ตอนที่ 394 ชื่อของคุณ (2)
“ 61 ?”
เห็นตัวเลขนั้น ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวก็มองหน้ากัน ทั้งคู่ออกจะผิดหวังเล็กน้อย
พวกเขาหวังไว้มากว่าชายหนุ่มคนนี้จะสามารถทำลายสถิติได้ แต่เท่าที่เห็น ก็ดูจะคาดหวังสูงไป
“61 ก็ไม่เลวนะ แต่ยังเทียบกับอัจฉริยะพวกนั้นไม่ได้…”
ปรมาจารย์สู่วส่ายหน้า
“จริงด้วย!” ปรมาจารย์หลิวเห็นพ้อง
ความเชื่อใจที่ระดับ 60 ก็เทียบเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก คะแนนของจางเซวียนนั้นถือว่าเหนือชั้นกว่าโม่หงอีมาก แต่ก็ยังห่างไกลจากความคาดหวังของปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวทั้งสองคน
“นี่ถือว่าผ่านใช่ไหม?”
จางเซวียนหันไปถามประธานเจียง ไม่รู้เรื่องรู้ราวกับความผิดหวังของทั้งคู่
“ผ่านสิ!” ประธานเจียงพยักหน้า
หากนักเรียนมีระดับความเชื่อใจที่ 40 ก็ผ่านแล้ว, 61 ถือว่าเป็นคะแนนที่สูงมาก
เมื่อเห็นผลการทดสอบของจางเซวียน โม่หงอีก็ยิ้มอย่างขมขื่น
แม้สถิติของเขาจะถูกจางเซวียนถล่มไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ โม่หงอีก็ยังอดหวังไม่ได้ว่าครั้งนี้เขาจะทำได้ดีกว่า แต่แล้วก็ไม่ใช่
เขายังห่างไกลจากอัจฉริยะคนนี้มากนัก
“รอเดี๋ยว อาจารย์หลิว ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของคุณคือมู่เสว่คิงกับลู่ชงไม่ใช่หรือ? แล้วเด็กคนนี้คือใคร? ทำไมผมไม่เคยเห็นมาก่อน?”
แม้จางเซวียนจะสอบผ่าน ประธานเจียงก็ยังอดสงสัยไม่ได้
จากที่เขาได้ข่าวมา จางเซวียนสนิทสนมกับมู่เสว่คิงและลู่ชงมากที่สุด ระดับความเชื่อใจของทั้งคู่จึงน่าจะสูงที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ของเขา
ผู้เข้ารับการทดสอบมีสิทธิ์เลือกลูกศิษย์ได้ตามใจ ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะต้องเลือกลูกศิษย์ที่สนิทสนมกันมากที่สุด ประธานเจียงเฝ้าดูการทดสอบมาตลอด แต่ก็ไม่เคยเห็นหรือได้ยินชื่อของนักเรียนคนนี้ จึงสงสัยว่าทำไมจางเซวียนส่งเขาไป
หรือว่าเขาดูแลนักเรียนคนนี้เป็นพิเศษ จึงทำให้ระดับความเชื่อใจพุ่งขึ้นถึง 61?
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ฝูงชนก็พากันสงสัย ทุกคนหันขวับไปมองจางเซวียนเพื่อรอฟังคำอธิบาย
“คุณไม่เคยพบเขามาก่อนหรือ?”
นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตั้งคำถามแบบนั้น จางเซวียนเกาหัว “ให้ผมแนะนำเขาก็แล้วกัน นี่คือ…”
พูดไปได้ครึ่งประโยค จางเซวียนก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที เขารีบหันไปมองหน้านักเรียนคนที่เพิ่งเดินออกมาจากบ้านวัดใจและถามว่า “เอ่อ…ขอโทษทีเถอะ แต่ผมจำชื่อคุณไม่ได้ คือ…ขอทราบหน่อยได้ไหมว่าผมควรจะเรียกคุณว่า…”
พลั่ก!
