ตอนที่ 261 การแข่งขันฝึกอสูร
“ผ่านการทดสอบ? จางเซวียนงงกับคำตอบของเขา” ผมได้สอบ…ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
ก่อนหน้านี้ หัวหน้าเฟิงยังไม่ทันได้อธิบายเรื่องการสอบเป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวให้เขาฟัง เรื่องเร่งด่วนของเจ้าเขี้ยวเหล็กสายฟ้าก็เข้ามาเสียก่อน ในเมื่อจางเซวียนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการทดสอบเป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวเขาทำกันอย่างไร แล้วอยู่ดีๆ…เกิดสอบผ่านขึ้นมาเสียอย่างนั้น?
“การทดสอบเป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวง่ายกว่าระดับ 1 ดาวมาก ผู้เข้าสอบแค่ต้องฝึกอสูรขั้นจงซรือให้เชื่องเท่านั้น…ในเมื่อเจ้าเขี้ยวเหล็กสายฟ้ายอมจำนนต่อคุณแล้ว ก็แปลว่าคุณทำได้ตามเงื่อนไข!” นักฝึกอสูรลู่พูด
“ฮะ? ง่ายอย่างนั้นเลย?” จางเซวียนงง
เขาต้องเหนื่อยยากกับการสอบปากเปล่า กว่าจะผ่านการทดสอบเป็นนักฝึกอสูรระดับ 1 ดาวได้ ไม่คิดว่าการสอบระดับ 2 ดาวจะง่ายดายขนาดนี้
ได้ยินเขาพูด ทุกคนก็ใบ้กิน
อสูรทุกตัวที่สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือต่างก็มีความหยิ่งผยองในตัวเองและจะไม่ยอมจำนนต่อมนุษย์ง่ายๆ เห็นได้ชัดจากเจ้าเขี้ยวเหล็กสายฟ้าที่ไม่เคยยอมจำนนให้ใคร ทั้งที่หัวหน้าเฟิงกับคนอื่นๆดูแลมันมานานกว่า 10 ปี
จางเซวียนได้ช่วยชีวิตของมันไว้ในภาวะที่มันกำลังย่ำแย่ มันจึงสำนึกในบุญคุณของเขาและยอมจำนนทันที มิฉะนั้น หากเป็นสภาวะปกติ ก็ไม่มีทางที่ใครจะทำให้อสูรขั้นจงซรือเชื่องได้ง่ายๆแบบนั้น
“นักฝึกอสูรจาง ผมเกรงว่าตราสัญลักษณ์นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวของคุณคงจะยังไม่เรียบร้อยภายในวันนี้ อย่างเร็วที่สุด พรุ่งนี้ผมถึงจะส่งมันให้คุณได้ ทำไมคืนนี้คุณไม่พักที่นี่เสียก่อน ผมยังมีบางเรื่องที่อยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณ!”
หัวหน้าเฟิงยิ้ม
“เอ่อ…” จางเซวียนลังเล
“เจ้าเขี้ยวเหล็กสายฟ้าน่ะสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุนแล้ว ความเร็วของมันก็เพิ่มขึ้นอีกมาก ถึงสันเขาบัวแดงจะอยู่ไกล แต่คุณน่าจะไปถึงที่นั่นได้ภายใน 2 วัน อีกอย่าง นี่ก็เริ่มมืดแล้ว คุณพักที่นี่สักคืนก็น่าจะดี”
หัวหน้าเฟิงหว่านล้อม
“ก็ได้!”
จางเซวียนเงยหน้า และได้เห็นว่าระหว่างที่เขากำลังวุ่นวายกับภารกิจอยู่ ท้องฟ้าได้เริ่มมืด แถมพระอาทิตย์ยังใกล้ตกแล้วด้วย เขาจึงพยักหน้า
“เอาล่ะ นักฝึกอสูรจาง เชิญทางนี้”
เห็นอีกฝ่ายตกลง หัวหน้าเฟิงให้ยินดีปรีดา เขากระวีกระวาดเชื้อเชิญ
“ไปกันเถอะ!” จางเซวียนพยักหน้าและเดินตามเขาไป
เมื่อความอึกทึกอลหม่านได้จบลงแล้ว ฝูงชนก็พากันแยกย้าย
…..
“นายกำลังจะบอกว่า…ไม่ใช่แค่นักฝึกอสูรจางจะรักษาเจ้าเขี้ยวเหล็กสายฟ้าได้เท่านั้น แต่เขายังฝึกมันให้เชื่องได้ด้วย?”
