ตอนที่ 396 เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษ
นี่คือปรมาจารย์ขง!
บุคคลผู้ก่อตั้งสภาปรมาจารย์!
ถ้าจางเซวียนยินยอมเป็นศิษย์ของเขา ไม่เพียงแต่จะได้เรียนรู้วิธีการแก้ไขสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิด แต่ยังจะมีผู้หนุนหลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วย
หากเขาได้เป็นศิษย์ของบุคคลผู้เก่งกาจไร้เทียมทานขนาดนั้น อย่างน้อยๆก็จะต้องได้รับหินวิเศษสัก 2-3 พันก้อนเป็นของขวัญ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่สมฐานะบรมครูของโลกใบนี้!
ถ้าผมรู้สักนิดว่าคุณคือปรมาจารย์ขง จะไม่มีทางปฏิเสธคุณอย่างอวดดีแบบนั้นเลย มีแต่จะรีบตกปากรับคำ…
จางเซวียนเสียใจจนท้องไส้บิดเป็นเกลียวไปหมด
ถึงกับปฏิเสธปรมาจารย์ขง ในโลกนี้จะมีใครโง่เง่าไปกว่าเขาได้อีก?
ถ้าเขารู้ว่าจะมีเรื่องแบบนี้ อย่างน้อยก็คงจะเปิดดูหนังสือสัก 2-3 เล่ม เพื่อจดจำรูปร่างหน้าตาของปรมาจารย์ขงเสียหน่อย ถ้ารู้ว่าตาเฒ่าประหลาดคนนั้นเป็นใคร ก็ทำก็คงไม่ทำเรื่องงี่เง่าขนาดนั้นลงไป…
“ปรมาจารย์จาง ปรมาจารย์ขงน่ะเสียชีวิตไปนานเต็มทีแล้ว นี่เป็นแค่อนุสาวรีย์ของเขา ไม่มีชีวิตจิตใจนะ…”
เห็นชายหนุ่มตรงหน้าใกล้บ้าเต็มที ปรมาจารย์สู่วรีบเข้าไปปลอบ
ปรมาจารย์ขงจากโลกนี้ไปหลายปีแล้ว สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในอนุสาวรีย์ก็เป็นแค่เจตจำนงของเขาเท่านั้น
จะร้องไห้คร่ำครวญสักแค่ไหน หรือต่อให้ทุบอนุสาวรีย์นี้ให้พัง ก็ไม่มีประโยชน์หรอก!
คุณคิดว่าการได้เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ขงมันง่ายนักหรือ?
“หรือว่าจะไม่ใช่เขา?”
ประธานเจียงกับผู้อาวุโสจูคิดไปอีกอย่าง ทั้งคู่มองหน้ากัน
ก็เมื่อเช้านี้ พวกเขายังได้เป็นประจักษ์พยานกับการบังเกิดของปรมาจารย์ฟ้าประทานและการที่ปรมาจารย์ขงต้องการรับศิษย์สายตรง
และพวกเขาก็จำได้แม่นยำว่าคนผู้นั้นปฏิเสธทันที…
ซึ่งที่ผ่านมาก็คิดว่าน่าจะเป็นปรมาจารย์จาง แต่ตอนนี้…ก็อาจจะไม่ใช่
เพราะเท่าที่ดูจากความคาดหวังและความปรารถนาที่เต็มเปี่ยมบนใบหน้าของเขา เขาจะปฏิเสธโอกาสงามแบบนั้นได้อย่างไร?
แต่ก็แน่นอนว่าถ้าจางเซวียนรู้ความคิดของคนเหล่านั้น คงปล่อยโฮแน่
พวกคุณคิดว่าผมอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้หรือ? เป็นเพราะผมไม่รู้จักเขาต่างหาก!
“ไม่มีชีวิตจิตใจ? ผมเข้าใจแล้ว…”
เขาเงยหน้าขึ้นมองอนุสาวรีย์ และเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีจิตวิญญาณอยู่ในนั้นอย่างที่เคยคิดไว้ จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างหมดปัญญา
จากนั้น เขาก็ค่อยๆยื่นมือออกไปและแอบแตะอนุสาวรีย์นั้น
ฟึ่บ!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า: “อนุสาวรีย์ที่ถูกสกัดขึ้นในเมืองหลัวไห่, จากฝีมือนายช่างขั้น 9, ปั้นด้วยดินจากมหาสมุทรที่ถูกนำมาเผาเป็นเวลา 49 วัน, ทำให้มีความคงทนได้กว่าพันปี ข้อบกพร่อง…”
ตึ้ง!
