ตอนที่ 1543 ปรมาจารย์ขงที่ไว้ใจไม่ได้
จางเซวียนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย มันไม่ยอมรับเลือดของเรา เราเพ่งสมาธิเข้าไปในนั้นก็ไม่ได้ ทำไมถึงเกิดจะสั่นสะท้านและร้อนรุ่มขึ้นมาตอนนี้?
ก่อนหน้านี้ เขาคิดหาทุกวิธีที่จะทำให้ตราประทับยอมจำนน แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ทำไมจู่ๆ มันถึงสั่นและร้อนขึ้นมาเมื่ออยู่ในแหวนเก็บสมบัติของเขา?
ตราประทับอันนี้เป็นสมบัติล้ำค่าสูงสุดของสภาปรมาจารย์ ลู่ชงเป็นคนฉกฉวยมาจากเหรินชิงหยวนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายใช้มันเล่นงานเขา แต่ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร เขาก็ต้องคืนมันให้กับสภาปรมาจารย์อยู่ดี เพราะถ้าตราประทับสภาปรมาจารย์ถูกทำลายด้วยน้ำมือของเขา คงจะเกิดสงครามครั้งใหญ่กับสภาปรมาจารย์แน่!
ถึงบรรดาศิษย์สายตรงของเขาจะพยายามรับมือกับสภาปรมาจารย์ แต่ความจริงอันโหดร้ายก็คือพวกเขายังห่างไกลนักที่จะเทียบชั้นกับสิ่งนั้น เนิ่นนานหลายปีมาแล้วที่สภาปรมาจารย์เป็นผู้นำของทวีปแห่งปรมาจารย์ และด้วยการสะสมอำนาจบวกกับอิทธิพล ลำพังศิษย์สายตรงของเขาเพียงไม่กี่คนไม่มีความสามารถพอที่จะต่อต้านสภาปรมาจารย์ได้
ในเมื่อมันอยู่ในแหวนเก็บสมบัติของเรา ก็ไม่ควรจะมีปฏิกิริยาอะไร แต่เมื่อเราหวนนึกถึงการเติบโตของลูกศิษย์ มันก็เกิดร้อนขึ้นมา…
จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนความคิดหนึ่งจะแวบเข้ามาในสมอง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าตราประทับสภาปรมาจารย์นี้สามารถถูกทำให้ยอมจำนนได้ด้วยคุณค่าของความเป็นครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ด้วยหยดเลือด? ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็น่าจะง่ายกว่าถ้าเราใช้รังสีของปรมาจารย์ฟ้าประทานทำให้มันยอมจำนน ใช่ไหม?
ปรมาจารย์ฟ้าประทานคือบุคคลที่ได้การยอมรับจากสวรรค์ แม้แต่ปรมาจารย์หยางก็ยังไม่กล้าต่อกรด้วย ถ้าตราประทับอันนี้เกี่ยวข้องกับคุณค่าของความเป็นครูบาอาจารย์จริงๆ จะมีใครควรค่าที่จะได้การยอมรับมากไปกว่าครูบาอาจารย์คนหนึ่งที่ได้การยอมรับจากสวรรค์?
เราต้องลอง!
เมื่อเกิดความคิดนั้นขึ้น จางเซวียนก็แอบขับเคลื่อนรังสีของปรมาจารย์ฟ้าประทานและถ่ายทอดมันเข้าสู่ตราประทับ ด้วยระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้น เขาจึงควบคุมรังสีได้ดีกว่าแต่ก่อน หากจัดการด้วยความระมัดระวัง ก็สามารถจำกัดการแผ่รังสีปรมาจารย์ฟ้าประทานให้สัมผัสกับตราประทับได้โดยไม่รั่วไหล แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว หรือต่อให้ปรมาจารย์หยางก็แทบจะตรวจจับมันไม่ได้
ทันทีที่รังสีของปรมาจารย์ฟ้าประทานสัมผัสกับตราประทับสภาปรมาจารย์ ตราประทับก็ยิ่งร้อนขึ้นอีก จากนั้นก็มีลมกรรโชกมาอย่างกะทันหัน จางเซวียนรู้สึกว่าน้ำหนักในมือของเขาหายวับไป
เขารีบก้มลงดู แล้วเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดก็เกิดขึ้น ตราประทับสภาปรมาจารย์หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมันไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน
จางเซวียนขนลุกไปทั้งตัว ภาพตรงหน้ามืดดับไป เขารู้สึกเหมือนจะเป็นลม จึงรีบปลดปล่อยการรับรู้จิตวิญญาณออกมาตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ซึ่งทุกอย่างก็ว่างเปล่า ไม่มีสัญญาณว่าเคยมีตราประทับอันนั้นอยู่
จบเห่…จางเซวียนแทบปล่อยโฮ
ตราประทับสภาปรมาจารย์ดูเหมือนจะเป็นของล้ำค่าที่นักปราชญ์โบราณคนหนึ่งหลอมขึ้นโดยใช้หยดเลือดของปรมาจารย์ขง แม้แต่ปรมาจารย์หยางก็ยังรับมือกับมันไม่ได้ แต่ทำไมมันถึงหายไปอย่างกะทันหันหลังจากที่เขาถือมันไว้เพียงครู่เดียว ทำอย่างกับเป็นก้อนน้ำแข็ง?
