ตอนที่ 285 สภาปรมาจารย์ พี่มาแล้ว!
“ฮื่อ!”
เมื่อเห็นกู้มู่เบนความสนใจไปหาจางเซวียน อสูรลาวาก็พุ่งเข้าใส่เขาอีกครั้ง มันส่งพลังแผดเผาที่แทบจะฉีกทึ้งเขาให้ขาดออกจากกัน
กู้มู่สูดหายใจลึกและเตรียมตัวเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งด้วยหอกในมือ แต่ในตอนนั้น เสียงของศิษย์ปู่ก็ดังขึ้น
“อย่าตอบโต้การโจมตีของมัน เก็บหอกของคุณไว้ในแหวนเก็บสมบัติเลย!”
“อย่าตอบโต้การโจมตีของมัน?”
เมื่อได้ยินแบบนั้น กู้มู่มองอย่างร้อนรนไปที่อสูรลาวาที่กำลังพุ่งใส่เขา เขาเกือบจะทรงตัวไว้ไม่ได้แล้ว
ถ้าไม่ให้ตอบโต้การโจมตีของมัน เขาจะไม่ถูกฆ่าเสียตรงนี้หรือ?
“เร็วเข้า!” เสียงนั้นเร่งอีกขณะที่เขากำลังลังเล
“ได้!”
ถึงจะสงสัย แต่ก็ไม่คิดว่าศิษย์ปู่จะต้องยอมลำบากขนาดนี้เพื่อฆ่าเขา กู้มู่จึงเก็บหอกไว้ในแหวนเก็บสมบัติ และปราศจากเครื่องป้องกันตัวอย่างสิ้นเชิง
“ยื่นหัวเข้าไปหามัน!”
เก็บหอกเสร็จ คำสั่งต่อไปก็มา
กู้มู่ขาสั่นและแทบจะร่วงจากแผ่นหินแกรนิตลงไปในกระแสลาวา
ที่บอกให้เก็บหอกและไม่ให้ตอบโต้การโจมตีของมัน ผมก็ยังรับได้ ถึงจะไม่เต็มใจก็เถอะ แต่มันเรื่องอะไรผมจึงต้องยื่นหัวไปหามันด้วย?
ศิษย์ปู่ นี่คุณรีบร้อนอยากเห็นผมตายขนาดนั้นเลย?
อสูรลาวามันกำลังโมโหขนาดนี้ ถ้าผมยื่นหัวออกไป มันไม่งับผมหัวหลุดเสียเดี๋ยวนั้นหรอกหรือ?
นี่มันไม่ใช่การฝึกอสูรแล้ว มันบูชายัญชัดๆ…
“อย่าร่ำไร เร็วๆเข้า!”
เสียงนั้นเร่งอีก
ทั้งคู่สื่อสารกันผ่านโทรจิต ถึงจะตอบโต้กันหลายคำ แต่เวลาก็ผ่านไปแค่สองอึดใจเท่านั้น ตอนนี้ อสูรลาวาที่กำลังเกรี้ยวกราดอยู่ห่างจากกู้มู่แค่สามเมตร และอาจงับเขาเมื่อไหร่ก็ได้ สายไปแล้วที่จะทำอย่างอื่น
“เอาวะ ลองก็ลอง!”
รู้อยู่แก่ใจว่าศิษย์ปู่สามารถฆ่าเขาได้อย่างง่ายดายตอนที่เขาสลบไป กู้มู่จึงบอกตัวเองว่าไม่มีความจำเป็นเลยที่อีกฝ่ายจะต้องใช้ไอ้ตัวเบ้อเร่อนี่เป็นเครื่องมือฆ่าเขา กู้มู่กัดฟัน และยื่นหัวเข้าไปหาปากของอสูรลาวาที่กำลังอ้ากว้าง
“เฮ้ย…”
ทั้งคู่ใช้โทรจิตสื่อสารกัน เหลี่ยวฉวินจึงไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย เมื่อเห็นผู้แทนพยายามจะยื่นหัวเข้าไปในปากของอสูรลาวา เขาก็พรั่นพรึงสุดขีด ทั้งตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงและแทบจะสลบ
คนอื่นเขาหาสมบัติล้ำค่าและของสวยงามมาดึงดูดความสนใจของอสูร เพื่อจะได้กำราบมันได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการเสนอหัวของตัวเอง…
คนที่มีวรยุทธสูงกว่าจื้อจุนน่าจะมีสมองมากกว่าที่จะเอาหัวไปให้อสูรลาวามันงับ!
