ตอนที่ 286 เมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่
เห็นสีหน้าตะลึงของอีกฝ่าย ก็รู้แล้วว่าหมอนี่คงไม่เคยเห็นโลกกว้างเลย บรรดาองครักษ์พากันจ้องมองเขาอย่างสมเพช
เงินแค่ 100 เหรียญทองก็ทำเป็นเรื่องใหญ่โต หมอนี่คงถังแตกสุดๆ
“ผมไม่มีเงิน…”
จางเซวียนส่ายหน้า
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น บรรดาองครักษ์ก็ทำสีหน้าแบบ ‘กูว่าแล้ว’ พวกเขาตวาดก้อง “ถ้าแกไม่มีเงินก็อย่ามาทำให้เราเสียเวลา! ถ้าคิดจะเข้าเมืองไปด้วยสภาพแบบนี้ล่ะก็ แกคงฝันไป…”
แต่พวกเขายังพูดไม่ทันจบ ไอ้หนุ่มเซ่อซ่าที่อยู่ตรงหน้าก็ถือตราสัญลักษณ์อันหนึ่งไว้ในมือและมองหน้าพวกเขาอย่างร้อนรน “แต่ด้วยสิ่งนี้ ผมไม่ต้องจ่ายเงินใช่ไหม…”
“จะเอาอะไรมาก็ไม่ช่วยหรอก…ฮะ? ตราสัญลักษณ์ผู้ช่วยปรมาจารย์…”
พูดไปได้ครึ่งประโยค องครักษ์ก็เห็นตราสัญลักษณ์ในมือของอีกฝ่าย เขาสั่นไปทั้งตัวด้วยความตกตะลึง ทุกคำที่คิดจะพูดชะงักอยู่ในปาก และแทบจะปล่อยโฮออกมา
“คุณเป็น…ผู้ช่วยปรมาจารย์?”
องครักษ์ทุกคนที่ตำหนิเขาเมื่อครู่ต่างก็หน้าซีดเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์
พวกเขาคิดว่าหมอนี่เป็นแค่คนเซ่อซ่าที่มาจากบ้านนอก ไม่นึกเลยว่าจะเป็นผู้มีความสามารถไร้เทียมทาน
น้องชาย ก็ถ้าคุณเป็นถึงผู้ช่วยปรมาจารย์ ก็น่าจะเดินเข้าไปเลย มันเรื่องอะไรที่จะต้องมาถามเราเรื่องค่าผ่านประตู? นี่ตั้งใจจะทำให้พวกเราเดือดร้อนใช่ไหม…
“เชิญเข้าไปเลย…”
องครักษ์พากันข่มอาการหายใจหายคอไม่ออกไว้และเปิดทางให้เขาทันที…
ถ้าเชื้อพระวงศ์รู้ว่าพวกเขาสร้างปัญหาให้ผู้ช่วยปรมาจารย์ล่ะก็ หัวต้องหลุดจากบ่าแน่
เมื่อเห็นว่าตราสัญลักษณ์ที่ปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆให้มาทำให้เขาเข้าเมืองได้อย่างสบาย จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ “ไม่นึกเลยว่าไอ้ของเล่นชิ้นนี้ก็มีประโยชน์เหมือนกัน ประหยัดไปได้ตั้ง 100 เหรียญทอง…”
“….” องครักษ์
เคยเห็นคนขี้เหนียวมาก็มาก แต่ไม่เคยเจอใครโคตรงกขนาดนี้
เป็นถึงผู้ช่วยปรมาจารย์ ไปที่ไหนก็มีแต่คนเคารพยกย่อง แต่มาดีอกดีใจกะอีแค่ประหยัดเงินได้ 100 เหรียญทอง…
ทำตัวแบบนี้ มันไม่ลบหลู่สถานภาพอันแสนจะมีเกียรติของคุณไปหน่อยหรือ?
จางเซวียนไม่แยแสองครักษ์พวกนั้น เขาเดินเข้าเมืองไปอย่างสบายใจ
ถึงเขาจะมีเงิน 10 ล้านเหรียญทองอยู่ในแหวนเก็บสมบัติ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรักษาความถี่ถ้วนเอาไว้ อีกอย่าง เงินที่ประหยัดได้ก็เป็นเงินที่เขาหามา ส่วนคนอื่นจะคิดอย่างไรนั้น…
มันใช่เรื่องของเราเสียที่ไหนกัน!