ลำพังแค่ชื่อของมัน, ตราประทับสภาปรมาจารย์ ต่อให้คนโง่เง่าขนาดไหนก็ย่อมรู้ว่ามันมีความสำคัญอย่างล้ำลึกต่อสภาปรมาจารย์ แม้แต่ตอนที่ลู่ชงฉกฉวยมา เขาก็รู้ว่าเหรินชิงหยวนกังวลใจว่าสภาปรมาจารย์จะเสื่อมเสียเกียรติมากกว่ากังวลว่าจะไม่ได้มันกลับไป…แต่ตอนนี้ตราประทับสภาปรมาจารย์หายวับไปแล้ว แล้วเขาจะเอาอะไรกลับไปคืนอีกฝ่าย?
ถึงเขาจะมีเรื่องกับ 3 กลุ่มอำนาจ สุดท้ายก็ยังพอจะมีหนทางไกลเกลี่ย แต่หากเขานำตราประทับสภาปรมาจารย์มาด้วย คงถูกเชือดทั้งเป็นแน่
นี่มันบ้าบออะไร?
“ออกมาเดี๋ยวนี้นะ หยุดทำเรื่องยุ่งเสียที” จางเซวียนพึมพำอย่างร้อนใจขณะเหลียวซ้ายแลขวาโดยรอบ
ไม่ช้า สายตาของเขาก็มาหยุดที่ฝ่ามือของตัวเอง เขาถึงกับตัวแข็ง
จางเซวียนพบรอยเลือดสีแดงก่ำ 3 หยดอยู่บนฝ่ามือของเขา ซึ่งมาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดูเหมือนมันจะมีพลังลึกลับบางอย่างด้วย
นี่มันอะไร? จางเซวียนครุ่นคิดขณะแตะเลือดหยดหนึ่งอย่างแผ่วเบา
ในตอนนั้น เกิดเสียงหึ่งที่ไม่คุ้นหูขึ้น จางเซวียนพบว่าตัวเขาทะลุมิติไปยังความว่างเปล่าแห่งหนึ่ง
ในมิติแห่งความว่างเปล่านั้น แนวคิดเรื่องเวลากับพื้นที่ไม่มีผล ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเขาเป็นสีขาว สว่างเรือง พร้อมกับการปรากฏตัวของผู้อาวุโสที่มีใบหน้ายิ้มแย้มคนหนึ่ง
จางเซวียนชะงักด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นใบหน้าของผู้อาวุโส ไม่มีทางที่เขาจะจดจำอีกฝ่ายไม่ได้ เพราะมีรูปปั้นของเขาอยู่ในสภาปรมาจารย์ทุกหนแห่งทั่วทั้งทวีปแห่งนี้
“ปรมาจารย์ขง?”
ปรมาจารย์ขงในตอนนั้นดูสุขุมและมีรอยยิ้มอันอบอุ่น ในส่วนลึกของแววตาปรากฏร่องรอยของความตื่นเต้นขณะพูดว่า “ในที่สุด หลังจากผ่านมาเนิ่นนานหลายปี…ยินดีที่ได้พบคุณ ปรมาจารย์ฟ้าประทานคนใหม่!”