ถ้าผู้แทนถูกฆ่าตายที่นี่ เขาคงหมดหวังที่จะได้ครองตำแหน่งหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษ เพราะทางสำนักงานใหญ่จะต้องเรียกตัวเขาไปทันที และคงสอบสวนเป็นเดือนหรือ 2 เดือน ก่อนจะตัดสินปลิดชีวิตเขาด้วยยาพิษ
เขาหันขวับไปมอง ‘ศิษย์ปู่’ แต่เห็นฝ่ายนั้นจ้องมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่มีความวิตกกังวลแม้แต่น้อยในดวงตาของเขา
“ศิษย์ปู่…” เหลี่ยวฉวินทำได้แค่ตะโกนเรียกอีกฝ่ายให้ทำอะไรสักอย่าง แต่ยังไม่ทันได้พูดต่อ ก็เห็นฝ่ายนั้นชี้มือไปข้างหน้า
เขารีบมองตาม และได้เห็นภาพที่ทำให้ลูกตาแทบปะทุ
หัวของกู้มู่อยู่ในปากของอสูรลาวาแล้ว และถ้าเจ้านั่นปิดปาก เขาก็ต้องตายทันที แต่ว่า…ในวินาทีเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้ ไม่เพียงแต่เจ้างูนั่นจะไม่งับปากลงมา มันยังหันหลังกลับและหนีไปด้วย
ก็เมื่อครู่ มันยังตั้งใจจะฉีกกู้มู่เป็นชิ้นๆอยู่เลยไม่ใช่หรือ แล้วมันเรื่องอะไรถึงหนีไปเมื่ออีกฝ่ายถวายหัวให้?
นี่…นี่มันอะไรกัน?
ไม่ใช่เขาคนเดียวที่งงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น กู้มู่ก็ตะลึง
เขาเตรียมตัวตายเรียบร้อยแล้ว และไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้
“เอ้า อย่ามัวเซ่ออยู่ รีบตามมันไป คว้าหางมันไว้ให้ได้!”
กู้มู่กำลังพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ ตอนที่เสียงของศิษย์ปู่แว่วมาอีก
มาถึงตอนนี้ เขามั่นใจในคำพูดของอีกฝ่ายเต็มร้อย กู้มู่กระทืบเท้ากับแผ่นหินแกรนิต และโผไปข้างหน้าราวกับเป็นนกนางแอ่น พริบตาเดียวเขาก็ตามเจ้างูนั่นทัน
เขาใช้แขนรัดหางของอสูรลาวาไว้แน่น
แฮ่!
เมื่อถูกรัดหางไว้ อสูรลาวาก็ตื่นตระหนก มันเริ่มดิ้นรนจนสุดกำลังจนลาวากระฉอกไปโดยรอบ ทำให้เสื้อผ้าของกู้มู่เป็นรูแล้วรูเล่า
“ผมต้องทำอย่างไรต่อ?”
รู้สึกได้ว่าพลังปราณของเขาไม่สามารถต้านทานความร้อนของลาวาได้อีกแล้ว กู้มู่ถามอย่างร้อนรน
“จับหางมันไว้ให้แน่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม!”
จางเซวียนตอบ
“ได้!”
