Skip to content

Library Of Heaven’s Path 288


ตอนที่ 288 คุณชายจี้โม่

“อย่างนั้นหรือ? งั้นก็ไปดูกัน!”

ในเมื่อจางเซวียนมีเวลา เขาจึงตัดสินใจจะใช้โอกาสนี้เรียนรู้ว่าการทดสอบเป็นจิตรกรนั้นทำกันอย่างไร ดังนั้นเขาจึงเดินตามพนักงานต้อนรับในเสื้อคลุมสีเขียวเข้าไปยังกลุ่มฝูงชน

ตรงหน้าเขา ที่โต๊ะสีเขียวเข้มตัวหนึ่งซึ่งตั้งพิงผนัง ชายหนุ่มอายุประมาณ 18-19 ปีที่สวมชุดขาวกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ นัยน์ตาของเขาปิดสนิท

“คุณชายจี้โม่ ฉันรักคุณ! ฉันอยากมีลูกกับคุณ!”

“หน้าด้านอะไรอย่างนี้นะเธอ? คุณชายเป็นของฉัน! ใครแหลมเข้ามาล่ะก็ ฉันจะทึ้งเสื้อผ้าของมันเสียให้หมด!”

“คุณผู้หญิง สาวสวยที่อยู่ตรงนู้นน่ะตั้งใจจะแย่งกับคุณ ไปทึ้งเสื้อผ้าของเธอเลย พวกเราจะเชียร์คุณอยู่ตรงนี้!”

“….”

ขนาดนัยน์ตาของคุณชายจี้โม่ยังคงปิดสนิท แต่สาวน้อยสาวใหญ่มากมายที่อยู่บริเวณนั้นก็แทบจะคลั่ง

“คุณชายจี้โม่อาจจะยังหนุ่ม แต่เขาก็สุภาพอ่อนโยนมากกับผู้หญิง แถมยังหล่อละลายใจด้วย จะเรียกว่าเป็นสามีแห่งชาติก็ว่าได้!” พนักงานต้อนรับในเสื้อคลุมสีเขียวกระซิบกระซาบ

จางเซวียนพยักหน้าและหันไปมองคุณชายจี้โม่ ผิวพรรณของเขาผุดผ่องและเรียบเนียน ใบหน้าหมดจดมีชีวิตชีวา ถึงนัยน์ตาจะยังปิดสนิท แต่ริมฝีปากของเขาก็เชิดน้อยๆราวกับกำลังยิ้ม เห็นแล้วก็พอเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นชายในฝันของสาวๆมากมาย

ทั้งฉลาด ทั้งเก่ง ชาติตระกูลดี แถมยังหล่อหมดจดขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้หญิงจะคลั่งไคล้

“แล้ว…เขากำลังทำอะไร?”

เห็นอีกฝ่ายนั่งนิ่งและหลับตา ไม่สนใจความอึกทึกคึกโครมรอบข้าง จางเซวียนจึงตั้งคำถาม

“คุณชายจี้โม่กำลังจะวาดภาพ เขากำลังทำให้สมองสงบลงและปรับสภาวะจิต!” ชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีเขียวตอบ

“ปรับสภาวะจิต? ที่นี่น่ะนะ?” จางเซวียนงง

มันก็แค่การวาดภาพ ถ้าเป็นจางเซวียน เขาสามารถคว้าพู่กันและลงมือได้ทันที…จำเป็นจะต้องปรับสภาวะจิตกันด้วยหรือ?

อีกอย่าง ต่อให้เขาอยากปรับสภาวะจิตจริงๆ ก็ควรจะไปหาที่ที่มันสงบเงียบกว่านี้ ที่นี่มีผู้คนกรี๊ดกร๊าดวุ่นวายอยู่รอบข้าง มันเรื่องอะไรถึงคิดว่าตัวเองจะปรับสภาวะจิตได้?

“คุณชายจี้โม่น่ะมีพรสวรรค์อันสุดแสนจะน่าทึ่ง ได้เป็นจิตรกรมือฉกาจตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบ ทุกอย่างที่คุณชายทำล้วนมีวัตถุประสงค์ลึกซึ้งทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องที่พวกบ้านนอกอย่างคุณจะเข้าใจหรอก!”

