ตอนที่ 287 สมาคมจิตรกร
“สำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุดตั้งแต่อายุ 26 ? แถมยังสู้กับผู้ที่มีวรยุทธสูงกว่าตัวเองได้?” จางเซวียนอัศจรรย์ใจมาก
ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะหมายเลข 1 ในรอบพันปี โม่หงอีคนนี้น่าเกรงขามจริงๆ
ถ้าเปรียบเทียบกับโม่หงอี บรรดาคนที่ได้ชื่อว่า ‘อัจฉริยะ’ ที่เขาเคยเห็นมา ก็เปรียบได้เหมือนหิ่งห้อยกับดวงอาทิตย์ คือกระจ้อยร่อยเกินกว่าจะพูดถึง
“ก็ในเมื่อเขาแซ่โม่ เขาเป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่หรือเปล่า?”
จางเซวียนถามเพราะเพิ่งนึกได้
องค์หญิงโม่หยู่ก็แซ่โม่ ซึ่งหมายความว่าเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรเทียนหวู่จะต้องใช้แซ่นี้ แล้วโม่หงอีเป็นเชื้อพระวงค์คนหนึ่งด้วยหรือเปล่า?
“ใช่!” สาวน้อยพยักหน้า “เขาเป็นลูกขององค์ชายคนหนึ่งที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้เท่าไรนัก แม้ว่าจะเป็นพี่ชายขององค์หญิงโม่หยู่ตามลำดับอาวุโส แต่สถานภาพของเขาด้อยกว่าเธอมาก ว่าแต่…ด้วยความเก่งกาจขนาดนั้น ก็ไม่มีใครกล้าประมาทเขาหรอก!”
“อือ!” จางเซวียนเห็นด้วย
ในโลกใบนี้ แม้ชาติกำเนิดจะเป็นตัวกำหนดความสูงส่งของคน แต่ตราบใดที่ทุ่มเทและเอาจริง ก็จะต้องได้รับการเคารพยกย่อง
โม่หงอีคือตัวอย่าง แม้เขาจะไม่ใช่สายตรงของราชบัลลังก์ แต่ด้วยเกียรติยศที่เขามีในตอนนี้ ถ้าเกิดเขาต้องการบัลลังก์ขึ้นมาจริงๆ องค์ชายคนอื่นก็คงสู้ไม่ได้
เมื่อความสามารถของใครสักคนพุ่งสูงถึงระดับที่เหนือธรรมดา การสร้างภาพและเสียงซุบซิบนินทาต่างๆจะไม่ต่างอะไรกับการเล่นขายของ กลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะไปทันที
เห็นอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิด สาวน้อยพูดต่อ “แต่ถึงเขาจะน่าทึ่งขนาดนั้น ฉันก็ยังยกย่ององค์หญิงโม่หยู่มากกว่าอยู่ดี เพราะเธอไม่ใช่แค่สวย แต่ยังปราดเปรื่องด้วย ฉันอยากเป็นเหมือนเธอ สุภาพ ถ่อมตัว และสนใจใฝ่หาความรู้ ฉันจะตั้งอกตั้งใจและจริงจังกับการสร้างชื่อเสียงด้วยความสามารถของตัวเอง ให้เหมือนกับเธอให้ได้!”
“สุภาพ ถ่อมตัว และสนใจใฝ่หาความรู้?”
จางเซวียนก็อยู่กับองค์หญิงโม่หยู่คนนี้มาตั้งหลายวัน ทำไมเขาไม่เห็นรู้สึกว่าเธอมีอะไรแบบนี้เลย?
จางเซวียนส่ายหน้าและไม่อยากสนใจเรื่องนี้อีก เขานึกได้ถึงเรื่องที่อีกฝ่ายเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ จึงถามว่า “แล้วปุจฉา-วิสัชนาที่คุณพูดถึงน่ะ…นอกจากองค์หญิงโม่หยู่แล้ว มีใครเข้าร่วมอีก?”
