ตอนที่ 297 ฉวยโอกาสกับจ้าวหย่า
“ฮึ?”
เขาเห็นเจ้าเสือแดงเพลิงที่ชายวัยกลางคนนามว่าเจียงสู่เป็นผู้ขี่มา มันฝ่าด่าน
วรยุทธไปถึงจงซรือขั้นสูงสุดได้แล้วจริงๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายปราบอสูรตัวนั้นให้เชื่องได้สำเร็จ จางเซวียนก็พยักหน้าด้วยความพอใจ เขาหันไปทางเจียงสู่และพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“อาจารย์ของคุณคนนี้มีชื่อว่าหยางชวน ผมเพิ่งผ่านมายังอาณาจักรเทียนหวู่ และตัดสินใจจะอยู่ที่นี่สักพัก ระหว่างนี้คุณจะเป็นศิษย์ของผม แต่เมื่อผมจากไป ผมก็จะยังเป็นตัวผม และคุณก็เป็นตัวคุณ เราจะเป็นแค่ผู้ที่บังเอิญผ่านเข้ามาในชีวิตของกันและกันเท่านั้น ดังนั้น คุณจึงไม่มีสิทธิ์อ้างชื่อของผมในการกระทำสิ่งชั่วร้ายใดๆ ไม่อย่างนั้นผมจะฆ่าคุณเสีย!”
จางเซวียนตั้งใจรับศิษย์ก็เพื่อให้หน้าหนังสือสีทองปรากฏขึ้นเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจจะไม่เอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง และทำทุกอย่างให้ชัดเจนเสียแต่เนิ่นๆ
“ขอรับ!” เจียงสู่พยักหน้า ออกจะผิดหวังเล็กน้อย
ในตอนแรกที่อีกฝ่ายพูดว่าอยากรับเขาเป็นศิษย์ ถึงเขาไม่ได้ปฏิเสธออกไปตรงๆ แต่ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจเท่าไรนัก
แต่เมื่อป้อนยานั้นให้เจ้าเสือแดงเพลิงกิน และมันฝ่าด่านวรยุทธได้จริงๆ เขาก็รู้ว่าเป็นโชคดีเหลือหลายที่ได้เป็นศิษย์ของฝ่ายนั้น
แค่บดยาสามัญที่แสนจะธรรมดา ผู้อาวุโสก็สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นยาล้ำค่าที่ช่วยให้อสูรฝ่าด่านวรยุทธได้ ถึงเขาจะมีความรู้มากมายในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ แต่ก็ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้
สิ่งนี้ทำให้เจียงสู่รู้ว่าบุคคลที่ยืนตรงหน้าเขาไม่น่าจะเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว
“ขอผมทราบหน่อยได้ไหมว่าอาจารย์พักที่ไหน จะได้ไปเยี่ยมคารวะเมื่อมีโอกาส!”
แม้เวลาจะผ่านไปแค่ครู่เดียว แต่การได้เป็นศิษย์ของปรมาจารย์หยางก็ถือเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ เจียงสู่ประสานมือคารวะและซ่อนความผิดหวังไว้
“ผมยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หาได้เมื่อไรจะส่งคนไปบอกคุณ!” จางเซวียนโบกมืออย่างไม่ยี่หระ “เอาล่ะ คุณกลับไปได้แล้ว!”
การโน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายเกิดความกตัญญูถึงขั้นที่หนังสือสีทองจะเกิดขึ้นได้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ในช่วงเวลาประเดี๋ยวประด๋าว แต่จางเซวียนก็ได้เริ่มกระบวนการอันยิ่งใหญ่ไปแล้ว เขาได้รับอีกฝ่ายเป็นศิษย์ และสร้างความไว้วางใจให้กับเขา
ถ้ารีบร้อนไป ก็มีแต่จะพังเสียมากกว่า
“ได้!”
เพราะรู้ว่าคนเก่งมักมีวิถีทางในการทำสิ่งต่างๆตามแบบของตัวเอง เจียงสู่จึงไม่ซักถามให้มากความ เมื่อกระโดดขึ้นขี่หลังเจ้าเสือแดงเพลิงแล้ว เขาก็หันหลังกลับและจากไป
เฮ่อ!