พนักงานต้อนรับยังไม่ทันได้ตอบ ผู้หญิงคนหนึ่งก็หันขวับมาจ้องจางเซวียนอย่างไม่พอใจ

“แล้วเจ้าเซ่อซ่าคนนี้มาจากไหน? ไปห่างๆเลย อย่ามาทำให้ภาพวาดของคุณชายจี้โม่ต้องแปดเปื้อน!” อีกหนึ่งสาวเหวี่ยงใส่

พรึ่บ!

ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหันมาจ้องจางเซวียนด้วยสายตารังเกียจ

“เฮ้ย?”

นึกไม่ถึงว่าแค่สงสัยนิดเดียวก็โดนเหวี่ยงได้ขนาดนี้ จางเซวียนถึงกับใบ้กิน

“พลเมืองของอาณาจักรเทียนหวู่จำนวนมากให้ความสนใจเรื่องการวาดภาพ จิตรกรที่นี่จึงมีสถานภาพสูงส่ง คุณชายจี้โม่ก็เป็นหนึ่งในจิตรกรที่เก่งกาจที่สุดในรุ่นเดียวกัน และมีผู้ชื่นชอบผลงานมากมาย เพราะฉะนั้น คุณอย่าพูดอะไรตรงนี้เลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้น บรรดาแฟนคลับที่มอบกายถวายชีวิตให้เขาอาจจะเหยียบคุณจมดินได้!”

พนักงานต้อนรับในเสื้อคลุมสีเขียวกระซิบกับจางเซวียนและยิ้มเจื่อนๆ

จางเซวียนพยักหน้า กำลังจะอ้าปากพูดอีก คุณชายจี้โม่ก็ลืมตาและลุกขึ้นยืน

“ดูสิ คุณชายจี้โม่กำลังจะเริ่มวาดภาพแล้ว!”

“อยากรู้จังว่าคุณชายจะวาดภาพขั้นไหน!”

“ต้องให้พูดด้วยหรือ? คุณชายเป็นถึงจิตรกรอย่างเป็นทางการแล้ว ผลงานของเขา อย่างน้อยๆก็ต้องขั้น 2!”

…..

เมื่อเห็นคุณชายจี้โม่ขยับตัว พวกผู้หญิงที่ถลึงตาใส่จางเซวียนอยู่ก็รีบหันกลับไปทันที นัยน์ตาของพวกเธอเป็นประกายวิบวับด้วยความคลั่งไคล้

สี่ขั้นแรกของภาพวาดก็คือ การพรรณนาเสมือนจริง ผืนผ้าใบแห่งจิตวิญญาณ การถ่ายทอดเจตนารมณ์ และประหนึ่งหยุดลมหายใจ

ก็เหมือนกับลู่เฉินและหยวนหยู่ จิตรกรอย่างเป็นทางการ หรือที่เรียกว่าปรมาจารย์จิตรกรจะสามารถวาดภาพขั้น 2 หรือขั้น 3 ได้อย่างง่ายดาย ส่วนภาพนั้นจะไปถึงขั้นประหนึ่งหยุดลมหายใจหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและโชคชะตาในเวลานั้น

“ผม, จี้โม่, จะแสดงทักษะอันอ่อนด้อยของผมล่ะนะ!”

จี้โม่ยืนอยู่อยู่หน้าโต๊ะตัวนั้น เขาสะบัดข้อมือ และพัดแบบจีนก็ปรากฏอยู่ในมือของเขา เขาพัดให้ตัวเองเบาๆ เส้นผมสีดำสนิทและเสื้อคลุมสีขาวปลิวไปตามแรงลมอ่อนๆนั้น “เมื่อผมวาดภาพเสร็จก็จะประกาศขายทันที และจะไม่เก็บเงินที่ได้เอาไว้แม้แต่แดงเดียว แต่จะใช้มันสร้างหอจิตรกรรม ผมจะเชิญผู้ช่วยจิตรกรมาให้ความรู้ เพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจและความรักในศิลปะการวาดภาพ!”

“สมกับเป็นคุณชายจี้โม่ ไม่ยึดติดกับเงินทองของนอกกายเลย…”

“นี่แหละคือปรมาจารย์จิตรกร ฉันประทับใจจริงๆ!”

….

