ตอนที่ 295 เรียกผมว่าอาจารย์
“พูดมา! จี้โม่ส่งพวกแกมาใช่ไหม?”
หลังจากตำหนิเจ้าเขี้ยวเหล็กแล้ว จางเซวียนก็หันมาทางหัวหน้ากลุ่ม
ถึงตอนแรกพวกนั้นจะขัดขืน แต่เมื่อถูกจางเซวียนบังคับให้กินยาพิษ ก็รู้ทันทีว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่จิตรกรและนักรบธรรมดา แต่ยังเป็นกูรูยาพิษด้วย!
เมื่อนึกถึงเรื่องราวของกูรูยาพิษที่เคยได้ยินมา ฟางเส้นสุดท้ายของการปกปิดข้อมูลก็ถึงกับขาดผึง พวกเขาสารภาพหมดเปลือก
“คุณชายจี้โม่สั่งไม่ให้พวกแกฆ่าฉัน แต่ให้จับฉันแก้ผ้า แขวนฉันไว้กับต้นไม้ แล้วใช้ผลึกบันทึกเก็บข้อมูลไว้ใช่ไหม?”
เมื่อรู้ความคิดของอีกฝ่าย จางเซวียนถึงกับใบ้กิน
แต่เมื่อคิดดีๆก็เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงอยากทำแบบนั้น
ในเมื่อจางเซวียนเป็นถึงจิตรกรระดับ 3 ดาว ถ้าเขามีเรื่องให้ต้องอับอาย ก็ย่อมจะต้องเก็บตัวเงียบ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องขายหน้า
แต่ถ้าเขาถูกฆ่า ทางสมาคมจิตรกรจะต้องมาสืบสาวราวเรื่อง และในเมื่อเขาเพิ่งมีปากเสียงกับจี้โม่ ฝ่ายหลังก็ย่อมจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยรายสำคัญ ซึ่งนั่นจะทำให้จี้โม่เสี่ยงต่อการถูกสมาคมจิตรกรลงโทษ
ถ้าเขาเป็นแค่จิตรกรระดับ 1 หรือ 2 ดาว ทางสำนักงานใหญ่คงไม่เสียเวลาเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ถ้าอัจฉริยะผู้ได้เป็นจิตรกรระดับ 3 ดาวตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบถูกฆ่าตาย ทางนั้นอาจเดือดดาลจนถึงขั้นทำลายตระกูลจี้ทั้งตระกูลได้
แต่ถ้าพวกเขาทำให้จางเซวียนต้องอับอายขายหน้าด้วยการใช้ผลึกบันทึกจดจำพฤติกรรมน่าอับอายของเขาไว้ จี้โม่ก็จะมีอาวุธเอาไว้ข่มขู่เขา
ต่อให้จางเซวียนรู้ว่าใครเป็นตัวการ แต่เพื่อไม่ให้ภาพเหล่านั้นถูกเผยแพร่ออกไป เขาก็ย่อมไม่กล้าเผชิญหน้ากับตระกูลจี้
พูดได้ว่า แม้คุณชายจี้โม่จะดูเป็นคนใจร้อน แต่เขาก็วางแผนอย่างดีโดยคำนึงถึงผลที่จะตามมา
แต่ก็น่าเสียดายที่เขาประเมินระดับวรยุทธของจางเซวียนต่ำไป ทำให้คนทั้ง 5 ต้องมาหมอบกระแตในสภาพแสนจะน่าสังเวช
เมื่อรู้ความตั้งใจของอีกฝ่ายแล้ว จางเซวียนก็ชำเลืองมองคนทั้ง 5 และเตะเข้าให้อีกคนละป้าบ
“ยาพิษที่ฉันให้พวกแกกินเข้าไปจะออกฤทธิ์ภายใน 5 วัน มันจะทำลายอวัยวะภายในทั้งหมดและทำให้แกต้องตายอย่างทรมาน เว้นเสียแต่ว่าพวกแกจะทำตามนี้ จับคุณชายจี้โม่แก้ผ้า แขวนเขาไว้กับต้นไม้ และใช้ผลึกบันทึกบันทึกภาพเอาไว้ แล้วฉันจะตอบแทนด้วยการให้ยาถอนพิษ อย่าได้คิดฝันว่าจะไปหากูรูยาพิษที่ไหนมารักษาได้ เพราะยาพิษที่ฉันใส่เข้าไปในตัวพวกแกเป็นสูตรที่ฉันคิดค้นขึ้นเอง ต่อให้กูรูยาพิษระดับ 3 ดาวก็ช่วยไม่ได้!”