เมื่อฝ่ายนั้นจากไป จางเซวียนก็ถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก
การวางมาดเป็นผู้เชี่ยวชาญต่อหน้าปรมาจารย์นั้นไม่ง่ายเลย
เพราะปรมาจารย์มีทักษะการหยั่งรู้อันแสนจะน่าทึ่ง หากปลอมตัวผิดพลาดเพียงนิดเดียว ก็หมายถึงความล้มเหลว
“โธ่! ลืมถามไปเลยว่าโรงเรียนเทียนหวู่อยู่ที่ไหน!”
จางเซวียนตั้งใจจะถามถึงที่ตั้งของโรงเรียนเทียนหวู่ เผื่อเขาจะหาลูกศิษย์ได้อีกสัก 2-3 คน แต่สุดท้ายก็ลืม มีทางเดียวก็คือกลับเข้าเมือง
ไม่ช้า เขาก็กลับมาอยู่ในเมืองอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้ไม่มีใครตามมา จางเซวียนจึงเข้าไปไต่ถามได้อย่างสบายใจ
โรงเรียนเทียนหวู่เป็นสถานที่ที่บรรดาคนเก่งๆในเมืองหลวงมารวมตัวกัน แทบทุกคนจึงรู้จักมัน
ดังนั้น ใช้เวลาไม่นาน จางเซวียนก็รู้ที่ตั้งของโรงเรียน
มันอยู่ใกล้กับสภาปรมาจารย์ ทั้งยังใกล้กับใจกลางเมือง การเดินไปที่นั่นน่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง
เมื่อรู้ว่ามันอยู่ไม่ไกลนัก จางเซวียนก็พักแผนการเสาะหาลูกศิษย์ของวันนี้เอาไว้ก่อน
ตอนที่เขามาถึงอาณาจักรเทียนหวู่ พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำแล้ว เขากินอาหารเย็น ประชันกับจี้โม่ อ่านหนังสือในหอสมุดซึ่งใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นก็รับมือกับ ‘เหล่าฆาตกร’ และแถมท้ายด้วยการรับเจียงสู่เป็นศิษย์ ซึ่งใช้เวลาไปอีกกว่า 2 ชั่วโมง ถ้าเทียบตามเวลาที่ใช้กันในชีวิตเก่าของเขา ตอนนี้ก็น่าจะราวๆ 5 ทุ่มแล้ว
ดึกป่านนี้ ผู้คนคงหลับกันหมดแล้ว ถ้าเขาลอบเข้าไปในโรงเรียนกลางดึกเพื่อหาลูกศิษย์ ใครต่อใครอาจคิดว่าเขาเป็นศพที่ลุกขึ้นมาจากหลุม และคงจะพยายามฝังเขากลับเข้าไปใหม่
“เอาไว้ต่อพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ตอนนี้หาที่พักก่อน!”
หลังจากการเดินทางอันยาวนาน ทั้งการประชันจิตรกร การต่อสู้ และการปลอมตัวเป็นปรมาจารย์ จางเซวียนก็หมดแรง
“ฮึ? นั่นโรงเตี๊ยมเทียนหวู่นี่? ดีเลย เราจะพักที่นี่!”
หลังจากสอดส่ายสายตาไปตามถนนอีกครู่หนึ่ง โรงเตี๊ยมเทียนหวู่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า จางเซวียนเดินเข้าไป
ที่นั่นกว้างขวางและสะอาด เมื่อรู้จากพนักงานต้อนรับว่ายังมีห้องว่าง เขาก็เลือกจะพักที่นี่
เมื่อจางเซวียนก้าวเข้าห้องพัก ก็มี 2-3 ร่างพรวดพราดเข้ามาในห้องโถง
“จ้าวหย่ายังไม่กลับหรือ?”
“ใช่แล้ว ปรมาจารย์หลิว!” หวังหยิ่งตอบอย่างพรั่นพรึง
“ก็สั่งแล้วไม่ใช่หรือว่าออกไปแล้วก็ให้กลับมาภายใน 2 ชั่วโมง? ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับ?” ปรมาจารย์หลิวขมวดคิ้ว
“พวกเรา…แยกกันทันทีที่ออกไป ตอนขากลับก็ไม่เห็นจ้าวหย่า นึกว่าเธอคงกลับเข้าห้องไปแล้ว พวกเรารออยู่ แต่นานขนาดนี้แล้วก็ยังไม่ออกมา…” หวังหยิ่งยังคงพรั่นพรึงอยู่
“เอาล่ะ ลู่ฉวิน, พาเจิ้งหยางไปสำรวจทางทิศตะวันออก ซุนฉาง, เธอพาหลิวหยางกับหยวนเทาไปสำรวจทางทิศตะวันตก หวังหยิ่ง หวงหวี่ กับผมจะไปสำรวจทางทิศเหนือ ส่วนทางใต้นั้นเป็นประตูเมือง ไม่จำเป็นต้องดูที่นั่น!”