ถนนหนทางในเมืองนั้นกว้างขวาง มีร้านรวงตั้งอยู่ทั่วไป บรรดาพ่อค้าต่างตะโกนเรียกลูกค้าอย่างกระตือรือร้น แสงอาทิตย์อัสดงที่ยังเหลืออยู่สาดกระทบบรรดาตึกสูงตระหง่าน ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น
“สมกับที่เป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ สินค้าที่พ่อค้าขายกันอยู่ทั่วๆไปยังมีคุณภาพดีกว่าที่มีในอาณาจักรเทียนเซวียนเสียอีก”
จางเซวียนเดินไปตามถนนและมองดูสินค้ามากมายที่ขายอยู่ในร้าน เขาอดรู้สึกอัศจรรย์ใจไม่ได้
ตัวเขาตอนนี้เหมือนกับคุณย่าหลิวที่ก้าวเข้าไปในสวนอันงดงาม ตื่นตาตื่นใจไปเสียทุกเรื่องกับทุกอย่างที่อยู่รอบตัว
แม้ว่าของส่วนใหญ่ที่มีอยู่ที่นี่จะเป็นสิ่งที่เขาได้อ่านเรื่องราวของมันในหนังสือมาแล้ว แต่การได้เห็นกับตาก็ทำให้รู้สึกแตกต่างออกไป
“คุณก็เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์เหมือนกันหรือ?”
จางเซวียนกำลังชมวิวรอบตัวตอนที่เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง เมื่อหันกลับไป ก็เห็นสาวน้อยอายุประมาณ 20 ปีกำลังจ้องเขาอย่างฉงน
เธอสวมเสื้อคลุมสีเขียวอ่อน แม้จะงดงามไม่เท่าเสิ้นปี้หรูกับคนอื่นๆ แต่ก็มีใบหน้าหมดจดน่ามอง
ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่แต่งตัวแบบบอดี้การ์ดเป๊ะยืนอยู่ข้างเธอ รังสีที่เขาแผ่ออกมานั้นล้ำลึก มีแสงเปล่งประกายวาบอยู่ในดวงตาของเขาเป็นระยะ
เขาเป็นนักรบขั้นจงซรือ!
จ้างนักรบขั้นจงซรือเป็นบอดี้การ์ดได้ สาวน้อยคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่
“ใช่!”
จางเซวียนตอบง่ายๆ เป็นไปได้ว่าสองคนนี้อาจจะเห็นตราสัญลักษณ์ผู้ช่วยปรมาจารย์ตอนที่เขาเข้าเมือง จึงตามมาเพื่อซักถาม
“ฉันก็เหมือนกัน!”
สาวน้อยคนนั้นหัวเราะ และยื่นตราสัญลักษณ์ให้ดู
ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์เหมือนกัน
“เอาจริงๆสิ!” จางเซวียนประทับใจมาก
ที่อาณาจักรเทียนเซวียน ขนาดคนเด่นๆอย่างลู่ฉวินยังไม่อาจเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ได้ แต่สาวน้อยที่เขาบังเอิญพบกลางถนนกลับเป็นหนึ่งในนั้น ความเหลื่อมล้ำระหว่างสองอาณาจักรช่างมากมายเสียเหลือเกิน
สาวน้อยพออกพอใจกับปฏิกิริยาของจางเซวียน ทำให้มีท่าทีที่ดีกว่าเดิมมาก “อาจารย์ของฉันคือปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว, เฉิงชวน ขอทราบได้ไหมว่าคุณเป็นศิษย์ของใคร?”
“อาจารย์ของผมไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง ผมคิดว่าคุณไม่น่าจะเคยได้ยินชื่อเขา!” จางเซวียนส่ายหน้า
เรื่องจริงก็คือเขาไม่มีอาจารย์ และตรานี้ปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆก็ให้มา ดังนั้นจางเซวียนจึงทำได้แค่ตอบเลี่ยงไป
เห็นอีกฝ่ายไม่เต็มใจจะเปิดเผย สาวน้อยก็ไม่เซ้าซี้ เธอมองเขาอย่างข้องใจและตั้งคำถาม “คุณเข้าเมืองมาเวลานี้…หรือว่าคุณก็มาเข้าร่วมการ ‘ปุจฉา-วิสัชนา’ เหมือนกัน?
“ปุจฉา-วิสัชนา?” จางเซวียนงง
“มันคืออะไร?”
“คุณไม่รู้จักหรือ?” สาวน้อยจ้องหน้าจางเซวียนราวกับเขาเป็นสัตว์ประหลาด
“การปุจฉา-วิสัชนาเป็นการทดสอบรอบสุดท้ายของการสอบเป็นปรมาจารย์ ผู้ที่ผ่านการปุจฉา-วิสัชนาเท่านั้นถึงจะได้เป็นปรมาจารย์ตัวจริง คุณก็เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์เหมือนกัน ทำไมถึงไม่รู้จัก?”