ทันทีที่จางเซวียนพูดคำเหล่านั้นออกมา ผู้ฟังก็แทบทรุด ต่างรู้สึกเหมือนโลกหมุนผิดทิศไปหมด อยากจะลงไปกองกับพื้นเต็มที
แม้แต่ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวที่เพิ่งจะส่ายหน้าด้วยความผิดหวังไปหยกๆ ก็ยังถึงกับหน้าตาบูดเบี้ยว
เอาจริงๆสิ?
ลูกศิษย์มีความเชื่อใจให้คุณถึง 61 แต่คุณ…จำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อเขา?
การที่จะได้รับความเชื่อใจขนาดนี้ อาจารย์ส่วนใหญ่จะต้องดูแลลูกศิษย์คนนั้นราวกับเป็นญาติสนิทมิตรสหาย และทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะใจ แต่คุณสอนมาก็ระยะหนึ่งแล้ว ยังจำชื่อเขาไม่ได้…
ลูกศิษย์ของคุณให้ความเชื่อใจคุณถึง 61 นะ! พูดอีกอย่างก็คือ เขาเห็นคุณเป็นเหมือนพ่อแม่ทีเดียว…
จะบ้าหรือไง!
ทุกคนหันขวับไปทางเด็กคนนั้น
อาจารย์ของคุณจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าคุณชื่ออะไร แต่คุณก็ให้ความเชื่อใจเขา ถึงขนาดพาตระกูลของตัวเองไปยืนหยัดต่อสู้กับตระกูลหลินเพื่ออาจารย์…มันเพราะอะไร?
“เรียนท่านอาจารย์ ผมคือจีอี้ อาจารย์เคยชี้แนะให้ผมครั้งหนึ่ง ทำให้ปัญหาจุดชีพจรที่ถูกปิดกั้นในร่างกายฝั่งซ้ายของผมคลี่คลายไป…” เมื่อได้ยินคำถามของอาจารย์ เด็กหนุ่มก็รีบตอบอย่างกระตือรือร้น
“จีอี้?” จางเซวียนยังเกาหัวต่อ
เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้จริงๆ แต่จำได้ว่าเคยแก้ปัญหาจุดชีพจรที่ถูกปิดกั้นในร่างกายฝั่งซ้ายให้ใครสักคนหนึ่ง มันคือวันแรกที่เขาเข้าสอน และได้เห็นเด็กคนนี้ต้องทุกข์ทรมานจากปัญหานั้น
ด้วยจุดชีพจรที่ถูกปิดกั้นไปซีกหนึ่ง หากเขาดื้อดึงฝึกฝนวรยุทธต่อ จะต้องถึงขั้นเป็นอัมพาตแน่ จางเซวียนจึงตรงเข้าช่วยเหลือ
และระหว่างกระบวนการนั้น วรยุทธของเด็กคนนี้ก็พุ่งพรวดขึ้นถึง 2 ขั้น ทำให้คนอื่นพากันอิจฉาตาร้อนไปหมด
เมื่อคิดขึ้นได้ จางเซวียนก็เหมือนจะนึกออกรางๆว่าเคยเห็นชื่อของจีอี้ในหอสมุดเทียบฟ้า ซึ่งจะว่าไป เขาก็ได้พบเจอและช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเทียนหวู่มาแล้วหลายคน และเด็กคนนี้ก็ไม่ได้มี บุคลิกลักษณะพิเศษอะไรที่เตะตา จางเซวียนจึงลืมเรื่องนั้นไปสนิท
ด้วยการมีถึง 3 ตัวตน หลิวเฉิน, จางเซวียน และหยางชวน แค่จะหาเวลากินเวลานอนก็ยากพออยู่แล้ว จะเอาปัญญาที่ไหนไปจดจำชื่อของนักเรียนได้ทุกคน
แค่เขาจำชื่อลู่ชง มู่เสว่คิง กับเมิ่งเทาได้ก็บุญโขแล้ว
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น ให้ผมได้แนะนำคุณกับทุกคนนะ เขาคือจีอี้ และ…เป็นลูกศิษย์ของผม!”
เมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร จางเซวียนก็แนะนำตัวลูกศิษย์ต่อประธานเจียงด้วยอาการภาคภูมิใจ
“….” เจียงสู่
“….” ฝูงชน
พวกเราได้ยินบทสนทนาของคุณหมดแล้ว มันเรื่องอะไรต้องแนะนำอีกรอบ?