กู้มู่ใช้ทั้งสองแขนสองขารัดหางของอสูรลาวาไว้อย่างบ้าดีเดือด ไม่ว่าเจ้านั่นจะต่อสู้ดิ้นรนแค่ไหน เขาก็จะไม่ปล่อยมันไป ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกแล้ว นอกจากรวบรวมพลังปราณให้เข้มข้นขึ้นอีก เพื่อต้านทานความร้อนที่อยู่โดยรอบ
อสูรลาวาคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวที่ถูกรัดหางไว้ มันพยายามสุดขีดที่จะสลัดกู้มู่ออกไปให้ได้ แต่แล้วการเคลื่อนไหวของมันก็ค่อยๆช้าลง และไม่ถึง 1 นาที ร่างของมันก็อ่อนปวกเปียกราวกับงูตาย
“เฮ่อ…”
เห็นอสูรลาวาอ่อนปวกเปียกไป กู้มู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาคิดว่าตัวเองจะตายเสียแล้ว และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็แสนจะเหลือเชื่อ
เขารู้สึกได้ถึงความดุร้ายของอสูรลาวาตอนที่เผชิญหน้ากับมันเมื่อครู่ ถ้ามันทำได้ มันคงฉีกเขาเป็นชิ้นๆไปแล้ว แต่พอเขายื่นหัวเข้าไปหามัน มันกลับไม่ยอมงับ แถมยังหันหลังหนีไปเสียอีก แล้วยังการรัดหางนั่น ทำไมการรัดหางจึงให้ผลแบบนี้?
“ดี ทีนี้เอาตัวมันขึ้นฝั่ง!”
กู้มู่ยังสงสัยอยู่ ตอนที่เสียงศิษย์ปู่แว่วมาอีก
“ได้!”
เขาจับหางของอสูรลาวาที่แน่นิ่งเอาไว้ จากนั้นก็รวบรวมพลังปราณและลากมันกลับขึ้นฝั่ง
ไม่ช้า หนึ่งคนกับหนึ่งตัวก็มาอยู่บนพื้นหินแกรนิต
จางเซวียนเดินไปหาอสูรลาวาทันทีที่มันอยู่บนฝั่ง สะบัดข้อมือครั้งเดียว เข็มเงินสองสามเล่มก็มาปรากฏในมือของเขา และเขาก็ปักมันเข้าไปในตัวอสูรลาวา
“บอกมันให้ยอมจำนนต่อคุณ ถ้ามันตกลง ผมจะช่วยมันฝ่าด่านวรยุทธ ถ้าไม่ตกลง ก็ตายซะ!”
จากนั้นจางเซวียนก็นั่งมองอย่างเงียบๆ
กู้มู่เดินไปหาอสูรลาวา และพูดตามที่จางเซวียนบอก ครู่ต่อมา หัวขนาดมหึมาของมันก็ดุนเขาเบาๆ แสดงอาการยอมจำนน
มีการทำสัญญากันอย่างรวดเร็ว และกู้มู่ก็ปราบอสูรลาวาตัวนี้ให้เชื่องได้สำเร็จ
เหลี่ยวฉวินถึงกับเซ่อไป เขาได้แต่นั่งมองอย่างตะลึง
เคยเห็นคนปราบอสูรมาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นใครทำได้รวดเร็วขนาดนี้
นี่มันอสูรจื้อจุนขั้นสูงสุด! แต่กลับยอมจำนนต่อมนุษย์อย่างง่ายๆ มันง่ายไปไหม?
ถ้าการฝึกอสูรมันง่ายขนาดนี้ ผมก็คงเป็นนักฝึกอสูรได้เหมือนกันน่ะสิ?
ไม่ใช่เขาคนเดียวที่คิดแบบนั้น กู้มู่ก็รู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
ถ้าไม่ใช่เพราะหัวขนาดมหึมาของอสูรลาวาที่ดุนเขาอยู่เรื่อยๆล่ะก็ เขาคงสงสัยว่านี่เป็นภาพลวงตาหรือเปล่า
“ศิษย์ปู่…” รู้แล้วว่าผู้สร้างปาฏิหาริย์คือศิษย์ปู่คนนี้ ทั้งคู่หันขวับไปมองเขา
“อสูรลาวาตัวนี้อาศัยอยู่ในลาวา มันไม่มีเพื่อนและไม่มีคู่ มันไม่เคยสนิทชิดเชื้อกับสิ่งมีชีวิตอื่นใดมาก่อน ดังนั้นจึงมีนิสัยหวาดระแวง และกลัวการที่จะต้องเข้าใกล้สิ่งที่มันไม่รู้จัก!”