จางเซวียนถึงกับทรุด
ไม่มีข้อสงสัยแล้ว สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นแค่อนุสาวรีย์ธรรมดา
ไม่นึกเลยว่าเขาพลาดโอกาสที่จะได้เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ขง…
ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน!
“เริ่มเถอะ!”
เห็นอัจฉริยะปรมาจารย์จางพอจะตั้งตัวได้ ปรมาจารย์สู่วก็สั่งการ
“ได้!”
ประธานเจียงก้าวออกมาและพูดว่า “คุณสองคนได้ผ่านการทดสอบและได้รับตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์แล้ว แต่ก่อนที่ปรมาจารย์ท่านอื่นๆจะให้การรับรอง คุณจะต้องได้การตอบรับจากบรรดาบรรพบุรุษก่อน!”
“ถ้าคุณทำได้ เหล่าบรรพบุรุษก็จะมอบรังสีพิเศษให้คุณ ต่อให้ไม่มีตราสัญลักษณ์ก็ตาม ตราบใดที่คุณแผ่รังสีนี้ออกมา ปรมาจารย์ท่านอื่นๆก็จะจดจำคุณได้”
แม้ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวจะไม่ได้นำตราสัญลักษณ์ออกมา และพวกเขาก็เพียงแค่บอกชื่อ แต่ประธานเจียงก็ไม่สงสัย นั่นเพราะรังสีพิเศษที่พวกเขาแผ่ออกมาเพื่อยืนยันตัวตนของตัวเอง
“ทำได้? นั่นหมายความว่ามีคนที่จะไม่ยอมรับเราด้วยหรือ?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย
“แน่นอน! การจะตอบรับหรือไม่ขึ้นอยู่กับความพอใจของเหล่าบรรพบุรุษ ป้ายสลักชื่อทุกอันจะยังมีจิตวิญญาณหลงเหลืออยู่ แม้จะไม่มีชีวิตจิตใจแล้ว แต่พวกเขาก็ยังตัดสินได้ว่าใครที่คู่ควรหรือไม่คู่ควรกับการได้เป็นปรมาจารย์!”
ประธานเจียงชี้มือไปด้านหน้าพร้อมกับยิ้มน้อยๆ “พวกคุณจะต้องคุกเข่าลงตรงนี้ เมื่อบรรพบุรุษคนไหนตอบรับ ป้ายชื่อของเขาก็จะหล่นลงมา ทุกการตอบรับจะทำให้คุณได้รังสี 1 เส้น ยิ่งมีจำนวนบรรพบุรุษที่ยอมรับคุณมากขึ้นเท่าไร รังสีก็จะมากขึ้นเท่านั้น การตอบรับนี้เป็นเครื่องแสดงถึงการยอมรับในสติปัญญา ความปราดเปรื่อง และความเชื่อมั่นที่พวกเขามีต่อความสามารถในการพัฒนาตัวเองของคุณ”
“ผมเข้าใจแล้ว!”
ในที่สุดจางเซวียนก็เข้าใจ
เพราะเขาเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวทันทีที่เสร็จสิ้นการทดสอบระดับ 1 ดาว จึงยังไม่เคยมาที่นี่ ทำให้ยังไม่รู้กระบวนการอย่างชัดเจนนัก แต่โม่หงอีเคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว จึงไม่ได้แปลกใจเท่าไร
“หากไม่ได้รับเสียงตอบรับจากบรรพบุรุษ จะถือว่าขาดคุณสมบัติในการได้เป็นปรมาจารย์หรือเปล่า?”
ในเมื่อบรรพบุรุษก็อาจไม่ตอบรับ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริง จะเกิดอะไรขึ้น?
พวกเขาคงไม่อาจเพิกถอนใบอนุญาตของใครได้หลังจากที่เขาผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักในการทดสอบมาแล้ว เพียงเพราะว่ามีป้ายชื่อบางอันปฏิเสธที่จะตอบรับ
“แน่นอนว่าไม่!” ประธานเจียงส่ายหน้า “อันที่จริงก็เป็นเรื่องธรรมดาหากใครสักคนจะไม่ได้รับการตอบรับ เจ้าของป้ายชื่อเหล่านี้เป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจเมื่อครั้งที่พวกเขามีชีวิตอยู่ และจะตอบรับเฉพาะผู้ที่เข้าตาเท่านั้น โดยทั่วไป โอกาสที่ปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวจะได้รับการตอบรับมีน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์เสียอีก ส่วนปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวก็มีโอกาสแค่ 10 เปอร์เซ็นต์!”