“เขารักษามันหาย ทั้งๆที่ระดับบรมครูชิงหยางก็ยังไม่มีปัญญา?”
“นายต้องล้อฉันเล่นแน่ ใช่ไหม?”
“อสูรเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุน?”
ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วทั้งดงอสูรอย่างรวดเร็ว เมื่อได้รู้ข่าว ปฏิกิริยาแรกของทุกคนคืออาการไม่อยากเชื่อ เสิ่นปี้หรูที่รออยู่ข้างนอกรู้สึกว่าตัวเองเซ่อแบบหมดสภาพ
เธอรู้ว่าอาจารย์จางมักสร้างความสั่นสะเทือนในทุกที่ที่เขาไป แต่ไม่คิดว่าจะอลหม่านครึกโครมได้ขนาดนี้
สามารถวินิจฉัยอาการป่วยที่แม้แต่บรมครูชิงหยางยังดูไม่ออก หมอนี่กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคตั้งแต่เมื่อไหร่?
แถมยังทำให้อสูรเขี้ยวเหล็กเหินฟ้ายอมจำนน และได้เป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว…
“สงสัยจริงว่าถ้าเราบอกฮั่นฉง เธอจะเชื่อหรือเปล่า…”
หลังจากถามย้ำกับหยวิ๋นเทาอีก 2 ครั้งเพื่อความแน่ใจ รอยยิ้มขมขื่นก็ปรากฏบนใบหน้าของเสิ่นปี้หรู
เพื่อนรักของเธอ, ฮั่นฉง ได้ใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะได้เป็นผู้ช่วยนักฝึกอสูร ผ่านมาก็หลายปีแล้ว ฮั่นฉงก็ยังไม่สามารถก้าวผ่านขั้นสุดท้ายเพื่อให้ได้เป็นนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการ แต่ผู้ชายคนนี้สอบผ่าน ทั้งๆที่ความตั้งใจของเขาคือแค่อยากขอยืมพาหนะสายฟ้าจากดงอสูรเท่านั้น…
ไม่เพียงแต่จะได้เป็นนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการ ยังไปได้ถึงระดับ 2 ดาวอีกต่างหาก…ที่หนักกว่านั้น ยังคว้าสมบัติล้ำค่าของดงอสูรไปครอบครองด้วย…
ถ้าเล่าเรื่องนี้ให้ฮั่นฉงฟัง เธอต้องคลั่งแน่
…..
ในฐานะนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว จางเซวียนได้รับสิทธิพิเศษมากมาย อย่างแรกคือได้รับที่พักในดงอสูร เขารู้ว่าเสิ่นปี้หรูไม่มีที่พัก จางเซวียนจึงให้เธอเข้าไปพักที่นั่นก่อน ส่วนตัวเขาตามหัวหน้าเฟิงไปยังห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดใหญ่
“นักฝึกอสูรจางมีความสามารถโดดเด่นจริงๆ แถมยังเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ด้วย สิ่งนี้น่าจะมีประโยชน์กับคุณ!”
หลังจากทั้งคู่นั่งลง หัวหน้าเฟิงก็ยิ้มและยื่นของสิ่งหนึ่งให้จางเซวียน
เมื่อรับมาแล้ว จางเซวียนก้มลงมอง แล้วก็ต้องประหลาดใจ
“หยกแห่งการรู้แจ้ง!?”