ปรมาจารย์หลิวสั่งการ “ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร ให้เหมือนกับคราวที่แล้ว ทุกคนต้องกลับมาภายใน 2 ชั่วโมง!”
“ได้!”
ทุกคนพยักหน้าก่อนจะออกไปจากโรงเตี๊ยม
……
ชีวิตของนายแพทย์ไป๋เพิ่งจะพลิกผัน
ตั้งแต่กลับจากสันเขาบัวแดง นายแพทย์ทุกคนที่เขาได้พบก็แสดงกิริยาอาการเคารพและยำเกรงสูงสุด
อันที่จริง ขนาดประธานสมาคมนายแพทย์ก็ยังเปลี่ยนท่าทีไปโดยสิ้นเชิง
จากคนไม่สำคัญที่มีแต่คนดูถูกดูแคลน ตอนนี้เขากลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ บรรดานายแพทย์ระดับ 2 ดาวผู้แสนจะหยิ่งผยองพวกนั้น มาถึงตอนนี้ ยังไม่กล้าพูดเสียงดังต่อหน้าเขาเสียด้วยซ้ำ
เขามีความสุขและพออกพอใจกับชีวิตใหม่นี้มาก
“ไม่น่าเชื่อเลยว่า แค่ถูกต่อยในตรอกนั้นก็ทำให้เราได้ประโยชน์มากขนาดนี้…”
วันนี้ แม้แต่ประธานสมาคมก็นับญาติเป็นพี่น้องกับเขา แถมยังชวนเขาดื่มด้วย ตอนที่กลับออกจากที่นั่น เขาก็ยังงงงันสุดๆ
จุดเปลี่ยนในชีวิตของเขามาจากการถูกต่อยสลบที่เมืองบัวแดงนั่นเอง
เมื่อตื่นขึ้นมา ท่าทีของนายแพทย์ทุกคนที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนไป
นายแพทย์ไป๋ยังคิดว่าตัวเองฝันไป
แต่ช่วงเวลา 2-3 วันที่ผ่านมา เขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างชัดเจน
เจ้าหนุ่มที่มากับองค์หญิงโม่หยู่ในวันนั้นต่อยเขาสลบ และเข้าไปช่วยชีวิตเซียนสมุนไพรด้วยรูปลักษณ์และชื่อของเขา เหตุผลที่นายแพทย์พวกนั้นพากันตีสนิทกับเขาก็เพราะ อย่างแรกคือหวังจะติดต่อซื้อสมุนไพรจากเซียนสมุนไพรโดยผ่านตัวเขาเพื่อให้ได้ส่วนลด และอย่างที่สอง ก็เพื่อหาคำตอบว่าสัญญาหนอนกู้คืออะไร และจะรักษาได้อย่างไร
ซึ่งในระหว่างนั้น เขานอนเปลือยและสลบอยู่ในตรอก แล้วจะไปรู้จักเซียนสมุนไพรได้อย่างไร ส่วนสัญญาหนอนกู้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง…
การที่ชีวิตพลิกผันในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เขาได้รับการยกย่องอย่างสูงจนไม่อาจพูดความจริงออกไปได้ เพราะนอกจากจะอับอายแล้ว ยังอาจจะถูกซ้อมจนตายด้วย
ดังนั้น หลังจากที่ใคร่ครวญดีแล้ว นายแพทย์ไป๋จึงตัดสินใจจะสร้างภาพต่อไป
เมื่อมีใครตั้งคำถามถึงเหตุการณ์กับเซียนสมุนไพรในวันนั้น เขาจะเปลี่ยนเรื่องทันที
เมื่อเห็นว่าเขาไม่เต็มใจพูด ฝูงชนก็ทึกทักว่าคงมีความลับสำคัญบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น จึงไม่กล้าถามต่อ และด้วยเหตุนี้ สถานภาพของเขาจึงยิ่งสูงส่งขึ้นอีก
เรื่องนี้ทำให้เขาตื่นเต้นมาก ทุกครั้งที่เห็นตรอก เขาจะเดินดุ่มเข้าไปด้วยความหวังว่าอาจจะถูกต่อยสลบอีกสักครั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งเกียรติยศที่อู้ฟู่กว่าเดิม
เมื่ออำลาประธานสมาคมนายแพทย์แล้ว เขาก็เดินกลับไปยังที่พักตามลำพัง เมื่อเห็นตรอกๆหนึ่งก็กำลังจะแวะเข้าไป แต่ในตอนนั้นก็เห็นสาวน้อยคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเขาจากทิศตรงกันข้าม
แม่สาวคนนั้นอยู่ในวัยแรกรุ่น อายุราว 16-17 ปี แต่ใบหน้าของเธอหมดจดงดงามเหนือกว่าคนธรรมดา เหนือกว่าแม้กระทั่งองค์หญิงโม่หยู่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในอาณาจักรเทียนหวู่ เขาไม่เคยเห็นใครสวยขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
นายแพทย์ไป๋ได้ชื่อว่าเป็นคนมัวเมาในตัณหาราคะ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้โม่หยู่ไม่คบค้าสมาคมกับเขา เมื่อต้องวางท่าเป็นผู้เชี่ยวชาญมานานก็เริ่มจะรู้สึกอดอยากปากแห้ง หลังจากเหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น แถมยังกรึ่มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กินเข้าไป นัยน์ตาของเขาก็วาววับขึ้นทันที
….