รู้ว่าทั้งสองคนมีคำถาม จางเซวียนอธิบาย
ขนาดคนก็ยังเพี้ยนไปได้ถ้าต้องอยู่โดดเดี่ยวนานๆ นับประสาอะไรกับอสูร
อสูรจื้อจุนขั้นสูงสุดมีความเฉลียวฉลาดไม่น้อยไปกว่ามนุษย์ มันอยู่ลึกลงไปใต้ภูเขาไฟ และไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตหน้าไหนมาก่อน ดังนั้น มันจึงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความกลัวกู้มู่
“ตอนที่คุณใช้กำลังเข้าปะทะและพยายามจะฆ่ามัน มันก็ตอบโต้ตามสัญชาตญาณ เพราะที่จริงอสูรลาวาตัวนี้ไม่มีประสบการณ์การต่อสู้เลย แค่อาศัยความได้เปรียบที่อยู่ในบ้านของมัน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีทางที่คุณจะเอาชนะมันได้!”
จางเซวียนพูดต่อ
กู้มู่พยักหน้า
ในการต่อสู้เมื่อครู่นี้ เขาทำได้แค่ตอบโต้และปัดป้องการโจมตีจากอีกฝ่ายเท่านั้น เขาไม่ได้เป็นคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียมกับมันเลย
ถ้าขืนยังปะทะกันแบบนั้นต่อไป เขาคงตายแน่
“แม้ว่าการเก็บหอกและยื่นหัวของคุณเข้าไปหามันจะดูเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ แต่มันทำให้อสูรลาวาที่ขี้ระแวงเกิดความสงสัยในพฤติกรรมของคุณ และนั่นทำให้มันรู้สึกกลัว ก็เพราะ…การกระทำแบบนั้นมันไม่มีเหตุผลเลย!”
จางเซวียนยิ้ม “อีกอย่าง อสูรลาวามีจุดอ่อนอยู่ที่ปากของมัน เมื่อมันเห็นคุณทำอะไรไม่มีเหตุผลแบบนั้น มันก็เริ่มสงสัยว่าคุณอาจจะรู้จุดอ่อนของมัน และกำลังยั่วยุมันอยู่ มันเลยเลือกที่จะหนีไป”
“เป็นแบบนี้เอง!”
เมื่อได้ฟังคำอธิบาย กู้มู่และเหลี่ยวฉวินก็ถึงบางอ้อ
กู้มู่โล่งใจที่เขาฟังศิษย์ปู่สียแต่แรก เพราะถ้าขืนปะทะกับอสูรลาวาต่อไป ป่านนี้เขาคงเป็นศพไปแล้ว
“แล้วทำไม…การรัดหางของมันไว้ถึงทำให้มันอ่อนปวกเปียกและหมดหนทางสู้?”
“อสูรต้องหายใจหรือเปล่า?” จางเซวียนมองหน้าเขา
“มันต้องหายใจอยู่แล้ว…” กู้มู่ประหลาดใจกับคำถาม เขาอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบพยักหน้า
ก็เหมือนกับมนุษย์ อสูรก็ต้องการอากาศเพื่อการอยู่รอดเหมือนกัน
“อสูรลาวาอาศัยอยู่ในลาวาก็จริง แต่ตอนแรกที่เรามาถึง เราไม่เห็นมันเลย คุณไม่คิดว่ามันแปลกหรือ?”
คำพูดของจางเซวียนทำให้กู้มู่ชะงักไป
เหตุผลที่ปลาหายใจในน้ำได้ก็เพราะมันมีเหงือกที่สามารถกรองน้ำและดูดซึมเอาออกซิเจนที่อยู่ภายในเข้าไป ส่วนลาวานั้นอันที่จริงคือหินแกรนิตหลอมละลาย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีออกซิเจนอยู่ในลาวาหนาหนักพวกนั้น ตอนที่ทั้งสามมาถึง พวกเขามองไม่เห็นหัวของอสูรลาวาเลย พอเหลี่ยวฉวินขว้างหินลงไปที่บัวแดงเดือด มันถึงได้ออกมา
หรือว่า…ไอ้ตัวนี้ไม่ต้องการอากาศหายใจ?
แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้!