อีกอย่าง เท่าที่ดูจากหน้าตาเหลอหลาของคุณ คุณก็คงรู้จักเด็กคนนี้แค่ชื่อของเขาเท่านั้นแหละ แน่นอนว่าคุณไม่รู้หรอกว่าเขามาจากตระกูลไหน และอายุเท่าไหร่!
อันที่จริง คุณน่าจะเงียบไว้เสียดีกว่า อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็จะได้ไม่ต้องเวียนหัวมากนัก…
ที่อีกฟากหนึ่ง โม่หงอีก็ร่ำๆน้ำตาจะหยด
นี่มันบ้าบออะไรกัน!
เพื่อยกระดับความเชื่อใจที่มีในตัวลูกศิษย์ของเขา เขาทำทุกวิถีทาง ดูแลเด็กพวกนั้นราวกับเป็นบรรพบุรุษของตัวเอง ทุกวันเขาจะต้องสอบถามสภาวะ และชี้แนะการฝึกวรยุทธให้เป็นพิเศษ ถึงกับอดหลับอดนอนเพื่อครุ่นคิดเรื่องการพัฒนาระดับวรยุทธของพวกเขา กลัวว่าตัวเองจะทำอะไรผิดพลาด…
แต่สุดท้าย ระดับความเชื่อใจที่เด็กสองคนนั้นมีให้ก็แค่ 42 แต่จางเซวียนที่ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของลูกศิษย์ ยังได้ระดับความเชื่อใจถึง 61…
บ้าที่สุด! เป็นคนเหมือนๆกัน ทำไมเหลื่อมล้ำกันเสียขนาดนี้?
เขาหันขวับไปมองเด็กทั้งสองคนโดยอัตโนมัติ และก็แทบจะทรุดไปอีกรอบ
เจ้าลูกศิษย์สองคนนั้นของเขากำลังจ้องเขม็งที่ ‘อาจารย์หลิว’ ด้วยนัยน์ตาวาววับ เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่อยากเป็นศิษย์ของจางเซวียน และอิจฉามู่เสว่คิงกับพรรคพวกอย่างมาก
แค่นี้ก็เกินพอแล้ว! ขนาดคุณสองคนยังทำกับผมแบบนี้?
ทำหน้าตาราวกับไม่เคยพบเคยเห็นอาจารย์มาก่อน! ผมคือโม่หงอี อัจฉริยะหมายเลขหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่นะ ผมไม่ได้เป็นรองเขา, รู้หรือเปล่า?
โม่หงอีรู้สึกว่าภาพที่เห็นตรงหน้าใกล้จะวูบดับเต็มที และพลันคิดได้ว่าช่างเป็นการตัดสินใจที่โง่เง่า เหลือเกิน ที่มาสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวเคียงข้างไอ้หมอนี่
“คุณมันปีศาจ…”
โม่หยู่พึมพำ
คนอื่นอาจคิดว่าจางเซวียนสร้างภาพ เพราะการไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของอีกฝ่ายทั้งที่ได้ระดับความเชื่อใจถึง 61 นั้นเป็นเรื่องที่แสนจะเหลือเชื่อ แต่โม่หยู่รู้ว่าเป็นความจริง
บางครั้งหมอนี่ก็ทำให้ใครๆพรั่นพรึง แต่บางครั้งก็โง่เง่าเซอะซะเสียจนทุกคนพากันงงงัน
ไม่ใช่แค่ลูกศิษย์ของเขา โม่หยู่รู้ดีว่าเป็นไปได้ทีเดียวว่าถ้าหากเธอไม่ได้ไปหาเซียนสมุนไพรกับเขาล่ะก็ เขาคงจำชื่อเธอไม่ได้เหมือนกัน
แค่คิดก็ปวดใจแล้ว
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น…ขอเราทดสอบระดับความเชื่อใจของลู่ชงได้ไหม?”
ประธานเจียงตั้งคำถามหลังจากที่ข่มอกข่มใจได้
ถ้าหากลูกศิษย์ที่เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อ ยังมีระดับความเชื่อใจถึง 61 แล้วลู่ชงล่ะ?
