ตอนที่ 263 มุ่งหน้าสู่ห้องโถงแห่งยาพิษ
หม้อต้มยาใบนี้เป็นของขวัญที่โม่หยู่ได้จากอาจารย์ของเธอเมื่อครั้งที่สอบผ่านการเป็นนักปรุงยาระดับ 1 ดาว เมื่อนึกย้อนไป เธอได้ใช้มันทำการปรุงยา 18 ครั้ง และมีสัญญาณว่าหม้อจะระเบิดถึง 7 ครั้ง ในแต่ละครั้งอาจารย์ของเธอได้ช่วยระงับพลังงานร้อนแรงที่แผดเผาอยู่ภายในไว้ได้
และเมื่อเดือนก่อน เธอก็ได้ปรุงยาหัวใจยะเยือก
คำพูดของอีกฝ่ายถูกต้องทั้งหมด
แค่มองหม้อต้มยาของเธอ ก็บอกได้ถึงขนาดนี้?
น่าอัศจรรย์!
โม่หยู่สั่นไปทั้งตัวและไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง มันเหมือนกับฝันไป
“แต่ก็แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่พื้นฐานเท่านั้น มันบอกได้ว่าหม้อจะระเบิด แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะระบุได้ว่ามันจะระเบิดเมื่อไร ระเบิดรุนแรงแค่ไหน และจะระเบิดนานเท่าไร”
เห็นอีกฝ่ายยังอึ้งอยู่ จางเซวียนพูดต่อ
“เพื่อให้แน่ใจ ปริมาณสมุนไพรแต่ละชนิดที่ใช้จึงต้องได้ระดับของมันจริงๆ ส่วนผสมหลักของยาเม็ดตะวันรอนคือสมุนไพรที่มีฤทธิ์หยาง 9 ชนิด ด้วยการรักษาความสมดุลอันละเอียดอ่อนระหว่างสมุนไพรทั้ง 9 ชนิดนี้ไว้ให้คงที่เท่านั้นจึงจะป้องกันการปะทะกันของพลังงานได้ เมื่อไรก็ตามที่เสียสมดุล การควบคุมสถานการณ์จะทำได้ยากมาก ไม่ต่างอะไรกับการจุดระเบิด”
“ตอนแรกๆที่คุณยังใส่สมุนไพรลงไปตามคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัด มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ในขั้นตอนที่ 17 คุณใส่หญ้ารากแก้วลงไปเร็วกว่าที่ควรจะเป็นถึงครึ่งอึดใจ”
“ไม้เปลวแดดที่ใส่ลงไปในขั้นตอนที่ 11 กับดอกทานตะวันสีทองที่ใส่ลงไปในขั้นตอนที่ 14 ได้ทำปฏิกิริยากัน ด้วยสภาวะของหม้อในตอนนั้น มันต้องการเวลา 12 อึดใจและ 7 อึดใจตามลำดับ เพื่อให้ส่วนผสมหลอมเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือระยะเวลาที่เหมาะสมในการใส่สมุนไพรตัวต่อไป!”
“เมื่อคุณใส่หญ้ารากแก้วลงไปในตอนที่สมุนไพรทั้ง 2 ตัวนั้นยังหลอมไม่เข้ากันดี ฤทธิ์หยางของสมุนไพรทั้งคู่ยังทำปฏิกิริยากันไม่เสร็จ จึงเท่ากับการจุดระเบิด เกิดคลื่นพลังงานรุนแรงขึ้นมา ความแรงของคลื่นนั้นยังไม่มากพอจะทำให้เม็ดยาแตก แต่มันเร่งให้กระบวนการจบเร็วกว่าเดิม ซึ่งหลังจากนั้น ตอนที่ผมให้คุณโยนส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไปและเพิ่มความแรงของเปลวไฟ นั่นคือการจบกระบวนการ เช่นเดียวกับความทนทานของหม้อที่ถึงขีดสุดของมัน”
“จากการคำนวณของผม ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่หม้อจะยังทนไหวจนถึงเวลาที่เม็ดยาก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ผมจึงตัดสินใจให้คุณปรุงยาต่อไป” มาถึงตรงนี้ จางเซวียนหยุดและมองโม่หยู่นิ่ง “คุณมีคำถามอีกไหม?”