ตาต่อตา
ก็แกอยากทำให้ฉันอับอายนักไม่ใช่หรือ?
ได้เลย ฉันจะส่งลูกน้องของแกกลับไปเอาคืน รอดูก็แล้วกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ยาพิษสูตรลับที่จางเซวียนใช้นั้น อันที่จริงคือพลังปราณเทียบฟ้า จึงไม่มีใครสามารถถอนพิษได้ยกเว้นตัวเขา แค่คิดแว่บเดียว จางเซวียนก็สามารถเปลี่ยนพลังปราณให้กลายเป็นยาพิษที่ซึมซาบเข้าไปสู่จุดชีพจรของพวกเขา ทำให้ถึงตายได้ทันที
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้โกหก
“ได้ ได้เลย!”
เมื่อรู้ว่ายาพิษถูกฝังเข้าไปในตัวแล้ว พวกนั้นก็ปากสั่นด้วยความกลัว
กูรูยาพิษเป็นบุคคลที่มีแต่ผู้เกรงขาม กรรมวิธีของพวกเขาล้วนแต่น่าสะพรึง การทำให้กูรูยาพิษคนไหนก็ตามขุ่นเคืองย่อมหมายถึงจุดจบ
ถ้าเพียงแต่รู้สักหน่อยว่าบุคคลที่นายน้อยส่งพวกเขามาฉะสั่งสอนจะน่าพรั่นพรึงขนาดนี้ พวกเขาคงปฏิเสธและเปิดหนีไปจากเมืองทันที จะไม่มีวันรนหาที่ตายแบบนี้เลย
“ไสหัวไป!”
เมื่อสั่งการเรียบร้อย จางเซวียนก็ไล่พวกนั้นกลับไป
“ขอรับ!”
ทั้ง 5 คนเข้าพยุงกันและกัน และลนลานออกจากป่า
เมื่อกลับมาถึงเขตเมือง ต่างคนก็มองหน้ากันอย่างลังเล
“แล้วเราจะทำอย่างไรต่อ?”
จางชิงที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุดเอ่ยถามคนอื่นๆด้วยเสียงอ่อนระโหย
“เราจะทำอะไรได้ล่ะ? ก็ต้องทำตามที่เขาสั่ง อย่างเลวร้ายที่สุด…ก็แค่ออกจากอาณาจักรเทียนหวู่ไปโดยไม่กลับมาอีก!” หัวหน้ากัดฟัน
ทุกคนทำงานให้กับตระกูลจี้ก็เพื่อเงินและทรัพยากรเท่านั้น ในเมื่อตอนนี้ชีวิตของพวกเขาถูกคุกคาม ก็เห็นๆกันอยู่ว่าอะไรสำคัญที่สุด
อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะความอาฆาตของคุณชายจี้โม่ เขาก็คงไม่พยายามหาเรื่องคนเก่งกาจแบบนี้ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องลงเอยด้วยการตกอยู่ในสภาพน่าสังเวช
ตอนนี้ ทุกคนพากันเกลียดนายน้อยเข้ากระดูกดำ
“เราควรปรึกษาหารือกันให้ดี เพื่อดูว่าจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จได้อย่างไรภายใน 5 วัน…”
เมื่อตัดสินใจแล้ว ทั้ง 5 ก็ตกลงสาบานเป็นพี่น้องกัน ก่อนจะกระย่องกระแย่งไปหาที่พักเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ
…..