หยกแห่งการรู้แจ้งคือสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองจ้าวเฟิงผู้เป็นบิดาของจ้าวหย่ามอบให้เขาตอนที่อยู่ในอาณาจักรเทียนเซวียน มันมีประโยชน์ในการช่วยยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ
“ใช่แล้ว!” หัวหน้าเฟิงพยักหน้า
จางเซวียนจ้องเขาอย่างฉงน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมืองไป๋หยูขุดแร่หยกได้จำนวนมหาศาล แต่ก็มีหยกแห่งการหยั่งรู้เพียงชิ้นเดียว แสดงให้เห็นถึงความหายากและล้ำค่าของมัน แต่หัวหน้าเฟิงคนนี้มอบให้เขาแบบง่ายๆ…
“ผมได้มันมาโดยบังเอิญ ในฐานะนักฝึกอสูร มันไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลย แต่คุณเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ และสุดท้ายก็คงต้องเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ ถึงอย่างไรคุณก็คงจะได้ใช้มันเพื่อช่วยยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ แทนที่จะปล่อยให้มันถูกฝุ่นจับอยู่ในคลังสมบัติของผม ผมมอบให้คุณน่าจะดีกว่า”
เห็นจางเซวียนฉงน หัวหน้าเฟิงอธิบาย
จางเซวียนพยักหน้า กำลังจะอ้าปากพูด นักฝึกอสูรลู่ก็ฉีกยิ้ม “ผมรู้ว่านักฝึกอสูรจางสำเร็จวรยุทธทงฉวนขั้นสูงสุดแล้ว และอีกนิดเดียวก็จะถึงขั้นกึ่งจงซรือ ผมมีหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคการฝึกวรยุทธอยู่จำนวนหนึ่งที่ผมเคยใช้ จึงอยากมอบให้คุณ ถึงคุณจะมีอาจารย์ผู้เก่งกาจอยู่แล้วและคงไม่ขาดแคลนของพวกนี้ แต่ก็ได้โปรดรับมันไว้เป็นสัญลักษณ์แทนความจริงใจของผม”
เมื่อพูดจบ เขาก็ยื่นหนังสือสองสามเล่มให้จางเซวียน
จางเซวียนรับมาพลิกดู มันคือเทคนิคการฝึกวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือจริงๆ
“ผมไม่ได้ร่ำรวยอย่างสองคนนั้น และไม่มีสมบัติล้ำค่ามากมายนัก ที่ผมมีคือดาบเล่มนี้ ผู้ประดิษฐ์มันคือบรมครูด้านการตีเหล็กฉิงเหยียนจื่อแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ ผมขอมอบมันให้คุณ!”
นักฝึกอสูรหวังยิ้มและลูบเคราขณะที่ยื่นดาบให้จางเซวียน
“เดี๋ยวก่อน…”
เห็นผู้อาวุโสทั้ง 3 มอบของกันให้วุ่น จางเซวียนรีบหยุดพวกเขาไว้
โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี
เขาไม่คิดว่าชื่อเสียงของตัวเองจะเลื่องลือขนาดที่นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวจะต้องมอบของขวัญล้ำค่าให้ทั้งที่เพิ่งจะพบหน้ากัน
“ถ้าพวกคุณมีอะไรอยู่ในใจ บอกผมมาเถอะ!”
“สมกับที่เป็นนักฝึกอสูรจาง คุณช่างตรงไปตรงมานัก!” หัวหน้าเฟิงสบตากับอีก 2 คนก่อนจะพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นผมจะเข้าเรื่องเลย มีบางอย่างที่พวกเราอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ”
“คุณอยากให้ผมช่วย?” จางเซวียนชะงัก
ตอนนี้จางเซวียนได้เป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว แต่ทั้งสามคนก็เป็นเหมือนกัน แถมยังทำหน้าที่ผู้นำดงอสูรมาหลายต่อหลายปี เส้นสนกลในของพวกเขาต้องเหนือชั้นกว่าจางเซวียนแน่ จางเซวียนนึกไม่ออกว่ามีอะไรที่จะต้องให้เขาช่วย
หรือว่า…
“วิธีฝึกอสูรด้วยการอัดมันให้น่วมน่ะ อาจารย์ของผมเป็นคนคิดค้นขึ้นมา เขากำชับผมไว้ว่าห้ามถ่ายทอดให้ใคร ดังนั้น…”
หลังจากที่ถ่ายโอนเนื้อหาจากหนังสือทั้งหมดที่อยู่ในหอสมุดของดงอสูรมาแล้ว จางเซวียนเข้าใจดีว่าทำไมทุกคนถึงตกตะลึงกับวิธีฝึกอสูรด้วยการอัดมันให้น่วมของเขา