จางเซวียนยังมึนอยู่
เขาได้รับตราสัญลักษณ์ผู้ช่วยปรมาจารย์มาจากการปลอมตัวเป็นศิษย์สายตรงของ ‘ปรมาจารย์หยาง’ ดังนั้นจึงไม่มีใครอธิบายกระบวนการทดสอบเป็นปรมาจารย์ให้เขาฟัง ก่อนหน้านี้ปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆก็แค่พูดให้ฟังคร่าวๆถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าทดสอบ แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียด ดังนั้นจางเซวียนจึงไม่รู้เรื่องการปุจฉา-วิสัชนา
“ก็นั่นแหละ” สาวน้อยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดูเหมือนจะเพิ่งนึกอะไรได้ จึงพูดต่อ “ฉันเข้าใจแล้ว คุณคงเพิ่งได้เป็นผู้ช่วยไม่นานใช่ไหม ถ้าพึ่งถ้าเป็นผู้ช่วยใหม่ๆล่ะก็ อีกนานกว่าจะได้สอบเป็นปรมาจารย์ ก็เป็นธรรมดาที่อาจารย์ของคุณจะยังไม่ได้อธิบายเรื่องการสอบให้ฟัง!”
จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เขาได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ตั้งแต่ทะลุมิติมายังไม่ถึง 2 เดือน แถมในอาณาจักรเทียนเซวียนก็ไม่มีปรมาจารย์สักคน หนังสือเกี่ยวกับปรมาจารย์สักเล่มก็ไม่มี ก็คงจะแปลกถ้าจางเซวียนจะรู้รายละเอียดของกระบวนการทดสอบ
“ในเมื่อคุณเพิ่งได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ ก็ไม่ต้องกังวลไป ศึกษาเล่าเรียนให้หนักเข้าไว้ ไม่เกินสิบปีคุณก็คงจะผ่านการทดสอบและนำความภาคภูมิใจมาให้วงศ์ตระกูลของคุณ!”
เมื่อรู้ว่าเขาเพิ่งได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ไม่นาน ท่าทีของสาวน้อยก็เป็นมิตรกว่าเดิม “อีกอย่าง เราจะคาดหวังให้ตัวเราปราดเปรื่องอย่างองค์หญิงโม่หยู่ที่สอบผ่านการเป็นปรมาจารย์ตั้งแต่อายุ 22 ไม่ได้หรอก!”
เมื่อพูดถึงองค์หญิงโม่หยู่ สายตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความนับถือ
(คุณย่าหลิวก้าวเข้าไปในสวนอันงดงาม
อ้างอิงมาจากความฝันในหอแดง ซึ่งก็เทียบได้กับอลิซในดินแดนมหัศจรรย์)
“องค์หญิงโม่หยู่สอบผ่านการเป็นปรมาจารย์?”
จางเซวียนถามอย่างสงสัย ก็ตอนที่พวกเขาอยู่เมืองบัวแดง เธอยังเป็นแค่ผู้ช่วยปรมาจารย์ไม่ใช่หรือ?
เขาไปอยู่ที่ห้องโถงแห่งยาพิษแค่ 20 วันเท่านั้น หรือว่าทันทีที่โม่หยู่กลับถึงอาณาจักรเทียนหวู่ เธอก็เข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ทันที และสอบผ่าน?
“องค์หญิงโม่หยู่คือหนึ่งในอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงที่สุดของอาณาจักรเทียนหวู่ เธอเพิ่งกลับจากการฝึกวิชาเมื่อครึ่งเดือนก่อน และเมื่อกลับมา ก็สอบผ่านเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาว ก่อนจะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ แค่อึดใจเดียวเธอก็ผ่านการทดสอบไม่รู้กี่อย่าง เหลือแค่การปุจฉา-วิสัชนาพรุ่งนี้เท่านั้น ถ้าผ่านวันพรุ่งนี้ไปได้ เธอก็จะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว!”
นัยน์ตาของสาวน้อยเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น “คนเดียวที่ทำได้แบบเธอ คือได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวตั้งแต่อายุ 22 ก็คืออัจฉริยะหมายเลขหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่, โม่หงอี!”
“โม่หงอี?”
ขนาดเป็นทั้งนักปรุงยาระดับ 2 ดาว, นักฝึกสัตว์ร้ายระดับ 1 ดาว, ปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว และผู้ช่วยนายแพทย์ตั้งแต่อายุ 22 เธอยังไม่ใช่อัจฉริยะหมายเลข หนึ่งอีกหรือ?