จางเซวียนไม่แยแสเจ้าคนร่อแร่ทั้ง 5 เมื่อเขาใกล้ถึงตัวเมืองของอาณาจักรเทียนหวู่ ก็ได้ยินเสียงอื้ออึงอยู่ในหุบเขาที่อยู่ไม่ห่างออกไปเท่าไร ดูเหมือนจะมีการต่อสู้กันอยู่
“เราควรจะไปดูเสียหน่อย!”
จางเซวียนขึ้นขี่หลังเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า เจ้าเขี้ยวเหล็กพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้เกิดลมกรรโชกแรง และภายใต้ความมืดมิดนั้น มันพุ่งไปยังเป้าหมายโดยไม่ทำให้เกิดสรรพเสียงใดๆ
…..
โรงเตี๊ยมเทียนหวู่
“คุณพูดว่า…อาจารย์เพิ่งเข้าทดสอบเป็นจิตรกรเมื่อครู่นี้เองหรือ?”
จ้าวหย่ากับคนอื่นๆจ้องหน้าลู่ฉวิน ทุกคนหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
พวกเขาคิดว่าคงอีกสักพักกว่าอาจารย์จะมาถึงอาณาจักรเทียนหวู่ ไม่นึกเลยว่าจะมาถึงก่อนเสียอีก
“ผมได้ยินจากเจ้าหน้าที่ของสมาคมจิตรกรว่ามีคนชื่อจางเซวียนสอบผ่านและได้เป็นจิตรกรระดับ 3 ดาว แต่ส่วนเขาจะเป็น…ท่านอาหรือเปล่านั้น ผมก็ไม่แน่ใจ!”
ลู่ฉวินพูด
หลังจากที่สอบผ่านและได้เป็นผู้ช่วยจิตรกร เขาก็รีบกลับมาที่โรงเตี๊ยมเพื่อแจ้งข่าวให้ทุกคนรู้
“ต้องเป็นเขาแน่! จะมีคนสองคนที่ใช้ชื่อเดียวกัน ปรากฏตัวในเวลาเดียวกัน แถมยังวาดภาพขั้น 5 ได้เหมือนกัน ก็คงบังเอิญไปหน่อย?” หวงหวี่พูด
เธอได้เห็นจางเซวียนวาดภาพมากับตา ไม่เพียงแต่ทักษะของเขาจะไร้เทียมทาน แต่ความเร็วก็ยังสุดยอด เธอไม่รู้สึกเลยว่าการที่เขาใช้อสูรวาดภาพขั้น 5 ได้จะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
“ในเมื่ออาจารย์เพิ่งเข้าทดสอบไม่ถึงสองชั่วโมงนี้เอง เขาก็น่าจะยังอยู่แถวๆนี้ลองไปตามหากันเถอะ บางทีอาจจะเจอก็ได้!”
“เห็นด้วย เราก็อยากไปตามหาอาจารย์เหมือนกัน!”
เมื่อรู้ว่าอาจารย์น่าจะอยู่แถวๆนี้ จ้าวหย่ากับคนอื่นๆก็นั่งไม่ติด
“เอาล่ะ ไปตระเวนดูพื้นที่แถวนี้ แล้วอีก 2 ชั่วโมงกลับมาเจอกัน!”
ปรมาจารย์หลิวเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาดี และคิดว่าจะยับยั้งไว้ก็คงเป็นเรื่องยาก จึงสั่งการไป
“ได้เลย!”
ไม่มีใครอยู่นิ่งได้อีกต่อไป เด็กๆทุกคนรีบออกไปหลังจากได้ยินคำสั่งของผู้อาวุโส
……
วิ้ว วิ้ว วิ้ว!
