Skip to content

Library Of Heaven’s Path 296


ตอนที่ 296 ศิษย์เจียงสู่

เขาเคยได้ยินเรื่องที่นักรบเก่งๆทำร้ายกันเองจนบาดเจ็บเพียงเพราะความไม่ลงรอยเล็กน้อย รวมทั้งนักรบบางคนที่ทำลายขนบธรรมเนียมวิถีปฏิบัติแบบเดิมๆ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้เชี่ยวชาญคนไหนตระเวนไปทั่ว และเที่ยวรับคนแปลกหน้าที่ผ่านไปมาเป็นศิษย์

ชายวัยกลางคนกระพริบตาปริบๆ

การที่ตัวขาสำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุดก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความปราดเปรื่อง แต่ก็รู้ตัวว่ายังห่างไกลจากการเป็นอัจฉริยะตัวจริงมากนัก

เขาไม่ได้เป็นอัจฉริยะ แต่อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอจะรับเขาเป็นศิษย์โดยแทบไม่ได้ใคร่ครวญเลย…

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

“ถูกแล้ว! คุณกำลังสงสัยว่าทำไมผมถึงอยากรับคุณเป็นศิษย์ใช่ไหม?”

จางเซวียนโบกมืออย่างสบายใจ นัยน์ตาของเขาฉายความสงบเย็นและความมุ่งมั่นล้ำลึก เขาพูดว่า “ความปราดเปรื่องของคุณจัดว่าเป็นเลิศ และวรยุทธของคุณก็ไม่ธรรมดา ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องทำให้คุณคิดไปเอง จริงไหม?”

“เอ่อ…”

อีกฝ่ายรู้หมดว่าเขาคิดอะไร นักรบวัยกลางคนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน

“ผมเฝ้ามองคุณสู้กับเสือแดงเพลิง คุณใช้ ‘เทคนิคการเคลื่อนไหวสายธารเขียวขจี’ กับ ‘เพลงหมัดหงเหยียน’ เนื่องจากมันไม่ใช่ส่วนผสมที่ลงตัวนัก คุณจึงไม่สามารถสำแดงพลังของทักษะเหล่านี้ออกมาได้เต็มที่

ถ้าผมพูดไม่ผิด เพลงหมัดหงเหยียนที่คุณฝึกฝนนั้นยังไม่สมบูรณ์!”

จางเซวียนพูดแบบผู้รู้แจ้งเห็นจริง

“ผู้อาวุโส…คุณรู้ได้อย่างไร?” ชายวัยกลางคนถึงกับหน้าถอดสีด้วยความตกใจ

เทคนิคการเคลื่อนไหวสายธารเขียวขจีเป็นเทคนิคที่มีชื่อเสียงโด่งดังของอาณาจักรเทียนหวู่ จึงไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะรู้จัก แต่เพลงหมัดหงเหยียนนั้นเป็นเทคนิคลับเฉพาะของเขา ครั้งหนึ่ง ระหว่างที่เขาเดินทางท่องเที่ยวไป เขาได้ไปสะดุดเข้ากับหลุมฝังศพของนักรบขั้นจื้อจุนคนหนึ่งในหุบเขา และได้พบเคล็ดวิชาเพลงหมัดหงเหยียนเข้าโดยบังเอิญ

เพลงหมัดนั้นคิดค้นขึ้นโดยผู้อาวุโสคนหนึ่งชื่อหงเหยียน เทคนิคดังกล่าวทำให้ผู้ใช้สามารถแผ่พลังอันหนักหน่วงออกมา ซึ่งพลังนั้นมีประสิทธิภาพถึงขนาดทลายเกราะการป้องกันตัวอันแสนจะแข็งแกร่งของอสูรได้