“10 เปอร์เซ็นต์?” ผู้ฟังถึงกับผงะ
ช่างเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำจริงๆ
“สำหรับปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว โอกาสก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 20%, 4 ดาวที่ 40 เปอร์เซ็นต์, และ 5 ดาวที่ 70 เปอร์เซ็นต์ มีแต่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเท่านั้นที่มีโอกาสเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ในการที่จะได้การตอบรับ แต่ว่า…จำนวนป้ายชื่อที่จะหล่นลงมาให้พวกเขานั้น จะมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
ประธานเจียงพยักหน้า
แม้พวกเขาจะไม่มีปรมาจารย์ระดับสูงกว่า 2 ดาวอยู่ในสภาปรมาจารย์แห่งนี้ แต่เรื่องพวกนี้ก็เป็นความรู้พื้นฐาน ในฐานะประธานสภาปรมาจารย์ เขาย่อมรู้รายละเอียดดี
“เอ่อ…” ในที่สุดจางเซวียนก็เข้าใจถึงความยากเย็นของเรื่องนี้
ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวคือผู้เก่งกาจและทรงพลังถึงขนาดที่ทุกย่างก้าวของเขาสามารถทำให้ทั้งอาณาจักรสั่นสะเทือน แม้แต่สมาพันธ์นานาอาณาจักรก็พังพินาศได้โดยง่าย หากต้องเจอกับพละกำลังระดับนั้น
ซึ่งกว่าจะได้รับการตอบรับร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องไปให้ถึงขั้นนั้นเสียก่อน เห็นได้ชัดว่ามันยากเย็นขนาดไหน
“การได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษถือเป็นเกียรติ ผู้ที่ได้รับเสียงตอบรับจากบรรพบุรุษจำนวนมากกว่าก็ดูจะปราดเปรื่องกว่า และในอนาคตก็มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จมากกว่า อัจฉริยะผู้โด่งดังที่สุดในสมาพันธ์นานาอาณาจักร, จวินโหลวฮวน ก็ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวก่อนอายุสามสิบ วีรกรรมของเขาถือเป็นตำนานของปรมาจารย์ในสมาพันธ์นานาอาณาจักรทีเดียว ซึ่งเมื่อครั้งที่เขาผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว เขาได้การตอบรับจากป้ายชื่อถึง 7 อัน!”
ปรมาจารย์สู่วมองหน้าจางเซวียนและยิ้ม
ถ้าอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรเทียนหวู่คือจางเซวียน จวินโหลวฮวนผู้นั้นก็เป็นอัจฉริยะหมายเลขหนึ่งของสมาพันธ์นานาอาณาจักรอย่างไม่ต้องสงสัย
“ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงสามสิบ?” จางเซวียนอัศจรรย์ใจมาก
ปรมาจารย์ส่วนใหญ่ที่เขารู้จักก็มีอายุเจ็ดแปดสิบปีกันทั้งนั้น จากแนวโน้มที่เห็น การได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงสามสิบจึงถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก บ่งบอกถึงความปราดเปรื่องของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง
หากเปรียบเทียบกับจวินโหลวฮวนผู้นั้น ต่อให้อัจฉริยะหมายเลขหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่อย่างโม่หงอีก็ดูจะหมองไป
ยิ่งเป็นปรมาจารย์ระดับสูงขึ้น การทดสอบก็ยิ่งยากขึ้น ทั้งยังต้องใช้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่สูงกว่าเดิม ผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องจำนวนมากจึงลงเอยด้วยการติดแหง็กอยู่ที่ระดับ 3 ดาว จนตลอดชีวิต ไม่อาจฝ่าด่านขั้นสุดท้ายเพื่อก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวได้
ในการจัดอันดับของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ขั้นต้นคือตั้งแต่ระดับ 1-3 ดาว ปรมาจารย์ขั้นกลางคือตั้งแต่ระดับ 4-6 ดาว และปรมาจารย์ขั้นสูงคือตั้งแต่ระดับ 7-9 ดาว
ปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวกับ 4 ดาวนั้นมีความสามารถที่เหลื่อมล้ำกันมาก เทียบได้กับความแตกต่างระหว่างนักรบขั้น 7-ทงฉวนกับขั้น 8 – จงซรือทีเดียว และผู้คนทั่วไปก็มักจะฝ่าฟันไปไม่ได้
“คุณสองคนไม่ต้องกังวลไป หากได้การตอบรับก็ถือว่าดีที่สุด แต่หากไม่ได้ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ตลอด 300 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครประสบความสำเร็จแม้แต่คนเดียว ทั้งหมดที่ผมหวังก็คือ อยากจะให้มีสักคนหนึ่งที่ทำได้ขณะที่ผมยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาปรมาจารย์อยู่ เพื่อที่ผมจะได้เอาไปคุยอวดใครต่อใครเวลาที่ไปเยี่ยมเยียนสภาปรมาจารย์สาขาอื่นๆ!”