“ศิษย์น้องจางเซวียนคารวะปรมาจารย์ขง!” จางเซวียนประสานมือและทักทายผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้า
ปรมาจารย์ชงลูบเคราขณะพยักหน้าพร้อมกับยิ้มรับการทักทายของจางเซวียน “ตราประทับสภาปรมาจารย์เป็นของล้ำค่าที่ผมสร้างขึ้นโดยใช้เลือด 3 หยดหลังจากก่อตั้งสภาปรมาจารย์ มีแต่ปรมาจารย์ฟ้าประทานตัวจริงเท่านั้นถึงจะทำให้มันยอมจำนนได้ การที่คุณสามารถเปิดใช้งานและเรียกเจตจำนงของผมมาได้นั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคุณบรรลุเงื่อนไขแล้ว…”
“ปรมาจารย์ขง ขออภัยด้วยที่ผมต้องพูดแบบนี้ แต่คุณจะให้ผมพูดก่อนได้ไหม? มีเรื่องด่วนที่ผมอยากถามคุณ…” เห็นปรมาจารย์ขงทำท่าจะร่ายยาวเหมือนอย่างเคย จางเซวียนยับยั้งเขาด้วยความร้อนใจ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาได้เรียนรู้ว่าแม้ปรมาจารย์ขงจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จสูงสุด แต่ก็ไว้ใจไม่ค่อยจะได้ ทุกครั้งที่เขาพยายามจะพูดอะไรกับปรมาจารย์ขง อีกฝ่ายก็จะหายตัวไปก่อนที่จะทันได้เข้าเรื่อง ถ้าครั้งนี้เขาปล่อยให้ปรมาจารย์ขงพูดก่อนอีก โอกาสที่จะเกิดเหตุแบบเดิมก็มีสูง
ในเมื่อมีบทเรียนแล้ว จางเซวียนจึงตัดสินใจว่าจะต้องเป็นคนพูดก่อนให้ได้
“ฮะ?” เห็นความร้อนรนของจางเซวียน ปรมาจารย์ขงมองหน้าชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือขึ้น “พูดมาเลย!”
“ผมมีสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิด และผมรู้มาว่าคุณก็เคยเผชิญกับสภาวะนี้เช่นกัน ไม่ทราบว่าคุณแก้ไขมันอย่างไร?” จางเซวียนรีบถาม
“สภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิด?” ปรมาจารย์ขงขมวดคิ้วขณะจับจ้องจางเซวียนอย่างถี่ถ้วน ครู่ต่อมาเขาก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “มันคือสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดจริงๆ ! ตัวพิษน่ะรักษาไม่ยากหรอก แต่…”
“แต่อะไร?”
“แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดนั้นไม่สามารถกำจัดออกได้โดยง่าย” ปรมาจารย์ขงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“สิ่งที่ซ่อนอยู่ในสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิด มันคืออะไร?” จางเซวียนถามอย่างสับสน
ก่อนหน้านี้ เขารับรู้ถึงสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดของตัวเองและใช้พลังปราณเทียบฟ้าบีบบังคับให้มันจนมุม ทำให้มันเคลื่อนไหวและลุกลามไปไหนไม่ได้ แต่เท่าที่ฟังจากน้ำเสียงของปรมาจารย์ขง ดูเหมือนสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดจะมีอะไรมากกว่าที่เห็น
“พูดกันตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก คุณจะรู้เองเมื่อคุณรักษาสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดของตัวเองได้ ไม่ใช่ว่าผมอยากปิดบังคุณนะ แต่มันอาจมีผลกระทบตามมาหากผมบอกคุณไปก่อน เพราะฉะนั้นขอให้คุณเข้าใจด้วย สำหรับตอนนี้น่ะ ให้ผมบอกวิธีแก้ไขสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดก่อนก็แล้วกัน” ปรมาจารย์ขงพูด
“ได้โปรดชี้แนะผมด้วย!” จางเซวียนประสานมือ
ถึงเขาจะยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดจะออกฤทธิ์ แต่เขาก็หวังว่าจะรักษาตัวเองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่อย่างนั้น คงสลัดความกังวลที่ต้องรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในเงื้อมมือของความตายออกไปไม่ได้สักที
“สภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดนั้นถูกฝังลงไปในร่างของคนๆ หนึ่งเพื่อตัดตอนสายเลือดของทารกหรือทำลายชีวิตของมัน ทันทีที่พิษนั้นถูกฝังเข้าไปในร่างของทารก จะกลายเป็นสภาวะที่มองไม่เห็น ตรวจจับไม่ได้ ยาทั่วไปจึงใช้ไม่ได้ผล มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะแก้ไขมันได้ นั่นก็คือการเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวและผ่านการทดสอบเปลวเพลิงสวรรค์ ถ้าคุณสามารถนำเปลวเพลิงสวรรค์เข้าสู่ร่างของคุณและใช้ความร้อนนั้นแผดเผาพิษได้ พิษนั้นก็จะสลายไปอย่างง่ายดาย แต่แน่นอนว่าเปลวเพลิงสวรรค์นั้นทั้งรุนแรงและเป็นอันตราย หากพลาดพลั้งเพียงเพียงนิดเดียวก็อาจต้องมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ในครั้งนั้น ผมต้องทุ่มเทมากกว่าจะแก้ไขสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดของตัวเองได้” ปรมาจารย์ขงอธิบาย
“การทดสอบของเปลวเพลิงสวรรค์…ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณมาก ปรมาจารย์ขง!” จางเซวียนประสานมืออีกครั้ง
ในเมื่อคำนี้ออกจากปากของปรมาจารย์ขงเอง การทดสอบเปลวเพลิงสวรรค์ก็น่าจะใช้ได้ผลจริง ในที่สุดเขาก็พบหนทางที่จะแก้ไขสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดได้แล้ว
ด้วยพละกำลังของจางเซวียนในตอนนี้ เขายังพอมีหนทางที่จะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว อีกอย่าง สำหรับความเร็วในการยกระดับวรยุทธของเขา ก็คงไม่ยากเกินไปที่จะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวก่อนอายุ 30 ปี
“สภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดนั้นจะออกฤทธิ์เมื่อคุณอายุ 30 ปี เพราะฉะนั้นรีบแก้ไขมันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ย่อมดีกว่า คุณเพิ่งจะอายุ 20 ปีได้ไม่นาน ซึ่งถ้าคุณแก้ไขมันได้ก่อนอายุ 25 ปี ก็จะหนีพ้นผลกระทบของมันได้โดยเด็ดขาด” ปรมาจารย์ขงเตือนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
จางเซวียนพยักหน้า “ผมเข้าใจ”
ก็จริง เรื่องนี้ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังจากจัดการกับความยุ่งยากต่างๆ นานาเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะตั้งหน้าตั้งตายกระดับวรยุทธของตัวเอง และพยายามฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวให้ได้ภายในเวลา 2 เดือน
ซึ่งเมื่อเขาทำสำเร็จ ทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทาง
“ในเมื่อตอนนี้เราแก้ปัญหาได้ให้คุณได้แล้ว ผมก็อยากพูดกับคุณเรื่องตราประทับสภาปรมาจารย์สักหน่อย ของล้ำค่าชิ้นนี้ถูกหลอมขึ้นโดยใช้หยดเลือด 3 หยดของผม ทันทีที่คุณทำให้มันยอมจำนนได้ มันก็จะก่อร่างเป็นรูปหยดเลือดบนฝ่ามือของคุณ เพียงแค่แตะมัน คุณก็จะสามารถ…”
ฟึ่บ!
ร่างของปรมาจารย์ขงพร่าเลือน
“สามารถอะไร?” จางเซวียนใจหายเมื่อเห็นภาพนั้น เขาพยายามเร่งปรมาจารย์ขงให้พูดให้จบ
“…สามารถ…”
ฟึ่บ!
ร่างของปรมาจารย์ขงหายวับไปทันที
หัวสมองของจางเซวียนกระตุก เขาพบว่าตัวเองยังคงนั่งอยู่ตรงหน้าจ้าวหย่า ที่กลางอากาศ เว่ยหรูเหยียนกับโหยวโร่วชิงเพิ่งจะเริ่มการดวล และทุกคนก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม ดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ราวกับบทสนทนานั้นเกิดขึ้นในขณะที่เวลาถูกหยุดไว้
ซึ่งก็โชคดีที่เป็นอย่างนั้น เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นหายนะสำหรับจ้าวหย่า
“ปรมาจารย์ขงไม่ยอมพูดให้จบอีกแล้ว ทุกคนยกย่องเขาให้เป็นครูบาอาจารย์ของโลก แต่ใครที่ไหนกันที่จะหายตัวไปดื้อๆ ระหว่างที่กำลังถ่ายทอดข้อมูลสำคัญ!” จางเซวียนพึมพำด้วยความหงุดหงิด
กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เกิดเรื่องแบบนี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ก่อตั้งสภาปรมาจารย์ บุคคลที่ได้รับความเคารพจากผู้คนมากมายจะไว้ใจไม่ได้แบบนี้!
“ช่างมันเถอะ…” จางเซวียนชำเลืองมองหยดเลือดที่อยู่บนฝ่ามือของเขาและพึมพำด้วยความอยากรู้ “เมื่อครู่นี้เขาพูดถึงบางอย่างที่จะเกิดขึ้นถ้าเราแตะมัน แล้วถ้าเราแตะมันจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้น?”