เป็นเพราะพลังปราณเทียบฟ้าอันบริสุทธิ์ และความสามารถของหอสมุดเทียบฟ้าที่ชี้ข้อบกพร่องของอสูรให้เขาเข้าใจ เขาจึงฝึกมันให้เชื่องได้โดยง่าย ต่อให้เขาอยากถ่ายทอดให้นักฝึกอสูรทั้งสาม พวกนั้นก็ไม่มีทางลอกเลียนแบบวิธีการของเขาได้เลย อีกอย่าง ก็เสี่ยงต่อการที่เคล็ดวิชาเทียบฟ้าจะถูกเปิดเผยด้วย
ชัดเจนว่าที่ผู้อาวุโสทั้งสามพากันมอบของขวัญให้เขาก็เพราะมีเรื่องอยากขอร้อง แต่จางเซวียนก็ไม่มีทางสอนวิธีฝึกอสูรด้วยการอัดมันให้น่วมให้กับทั้งสามคนได้
การพูดดักคอไว้ก่อนจึงน่าจะดีที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด สถานภาพของอาจารย์ได้รับความเคารพอย่างสูงในโลกใบนี้ คำพูดของอาจารย์ถือเป็นเด็ดขาดกับบรรดาลูกศิษย์ของเขา ถ้าอาจารย์ของจางเซวียนกำชับไม่ให้เขาถ่ายทอดวิชานี้ให้ใคร เขาก็จะต้องไม่ถ่ายทอดมัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม เมื่อพูดแบบนั้นออกไปแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสามก็คงจะไม่เซ้าซี้เรื่องนี้อีก และมันก็จะเป็นทางออกที่ดี
“เอ่อ นักฝึกอสูรทุกคนมีเคล็ดลับของตัวเอง ถ้าคุณไม่เต็มใจจะถ่ายทอดมัน พวกเราก็จะไม่ถาม อันที่จริง จุดประสงค์ของพวกเราไม่ใช่เรื่องนี้”
หัวหน้าเฟิงส่ายหน้า
ก็เหมือนกับการที่นักปรุงยาส่วนใหญ่มีเทคนิคการปรุงยาของตัวเอง นักฝึกอสูรส่วนมากก็มีวิธีการฝึกอสูรในแบบของตัวเองเหมือนกัน ด้วยการฝึกวรยุทธและบุคลิกที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน พวกเขาจึงมีวิธีการฝึกอสูรเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ต่อให้ได้เรียนวิธีการของอีกฝ่าย ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะสามารถทำได้สำเร็จเหมือนต้นแบบ
ในเมื่อความเป็นไปได้ก็มีน้อย แถมยังอาจจะขัดใจกันด้วย ไม่แตะต้องหัวข้อนี้จะดีกว่า
“ไม่ใช่แบบนั้นหรือ?” จางเซวียนงง “หรือว่า…พวกคุณทั้งสามมีโรคร้ายที่รักษาไม่หายและอยากให้ผมช่วยรักษา? คุณมีอาการเดียวกับเจ้าเขี้ยวเหล็กสายฟ้า กินไม่ได้นอนไม่หลับ? ถ้ามันแย่ขนาดนั้น คุณจะทดลองวิธีการของบรมครูชิงหยางก็ได้…”
“แค่ก แค่ก!”
ได้ฟังแบบนั้น หัวหน้าเฟิงและคนอื่นๆถึงกับสำลัก
รู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่างกายท่อนล่างเลยทีเดียว
นี่คุณคิดบ้าอะไรอยู่?
พวกเราแค่ขอความช่วยเหลือ! ถ้าปล่อยให้คุณทำแบบนั้น คงได้กลายเป็นขันทีแน่…
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้!” กลัวว่าถ้าปล่อยให้จางเซวียนเพ้อเจ้อไปเรื่อย เกียรติยศศักดิ์ศรีของพวกเขาคงป่นปี้ไม่มีเหลือ หัวหน้าเฟิงรีบขัด “ก็เหมือนกับสมาคมนักปรุงยานั่นแหละ ดงอสูรก็มีอยู่หลายสาขา ในเมื่อคุณเป็นนักฝึกอสูรอย่างเป็นทางการแล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก”
“อือ!” จางเซวียนพยักหน้า
หลังจากได้อ่านหนังสือในหอสมุด จางเซวียนก็มีความเข้าใจเรื่องดงอสูรมากขึ้น
ดงอสูรไม่ได้มีที่เดียว มันมีสาขามากมายแบบเดียวกับที่หุบเขาเชียนหลัวนี้กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลก
“ดงอสูรของเราเป็นสาขาระดับอาณาจักรขั้น 2 เราอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวน”
ดงอสูรแต่ละสาขาก็มีขั้นแตกต่างกันไป
ดงอสูรแห่งหุบเขาเชียนหลัวจะติดต่อค้าขายกับอาณาจักรขั้น 2 จำนวนสิบกว่าอาณาจักรที่อยู่โดยรอบ มันได้ชื่อว่าเป็นสาขาที่อยู่ในขั้นต่ำสุด