เมื่อเขาพูดจบ ฝูงชนก็อลหม่านกันอีกรอบ สาวๆหลายคนถึงกับกรีดร้องด้วยความคลั่งไคล้

“หมอนี่รู้วิธีเอาชนะใจคน!” จางเซวียนส่ายหน้า

คุณชายจี้โม่คนนี้อาจจะยังเด็ก แต่ก็มีทักษะแบบนักการเมือง เขารู้ดีว่าจะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้อย่างไร

ทำแบบนี้ก็เหมือนกับในชีวิตเก่าของเขา ที่บรรดาเซเล็บจัดการประมูลเพื่อการกุศลขึ้นมา ถ้าจะพูดกันตามตรง มันก็เป็นแค่ลูกเล่นอย่างหนึ่งเท่านั้น

ถ้าเขาอยากจะสร้างหอจิตรกรรมและเพิ่มพูนความรักความเข้าใจในศิลปะการวาดภาพให้กับผู้คนจริงๆ ทำแบบเงียบๆก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเล่นเอิกเกริกกันขนาดนี้ อีกอย่าง นี่มันก็ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แถมยังเป็นกลางค่ำกลางคืนอีก หมอนี่ถึงกับยอมหนาวเพียงเพื่อจะโปรโมทตัวเอง

“เงียบเถอะ!”

คุณชายจี้โม่บอกให้บรรดาแฟนๆเงียบเสียง และพูดด้วยทีท่างามสง่า “ผมไม่อยากจะทำให้ทุกคนเสียเวลา ก็จะขอเริ่มวาดภาพตอนนี้เลย หวังว่าทุกคนจะช่วยอยู่ในความสงบขณะที่ผมกำลังทำงานนะ”

เมื่อได้ยินแบบนั้น ฝูงชนที่กำลังกรี๊ดกร๊าดก็เงียบกริบในทันที คุณชายยิ้มน้อยๆ เขาสะบัดแขนเสื้อและหยิบพู่กันขึ้นมา

หลังจากเปิดกระดาษฉูอันที่อยู่บนโต๊ะแล้ว จี้โม่ก็ใช้มือซ้ายขยับโต๊ะให้เข้าที่ และด้วยพลังปราณของเขา หมึกหยดหนึ่งก็กระเซ็นขึ้นมาจากแท่นหมึก และเกาะอยู่ที่ปลายพู่กัน จากนั้น ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างสง่างามของมือขวา พู่กันก็จรดลงบนกระดาษ

พู่กันของเขาวาดลวดลายบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างนุ่มนวลอ่อนช้อย เกิดเป็นภาพสะดุดตา

ฟิ้ววววว!

พู่กันที่ร่ายรำอยู่บนกระดาษ ดูเหมือนปลาที่แหวกว่ายอย่างอิสระอยู่ในสระน้ำ เมื่อเวลาผ่านไป ภาพวาดนั้นก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

มันคือภาพภูเขาและลำธาร

บนภูเขาสูงตระหง่านนั้น มีทั้งป่าทึบและโขดหินที่ดูลึกลับ ผู้ที่เฝ้ามองแทบจะได้ยินเสียงสายน้ำที่ไหลเซาะโขดหินเหล่านั้น ใบไม้ต่างเริงระบำไปกับสายลมอ่อนๆ ที่โชยมาสัมผัสมัน

“นี่เป็นภาพวาดขั้น 2!”

มองปราดเดียว จางเซวียนก็พยักหน้าอย่างเงียบๆด้วยอาการยอมรับ

ศิลปะการวาดภาพเทียบฟ้าที่จางเซวียนได้ประมวลขึ้นมาจากหนังสือที่บ้านของปรมาจารย์ลู่เฉินทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องการวาดภาพ ต่อให้ไม่มีหอสมุดเทียบฟ้า เขาก็ยังสามารถประเมินภาพนี้ได้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ภาพลำธารและภูเขานี้มีรายละเอียดที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเหมือนกับว่ามีภูเขาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าจริงๆ มันให้สัมผัสพิเศษที่สร้างความแปลกประหลาด แต่ทำให้ผู้พบเห็นเกิดสุนทรียภาพอย่างล้ำลึก ซึ่งก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามันอยู่ในขั้นผืนผ้าใบแห่งจิตวิญญาณ

แม้ว่าเนื้อหาของมันจะโดดเด่น แต่ทั้งภูเขาและลำธารยังขาดแนวคิดทางศิลปะ และการเข้าถึงจิตใจของผู้คน พูดในอีกแง่หนึ่งก็คือมันยังไปไม่ถึงขั้นการถ่ายทอดเจตนารมณ์