“ฉัน…เอ่อ ไม่มีแล้ว!”
โม่หยู่ยังไม่หายช็อก
เธอคิดว่าอีกฝ่ายต้องมีเคล็ดลับบางอย่างที่ทำให้คำนวณสถานการณ์ของการปรุงยาได้อย่างแม่นยำ แต่มาถึงตอนนี้ก็รู้แล้วว่า ต่อให้เขามีเคล็ดลับนั้นจริงๆ เท่าที่ฟังมา ก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะเรียนรู้ได้เลย
เรื่องนี้มีตัวแปรสำคัญมากเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจ
ทั้งอุปกรณ์ ตัวสมุนไพร เทคนิคการปรุงยา สภาพแวดล้อม และแม้แต่สภาวะจิตใจระหว่างการปรุงยา เธอต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมดหากจะคิดคำนวณ ผิดพลาดเพียงจุดเดียวก็หมายถึงคำตอบที่จะผิดไปทั้งหมด
เมื่อครู่นี้เอง เธอยังคิดอยู่ว่าจะต้องเรียนรู้เรื่องการปรุงยาให้มากและไวเพื่อให้ตามอีกฝ่ายทัน แต่ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเธอกับเขาต่างกันมากเสียจนไม่มีทางเทียบชั้นกันได้
ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขาจึงสอบผ่านโดยการประลองวิวาทะยา ลำพังแค่ความเข้าใจในเรื่องการปรุงยาของเขาก็มากพอจะทำให้เธอท้อใจแล้ว
“ถ้าคุณไม่มีคำถามแล้ว ผมขอตัว!”
เมื่อเห็นว่าความพยายามอย่างหนักของตัวเองพอจะทำให้โม่หยู่หายสับสนได้บ้าง จางเซวียนถอนใจอย่างโล่งอก
อันที่จริงเขาก็บอกอะไรไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะหอสมุดเทียบฟ้าล่ะก็ นับประสาอะไรกับตัวเขา ต่อให้เป็นนักปรุงยาระดับ 5 ดาวก็ไม่อาจวิเคราะห์ช่วงเวลาที่เม็ดยาจะก่อตัวและหม้อยาจะระเบิดได้ด้วยรายละเอียดปลีกย่อยเพียงเท่านั้น
อย่างน้อยที่สุด คงจะต้องเป็นนักปรุงยาระดับ 6 ดาวถึงจะทำแบบนั้นได้
“นักฝึกอสูรจาง รอเดี๋ยว…”
เห็นอีกฝ่ายกำลังจะเข้าที่พัก โม่หยู่รีบตะโกน
“ฉันได้ยินว่าคุณกำลังจะไปอาณาจักรเทียนหวู่?”
“คุณรู้ได้อย่างไร?”
เมื่อถามออกไป ก็คิดได้ว่าหยวิ๋นเทาคงเป็นคนบอก
แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะปิดบังความจริงเรื่องนี้อยู่แล้ว ดังนั้นจางเซวียนจึงพยักหน้า “ผมจะไปสันเขาบัวแดง”
“สันเขาบัวแดงอยู่ไกลมาก และแทบไม่เคยมีใครไปที่นั่นเลย หรือว่าคุณกำลังตามหา…ห้องโถงแห่งยาพิษ?” โม่หยู่ถาม
หุบเขาเชียนหลัวนั้นเขียวชอุ่มและเต็มไปด้วยอสูร แต่ในทางตรงกันข้าม สันเขาบัวแดงดูเหมือนจะถูกเปลวไฟร้อนแรงแผดเผาจนราพณาสูร จึงไม่มีอะไรอยู่ที่นั่นเลย ไม่มีนักรบคนไหนอยากไปที่นั่น
ตำนานกล่าวไว้ว่า มีห้องโถงแห่งยาพิษซ่อนตัวลึกเข้าไปในสันเขา กูรูยาพิษที่อยู่ที่นั่นได้วางยาพิษร้ายแรงไว้โดยรอบ ใครที่เดินลึกเข้าไปในสันเขาบัวแดงจะต้องโดนยาพิษนั้นทำร้ายถึงตายในเวลาไม่นาน
ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ เพราะผู้ที่มุ่งหน้าไปตามหาห้องโถงแห่งยาพิษไม่เคยมีใครได้กลับมา เมื่อเวลาล่วงเลยไป มันก็กลายเป็นทำเลต้องห้ามที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจ
สันเขาบัวแดงจึงกลายเป็นพื้นที่กันดารที่ทุกคนหลีกเลี่ยง
เหตุผลเดียวที่จางเซวียนอยากไปที่นั่นก็เพราะห้องโถงแห่งยาพิษ
“คุณรู้จักห้องโถงแห่งยาพิษ?” จางเซวียนตาโต
เขารู้เรื่องห้องโถงแห่งยาพิษที่อยู่ในสันเขาบัวแดงจากปรมาจารย์หลิวและคนอื่นๆ ซึ่งพวกเขาก็ไม่แน่ใจว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ เมื่อได้ยินจากโม่หยู่อีกครั้งจึงตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“ว่ากันว่ามีห้องโถงแห่งยาพิษอยู่ในสันเขาบัวแดง แต่ก็…ไม่มีใครรู้ที่ตั้งจริงๆของมัน!” โม่หยู่ส่ายหน้า
“แค่มีอยู่จริงก็พอแล้ว ผมต้องหามันเจอจนได้ล่ะน่ะ!” จางเซวียนหัวเราะหึๆ
ตราบใดที่มีห้องโถงแห่งยาพิษอยู่ในสันเขานั้นจริง การควานหามันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
อย่างแย่ที่สุด จางเซวียนก็แค่ใช้แผนที่ของหอสมุดเทียบฟ้าหาตำแหน่งที่แท้จริงของมัน ด้วยความสามารถของหอสมุดเทียบฟ้าในการแยกแยะผิดถูก ต่อให้เขายังระบุตำแหน่งที่ชัดเจนไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็คงไม่ไปผิดทาง
ซึ่งทำเลที่ปราศจากข้อบกพร่องก็จะต้องเป็นทำเลที่ใช่
“พูดก็พูดเถอะ สันเขาบัวแดงน่ะทอดตัวยาวหลายพันกิโลเมตร ถ้าคุณจะต้องค้นหาทุกตารางนิ้วล่ะก็ คงจะเหนื่อยตายเสียก่อน อีกอย่าง บริเวณรอบๆห้องโถงแห่งยาพิษยังมียาพิษร้ายแรงแทรกซึมอยู่ด้วย ต่อให้คุณหาตำแหน่งที่ชัดเจนได้ ถ้าไม่มีใครสักคนนำทาง ก็ไม่มีทางเข้าไปได้หรอก”
โม่หยู่หยุดพูดไปครู่หนึ่ง และจ้องจางเซวียนด้วยดวงตางดงามของเธอ
“ถ้าคุณอยากไปห้องโถงแห่งยาพิษ ฉันช่วยคุณได้”
“ฮะ?” จางเซวียนผงะ “คุณรู้ทางที่จะเข้าไปในห้องโถงแห่งยาพิษหรือ?”
“ฉันไม่รู้ทางหรอก แต่รู้จักใครคนหนึ่งที่รู้” โม่หยู่หัวเราะอย่างมีเลศนัย
“อ้อ?” จางเซวียนตาโต
เขานึกไม่ถึงว่าโม่หยู่จะมีสายสัมพันธ์แบบนั้น ถ้าเธอพาเขาไปได้จริงๆก็น่าจะตัดปัญหาได้มาก
“ถ้าคุณสอนฉันเรื่องการปรุงยา ฉันก็จะพาคุณไปหาเขา ว่าไง?” โม่หยู่จ้องจางเซวียนอย่างเอาจริง
“ตกลง!” จางเซวียนพยักหน้า
“แล้วเราจะไปกันเมื่อไหร่?”
“พรุ่งนี้เช้าเลย คุณมีสัตว์ปีกพาหนะไหม?” จางเซวียนมองหน้าเธอ
เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุนแล้ว และมีความเร็วในระดับที่น่าอัศจรรย์ ถ้าสัตว์ปีกพาหนะของเธอตามไม่ทัน เธอก็จะถ่วงเขาให้ช้าลง
“คุณ!”