ได้ยินคำถามนั้น แม่สาวน้อยก็กลอกตาอีกครั้ง
“นี่คุณคิดว่าปรมาจารย์มีดื่นดาษกลาดเกลื่อนเหมือนกะหล่ำปลีในตลาด พร้อมเสมอเมื่อคุณต้องการอย่างนั้นหรือ? บางปี ไม่มีผู้สอบผ่านเป็นปรมาจารย์สักคนเสียด้วยซ้ำ! ฉันตั้งใจเดินทางจากเมืองฉวนไห่มาที่นี่ เพื่อมาชมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งปรมาจารย์ขององค์หญิงโดยเฉพาะ คุณคิดว่าจะมีคนอื่นอีกหรือไง?”
“เมืองฉวนไห่?” หนังสือปรากฏขึ้นในหัวของจางเซวียน และในนั้นมีแผนที่ของอาณาจักรเทียนหวู่
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนเซวียน เมืองฉวนไห่ก็จะเทียบเท่ากับเมืองไป๋หยู
ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอาณาจักรเทียนเซวียน ในเมื่อแม่สาวช่างพูดคนนี้มีบอดี้การ์ดเป็นนักรบขั้นจงซรือ สถานภาพของเธอก็น่าจะไม่ธรรมดา
แต่นั่นก็พอจะคาดเดาได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ใครสักคนจะได้เป็นปรมาจารย์ หากไม่มีเส้นสายมากพอที่จะเสาะหาอาจารย์ดีๆมาชี้แนะ
หลังจากคุยกันอีกสองสามประโยค จางเซวียนก็ได้รู้ว่าเธอชื่อหลิงเซียวเซียว และเพิ่งได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์มาไม่ถึงปี
เหตุผลที่เธอคุยจ้อกับเขาก็เพราะทั้งคู่เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์เหมือนกัน และเธอคิดว่าพวกเขาควรจะรู้จักกันไว้
“การปุจฉา-วิสัชนาจะมีขึ้นวันพรุ่งนี้ตอนบ่ายที่สภาปรมาจารย์ ถ้าคุณอยากจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ ก็ควรจะไปดู ฉันขอตัวก่อนก็แล้วกัน ลาก่อนนะ!”
หลังจากคุยกันอีกสักพัก หลิงเซียวเซียวก็รู้ว่าผู้ช่วยปรมาจารย์ที่ชื่อจางเซวียนคนนี้ดูจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการสอบเป็นปรมาจารย์เอาเสียเลย เธอจึงหมดความสนใจที่จะคุยกับเขา
ในความเห็นของเธอ คงอีกหลายสิบปีกว่าเขาจะรู้เรื่องรู้ราวมากพอที่จะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ เธอกับเขาห่างชั้นกันมาก
“เราหาอะไรกินก่อนดีกว่า แล้วค่อยหาที่พัก”
จางเซวียนบิดขี้เกียจเมื่อร่ำลากันแล้ว
เขาได้รู้ตำแหน่งที่ตั้งของสภาปรมาจารย์ แต่ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว หลังจากที่แทบไม่ได้กินอะไรมาตลอด 7 วันที่อยู่บนหลังของเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า จางเซวียนก็หิวมาก
เสร็จสรรพจากมื้อเย็น เขากำลังจะไปหาที่พัก ก็พอดีเห็นตึกใหญ่มหึมาอยู่ตรงหน้า บนป้ายที่แขวนไว้เหนือทางเข้า มีสองคำที่ดูทรงพลังและชวนให้ดื่มด่ำ ราวกับมันพร้อมจะพุ่งทะยานออกจากป้ายมาได้ทุกขณะ
“สมาคมจิตรกร?”