“คุณไม่รู้จักเขา?”
เห็นหน้าตาสับสนของอีกฝ่าย สาวน้อยถึงกับใบ้กิน
ถ้าเธอไม่ได้เห็นตราสัญลักษณ์ผู้ช่วยปรมาจารย์กับตา จะต้องคิดว่าเขาเป็นตัวปลอมแน่
ไอ้การที่คุณไม่รู้รายละเอียดของการทดสอบเป็นปรมาจารย์และปุจฉา-วิสัชนานั่นก็เรื่องหนึ่ง…
แต่ถึงกับไม่รู้จักโม่หงอี… คุณโผล่มาจากมุมไหนของโลกกันนี่?
“เขาดังมากเลยหรือ?” จางเซวียนถาม
ได้ฟังแบบนั้น สาวน้อยก็ถึงกับพูดไม่ออก “หรือว่า…คุณเพิ่งมาอาณาจักรเทียนหวู่เป็นครั้งแรก?”
“ใช่!” จางเซวียนพยักหน้า
“อือ!”
เห็นอีกฝ่ายยอมรับหน้าตาเฉย จะหาความขัดเขินสักนิดก็ไม่มี สาวน้อยถึงกับกลอกตา
คนอื่นเขามีแต่จะอับอายและรู้สึกต่ำต้อยที่ถูกตั้งคำถามแบบนี้ แต่หมอนี่กลับตอบอย่างใจกล้าหน้าด้าน
ทำเหมือนกับว่าการที่เพิ่งมาอาณาจักรเทียนหวู่เป็นครั้งแรกช่างเป็นภารกิจที่น่าภูมิใจเสียเต็มที…
น่าสงสัยจริงว่าเอาความมั่นใจขนาดนี้มาจากไหน
“ในเมื่อคุณไม่รู้จักเขา ฉันเล่าให้ฟังก็แล้วกัน!” สาวน้อยอธิบาย
“โม่หงอีมีชื่อเสียงในฐานะอัจฉริยะหมายเลข 1 ของอาณาจักรเทียนหวู่ตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์หลายพันปี เขาโด่งดังไปทั่ว 13 อาณาจักรโดยรอบ แม้จะอายุแค่ 26 ปี แต่ก็เป็นทั้งปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวขั้นสูงสุด, นักปรุงยาระดับ 2 ดาว, ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาว และช่างตีเหล็กระดับ 2 ดาวด้วย!”
จางเซวียนถึงกับตาโตด้วยความตะลึง
ปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวขั้นสูงสุด, นักปรุงยาระดับ 2 ดาว, ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาว และช่างตีเหล็กระดับ 2 ดาว…
อายุแค่ 26 ปี แต่เป็นถึง 4 อาชีพในเก้าสถานะระดับบน!
เท่าที่ดู เขาเหนือชั้นกว่าลู่ฉวินซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในอาณาจักรเทียนเซวียนอยู่มาก ถึงโม่หยู่ก็ยังเทียบชั้นกับเขาไม่ได้
เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าเปลี่ยนไป สาวน้อยพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะเล่าต่อ “ไม่ใช่แค่นั้นนะ วรยุทธของอัจฉริยะโม่ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ยังโดดเด่นมากด้วย เมื่อ 3 ปีก่อนเขาสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ และสามารถปราบนักรบจงซรือขั้นกลาง, นายพลเถี่ยซูได้ หลังจากนั้น ด้วยหอกเล่มเดียว เขาสังหารนักรบฝ่ายเหนือถึง 5 คนที่เข้ายึดครองดินแดนทางเหนือของเรา! นักรบทั้ง 5 คนนั้นก็สำเร็จขั้นจงซรือนะ สามคนในห้าคนนั้นยังเป็นนักรบจงซรือขั้นกลางด้วย! เขาสังหารทั้ง 5 คน ได้ในรวดเดียว ฉันจะไม่เชื่อเลยถ้าไม่ได้ฟังเรื่องนี้จากคนที่ไว้ใจได้!”
“เมื่อต้นปีนี้ เขาสำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูง และหลังจากนั้นไม่นาน ที่ยอดเขาน้ำพุสวรรค์ เขาประลองกับปรมาจารย์หงหลัวซึ่งเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุด และเอาชนะเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างการปะทะ เขาก็ฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จไปได้ถึงจงซรือขั้นสูงสุด ขนาดฮ่องเต้ยังยกย่องให้เขาเป็นอัจฉริยะที่หนึ่งพันปีถึงจะปรากฏตัวสักคนหนึ่ง และความสำเร็จของเขาในอนาคตก็คงจะไม่มีที่สิ้นสุด!”