“น่าเสียดาย ถ้าเขาไม่มัวแต่วุ่นวายกับการโอ้อวดความสามารถ และหันไปฝึกฝนการวาดภาพอย่างสุขุมเยือกเย็นและค่อยเป็นค่อยไปแทน ภาพวาดของเขาจะต้องเข้าถึงระดับการถ่ายทอดเจตนารมณ์แน่!” จางเซวียนถอนหายใจ

แม้ว่าคุณชายจะเป็นคนขี้อวด แต่พื้นฐานด้านการวาดภาพของเขาก็ถือว่าไม่ธรรมดา ถ้าจะใช้เหตุผลพูดกันก็คือ เมื่อไรก็ตามที่เขาสามารถวาดภาพด้วยจิตใจที่สงบสุขุมได้ การวาดภาพขั้น 3 ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง

เพราะท่วงท่าที่มุ่งแสดงความอ่อนช้อยนุ่มนวลและโอ้อวดเกินไปทำให้เขาละเลยหัวใจของการวาดภาพ ดังนั้น ภาพนี้จึงไปได้แค่ขั้นผืนผ้าใบแห่งจิตวิญญาณขั้นสูงสุด ห่างจากขั้นการถ่ายทอดเจตนารมณ์แค่ก้าวเดียว

ถึงจางเซวียนจะรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าเสียดาย แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา

เขามาที่นี่เพื่อดูว่าการทดสอบเป็นปรมาจารย์จิตรกรทำกันอย่างไรเท่านั้น และไม่ได้อยากเข้าไปข้องแวะกับคุณชายคนนี้ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน

อีกอย่าง เขาก็เพิ่งถูกฝูงชนจิกเหวี่ยงไปเพียงเพราะแสดงความสงสัยในการกระทำของจี้โม่ ดังนั้นจึงไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับแม่ผู้หญิงพวกนั้นอีก

ไม่ช้า ภาพวาดนั้นก็เสร็จสมบูรณ์

คุณชายจี้โม่โยนพู่กันลงไปในที่เก็บพู่กัน และแขวนภาพนั้นไว้บนผนัง

“นี่เป็นภาพวาดในระดับผืนผ้าใบแห่งจิตวิญญาณขั้นสูงสุด มีชื่อว่า ‘ลมโชยภูผาและสายธาร’ การประมูลจะเริ่มต้นตอนนี้เลย โดยราคาเริ่มต้นคือ 1 ล้านเหรียญทอง และการเพิ่มราคาทุกครั้งจะต้องมีมูลค่าหนึ่งแสนเหรียญทองเป็นอย่างน้อย”

แล้วคุณชายก็ส่งยิ้มละลายใจพร้อมกับโบกมือให้แฟนๆ ซึ่งก็ทำคะแนนได้อีกโข “ผู้ที่ประมูลภาพวาดนี้ได้ จะได้ร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นกับผมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย!”

“กินข้าวเย็นกับคุณชาย? ภาพนี้เป็นของฉัน!”

“อย่ามาแย่งฉันนะ ฉันให้ 1 ล้าน 1 แสนเหรียญ!”

“เธอจะซื้อภาพวาดของคุณชายด้วยราคาแค่ 1 ล้าน 1 แสนเหรียญนี่นะเหรอ? เลิกตลกได้แล้ว! ล้านสามแสน!”

“ฉันให้สองล้าน!”

….

เมื่อได้ยินบริการเสริมที่มาพร้อมกับภาพวาด สาวๆก็ถึงกับตาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ต่างยื้อแย่งแข่งขันกันจนราคาพุ่งพรวด

“สองล้านสี่แสน?”

เห็นราคาพุ่งไปแตะ 2 ล้านในชั่วพริบตา จางเซวียนถึงกับงง

เขาขายภาพวาดขั้น 5 ที่วาดเองกับมือให้ลู่เฉิน หวงหวี่ และคนอื่นๆในราคาแค่ภาพละ 2 ล้าน แต่ภาพวาดขั้น 2 หน้าตาพื้นๆนี่มีราคามากกว่านั้นอีก…

แบบนี้ก็ได้เหรอ!

“แล้ว…ถ้าเป็นภาพวาดขั้น 5 การรังสรรค์จิตวิญญาณล่ะ ราคาเท่าไหร่?”