พลังปราณล่องลอยอยู่ในอากาศ ส่งคลื่นความกดดันออกมาแผดเผาพื้นที่โดยรอบ
หนึ่งมนุษย์กับหนึ่งอสูรกำลังโรมรันกัน
“นักรบขั้นจงซรือสู้กับอสูรขั้นจงซรือ?”
จางเซวียนยืนอยู่บนหลังของเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า และมองการต่อสู้จากด้านบนด้วยความอัศจรรย์ใจ
นักรบจงซรือขั้นสูงสุดกำลังสู้กับอสูรที่มีวรยุทธจงซรือขั้นสูง ที่เรียกว่าเสือแดงเพลิง
เสือแดงเพลิงมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเสือดำเกราะทองที่จางเซวียนเคยฝึกให้เชื่องมาก่อนหน้า มันไม่เพียงแต่จะมีขนปุกปุยและหนังหนา แต่ยังมีพละกำลังมหาศาลอยู่ในตัวด้วย
ซึ่งเจ้าเสือแดงเพลิงตัวนี้มีความแข็งแกร่งมากกว่าเสือดำเกราะทองอย่างเห็นๆ ทุกการเตะและตะปบของมันแทบจะฉีกอากาศให้แหวกเป็น 2 ส่วน
ด้วยพละกำลังทำลายล้างทั้งจากมนุษย์และอสูร ต้นไม้บริเวณนั้นถึงกับฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ส่วนบรรดาก้อนหินก็แตกเป็นเสี่ยงๆ แม้เจ้าเสือแดงเพลิงจะมีวรยุทธแค่จงซรือขั้นสูง แต่ความได้เปรียบด้านรูปร่างก็ทำให้มันสู้กับนักรบที่มีวรยุทธสูงกว่าได้ นักรบจงซรือขั้นสูงสุดมีกรรมวิธีที่เหนือชั้นกว่ามันหลายเท่าก็จริง แต่ก็ไม่อาจทะลายเกราะการป้องกันตัวของเจ้าเสือแดงเพลิงได้ ในชั่วระยะเวลาไม่นาน ทั้งคู่ผลัดกันรุกและรับอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำหรือได้เปรียบใคร
ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง!
หลังจากปะทะกันอีก 2-3 ครั้ง และเห็นแล้วว่าศึกครั้งนี้ไม่อาจรู้ดำรู้แดงกันได้ เจ้าเสือแดงเพลิงก็ส่ายหางอันใหญ่โตของมัน หันหลังกลับ แล้วเดินจากไป
เมื่อเห็นว่ามันกำลังจะลับสายตา นักรบจงซรือขั้นสูงสุดคนนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะที่เขากำลังจะจากไป ก็ต้องหรี่ตาในทันใดและเงยหน้าขึ้นมองเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ
มันดึกมากแล้ว แต่เจ้าตัวนี้ก็บินต่ำและมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก่อนหน้านี้เขามัวแต่สนใจการรบรากับเจ้าเสือแดงเพลิง จนไม่รู้สึกถึงการปรากฏตัวของมัน
แต่เมื่อตอนนี้การสู้รบสิ้นสุดแล้ว หากยังมองไม่เห็นเจ้าตัวเบ้อเร่อพลังมหาศาลที่ลอยอยู่เรี่ยดินแบบนี้ ก็คงต้องไปกระโดดตึกตาย
“ขอผมทราบหน่อยได้ไหมว่าผู้อาวุโสคือใคร? และต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้ต้อนรับท่าน!”
นักรบผู้นั้นรีบประสานมือคารวะ
ในเมื่ออีกฝ่ายถึงกับฝึกอสูรขั้นกึ่งจื้อจุนให้เชื่องได้ ก็แปลว่าฝ่ายนั้นต้องเป็นนักรบขั้นจื้อจุน แม้ตัวเขาเองจะสำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุดแล้ว แต่ก็ไม่กล้าทำกิริยาไม่เหมาะสมกับฝ่ายนั้น
“ผู้อาวุโส?”