เมื่อรู้ว่าอาจารย์จางมาปรากฏตัวที่สมาคมจิตรกร จ้าวหย่ากับคนอื่นๆก็ออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อตามหาเขา
เพื่อให้ได้ผลดีกว่าเดิม เด็กๆจึงแยกย้ายกันหาตามลำพัง
พวกเขาเข้าไปดูในตรอกซอกซอยและร้านเหล้าแถวๆนั้น แต่ก็ไม่มีวี่แววของอาจารย์จางเลย
เมื่อค้นหาทุกซอกทุกมุมแล้ว จ้าวหย่าก็ยกมือขึ้นถูเปลือกตาด้วยความอ่อนล้า และตั้งใจจะกลับโรงเตี๊ยมเพื่อตั้งหลักก่อน ก็พอดีเห็นชายวัยกลางคนที่มีสีหน้าตะกละตะกรามและดูหื่นๆเดินตรงเข้ามาหาเธอ
“ดื่มคนเดียวน่ะมันน่าเบื่อ แม่สาวน้อย ไปดื่มเป็นเพื่อนฉันไหม?” นายแพทย์ไป๋เข้าขวางทางเธอไว้
“ไปให้พ้นนะ!”
จ้าวหย่าขมวดคิ้ว
หลังจากที่ปราณหยินบริสุทธิ์ของเธอถูกปลุกขึ้นมา รูปลักษณ์และบุคลิกของจ้าวหย่าก็งดงามยิ่งกว่าเดิม เธอจึงต้องเจอกับการคุกคามลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนมากก็มาจากคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เพิ่งจะได้เห็นชายที่แก่คราวปู่คราวตามาทำท่าแบบนี้ใส่ จ้าวหย่ายิ่งขยะแขยงหนักเข้าไปอีก
“ถ้าฉันปฏิเสธล่ะ แล้วไง?”
นายแพทย์ไป๋คำราม
มันเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว และถนนที่เคยพลุกพล่านก็แทบจะว่างเปล่า แถมบริเวณนั้นยังไม่มีใครเลย ถ้ามีใครผ่านมา แค่เห็นเสื้อผ้าหรูหราราคาแพงของเขา ก็คงไม่กล้าหยุดเขาแล้ว
“แกมันรนหาที่ตาย!”
เห็นอีกฝ่ายแสดงกิริยาป่าเถื่อน จ้าวหย่าขมวดคิ้ว สะบัดข้อมือครั้งเดียว หอกเล่มหนึ่งก็มาอยู่ในมือ
เธอรวบรวมปราณหยินบริสุทธิ์อย่างเต็มกำลัง และหอกฉีอันแข็งแกร่งนั้นก็พุ่งเข้าใส่ชายที่อยู่ตรงหน้าทันที
“เธอมันไม่รู้ดีรู้ชั่วเสียแล้ว!”
เห็นจ้าวหย่ากล้าขว้างหอกของเธอใส่เขา นายแพทย์ไป๋คำรามอย่างเลือดเย็น ก่อนจะรุกเข้ามา
ตุ้บ!