ถึงจะเซ็งเป็ด แต่จางเซวียนก็อดถามพนักงานต้อนรับที่ยืนข้างเขาไม่ได้

“ภาพวาดขั้น 5? นั่นคงเป็นสมบัติล้ำค่าที่บรมครูจิตรกรระดับ 2 ดาวทิ้งไว้ให้ เพราะใช่ว่าจิตรกรคนไหนจะวาดภาพขั้น 5 ออกมาเมื่อไรก็ได้ที่เขาต้องการ มันแขวนไว้กับเงื่อนไขและโชคชะตา…ภาพวาดขั้นนั้นจะเป็นสมบัติล้ำค่าของสมาคมจิตรกรของเรา และพูดได้อย่างเดียวว่า…ประเมินค่ามิได้!” พนักงานต้อนรับในเสื้อคลุมสีเขียวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบคำถาม

“ประเมินค่ามิได้?” จางเซวียนถึงกับทรุด

“ใช่! ถ้าจะต้องเสนอราคาล่ะก็ ราคาเริ่มต้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 10 ล้านเหรียญทอง ส่วนจะพุ่งสูงขึ้นไปแค่ไหนผมก็ตอบไม่ได้ แต่เมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา มีการจัดการประมูลภาพวาดขั้น 5 ขึ้นที่นี่ และราคาเคาะก็คือ 34 ล้านเหรียญทอง” พนักงานต้อนรับตอบ

จางเซวียนหน้าตาบูดเบี้ยวและอยากจะปล่อยโฮเต็มที

34 ล้านสำหรับภาพวาดเพียงภาพเดียว แต่เขาขายถึง 4 ภาพไปในราคาแค่ภาพละ 2 ล้าน…ทำไมโลกถึงโหดร้ายกับเขาขนาดนี้?

“สมาคมจิตรกรเพิ่งก่อตั้งขึ้นในเมืองหลวงได้ไม่ถึง 30 ปี และเมื่อตั้งขึ้นมาแล้ว ราคาของภาพวาดจึงพุ่งสูงขึ้น ถ้าเป็นเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนที่ยังไม่มีใครให้คุณค่ากับภาพวาดมากนัก ราคาภาพวาดขั้น 5 ก็น่าจะตกประมาณ 1 หรือ 2 ล้าน” พนักงานต้อนรับพูด “เพราะถ้าราคาสูงกว่านั้น ก็ไม่มีใครยอมจ่าย!”

“1 หรือ 2 ล้าน เมื่อ 30 ปีที่แล้ว?”

จางเซวียนถามย้ำ

“ใช่แล้ว!” พนักงานต้อนรับพยักหน้า

หลังจากได้ยินคำยืนยันของอีกฝ่าย จางเซวียนก็รู้สึกดีขึ้น ความเจ็บปวดหัวใจค่อยบรรเทาลง

อาณาจักรเทียนเซวียนนั้นอยู่ไกลปืนเที่ยงและไม่มีสมาคมจิตรกร จึงดูเหมือนว่าข้อมูลที่หวงหวี่รายงานเขาน่าจะเป็นราคาเมื่อ 30 ปีก่อน…และ 2 ล้านก็ถือว่าเป็นเงินมากโขสำหรับราคาภาพวาดขั้น 5 ในสมัยนั้น

“คุณชายอยากซื้อภาพวาดขั้น 5 หรือ?” พนักงานต้อนรับในเสื้อคลุมสีเขียวมองหน้าเขา “มีแต่ประธานสมาคมของเราเท่านั้นที่สามารถวาดภาพขั้นนั้นได้ แต่เขาก็ออกเดินทางแสวงหาแรงบันดาลใจได้กว่าครึ่งเดือนแล้ว และยังไม่กลับมา…”

“ผมก็ถามไปอย่างนั้นเอง…”

จางเซวียนข่มความรำคาญใจไว้และส่ายหน้า

“แล้ว…”

พนักงานต้อนรับยังจ้องหน้าจางเซวียนอยู่ “แล้วทำไมคุณชายถึงไม่ซื้อภาพ ‘ลมโชยภูผาและสายธาร’ ของคุณชายจี้โม่ล่ะ มันเป็นถึงภาพวาดขั้น 2 แถมยังเป็นผลงานของคุณชายจี้โม่ด้วย ต่อไปมูลค่าของมันต้องพุ่งพรวดแน่ๆ!”

“ลืมได้เลย!” จางเซวียนส่ายหน้า “ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อซื้อภาพวาด…อีกอย่าง มันก็เป็นแค่ภาพวาดขั้น 2 ผมไม่สนใจหรอก!”

“แค่ภาพวาดขั้น 2? โอหังนัก!”