แม้ว่าเคล็ดวิชาที่เขาค้นพบในหลุมฝังศพจะไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อฝึกฝนมาได้หลายปี นักรบวัยกลางคนก็เชี่ยวชาญเพลงหมัดนั้น และได้ใช้มันเป็นท่าไม้ตายมาตลอดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตราย ระหว่างที่สู้กับเสือแดงเพลิง เขาได้สำแดงเทคนิคนี้ออกมาด้วยเจตนาที่จะปัดฝุ่นทักษะของตัวเอง ไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสคนนี้จะรู้จักมันได้ด้วยการมองแค่แว่บเดียว

จางเซวียนไม่ตอบคำถามของเขา กลับพูดต่อด้วยสีหน้าปราศจากความรู้สึกใดๆ “เพลงหมัดหงเหยียนจะเน้นการใช้พละกำลังในการเคลื่อนไหวอย่างหนักหน่วง ถ้าคุณฝึกฝนเฉพาะเทคนิคนี้ ถึงจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็จะไม่มีผลข้างเคียงมากนัก แต่ในเมื่อคุณฝึกวรยุทธเพลงหมัด 3 คุ่นไปพร้อมๆกัน ซึ่งหลักการของเพลงหมัด 3 คุ่นก็คือการระเบิดพละกำลังออกมาในระยะ 3 คุ่น แนวคิดเรื่องการเคลื่อนไหวอย่างหนักหน่วงกับการระเบิดพละกำลังจึงขัดแย้งกัน ถ้าผมพูดไม่ผิด คุณน่าจะมีอาการป่วยเรื้อรังบางอย่าง!”

“เอ่อ…”

ชายวัยกลางคนถึงกับตัวสั่นด้วยความอัศจรรย์ใจ เขาลนลานประสานมือคารวะด้วยความนับถือ “ผู้อาวุโส…คุณพูดถูก!”

เทคนิคแรกที่เขาได้ฝึกฝนก็คือเพลงหมัด 3 คุ่น

หลังจากนั้น เมื่อเขาได้พบกับเพลงหมัดหงเหยียน ก็รู้ว่าทั้งสองเทคนิคมีโอกาสที่จะขัดแย้งกัน แต่ในเมื่อรู้จักมันแล้ว ก็ไม่อยากจะปล่อยให้เพลงหมัดอันทรงพลังแบบนั้นหลุดมือไป เขาจึงเลือกที่จะฝึกฝนมัน เขาคิดว่าด้วยระดับวรยุทธที่ตัวเองมี ก็น่าจะแก้ไขอาการเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย

แต่กลายเป็นว่า ยิ่งฝึกฝนเทคนิคนั้นมากขึ้นเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งบอบช้ำหนักกว่าเดิม

โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีนี้ เขารู้สึกได้ว่าความแข็งแกร่งลดลงกว่าเดิมอย่างฮวบฮาบ นั่นคือเหตุผลที่เขาอยากฝึกเจ้าเสือแดงเพลิงตัวนั้นให้เชื่อง เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับเขา ก็ยังอุ่นใจได้ว่าครอบครัวจะปลอดภัย

“เป็นถึงปรมาจารย์ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเทคนิคเพลงหมัดทั้งสองนั้นจะต้องขัดแย้งกัน ก็ยังดันทุรังฝึกมันต่อ และทำร้ายร่างกายของตัวเอง ช่างโง่เง่าเสียจริง” จางเซวียนพูดน้ำเสียงเฉียบขาด

“ผู้อาวุโส…คุณรู้ว่าผมเป็นปรมาจารย์?” เขาจ้องหน้าจางเซวียนอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ตอนที่รบรากับเจ้าเสือแดงเพลิง เขาใช้ทั้งเพลงหมัดหงเหยียนและเพลงหมัด 3 คุ่น ซึ่งการที่อีกฝ่ายบอกได้ก็ยังไม่น่าประหลาดใจเกินไป แต่เขาไม่ได้ใส่เสื้อคลุมปรมาจารย์ และไม่ได้ติดตราสัญลักษณ์ด้วย แล้วผู้อาวุโสคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นปรมาจารย์?