ไม่เคยได้ยินว่ามีอสูรชนิดไหนอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจ
“อวัยวะสำหรับหายใจของอสูรลาวา ซึ่งก็น่าจะหมายถึงจมูกนั้นไม่ได้อยู่บนหัวของมัน แต่อยู่ที่…หาง!” จางเซวียนอธิบาย
“อยู่ที่หาง?”
ทั้งคู่หันขวับไปมองอสูรลาวา และเห็นรอยแยกสองแถวบนหางของมันอย่างชัดเจน
“ตามปกติ เจ้านี่จะซ่อนตัวอยู่ในลาวา และชูแต่หางขึ้นมาเพื่อหายใจเท่านั้น ซึ่งหางของมันมีสีเดียวกับลาวา ทำให้พวกเรามองไม่เห็นมันตอนที่ไปถึง!”
จางเซวียนยิ้ม “เหตุผลที่ผมบอกให้คุณรัดหางของมันไว้ให้แน่นก็เพื่อขัดขวางการหายใจของมัน ในขณะที่นักรบสามารถอยู่ได้โดยอาศัยพลังปราณ แต่อสูรทำไม่ได้แบบนั้น แถมมันยังกระเสือกกระสนดิ้นรนอยู่ในลาวาเดือดๆ ทำให้พละกำลังของมันลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ก็เป็นธรรมดาที่มันจะสูญเสียความสามารถในการต่อสู้! ผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องพวกนี้ตั้งแต่ต้น แค่สรุปเอาระหว่างที่เห็นคุณสู้กับมัน”
“ผมเข้าใจแล้ว!”
ในที่สุดกู้มู่ก็เข้าใจสถานการณ์และเหตุผลที่ศิษย์ปู่ของเขาไม่ยอมพูดอะไรในตอนแรก ฝ่ายนั้นไม่ได้เห็นเขาเป็นของเล่น แค่กำลังสังเกตลักษณะของอสูรลาวาเพื่อวางแผนให้มันยอมจำนนก็เท่านั้น
น่าหัวเราะเหลือเกินที่เขาเข้าใจเจตนาของศิษย์ปู่ผิดไป…น่าขายหน้าด้วย
เมื่อรู้ความจริงพวกนี้ ความเคารพยำเกรงที่กู้มู่มีต่อศิษย์ปู่ของเขาก็พุ่งถึงขีดสุด
เขาสามารถสรุปลักษณะเฉพาะตัวและนิสัยของอสูรลาวาตัวนี้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งยังบอกวิธีการฝึกมันให้เชื่องได้อีกด้วย ต่อให้นักฝึกอสูรระดับ 4 ดาวก็ยังทำไม่ได้ขนาดนี้!
และยิ่งไปกว่านั้น เข็มเงินที่เขาปักลงไปในร่างของอสูรลาวา จะต้องเข้าไปสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของมันแน่ ไม่อย่างนั้น การทำให้มันยอมจำนนคงไม่ออกมาราบรื่นอย่างที่เป็นอยู่
“ตอนนี้อสูรลาวาก็เชื่องแล้ว คุณเก็บเมล็ดบัวได้แล้วล่ะ!”
เมื่ออธิบายจบ จางเซวียนก็โบกมือ
“ได้เลย!”
กู้มู่พยักหน้าและไม่พูดอะไรอีก เขากระโจนลงไปในลาวาอีกครั้ง และโผไปหาบัวแดงเดือดอย่างรวดเร็ว
อันที่จริง เมื่อเห็นกู้มู่ปราบอสูรลาวาให้เชื่องได้สำเร็จ จางเซวียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเหมือนกัน
ก็เหมือนกับมนุษย์ หอสมุดเทียบฟ้าจะประมวลหนังสือเกี่ยวกับอสูรออกมาก็ต่อเมื่อมันเข้าตะลุมบอน เหตุผลที่เขาปล่อยให้กู้มู่เผชิญหน้ากับมัน ก็เพราะหนังสือจะได้ประมวลข้อบกพร่องออกมา
ถ้ารู้ข้อบกพร่องของมันแล้ว ที่เหลือก็ง่าย
เมื่อไม่มีอสูรลาวาเป็นอุปสรรค ไม่นานกู้มู่ก็นำฝักบัวกลับมา มีเมล็ดบัวสีทอง 9 เมล็ดอยู่ในนั้น ส่งกลิ่นหอมอบอวลแบบที่ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย
“ศิษย์ปู่ นี่คือเมล็ดบัวแดงเดือด…”
กู้มู่วางเมล็ดบัวลงในกล่องหยกอย่างระมัดระวัง และยื่นให้จางเซวียน
จางเซวียนรับกล่องมา เขาหยิบเมล็ดบัวออกมา 2 เมล็ดและส่งให้กู้มู่ “1 เมล็ดของคุณ และอีก 1 เมล็ดสำหรับอสูรลาวาตัวนี้!”