ซึ่งอาณาจักรชวนหยวนเป็นอาณาจักรอันทรงเกียรติที่อยู่ใกล้กับดงอสูรแห่งนี้มากที่สุด
ลำดับขั้นของอาณาจักรแบ่งออกได้เป็น อาณาจักรอันทรงเกียรติ อาณาจักรขั้น 1 อาณาจักรขั้น 2 และอาณาจักรไร้ขั้น (ซึ่งหมายความว่าไม่มีปรมาจารย์คอยดูแล อาณาจักรนั้นจึงมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะได้รับการจัดอันดับ)
อาณาจักรเทียนเซวียนเป็นอาณาจักรไร้ขั้น ส่วนอาณาจักรเป๋ยอู๋ที่มีปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวช่วยบริหารอาณาจักร ถือเป็นอาณาจักรขั้น 2
อาณาจักรเทียนหวู่ ซึ่งมีปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว ถือเป็นอาณาจักรขั้น 1
ส่วนอาณาจักรซวนหยวนมีปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาณาจักรอันทรงเกียรติ ในฐานะอาณาจักรอันทรงเกียรติ จะได้รับสิทธิ์ในการสร้างระบบขนส่งขนาดใหญ่เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนกับอาณาจักรอื่นได้ เมื่อมีฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนแล้ว อำนาจของอาณาจักรนั้นก็จะพุ่งพรวดอย่างต่อเนื่อง
“อาณาจักรชวนหยวนจัดการแข่งขันฝึกอสูรทุก 5 ปี และจะเชิญนักฝึกอสูรรุ่นใหม่จากดงอสูรทุกสาขาที่อยู่ในเครือเข้าร่วมแข่งขัน”
หัวหน้าเฟิงอธิบาย
“ในเมื่อคุณเป็นนักฝึกอสูรของดงอสูรแห่งหุบเขาเชียนหลัว จึงถือว่าคุณเป็นสมาชิกของเราคนหนึ่ง ผมหวังว่าคุณจะเข้าร่วมการแข่งขันในนามของดงอสูรของเรา”
“การแข่งขันฝึกอสูร?”
“ถูกต้อง การแข่งขันฝึกอสูรครั้งนี้จะนำพาให้นักฝึกอสูรผู้เก่งกาจจำนวนมากมายจากอาณาจักรโดยรอบมารวมตัวกัน ถ้าคุณสามารถแสดงทักษะอันโดดเด่นออกมาและคว้าชัยชนะมาได้ คุณก็จะได้รับการยกย่องอย่างสูงจากดงอสูร ทรัพยากรทุกชนิดจะไหลมาเทมาเพื่อประโยชน์ของคุณ และชื่อเสียงของดงอสูรสาขาเราก็จะเป็นที่เลื่องลือ”
เมื่อพูดจบ หัวหน้าเฟิงก็มองหน้าจางเซวียนอย่างคาดหวัง
“เอ่อ…”
จางเซวียนนึกไม่ถึงว่าทั้งสามจะขอความช่วยเหลือเรื่องนี้ เขามองหัวหน้าเฟิงแล้วถาม “การแข่งขันจะมีขึ้นเมื่อไร?”
ถ้าจะแข่งกันเร็วๆนี้ เขาก็จะปฏิเสธทันที
เรื่องสำคัญของเขาเวลานี้คือการรบกับรังสีพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย และการเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์
เหตุผลเดียวที่เขาสอบเป็นนักฝึกอสูรก็เพราะอยากใช้พาหนะสายฟ้าฟรีเท่านั้น
“อีกครึ่งปีนับจากนี้ ที่เมืองหลวงของอาณาจักรชวนหยวน” หัวหน้าเฟิงตอบ
“อีกครึ่งปี? เอ่อ…ผมขอดูก่อนก็แล้วกันว่าถึงตอนนั้นจะมีเวลาหรือเปล่า!”
จางเซวียนไม่อยากรับคำเดี๋ยวนั้น เพราะไม่อยากให้สัญญาที่ตัวเองอาจทำไม่ได้
“คุณอายุเพียงเท่านี้ แต่ก็ได้เป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวแล้ว แถมยังมีทักษะการรักษาโรคและเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ด้วย ถ้าคุณเข้าร่วมการแข่งขันล่ะก็ จะต้องมีอันดับที่น่าพอใจแน่!”
เห็นจางเซวียนไม่ยอมเออออห่อหมกกับคำพูดของเขา หัวหน้าเฟิงตัดสินใจโยนไพ่ไม้ตาย “อีกอย่าง ถ้าคุณชนะการแข่งขัน คุณจะได้รับรางวัลมหาศาลทีเดียว!”
“รางวัลน่ะไม่สำคัญหรอก ผมยังไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นผมจะว่างหรือเปล่า”
จางเซวียนส่ายหน้า
ถูกปฏิเสธขนาดนั้น หัวหน้าเฟิงกับคนอื่นๆก็ได้แต่ผิดหวัง แต่พวกเขากล้ำกลืนความชอกช้ำอยู่ได้ไม่นาน เสียงของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น
“เอ่อ ว่าแต่…รางวัลคืออะไร?”