เขาไม่ได้พูดอะไรที่เป็นการบอกใบ้ถึงสถานภาพของตัวเองเลย!

“ตอนที่คุณสู้กับเจ้าเสือแดงเพลิง คุณสามารถทำนายและหลีกเลี่ยงการโจมตีที่หนักหน่วงถึงตายของอีกฝ่ายได้ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากการรบรากันหลายครั้ง ซึ่งส่งผลเป็นความคุ้นเคยในเทคนิคของแต่ละฝ่าย

แต่เรื่องจริงก็คือ การที่คุณรู้จุดอ่อนของเจ้าเสือแดงเพลิงและตอบโต้ได้อย่างตรงจุดทุกครั้งนั่นเองที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคุณคือปรมาจารย์!” จางเซวียนตอบ

ปรมาจารย์คือผู้ที่ได้ครอบครองสภาวะหยั่งรู้ ซึ่งทำให้พวกเขามองเห็นข้อบกพร่องและจุดอ่อนของเทคนิคการฝึกวรยุทธต่างๆ ก็เพราะความสามารถในการระบุปัญหาและสาเหตุของปัญหานี่เองที่ทำให้พวกเขาสามารถชี้แนะลูกศิษย์ให้เดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง

และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ปรมาจารย์เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในบรรดานักรบที่มีวรยุทธขั้นเดียวกัน

ในการสู้รบเมื่อครู่ ไม่เพียงแต่นักรบวัยกลางคนผู้นี้จะสามารถจัดสรรการรุกและรับของเขาได้อย่างลงตัว แต่ยังสามารถควบคุมสภาวะจิตให้สงบเยือกเย็นอยู่ได้ทั้งที่กำลังเผชิญหน้ากับอสูรอันแสนดุร้ายป่าเถื่อน ทุกท่วงท่าของเขาล้วนเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ แม้นักรบทั่วไปก็พอมองเห็นได้ว่ามีบางอย่างไม่ธรรมดา

ตอนที่กำลังสู้กับเสือแดงเพลิงนั้น เขาได้สำแดงเทคนิคการต่อสู้ออกมาหลายกระบวนท่า ดังนั้นหอสมุดเทียบฟ้าจึงได้ประมวลหนังสือออกมา…

“ผู้อาวุโส สายตาหยั่งรู้ของท่านช่างอัศจรรย์นัก…”

ชายวัยกลางคนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพลันตาโต “หรือว่า…ผู้อาวุโสก็เป็นปรมาจารย์เหมือนกัน?”

ถ้าไม่ใช่ปรมาจารย์ เขาไม่คิดว่าจะมีใครสามารถมองเห็นเทคนิควรยุทธที่เขาฝึกฝนอยู่ได้ ทั้งยังระบุได้ว่าร่างกายของเขามีปัญหาและรู้อาชีพของเขาด้วย

จางเซวียนยืนเอาสองมือไพล่หลัง ลมที่โชยมาจากขุนเขาพัดเสื้อคลุมโบกสะบัด ทำให้นึกถึงภาพของเซียนผู้หยั่งรู้ “ผมใช้เวลาตระเวนไปทั่วโลก หลายปีมาแล้วที่เคยมีผู้คนเรียกผมด้วยคำนั้น!”

“ใช่จริงๆ ผู้อาวุโสเป็นปรมาจารย์…”

เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย นัยน์ตาของชายวัยกลางคนก็เป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

ความจริงที่ว่าฝ่ายนั้นน่าจะสำเร็จวรยุทธขั้น 9-จื้อจุนเป็นอย่างน้อย ทั้งยังมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ล้ำลึกกว่าเขา ก็หมายความว่าอย่างน้อยเขาต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว!