เพราะเพื่อลู่ชง จางเซวียนได้บุกป่าลุยไฟเข้าไปต่อสู้กับพวกตระกูลหลินด้วยตัวเอง!
จางเซวียนถึงกับผงะไป และพูดออกมาอย่างลังเล “เอ่อ…”
“ท่านอาจารย์ ขอผมลองเถอะ!”
จางเซวียนยังพูดไม่ทันจบ ลู่ชงก็ก้าวออกมา
ตัวเขาก็อยากรู้ว่าเขามีระดับความเชื่อใจในตัวอาจารย์มากแค่ไหน
“เอาเถอะ งั้นก็ระวังด้วย!”
เห็นสายตาของฝูงชนที่จับจ้องมา จางเซวียนรู้ดีว่าไม่อาจปฏิเสธได้ จึงได้แต่ส่ายหน้าอย่างหมดปัญญา
เขาแค่อยากจะสอบผ่านแบบธรรมดา…
เฮ่อ…ทำไมไอ้การเก็บเนื้อเก็บตัวนี่มันยากเหลือเกิน?
ถ้าโม่หงอีรู้ว่าเขาคิดอะไร คงกระอักเลือดออกมาแน่
น้องชาย รู้บ้างไหมว่ากว่าผมจะมีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้ ผมต้องเหนื่อยยากแค่ไหน แต่คุณกลับมีชื่อเสียงโด่งดังได้ทั้งๆที่พยายามจะเก็บเนื้อเก็บตัว…
เมื่อได้รับอนุญาต ลู่ชงก็เดินเข้าไปในบ้านวัดใจอย่างยินดีปรีดา
วิ้ง!
บ้านวัดใจเริ่มทำงาน มีแสงสว่างวาบออกมา
“ระดับความเชื่อใจของลูกศิษย์คนนี้จะสูงกว่าคนก่อนหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ปรมาจารย์สู่วก็อดส่งโทรจิตถามประธานเจียงไม่ได้
เขาเพิ่งมาถึงอาณาจักรเทียนหวู่ จึงยังไม่รู้วีรกรรมร่วมกันของจางเซวียนกับลู่ชง ก็เป็นธรรมดาที่จะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่
“ปรมาจารย์สู่ว คุณรอดูก็แล้วกัน!” ประธานเจียงหัวเราะเบาๆ
เขาก็ไม่แน่ใจว่าลู่ชงจะมีระดับความเชื่อใจในตัวจางเซวียนมากแค่ไหน แต่ก็ได้เห็นภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ด้วยตาตัวเอง
เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ลูกศิษย์ จางเซวียนทุ่มสุดตัวเพื่อออกหน้ารับมือกับพวกตระกูลหลิน หากระดับความเชื่อใจที่ลู่ชงมีให้เขาไม่พุ่งสูงลิ่ว ก็คงจะแปลกเต็มที
“อือ!”
ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวมองหน้ากัน ทั้งคู่รู้ดีว่าประธานเจียงจะต้องมีเหตุผลบางอย่างที่พูดแบบนั้น จึงอดคาดหวังสูงไม่ได้
ฝูงชนที่ออกันอยู่ต่างก็อยากรู้ ทั้งห้องสอบเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่ประตูบ้านวัดใจ
วิ้ง!
ครู่ต่อมา บ้านวัดใจก็เริ่มสั่นสะท้าน พร้อมๆกับแสงสว่างวาบ ตัวเลขสองตัวก็ปรากฏขึ้น
เมื่อเห็นตัวเลขนั้น ทุกคนก็ถึงกับตาเหลือกลานราวกับเห็นผี แค่คำว่าช็อกก็ไม่อาจบรรยายความรู้สึกของพวกเขาในตอนนั้นได้
แม้แต่ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวก็ยังปากสั่น ทั้งคู่ถึงกับตาค้าง
“99? ระดับความเชื่อใจที่…99? นี่มัน…”
“ความเชื่อใจอย่างไม่มีเงื่อนไข, เป็นตายแทนกันได้?”