เมื่อการสู้รบสิ้นสุดลง จางเซวียนก็กำลังจะจากไป ซึ่งพอดีกับที่นักรบเบื้องล่างรู้ตัวว่าเขามองอยู่ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น จางเซวียนก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
“ใช่เลย เรากำลังมองหาลูกศิษย์ที่จะมาแสดงความกตัญญูต่อเราอยู่พอดี ในเมื่อชายคนนี้คิดว่าเราเป็นผู้อาวุโส ก็ควรจะใช้โอกาสนี้ตบตาเขาเสียหน่อย บางทีมันอาจจะได้ผล!”
จางเซวียนกำลังงุ่นง่านกับความคิดที่ว่าจะไปหาลูกศิษย์ได้จากที่ไหน ก็พอดีกับที่ชายผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมา เขาจึงตัดสินใจจะทดลองเสียหน่อย
“แต่คิดอีกที สภาพตอนนี้คงดูเด็กไป ถ้าได้เห็นหน้าเรา เขาต้องสงสัยในความสามารถของเราแน่…เราควรเป็นปรมาจารย์หยางจะดีกว่า!”
จากนั้น ด้วยความสามารถในการปลอมตัวของเขา จางเซวียนก็จัดแจงกับกระดูกและกล้ามเนื้อทุกส่วนของตัวเองให้กลายเป็น ‘หยางชวน’
อีกอย่าง เขาอยู่บนเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า และมันก็ดึกมากแล้ว ต่อให้อีกฝ่ายเห็นตัวเขาก็คงเห็นไม่ชัด
วู้!
เมื่อออกคำสั่ง เจ้าเขี้ยวเหล็กก็ค่อยๆร่อนลงจอด
เมื่อลงมาถึงพื้นแล้ว จางเซวียนก็ได้เห็นว่านักรบจงซรือขั้นสูงสุดคนนี้เป็นชายวัยกลางคนท่าทางมุ่งมั่นที่อยู่ในชุดรัดกุม
ด้วยประสบการณ์เก่าก่อนจากการปลอมตัวเป็นหยางชวน จางเซวียนจึงทำได้เนียนกว่าเดิม เขายืนตระหง่านอยู่บนเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า สองมือไพล่หลังไว้ และพูดด้วยสีหน้าท่าทางสุขุม “ไม่ต้องกังวลหรอก ผมแค่ผ่านมาและเห็นคุณกำลังรบรากับเจ้าเสือแดงเพลิง จึงหยุดดู คุณกำลังพยายามจะฝึกมันหรือ?”
มีวิธีการฝึกอสูรอยู่หลายวิธี การปะเหลาะพวกมันก็ถือเป็นวิธีหนึ่ง ส่วนการรบรากับมันก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง
ถึงอสูรกับมนุษย์จะสู้กันอย่างดุเดือด แต่หากทั้งคู่เอาจริง ก็คงจะเลือดตกยางออกกันไปนานแล้ว และในเมื่อนักรบวัยกลางคนผู้นี้ปล่อยให้เจ้าเสือแดงเพลิงจากไปอย่างอิสระ ก็เป็นไปได้ว่าเขากำลังพยายามจะฝึกมัน
แต่เท่าที่ดูจากการสู้รบ ทั้งคู่ดูเหมือนจะรู้ไส้รู้พุงเทคนิคของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี จึงน่าจะไม่ใช่การสู้รบครั้งแรก
“ผู้อาวุโสพูดถูกแล้ว ผมตั้งใจจะฝึกมัน”
ชายวัยกลางคนประสานมือตอบ
เขาพยายามจะตรวจสอบอีกฝ่าย แต่ก็รู้สึกได้ว่าไม่อาจจับสัญญาณใดๆที่เกี่ยวกับวรยุทธของเขาได้เลย ด้วยความสามารถขนาดนี้ พลังปราณของอีกฝ่ายจะต้องบริสุทธิ์กว่าเขามาก หรือไม่…วรยุทธของอีกฝ่ายก็ต้องเหนือกว่าเขา!