พนักงานต้อนรับยังไม่ทันได้ตอบ ก็มีเสียงคำรามดังขึ้น เมื่อจางเซวียนเงยหน้า ก็เห็นคุณชายจี้โม่กำลังจ้องหน้าเขาอย่างเย็นชา

“เฮ้ย?”

ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเขาพูด เพราะก็อุตส่าห์พูดเบาๆแล้ว จางเซวียนจึงตอบอย่างขัดเขิน “ขออภัยด้วย ผมก็พูดไปอย่างนั้นเอง ได้โปรดอย่าขุ่นเคืองกับคำพูดของผมเลย!”

ภาพวาดทุกภาพล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความเหนื่อยยาก การพูดจาแบบนั้นต่อหน้าจิตรกรย่อมเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

“ฮะ คุณคิดว่าแค่ขอโทษแล้วก็หายกันอย่างนั้นหรือ?”

คุณชายจี้โม่สะบัดแขนเสื้อและเลิกคิ้ว “ไอ้การขัดจังหวะการประมูลและดูถูกภาพวาดของผมนี่น่ะ คุณกำลังดูถูกอาชีพจิตรกรและตัวจิตรกรทุกคนนะ!”

“แล้ว…คุณจะให้ผมทำอย่างไร?”

จางเซวียนก็แค่พูดเรื่อยเปื่อย และได้ขอโทษกับคำพูดที่ไม่เหมาะสมของเขาแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมจบ ถึงกับบอกว่าเขาดูถูกทั้งอาชีพจิตรกรและตัวของฝ่ายนั้น จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

“ง่ายนิดเดียว ซื้อภาพวาดของผมในราคา 5 ล้านเหรียญทอง!”

คุณชายเอาสองมือไพล่หลังและมองหน้าจางเซวียนอย่างเฉยเมย “ไม่ต้องห่วง ผมจะไม่เก็บเงินนั้นไว้แม้แต่แดงเดียว จะบริจาคทั้งหมดให้กับการสร้างหอจิตรกรรมเพื่อเป็นการชดเชยให้กับความผิดพลาดของคุณ!”

“5 ล้านเหรียญทอง?”

จางเซวียนผงะ

เขาก็แค่แวะมาดูและออกความเห็นไปอย่างนั้น แต่อีกฝ่ายกลับบีบบังคับให้เขาทำข้อตกลง จะบ้าหรือเปล่า!

มีผู้คนมากมายก่ายกองที่พร้อมจะพลีกายถวายเป็นเครื่องบูชายัญให้คุณ ทำไมไม่บอกให้พวกนั้นซื้อเล่า…

“ทำไม? คุณไม่เต็มใจจะซื้อหรือ?”

คุณชายเย้ยหยันอย่างเลือดเย็น เขาโบกมืออย่างไม่ยี่หระและพูดว่า “คุณจะปฏิเสธก็ได้ แต่ต้องขอโทษผมเดี๋ยวนี้ และสาบานว่าจะไม่เหยียบย่างเข้ามาที่สมาคมจิตรกรอีก สมาคมจิตรกรของเราไม่ต้อนรับคนอย่างคุณ!”

“ไม่ให้เหยียบย่างเข้ามาในสมาคมอีก?” จางเซวียนถึงกับใบ้กิน

ความอ่อนโยนไม่อาจนำมาซึ่งความอ่อนโยนเสมอไป คนบางคนก็พร้อมจะเอาเปรียบคุณ

มันเป็นแค่การออกความเห็นแบบเรื่อยเปื่อย และเขาก็ขอโทษแล้ว มันเรื่องอะไรที่ไอ้หมอนี่ถึงไม่ยอมจบเสียที

“ผมขอโทษก็ได้ และไอ้การไม่ให้เข้ามาเหยียบสมาคมจิตรกรอีกก็ไม่ใช่ปัญหา ให้ซื้อภาพของคุณในราคา 5 ล้าน ก็ได้อีกนั่นแหละ แต่ว่า…ภาพของคุณน่ะ น่าจะคู่ควรกับราคานั้นให้ได้เสียก่อน!”

จางเซวียนส่ายหน้า “คุณคิดว่าไอ้ของเล่นพรรค์นั้น ที่แม้แต่ผู้ช่วยจิตรกรก็วาดได้น่ะ มันคู่ควรกับราคาขนาดนั้นแล้วหรือ?”

(footnote: กระดาษฉูอัน -> กระดาษคุณภาพสูงชนิดหนึ่ง)

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version