หอกของจ้าวหย่าตกอยู่ในมือของฝ่ายนั้น
ถึงแม้นายแพทย์ไป๋จะเป็นคนที่จางเซวียนต่อยหมัดเดียวสลบ แต่เขาก็เป็นนักรบทงฉวนขั้นสูงสุด ไม่ใช่คนแบบที่จ้าวหย่า, ซึ่งเพิ่งเปิดจุดชีพจรไปได้แค่สองจุดจะรับมือไหว
“แย่แล้ว!”
จ้าวหย่าตกใจมากที่เห็นหอกโดนฉกไป เธอรู้แล้วว่าด้วยระดับวรยุทธที่ตัวเองมี ไม่อาจรับมือกับชายผู้นี้ได้ จึงวิ่งหนีไปทางโรงเตี๊ยมทันที
ด้วยสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ที่ถูกปลุกขึ้นมา แม้จ้าวหย่าจะมีความเร็วไม่เท่าหวังหยิ่ง แต่ก็จัดได้ว่าไม่ธรรมดา ถึงโรงเตี๊ยมเมื่อไหร่ ปรมาจารย์หลิวจะต้องจัดการกับไอ้สารเลวคนนี้ได้แน่
“คิดหนีหรือ? เธอคิดว่าฉันจะปล่อยเธอไปง่ายๆหรือไง?”
ไม่ง่ายเลยที่จะได้เจอสาวสวยขนาดนี้ แล้วคนอย่างอย่างไป๋ชาน มีหรือจะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ เขาวิ่งตามเธอไปติดๆ
“จ้าวหย่า?”
ด้วยการโกยเต็มพิกัด ไม่ช้าจ้าวหย่าก็มาถึงห้องโถงของโรงเตี๊ยม และเจอกับปรมาจารย์หลิวและคนอื่นๆซึ่งกำลังจะออกไป
“มีอะไร?”
“เกิดอะไรขึ้น?”
เห็นเธอพรวดพราดหน้าตาตื่นเข้ามาแบบนั้น ทุกคนถามอย่างสงสัย
“มีคนพยายามฉวยโอกาสกับฉัน…”
จ้าวหย่าไม่อ้อมค้อม
และในตอนนั้น นายแพทย์ไป๋ชานก็เดินเข้ามาในห้องโถงพอดี
“อะไรนะ?”
เมื่อได้ยินว่ามีคนตั้งใจจะฉวยโอกาสกับเธอ เจิ้งหยางกับคนอื่นๆก็ถึงกับเดือด และพุ่งเข้าใส่นายแพทย์ไป๋ชานทันที
“ช้าก่อน!”
เมื่อเห็นระดับวรยุทธของอีกฝ่าย ปรมาจารย์หลิวรีบหยุดพวกเขาไว้ทันที
นัยน์ตาของนายแพทย์ไป๋ชานฉายแววเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นกลุ่มคนตรงหน้า “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงหนีเร็วนัก มีพรรคพวกอยู่นี่เอง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ง่ายขึ้นเยอะ!”
ด้วยความเป็นชายแก่ขี้โกงเจ้าเล่ห์ที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน เขาสามารถปรับท่าทีได้โดยปราศจากความตื่นตระหนก
“สหาย ขอผมทราบหน่อยเถอะ คุณไล่ตามลูกศิษย์ของผมมาทำไม?”
ปรมาจารย์หลิวรู้ว่าที่เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ย่อมมีผู้ทรงอิทธิพลจากหลากหลายตระกูล และคนเหล่านั้นก็ปรากฏตัวได้ทุกที่ อาจเป็นใครก็ได้ที่พบเห็นอยู่บนถนนหนทางทั่วไป ดังนั้น แม้เขากำลังโกรธ แต่ก็ยั้งตัวเองไว้ เขาก้าวออกมาและประสานมือถาม
“แม่สาวคนนี้ขโมยของของผม ผมจึงวิ่งตามมาเพื่อเอาคืน ในเมื่อพวกคุณรู้จักกัน เรื่องนี้ก็น่าจะจัดการได้ง่ายขึ้น คุณเลือกเอา จะคืนของให้ผม หรือจะส่งเธอมาให้ผมจัดการ!”
นายแพทย์ไป๋ชานพูดหน้าตาเฉย
“ขโมยของของแก? แก…แกมันโกหก!”
นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกล่าวหาเธอว่าเป็นโจรทั้งที่เพิ่งพยายามจะฉวยโอกาสกับเธอ จ้าวหย่าหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห
……
ฉี คือพลังงานที่แผ่ซ่านออกมาจากการกวัดแกว่งหอก