และเมื่อดูจากการที่เขาเป็นเจ้าของอสูรเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าขั้นกึ่งจื้อจุน แถมยังไม่อาจตรวจสอบวรยุทธของเขาด้วย ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ อย่างน้อยๆก็ต้องเป็นนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด!
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ชายวัยกลางคนยิ่งมีทีท่านอบน้อมมากกว่าเดิม
“เสือแดงเพลิงเป็นราชาแห่งป่า และการฝึกมันให้เชื่องก็ไม่ง่าย แค่สู้รบกับมัน 2-3 ครั้ง ยังทำอะไรไม่ได้หรอก!” จางเซวียนพูดเรื่อยๆ
ถึงเขาจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวของอสูรหายากอย่างเจ้าอสูรลาวา แต่ในฐานะที่เป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว เขาย่อมพอจะรู้เรื่องราวของเจ้าเสือแดงเพลิงอยู่บ้าง
เสือแดงเพลิงเป็นราชาของป่า เมื่อโตเต็มวัยจะมีพละกำลังในระดับเดียวกับนักรบจงซรือขั้นสูงสุด ในเมื่อเจ้าตัวนี้มีวรยุทธแค่จงซรือขั้นสูง ก็แปลว่ามันยังไม่โตเต็มวัย
แต่ด้วยความเป็นอสูรที่มีพละกำลังแข็งแกร่งมาตั้งแต่เกิด จึงยากที่มันจะยอมจำนนให้ใคร โอกาสที่จะฝึกมันให้เชื่องด้วยการสู้รบกับมันแค่สองสามครั้งจึงเป็นไปได้น้อยมาก
“ผมก็เข้าใจเรื่องนั้นดี แต่…มันอดไม่ได้จริงๆ!”
ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างขมขื่น
เขารู้ดีว่าการจะฝึกเจ้าเสือแดงเพลิงให้เชื่องเป็นเรื่องที่ยากเกินไป แต่เมื่อคิดถึงผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับหากฝึกมันได้ ก็ไม่อาจห้ามใจได้สักที
“ผมสามารถถ่ายทอดวิธีฝึกมันให้คุณได้!” จางเซวียนพูด
“ผู้อาวุโสเต็มใจจะสอนผม?”
ชายวัยกลางคนกำลังกำลังรู้สึกท้อแท้กับเรื่องนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมา เขาหรี่ตาและใบหน้าแดงเรื่อด้วยความตื่นเต้น “ผู้อาวุโส ขอผมทราบหน่อยได้ไหมว่าคุณอยากให้ผมช่วยอะไร? ถ้ามันอยู่ในขอบเขตที่ผมทำได้ ผมจะไม่บ่นแม้แต่คำเดียว!”
ด้วยรู้ดีว่าของฟรีไม่มีในโลก ถึงชายผู้นี้จะรู้สึกว่าความคิดนั้นเย้ายวนใจมาก แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองเข้าตะครุบมันโดยไม่ใช้เหตุผล
“ผมไม่มีอะไรที่ต้องการให้คุณช่วยเหลือหรอก และด้วยระดับวรยุทธของคุณ คุณก็คงไม่ยอมให้ผมหลอกใช้แน่ เพียงแต่ว่า…ผมไม่อาจปล่อยให้เทคนิคของผมหายสาบสูญไปได้ ในเมื่อวาสนานำพาให้เราได้พบกันแล้ว ผมก็จะสอนวิธีการนั้นให้คุณ แต่คุณต้องเรียกผมว่าอาจารย์!”
จางเซวียนมองหน้าอีกฝ่าย
“เรียกคุณว่าอาจารย์?” นักรบวัยกลางคนกำลังนึกถึงข้อเรียกร้องต่างๆนานาที่อีกฝ่ายน่าจะยกขึ้นมา แต่จางเซวียนกลับทำให้เขาประหลาดใจ เขาถึงกับเซ่อไปพักหนึ่งทีเดียว