เมื่อเห็นว่าป้ายนั้นเขียนว่าอะไร จางเซวียนก็ตาโต
จิตรกรก็เหมือนกับนักปรุงยา คือเป็นอาชีพหนึ่งในเก้าสถานะระดับบน ซึ่งย่อมมีสมาคมไว้คอยดูแลกิจการของตัวเอง แต่อาณาจักรเทียนเซวียนนั้นมีขนาดเล็กและอยู่ห่างไกลเกินไป จึงไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะจัดตั้งสาขาของตัวเอง
จางเซวียนไม่คิดว่าจะได้เจอสมาคมจิตรกรที่เมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่นี้
“เราต้องไปดูเสียหน่อย!”
ในบรรดาทักษะหลายต่อหลายอย่างที่จางเซวียนมี นอกจากการหลอมยาและการฝึกอสูรแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เขาเชี่ยวชาญที่สุดก็คือการวาดภาพ ซึ่งเขาทำได้แม้แต่การวาดภาพขั้น 5 ในเมื่อได้มาถึงสมาคมแล้ว ก็เป็นโอกาสดีที่เขาจะเข้ารับการทดสอบเพื่อให้ได้เป็นจิตรกรอย่างเป็นทางการ
เพราะเขามีแค่ตราสัญลักษณ์นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว และตราสัญลักษณ์นักปรุงยาระดับ 1 ดาวเท่านั้น ซึ่งดูกระจอกเต็มที
ในส่วนของกูรูยาพิษ แม้ว่าความเชี่ยวชาญเรื่องยาพิษของเขาจะเทียบเท่าระดับ 2 ดาวแล้ว แต่เขาได้ปลอมตัวเป็น ‘ศิษย์ปู่’ ของผู้แทน จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเข้ารับการทดสอบเป็นกูรูยาพิษ ก็เป็นธรรมดาที่จางเซวียนย่อมไม่คิดจะไขว่คว้าตราสัญลักษณ์นั้น
แต่ต่อให้เขามีมันอยู่กับตัว ก็รู้อยู่แล้วว่าอาชีพอื่นๆมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อกูรูยาพิษแค่ไหน ถึงจะมีมันอยู่ จางเซวียนก็ไม่กล้าหยิบออกมาเหมือนกัน
เขาคิดวนเวียนอยู่ขณะที่ก้าวเข้าไปในสมาคมจิตรกร
ก็สมกับเป็นสมาคมจิตกร ห้องโถงขนาดมหึมาได้รับการตกแต่งอย่างมีศิลปะ ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเหมือนตัวเองก้าวเข้าไปในภาพวาด
จางเซวียนเดินเข้าไปช้าๆ รู้สึกเหมือนเดินอยู่ท่ามกลางหนังสือมากมาย ความอบอุ่นและสบายใจอย่างที่พรรณนาไม่ได้โอบล้อมตัวเขา
ที่แขวนอยู่บนผนังรอบตัวคืองานศิลปะทุกประเภท และทุกชิ้นล้วนแต่เหมือนจริงอย่างน่าทึ่ง พวกมันเป็นภาพวาดขั้น 1, การพรรณนาเสมือนจริง
ผู้เป็นจิตรกรจะต้องวาดภาพสี่ขั้นแรกให้สำเร็จเสียก่อน คือ การพรรณนาเสมือนจริง, ผืนผ้าใบแห่งจิตวิญญาณ, การถ่ายทอดเจตนารมณ์ และประหนึ่งหยุดลมหายใจ
ซึ่งแค่ภาพวาดขั้น 1 คนส่วนมากก็ต้องใช้ความอุตสาหะหลายต่อหลายปีกว่าจะวาดออกมาได้
หากไม่มีประสบการณ์และความเข้าใจที่มากพอ การพรรณนาให้ออกมาสมจริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ผู้ที่จะวาดได้ อย่างน้อยๆก็ต้องเป็นผู้ช่วยจิตรกร
“คุณชาย ขอผมทราบหน่อยได้ไหมว่าคุณกำลังมองหาภาพวาดแบบไหน? ผมจะพาคุณไปชม”
ขณะที่จางเซวียนกำลังเดินดูภาพวาดอย่างช้าๆ พนักงานต้อนรับในชุดเสื้อคลุมสีเขียวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเขาอย่างนอบน้อม
“ภาพวาดพวกนี้มีไว้ขายหรือ?”