ได้ยินคำถามของอีกฝ่าย โม่หยู่กะพริบตาถี่ เธอหายใจกระชั้นและกัดฟันกรอดลั่นจนเขาได้ยิน
นี่คุณตั้งใจแล่เนื้อเอาเกลือทาใช่ไหม?
“อ้อ…”
เมื่อเห็นสีหน้าของเธอ จางเซวียนเพิ่งนึกได้ว่าเธอเคยมีสัตว์ปีกพาหนะอยู่ตัวหนึ่ง แต่…มันทรยศเธอเพื่อมาหาเขา!
“เอาเถอะ แล้วถ้าขี่เจ้าเขี้ยวเหล็กไปกับผมล่ะ?”
เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้านั้นตัวใหญ่มหึมา รับผู้โดยสารทีละ 7-8 คนได้สบาย
“อือ!”
โม่หยู่ค่อยมีสีหน้าดีขึ้นเมื่อได้ฟัง แต่ก็ดีได้ไม่นาน
“เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าเป็นอสูรของผมนะ ถ้าคุณอยากขี่มันคุณก็ต้องจ่ายค่าโดยสาร ตอนที่มันยังมีวรยุทธแค่ขั้นจงซรือ การเดินทางไปอาณาจักรเทียนหวู่ ต้องใช้ลิ่มเลือดอสูรถึง 20 ลิ่ม แต่ตอนนี้วรยุทธของมันขึ้นไปถึงกึ่งจื้อจุนแล้ว ความเร็วก็เพิ่มขึ้นอีกมาก…ผมจะคิดคุณ 2 เท่า ลิ่มเลือดอสูร 40 ลิ่มก็แล้วกัน”
จางเซวียนพูดเมื่อคิดคำนวณดีแล้ว
“พรุ่งนี้เอาค่าโดยสารมาจ่ายล่วงหน้าด้วยนะ อย่าผิดสัญญาล่ะ!”
มีข้อมูลเกี่ยวกับลิ่มเลือดอสูรอยู่ในหนังสือที่อยู่ในหอสมุดของดงอสูร
เช่นเดียวกับหน่วยเหรียญทอง มันเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้กันทั่วไปภายในดงอสูร ลิ่มเลือดอสูรนั้นมีประโยชน์อย่างมากในการกระตุ้นให้อสูรมีวิวัฒนาการของสายเลือด
ขณะที่นักรบซึมซับเอาพลังจิตวิญญาณจากชั้นบรรยากาศ อสูรก็อาศัยการกินลิ่มเลือดอสูรเข้าไป
“….”
โม่หยู่ถึงกับสะดุด
ตัวเองก็เชี่ยวชาญตั้งไม่รู้กี่อาชีพ ทำไมจะต้องหิวเงินขนาดนี้?
“อือ!”
รู้ตัวว่าถ้ายังพูดกับหมอนี่อีก เลือดในกายเธอต้องเดือดพล่านแน่ โม่หยู่จึงตัดสินใจเดินออกมาก่อนที่จะโมโหจนขาดใจตาย
แต่ออกมาได้แค่ไม่กี่ก้าว เสียงพึมพำของฝ่ายนั้นก็แว่วอยู่ข้างหลัง
“คนสมัยนี้นี่ช่างกระไร ขนาดบอกว่าสำนึกในบุญคุณของเรา พอเราพูดเรื่องเงินเข้าหน่อยก็เงียบกริบ…ตอนนี้ถึงกับคิดจะโดยสารเจ้าอสูรของเราฟรีๆ…ถ้าไม่มีเงินก็ควรจะบอกเสียก่อน มาทำให้เราคาดหวังไปเปล่าๆปลี้ๆ นี่ขนาดเป็นองค์หญิงนะ องค์หญิงไม่มีเงินจ่ายหรือ?”
“คุณ…จางเซวียน พูดให้ดีๆนะ! ใครไม่มีเงินจ่าย?”