ถ้าผู้อาวุโสเป็นปรมาจารย์ เขาก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงขอให้เขามาเป็นศิษย์ทั้งที่เพิ่งพบกัน

ปรมาจารย์มีความรับผิดชอบในการให้ความรู้กับผู้คนทั่วไป หากใครมีข้อสงสัยพวกเขาก็จะช่วยไขข้อข้องใจให้ มันคือเหตุผลที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังคงเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ในทุกดินแดน และนั่นก็ทำให้ปรมาจารย์กลายเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพยกย่องสูงสุดจากฝูงชน

ลำดับอาวุโสในหมู่ปรมาจารย์นั้นเข้มงวดมาก เป็นเรื่องธรรมดาที่ปรมาจารย์ขั้นต่ำกว่าจะยกย่องปรมาจารย์ขั้นสูงกว่าเป็นอาจารย์ และก็ไม่ได้มีข้อห้ามไม่ให้รับปรมาจารย์คนอื่นๆมาเป็นอาจารย์ของตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการที่อีกฝ่ายมองทะลุปัญหาของเขาได้ในแว่บเดียว แถมยังช่วยเขาฝึกเจ้าเสือแดงเพลิงให้เชื่องได้ด้วย ถ้าเขายอมเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสคนนี้ก็ไม่มีอะไรเสียหายเลย มีแต่ได้เท่านั้น!

“เป็นเกียรตินักที่ได้เป็นศิษย์ของผู้อาวุโส!”

เขาข่มความตื่นเต้นไว้ และลนลานตอบด้วยใบหน้าแดงก่ำ

“คุณไม่สงสัยผมแล้วหรือ?” จางเซวียนถาม

“ผมมิบังอาจ!”

ชายวัยกลางคนรีบพยักหน้า

ทั้งการที่เขามองไม่เห็นระดับวรยุทธของอีกฝ่าย ทั้งการเป็นเจ้าของอสูรขั้นกึ่งจื้อจุน รวมถึงทักษะการหยั่งรู้อันแสนน่าทึ่ง มาตอนนี้ ต่อให้ฝ่ายนั้นยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่ปรมาจารย์ เขาก็ไม่เชื่อ

“เจ้าเสือแดงเพลิงที่คุณสู้รบกับมันนั้นยังโตไม่เต็มวัย และพละกำลังของมันก็ยังไม่ได้พุ่งถึงขีดสุด ถ้าคุณหาทางยกระดับวรยุทธของมันให้ไปถึงจงซรือขั้นสูงสุดได้ ก็จะฝึกมันให้เชื่องได้ไม่ยาก!”

เมื่ออีกฝ่ายเชื่อแล้วว่าเขาเป็นปรมาจารย์ ที่เหลือก็ไม่ยาก เพื่อให้อะไรๆคืบหน้าต่อไป จางเซวียนเริ่มอ่อยข้อเสนอ

“เอ่อ…ผมก็รู้อยู่เหมือนกัน และได้พยายามแล้ว แต่ก็ยังหาทางยกระดับวรยุทธของมันไม่ได้…” ชายผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมา

เป็นที่รู้กันว่าปรมาจารย์จะต้องมีความรู้ในทุกสาขาอาชีพ และนักรบวัยกลางคนผู้นี้ก็พอรู้เรื่องการฝึกอสูรอยู่บ้าง เขารู้ว่าควรจะหาบางอย่างมากระตุ้นความสนใจของเจ้าเสือแดงเพลิง ซึ่ง…ได้ทดลองหลายวิธีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวิธีไหนที่จะช่วยให้เจ้าเสือตัวนั้นฝ่าด่านวรยุทธได้เลย

อีกอย่าง ระดับพละกำลังของอสูรนั้นขึ้นอยู่กับอายุของมัน ในโลกนี้ไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่ช่วยเร่งอายุได้ หรือต่อให้มี ก็จะเท่ากับการดึงต้นกล้าเพื่อให้มันโตเร็วขึ้น ถ้าเจ้าเสือแดงเพลิงต้องเจอเรื่องแบบนั้น มันย่อมจะไม่พอใจตัวเขา และจากนั้น ก็คงไม่มีทางที่เขาจะฝึกมันได้เลย

“คุณมียาอยู่กับตัวบ้างไหม?”