จางเซวียนชี้ภาพวาดที่แขวนเรียงรายอยู่บนผนัง
“ใช่แล้ว คุณชายไม่ได้มาที่นี่เพื่อซื้อภาพวาดหรือ?” พนักงานต้อนรับคนนั้นพยักหน้า
ถ้าสมาคมจิตรกรไม่ขายภาพวาด แล้วคนซื้อจะไปซื้อที่ไหน?
“อ้อ…” เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็รู้สึกขายหน้าที่ถามแบบนั้นออกไป ก็เหมือนกับการที่สมาคมนักปรุงยาขายยานั่นแหละ งี่เง่าเสียจริงที่คิดไปว่าสมาคมจิตรกรไม่ได้ขายภาพวาด
เขาพยักหน้าและถามต่อ “พวกนี้เป็นภาพวาดขั้น 1 ทั้งนั้น มีภาพวาดขั้นสูงกว่านี้ไหม?”
“กรุณาตามผมขึ้นไปชั้นบนเลย! ที่สมาคมของเรา ภาพวาดที่แขวนอยู่ชั้นล่างจะเป็นภาพวาดขั้น 1 แทบทั้งหมด ส่วนที่ชั้นสอง ก็จะเป็นภาพวาดขั้น 2 และเรียงตามลำดับไป คุณชายสนใจจะซื้อภาพวาดขั้นไหน ผมจะได้พาคุณไปเดี๋ยวนี้!” พนักงานต้อนรับถึงกับตาโต
ยิ่งเป็นภาพวาดขั้นสูงขึ้น ก็ยิ่งมีราคาแพงขึ้นไปด้วย ตัวเขาที่เป็นพนักงานต้อนรับจะได้รับส่วนแบ่งตามราคาภาพวาดที่ขายไป ยิ่งจางเซวียนซื้อภาพราคาแพงเท่าไหร่ เขาก็จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้นเท่านั้น
“แล้วมี…”
เขากำลังจะถามว่ามีภาพวาดขั้น 5 ให้ชมหรือไม่ ก็พอดีเห็นฝูงชนพุ่งเข้ามา
“เร็วๆเข้า คุณชายจี้โม่ออกมาแล้ว!”
“เขาผ่านการทดสอบเป็นจิตรกรระดับ 1 ดาวแล้วหรือ?”
“ใช่สิ! การสอบเพิ่งเสร็จสิ้น และเพื่อเป็นการขอบคุณผู้สนับสนุน เขาจึงตั้งใจจะสาธิตการวาดภาพต่อสาธารณชนและเปิดให้มีการประมูล!”
“สาธิตการวาดภาพต่อสาธารณชน? เยี่ยมเลย! ฉันต้องได้ภาพวาดของเขาแน่…”
ฝูงชนต่างเม้าท์มอยกันเซ็งแซ่
ส่วนมากเป็นหญิงสาวแรกรุ่น และเมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ จางเซวียนก็เห็นชายวัยกลางคน 2-3 คน ซึ่งเมื่อดูจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่ พวกเขาน่าจะร่ำรวยมาก
“คุณชายจี้โม่, ภาพวาด?”
จางเซวียนมองคนพวกนั้นอย่างสงสัย
“จี้โม่เป็นนายน้อยของตระกูลจี้ ถึงจะยังเป็นวัยรุ่น แต่ก็ได้เป็นจิตรกรอย่างเป็นทางการของสมาคมแล้ว…” เมื่อพูดถึงคุณชายจี้โม่ พนักงานต้อนรับคนนั้นก็หน้าแดงด้วยความตื่นเต้น “คุณชาย ถ้าคุณอยากจะซื้อภาพวาด คุณควรจะเข้าชมการสาธิตวาดภาพนะ ถ้าคุณได้ซื้อภาพวาดของนายน้อยจี้ล่ะก็ การมาครั้งนี้ของคุณจะไม่เสียเที่ยวเลย”
