัญกว่านั้น หัวหน้าเฟิงกำลังจะนำข้อสอบทฤษฎีมาอยู่แล้ว แต่คุณเพิ่งจะเริ่มอ่าน?
นี่บ้าหรือดี?
“แต่เดี๋ยว…ครั้งล่าสุดที่เขาอยู่ในหอสมุดของโรงเรียน เขาก็ยืนพลิกหนังสือเหมือนกัน เป็นไปได้ไหมว่า…”
เสิ่นปี้หรูหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ตอนที่ทั้งคู่อยู่ในหอสมุด
อาจารย์จางคนนี้ก็พลิกดูหนังสือไปเรื่อย เธอคิดว่าเขาจงใจทำแบบนั้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธอ แต่แล้วก็รู้ว่าคิดไปเอง ฝ่ายนั้นไม่ได้แค่พลิกหนังสือเรื่อยเปื่อย แต่เขาจดจำเนื้อหาของหนังสือด้วย
แค่พลิกหนังสือก็จำเนื้อหาของมันได้…
เป็นไปได้ไหมว่าอาจารย์จางไม่รู้เรื่องการฝึกอสูรเลยจริงๆ ที่ขอเข้าไปพลิกหนังสือก็เพื่อ…เรียนรู้?
“หรือว่า…จะเป็นแบบนี้? หลังจากที่ได้เป็นอาจารย์โรงเรียนหงเทียนแล้ว เขาคงจะเข้าหอสมุดเพื่อไปพลิกดูหนังสือบ่อยๆ แต่ขนาดปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวที่มีระบบความจำแบบภาพถ่าย ก็ยังไม่สามารถจดจำเนื้อหามากมายในระยะเวลาอันสั้นขนาดนั้นได้เลย!”
เมื่อรู้สึกว่าการคาดเดาของตัวเองใช้ไม่ได้ เสิ่นปี้หรูก็ผลักมันทิ้งไป
ว่ากันว่า ใครที่สำเร็จสภาวะหยั่งรู้ของสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง จะมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 10 หรือสูงกว่า และจะมีระบบความจำแบบภาพถ่ายด้วย เมื่อพลิกดูหนังสือเล่มไหน ก็จะจดจำเนื้อหาของมันได้อย่างแม่นยำไปชั่วชีวิต
นี่คือเหตุผลที่ปรมาจารย์ผู้เก่งกาจมีทักษะในหลากหลายอาชีพและจดจำความรู้ได้ในปริมาณมหาศาล
ว่าแต่…สมมติว่าอาจารย์จางมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงกว่า 10 การพลิกดูหนังสือหลายแสนเล่ม…ก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนอยู่ดี!
“มันจะ… มันจะเป็นไปได้หรือ?”
เสิ่นปี้หรูสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัวเมื่อเกิดความคิดนั้นขึ้นมา