ประธานเจียงยิ้มเจื่อนๆ
“เข้าใจแล้ว!” จางเซวียนพยักหน้า
เขาออกจะหนักใจอยู่สักหน่อย แต่เมื่อรู้แล้วว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่จะว่าไป เรื่องนี้ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะปรมาจารย์แต่ละคนก็มีความคาดหวังแตกต่างกันไป มันก็เป็นไปได้ที่ปรมาจารย์ผู้เก่งกาจสักคนจะไม่เข้าตาบรรดาบรรพบุรุษคนไหนเลย อีกอย่าง เจ้าของป้ายชื่อเหล่านั้นก็จากโลกนี้ไปนานแล้ว สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ก็เป็นแค่เจตจำนงที่ตกค้าง จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยหากปรมาจารย์คนหนึ่งจะไม่ได้การตอบรับจากพวกเขา
“ปรมาจารย์โม่ คุณก่อนเลย!”
เมื่ออธิบายจบแล้ว ประธานเจียงก็เรียกโม่หงอีให้ก้าวออกมา
“ได้!” โม่หงอีพยักหน้า เขาดูเคร่งเครียด
เมื่อครั้งที่เขาผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว เขาไม่ได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษคนไหนเลย ในฐานะอัจฉริยะหมายเลขหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่ และโดยเฉพาะหลังจากได้ฟังเรื่องราวของจวินโหลวฮวนแล้ว เขาก็เกิดแรงฮึดขึ้นอีก
ถ้าเขาทำได้ ก็จะได้มีชื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
อย่างน้อยที่สุด ก็จะได้ไม่น้อยหน้าจางเซวียนนัก
โม่หงอีสูดหายใจลึก เขาก้าวออกไป และคุกเข่าลงบนพรมสำหรับสวดภาวนาที่ตั้งอยู่ใจกลางห้อง
“ลูกหลานโม่หงอีคารวะบรรพบุรุษ ผมขอวิงวอนการตอบรับของพวกคุณ!”
โม่หงอีพูดเสียงดังฟังชัด หลังจากที่พูดจบ ร่างของเขาก็น้อมต่ำจนเกือบจะแตะพื้น
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
จางเซวียนหันขวับไปมองป้ายชื่อเหล่านั้น ปรมาจารย์คนอื่นๆ รวมทั้งปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวก็เฝ้ามองอย่างสนใจ
โม่หงอีคืออัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องที่สุดในอาณาจักเทียนหวู่ตลอดพันปีที่ผ่านมา แม้จะอายุยังน้อย แต่ก็ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวแล้ว
ส่วนอีกคนก็คือปีศาจจางเซวียนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแม้แต่ในอาณาจักรชวนหยวน หากคนแบบทั้งคู่ไม่ได้รับการตอบรับจากบรรดาบรรพบุรุษ ก็แปลว่าบททดสอบของห้องรับรองปรมาจารย์นี้ยากเกินไปเสียแล้ว
ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา ทั้งห้องเงียบกริบจนแม้เข็มตกสักเล่มก็คงได้ยิน
ตึ้ง!
หลังจากเวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ จนทุกคนคิดว่าหมดหวังแล้ว ป้ายชื่ออันหนึ่งก็หล่นลงมา
ฟิ้วววว!
จากนั้นรังสีสีเขียวก็แผ่ออกมาและเข้าโอบล้อมโม่หงอีไว้
“นี่มัน…รังสีพิเศษชนิดเดียวกับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานนี่?”