พวกเขาได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่ากู้มู่จะเอาเมล็ดบัวแดงเดือดไปเมล็ดเดียวเท่านั้น และมอบที่เหลือให้จางเซวียน
ในเมื่ออสูรลาวาตัวนี้สำเร็จวรยุทธจื้อจุนขั้นสูงสุดแล้ว จางเซวียนจึงตัดสินใจจะให้มันอีกเมล็ดหนึ่ง
อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะผู้แทนคนนี้บอกเขา จางเซวียนก็จะไม่มีทางรู้ว่ามีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ในห้องโถงแห่งยาพิษสาขานี้ แล้วเขาก็คงจะพลาดมันไป
“ขอบคุณศิษย์ปู่!”
กู้มู่พูดอย่างตื่นเต้น
“เอาล่ะ ผมจะทิ้งไว้ให้ที่นี่ 1 เมล็ด ใครที่สำเร็จวรยุทธจื้อจุนขั้นสูงสุดได้เป็นคนแรก ก็จะได้กินมัน!”
จางเซวียนหยิบเมล็ดบัวออกมาอีกหนึ่งเมล็ดและส่งให้เหลี่ยวฉวิน
ฝ่ายนั้นรับไว้อย่างซาบซึ้งในบุญคุณ
ถึงเมล็ดบัวแดงเดือดจะเป็นของล้ำค่า แต่มันไม่ได้มีประโยชน์กับจางเซวียนมากนัก
ตราบใดที่เขาหาหนังสือวรยุทธได้มากพอ การฝ่าด่านไปยังจื้อจุนขั้นสูงสุดก็ไม่ใช่ปัญหาเลย และสภาวะคอขวดแบบที่คนอื่นๆเขาต้องเผชิญก็จะไม่เกิดขึ้นกับเขาด้วย
ในเมื่อมันไม่ได้มีประโยชน์กับเขามากนัก และเขาก็ได้มันมาจากห้องโถงแห่งยาพิษสาขาสันเขาบัวแดง จางเซวียนจึงคิดว่าคงจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่หากเขาจะเอาไปทั้งหมด
เมื่อแจกจ่ายเมล็ดบัวไปแล้ว 3 เมล็ด จางเซวียนก็เก็บที่เหลืออีก 6 เมล็ดไว้ในแหวนเก็บสมบัติ
“ถ้าเสร็จธุระที่นี่แล้ว ผมคงต้องไปเสียที!”
จางเซวียนบรรลุเป้าหมายเบื้องต้นในการพลิกหนังสือในห้องโถงแห่งยาพิษแล้ว แถมยังได้เมล็ดบัวแดงเดือดมาด้วย หลังจากที่ทำการรักษาครั้งสุดท้ายให้กู้มู่เรียบร้อย เขาก็อำลา
“ศิษย์ปู่…ถ้าต่อไปผมอยากพบคุณอีก ผมจะไปหาคุณได้ที่ไหน?”
แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องจากไปหลังจากที่เก็บเมล็ดบัวแดงเดือดแล้ว แต่กู้มู่ก็ยังไม่เต็มใจจะแยกจากเขา
ถึงจะรู้จักกันแค่สองสามวัน แต่ฝ่ายนั้นก็ได้รักษาอาการบอบช้ำให้ แถมยังช่วยให้เขาปราบสัตว์ร้ายที่มีวรยุทธจื้อจุนขั้นสูงสุดได้สำเร็จด้วย บุญคุณที่ฝ่ายนั้นมีต่อเขานั้น ยากเหลือเกินที่จะทดแทนได้
ถึงกู้มู่จะเริ่มเดาได้รางๆแล้วว่าอีกฝ่ายคงจะไม่ใช่ศิษย์ปู่อย่างที่เขาอวดอ้าง แต่นั่นก็ไม่อาจลดทอนความเคารพที่กู้มู่มีต่อเขาได้เลย
“โลกใบนี้คือบ้านของผม ถ้าเรามีวาสนาต่อกัน ถึงอย่างไรก็จะต้องได้พบกันอีก” จางเซวียนส่ายหน้า
ในเมื่อเขาใช้ตัวตนปลอม ถ้าไม่พบกันอีกเลยก็น่าจะดีที่สุด
“ศิษย์ปู่ นี่คือตราสัญลักษณ์ของผม ผมรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์สำหรับคุณ แต่ถ้าคุณมีลูกหลานหรือลูกศิษย์ที่กำลังมีปัญหา คุณสามารถให้พวกเขาถือตรานี้ไปที่ห้องโถงแห่งยาพิษสาขาอาณาจักรชวนหยวนเพื่อตามหาผมได้ ถ้าอยู่ในขอบเขตที่ผมทำได้ ผมจะช่วยเต็มที่!”
เขาสะบัดข้อมือ หยิบตราหยกชิ้นหนึ่งออกมาและยื่นมันให้จางเซวียน
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณ!”
รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจแสดงความสำนึกในบุญคุณ จางเซวียนจึงไม่ปฏิเสธ เขารับตราหยกมาและเก็บมันไว้ในแหวนเก็บสมบัติ
“ลาก่อน!”
เมื่อพูดทุกอย่างที่ควรจะพูดแล้ว จางเซวียนก็ก้าวยาวๆออกจากห้องโถงแห่งยาพิษ
เขาจำเส้นทางตอนที่มากับเซียนสมุนไพรได้ ครั้งนี้ ถึงแม้ไม่มีใครนำทาง เขาก็ออกไปได้ไม่ยาก
5 วันต่อมา จางเซวียนก็ออกมาพ้นเขตสันเขาบัวแดง
เขาตะโกนด้วยเสียงทุ้มลึก หลังจากนั้นครู่เดียว เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าก็มาปรากฏตัวตรงหน้า
เขากระโดดขึ้นไปบนหลังของมัน เจ้าเขี้ยวเหล็กกระพือปีก และทั้งคู่ก็มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่
สภาปรมาจารย์ พี่มาแล้ว!
อาณาจักรเทียนหวู่อันกว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่หลายหมื่นตารางกิโลเมตร เนื่องจากมีปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวคอยดูแล ที่นี่จึงจัดเป็นอาณาจักรขั้น 1
เทียนเซวียน เป๋ยอู๋ ฮ่านอู่ เป่ยเฉิน เฉียนหยวน อันหยวน ไป๋ลี่…เนื่องจากอาณาจักรเทียนหวู่ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางและมี 12 อาณาจักรรายรอบ อาณาจักรเทียนหวู่จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนและการฝึกวรยุทธในพื้นที่นั้น เป็นดินแดนแห่งมนตร์ขลังที่ผู้คนนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันจะเดินทางมา
องค์หญิงโม่หยู่จากไปพร้อมกับนกอินทรีสีเขียวอ่อนนานแล้ว ดังนั้นจางเซวียนจึงเป็นคนเดียวที่มากับเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า เขาใช้เวลาศึกษาหาความรู้จากหอสมุดเทียบฟ้าเพิ่มเติมเพื่อฆ่าเวลา รวมทั้งทบทวนวรยุทธและประเมินสภาวะปัจจุบันของตัวเองไปพร้อมๆกัน
“ยิ่งเรามีวรยุทธสูงขึ้นเท่าไหร่ วิชาร่างนวโลหะก็สำคัญน้อยลงเท่านั้น…”