โม่หยู่หันขวับมาเพราะอดรนทนไม่ไหว กำลังจะได้ฉะกับจางเซวียนแล้ว แต่หมอนั่นก็ส่ายหน้า และเดินถอนหายใจเข้าที่พักไป
“โอ๊ย! บ้าที่สุด! แกมันงก แกมันหน้าด้าน จางเซวียน กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!”
เห็นเขาผลุบหายเข้าไปในบ้านพัก โม่หยู่จ้องบ้านหลังนั้นอย่างเคียดแค้นก่อนจะกระทืบเท้ากลับไป
โมโหเสียขนาดนี้ คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่
จางเซวียนเหน็ดเหนื่อยเสียจนตรงเข้านอนทันทีหลังจากที่เข้าไปในบ้าน
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างผาสุก
เช้าวันรุ่งขึ้น ตราสัญลักษณ์นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวก็ถูกส่งมา
เมื่อเก็บตราสัญลักษณ์ไว้ในแหวนเก็บสมบัติแล้ว จางเซวียนก็จัดการธุระที่เหลือ
เสิ่นปี้หรูตั้งใจว่าเมื่อพาจางเซวียนมาถึงดงอสูรแล้วก็จะกลับอาณาจักรเทียนเซวียน เขาจึงคิดจะให้นกอินทรีสีเขียวอ่อนพาเธอกลับไป แต่เธอยืนกรานปฏิเสธ เขาจึงให้เจ้าเสือดำเกราะทองไปแทน
เมื่อมีทั้งนกอินทรีสีเขียวอ่อนและเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าอยู่กับตัว เจ้าเสือดำเกราะทองก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับเขา ให้มันช่วยเสิ่นปี้หรูน่าจะดีกว่า
อย่างน้อยที่สุด เมื่อไปถึงอาณาจักรเทียนเซวียน ก็คงไม่มีใครกล้าระรานเธอ
จางเซวียนคิดว่านี่เป็นวิธีที่ดีในการตอบแทนอีกฝ่ายสำหรับความห่วงใย และการที่เธอเป็นธุระให้เขาตลอดการเดินทาง
เมื่อจัดการธุระเรื่องเสิ่นปี้หรูเสร็จสิ้น จางเซวียนก็เข้าไปยังลานบ้านที่เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าอาศัยอยู่ ในตอนนั้นเอง เขาเพิ่งเห็นว่ามีสิ่งปลูกสร้างหน้าตาคล้ายกับห้องๆหนึ่งอยู่บนหลังของมัน สิ่งนั้นทำจากโลหะและเชื่อมกับร่างของเจ้าเขี้ยวเหล็กโดยตรง ดังนั้น ต่อให้ระหว่างการเดินทางจะมีลมพัดแรงแค่ไหน มันก็จะไม่สั่น
ผู้โดยสารที่ใช้บริการสัตว์ปีกพาหนะส่วนใหญ่ไม่ได้มีวรยุทธสูงส่งนัก พวกเขาจึงเสี่ยงต่อการร่วงลงไประหว่างการเดินทางด้วยความเร็วสูง ดังนั้น ทางดงอสูรจึงเตรียมห้องโดยสารไว้บนตัวสัตว์พาหนะเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว
เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้ามีขนาดตัวมหึมา ห้องโดยสารที่อยู่บนหลังของมันจึงมีความกว้างราว 6-7 เมตร มีทั้งโต๊ะ เก้าอี้ และเตียงอยู่ในนั้น ผู้โดยสารจะไม่รู้สึกว่ากำลังเหาะอยู่กลางอากาศเลย
นับประสาอะไรกับคนสองคน ขนาดเจ้านกอินทรีสีเขียวอ่อนเข้าไปอยู่ข้างในแล้ว ก็ยังไม่แออัดเลยสักนิด
“ลาก่อน!”
จางเซวียนอำลาหัวหน้าเฟิงและคนอื่นๆ ก่อนจะเข้าไปในห้องโดยสาร
ฟึ่บ!
เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้ากระพือปีกอันทรงพลังของมัน แล้วสองคนกับสองอสูรก็ทะยานขึ้นฟ้าไป
จางเซวียนจ้องมองดงอสูรและหุบเขาเชียนหลัวที่เล็กลงทุกทีๆ เขายิ้ม
ห้องโถงแห่งยาพิษ พี่มาแล้ว