เมื่อเห็นรังสีนั้น จางเซวียนก็ถึงกับชะงัก
ตอนที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน ก็มีรังสีพิเศษชนิดนี้เข้าโอบล้อมตัวเขา มันเพิ่มระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณให้เขาด้วย
ไม่น่าเชื่อเลยว่าการตอบรับจากป้ายสลักชื่อบรรพบุรุษที่อยู่ในห้องรับรองปรมาจารย์จะใช้รังสีแบบเดียวกัน
เข้าใจแล้วว่าทำไมปรมาจารย์ฟ้าประทานถึงเป็นที่ยอมรับของปรมาจารย์คนอื่นๆ แม้ว่าจะไม่มีตราสัญลักษณ์ มันเป็นเพราะรังสีที่คนอื่นๆเพิ่งจะพูดถึงไปนี่เอง
“เบาบางเหลือเกิน…”
เมื่อแน่ใจในอัตลักษณ์ของรังสีสีเขียวนั้นแล้ว จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหน้า
ตอนที่เขาได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน รังสีสีเขียวนี้หนาและเข้มข้นราวกับควันที่กำลังพวยพุ่ง แต่รังสีที่กำลังโอบล้อมรอบตัวโม่หงอีในเวลานี้หนาราวๆหนึ่งนิ้วเท่านั้น
หากจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนแม่น้ำที่เชี่ยวกรากกับลำธารสายเล็กๆ
ฟู่!
ในช่วงเวลา 2-3 อึดใจ โม่หงอีก็ซึมซับรังสีนั้นเข้าไปจนหมด ความยินดีปรีดาฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเขาขณะที่ลุกขึ้นยืน
เขาไม่อาจข่มความดีใจอย่างสุดแสนเอาไว้ได้
แม้จะมีป้ายสลักชื่อบรรพบุรุษหล่นลงมาเพียงอันเดียว แต่อย่างน้อยเขาก็เอาชนะใจบรรพบุรุษได้ถึง 1 คน ด้วยสิ่งนี้ ทำให้โม่หงอีทำลายสถิติของสภาปรมาจารย์แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ตลอดสองสามร้อยปีที่ผ่านมา
“เหลือเชื่อที่สุด!”
“สมกับที่เป็นอดีตอัจฉริยะหมายเลขหนึ่งแห่งอาณาจักรของเรา!”
“ในที่สุด ปรมาจารย์คนหนึ่งของเราก็ได้การตอบรับ ดีเหลือเกิน! ตาเฒ่าเจาเชว่คนนั้นจะได้เลิกเกทับผมเสียที…”
เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ทั้งประธานเจียง ผู้อาวุโสจู และคนอื่นๆก็อดอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นไม่ได้
ในอาณาจักรเทียนหวู่ ไม่มีปรมาจารย์คนไหนเลยที่เคยได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษ ภาพที่ได้เห็นจึงทำให้พวกเขาตื่นเต้น
“ไม่เลว! ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว คุณได้รับเสียงตอบรับจากบรรพบุรุษ 1 คน อนาคตของคุณต้องสดใสแน่! ขนาดผม กว่าจะได้การตอบรับก็ตอนที่เป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวนั่นแหละ!” ปรมาจารย์สู่วพยักหน้าด้วยอาการยอมรับ
“แค่ได้การตอบรับเมื่อเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวก็น่าทึ่งมากแล้ว ตัวผมน่ะ กว่าจะมีป้ายชื่อหล่นลงมาหนึ่งอันก็ตอนที่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวนั่นแหละ…ความปราดเปรื่องของปรมาจารย์โม่ช่างน่าทึ่งจริงๆ!” ปรมาจารย์หลิวหัวเราะหึๆ
ขนาดปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวก็ยังไม่ได้การตอบรับเมื่อครั้งที่พวกเขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว เห็นกันชัดๆแล้วว่าเรื่องนี้ยากเย็นขนาดไหน
“เอาล่ะ ตอนนี้ปรมาจารย์โม่ก็ได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษแล้ว ปรมาจารย์จาง, ตาคุณ!”
เมื่อหายตกตะลึงกันแล้ว ประธานเจียงก็หันมาทางจางเซวียน
คนอื่นๆก็หันขวับมามองจางเซวียนเหมือนกัน