จางเซวียนถามเรื่อยๆ

“ผม…ผมมียารักษาอาการบาดเจ็บ!” ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งคำถามโดยมีเจตนาอะไร นักรบวัยกลางคนจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ

“ส่งมาให้ผม!” จางเซวียนยื่นมือออกไป

“ขอรับ” แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเอายาไปทำอะไร แต่เขาก็ไม่รีรอ สะบัดข้อมือครั้งเดียว ขวดหยกใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ แค่เขย่าเบาๆ ขวดยานั้นก็ลอยไปหาจางเซวียนด้วยพลังปราณ

ถึงท่วงท่านี้จะดูง่าย แต่ก็แสดงให้เห็นความสามารถในการควบคุมพลังปราณอันน่าทึ่งของเขา

จางเซวียนก็ทึ่งกับความสามารถของอีกฝ่ายเช่นกัน แต่เก็บอาการไว้ เขารับขวดหยกมาเปิดดู และเห็นยาเม็ดกลมผิวเรียบ 10 เม็ดอยู่ข้างใน ทุกเม็ดเป็นยาเกรด 2!

ยาเกรด 2 ทุกชนิดจะมีราคาสูง ซึ่งทั้งขวดนี้ก็น่าจะตกราว 10 ล้านเหรียญ แต่ก็เป็นธรรมดาที่ปรมาจารย์จะพกขวดนี้ติดตัวไปไหนมาไหน และใช้มันอย่างง่ายๆ

จางเซวียนเทยาเม็ดพวกนั้นลงในฝ่ามือและถ่ายทอดพลังปราณเทียบฟ้าเข้าไป จากนั้นก็บดยาทั้ง 10 เม็ดให้ละเอียดเพื่อหลอมเข้าเป็นยาเม็ดใหญ่เม็ดเดียว

หนทางเดียวที่จะทำให้อสูรซึ่งยังไม่โตเต็มวัยสามารถฝ่าด่านวรยุทธได้ก็คือวิวัฒนาการของสายเลือด จางเซวียนไม่รู้ว่ายานั้นจะทำให้เจ้าเสือแดงเพลิงมีวิวัฒนาการของสายเลือดได้หรือไม่ แต่เขารู้ว่า…พลังปราณเทียบฟ้าทำได้!

เจ้าเสือแดงเพลิงมีวรยุทธจงซรือขั้นสูง ส่วนจางเซวียนนั้น อีกหนึ่งขั้นถึงจะสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ แต่ถึงอย่างนั้น พลังปราณเทียบฟ้าของเขาก็ยังมีประสิทธิภาพสูงในการเหนี่ยวนำให้เกิดวิวัฒนาการของสายเลือด

พลังปราณเทียบฟ้านั้นบริสุทธิ์มาก และอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นถึงปรมาจารย์ที่มีทักษะการหยั่งรู้อันน่าทึ่งเช่นกัน ถ้าเขาช่วยให้เสือแดงเพลิงฝ่าด่านวรยุทธได้โดยไม่ใช้เครื่องมืออะไรเลย ก็เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายจะต้องสงสัย และความพยายามในการปลอมตัวเป็นปรมาจารย์ก็จะต้องจบเห่

อีกอย่าง ถ้าจางเซวียนต้องการถ่ายทอดพลังปราณเทียบฟ้าเข้าสู่ร่างกายของอีกฝ่ายโดยตรง เขาจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าฝ่ายนั้นจะไม่ตอบโต้ ลำพังพละกำลังของตัวเขาหรือของนักรบวัยกลางคนผู้นี้คงไม่มีทางทำให้เจ้าเสือแดงเพลิงสลบได้

เพราะฉะนั้น ต่อให้อยากทำ ก็ทำไม่ได้!

เขาจึงเลือกถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในเม็ดยาแทน เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายของเจ้าเสือแดงเพลิง พลังปราณเทียบฟ้าของเขาก็จะซึมซาบเข้าสู่ร่างของมัน เมื่อพลังปราณไหลเวียนไปตามเส้นเลือดแล้ว ก็จะชำระสายเลือดให้บริสุทธิ์ และทำให้เกิดวิวัฒนาการของสายเลือดขึ้นได้

แต่วิธีการนี้ก็จะทำให้ยาเสียเปล่า ยิ่งยาเม็ดนั้นอยู่ในเกรดสูงเท่าไร ก็ยิ่งอุ้มพลังปราณไว้ได้มากขึ้น ในช่วงเวลาครู่เดียว มูลค่า 10 ล้านเหรียญของยาเม็ดล้ำค่าพวกนั้นก็ละลายหายไป

แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของจางเซวียนอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรยาเม็ดพวกนั้นก็ไม่ใช่ของเขา

อีกอย่าง เสียเงิน 10 ล้านเพื่อกระตุ้นอสูรให้สำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุด…นั่นเป็นราคาที่คุ้มค่ามาก

“ผมได้ดัดแปลงยาเม็ดนี้ไปเล็กน้อย เมื่อคุณป้อนให้เจ้าเสือแดงเพลิงกิน มันก็จะฝ่าด่านวรยุทธสูงขึ้นจากที่เป็นอยู่ได้ ส่วนต่อไป คุณจะทำให้มันยอมจำนนได้ด้วยวิธีไหน ก็ขึ้นอยู่กับทักษะของคุณ!”

สะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง ยานั้นก็ลอยกลับไปหาชายวัยกลางคน

เขาไม่มีความสามารถในการควบคุมพลังปราณแบบอีกฝ่าย จึงจำเป็นต้องใช้วิธีเชยๆแบบนี้

“ได้เลย!” นักรบวัยกลางคนคว้ายาเม็ดนั้นไว้ แต่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ

เขาซื้อยาสมานแผลนี้มาจากสมาคมนักปรุงยา และรู้ว่ามันไม่ได้มีอะไรพิเศษ และทั้งหมดที่ผู้อาวุโสทำก็คือเอายาทั้ง 10 เม็ดไปบดแล้วหลอมรวมกันขึ้นใหม่เป็นยาเม็ดที่ใหญ่กว่าเดิม แค่นี้ก็…เพียงพอที่จะทำให้เจ้าเสือแดงเพลิงฝ่าด่านวรยุทธได้แล้วหรือ?

ทำไมดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเลย?

“ไปหาตัวเจ้าเสือแดงเพลิง แล้วป้อนให้มันกินเถอะ!” จางเซวียนขี้คร้านจะอธิบาย

“ได้!” ถึงนักรบวัยกลางคนจะยังแคลงใจอยู่ แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหลอกลวงเขา

อีกอย่าง ฝ่ายนั้นก็เป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวและนักรบขั้นจื้อจุน ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาตัวมายุ่งยากกับเรื่องแบบนี้ ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า ถือยาไว้มั่น และพุ่งปราดไปตามทิศทางที่เจ้าเสือแดงเพลิงเพิ่งหนีไป

จางเซวียนไม่ได้ตามไป เขายืนรออย่างสบายใจอยู่บนหลังของเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า

ราว 2 ชั่วโมงต่อมา เสียงคำรามดุเดือดก็ดังขึ้น จากนั้นนักรบวัยกลางคนก็กลับมาโดยนั่งอยู่บนหลังของเจ้าเสือแดงเพลิงตัวนั้น

คราวนี้ เขากระโดดลงจากหลังของเจ้าเสือแดงเพลิง และทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นโดยไม่ลังเล “ศิษย์เจียงสู่คารวะอาจารย์!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version