ตอนที่จางเซวียนสำเร็จวรยุทธขั้นทงฉวน วิชาร่างนวโลหะทำให้เขาปราบนักรบที่มีวรยุทธขั้นเดียวกันได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อสำเร็จขั้นกึ่งจงซรือแล้ว ประสิทธิภาพของมันก็ลดลง ยิ่งเมื่อเขาสำเร็จขั้นจงซรือ ศักยภาพของมันก็จะยิ่งลดลงไปอีก
จนในที่สุดก็จะต้องไปถึงจุดที่มันไร้ประโยชน์
ดูเหมือนว่าเขาต้องหาเทคนิคการฝึกวรยุทธสำหรับร่างกายเพิ่มเติม เพื่อการฝึกฝนในระดับที่สูงกว่าเดิม
ส่วนเพลงหมัดเทียบฟ้า ศิลปะการใช้ขาเทียบฟ้า และศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้า…ถึงพวกนี้จะเป็นการเคลื่อนไหวแบบง่ายๆ แต่มันก็มีพละกำลังอันน่าทึ่ง เท่าที่ดูแล้ว กว่าเขาจะสำเร็จขั้นจื้อจุน ก็คงยังฝึกเทคนิคพวกนี้ได้ไม่ครบถ้วน ดังนั้นจางเซวียนจึงยังไม่จำเป็นต้องรีบหาหนังสือใหม่
“เมื่อไปถึงอาณาจักรเทียนหวู่ เราจะรีบเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเมื่อได้เป็นปรมาจารย์แล้วเท่านั้น ที่เราจะมีสิทธิ์เข้าไปในสภาปรมาจารย์และค้นหาข้อมูลของปรมาจารย์เซียนขง…”
ระหว่างทางที่มา เขาได้บันทึกเรื่องของปรมาจารย์เซียนขงตามที่กู้มู่บอกลงในกระดาษแผ่นหนึ่ง และใช้หอสมุดเทียบฟ้ายืนยันความถูกต้อง ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เป็นเรื่องจริงที่ปรมาจารย์เซียนขงได้รับผลกระทบจากสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดเหมือนกับเขา แต่สามารถรักษาพิษนั้นได้ในเวลาต่อมา
จึงพูดได้ว่า สภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดไม่ใช่สิ่งที่ไร้วิธีรักษา แต่เป็นเพราะมาตรฐานของตัวเขาเองในตอนนี้ที่ยังสูงไม่ถึงขั้นจะหาวิธีรักษาที่ถูกต้องได้
เมื่อได้ข้อสรุป จางเซวียนก็มั่นใจขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสงสัย ก็ในเมื่อเจ้าของร่างคนเก่าเป็นแค่เด็กกำพร้า แล้วมันเรื่องอะไรที่กูรูยาพิษระดับ 8 ดาวหรือ 9 ดาวจะต้องมาวางยาเขา?
เป็นไปได้ไหมว่าที่จริงเขาอาจจะมีภูมิหลังอันน่าทึ่งและมาจากครอบครัวผู้ทรงอิทธิพล?
ถึงจางเซวียนจะยังสงสัย แต่ก็ตัดสินใจว่าตอนนี้จะไม่คิดอะไรให้มากนัก ถ้าไม่คิดถึงความจริงที่ว่าเจ้าของบ้านคนเก่าเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้ง
ตัวเขาในฐานะผู้ทะลุมิติมา ก็ไม่ค่อยสบายใจเหมือนกันหากจู่ๆจะมีใครมาอ้างตัวว่าเป็นพ่อแม่หรือญาติสักคนหนึ่งของเขา
แทนที่จะมัวหดหู่ ไม่สนใจเสียเลยน่าจะฉลาดกว่า
เพราะถึงอย่างไร ด้วยการมีหอสมุดเทียบฟ้าอยู่ในมือ จางเซวียนก็มีแต่จะเติบโตและแข็งแกร่งกว่าเดิม โลกนี้กว้างใหญ่นัก และไม่มีที่ไหนที่เขาจะไปไม่ได้
หลังจากเดินทางไปอีก 2 วัน ขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะตก เมืองโอ่อ่าเมืองหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตาของจางเซวียน ภายใต้แสงสีส้มเรืองรองของอาทิตย์อัสดง ภาพเมืองที่เห็นนั้นเหมือนกับสันเขากว้างใหญ่ที่ทอดตัวไปตามเส้นขอบฟ้า
เมืองนี้ใหญ่โตกว่าเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนเซวียนหลายสิบเท่า สิ่งปลูกสร้างล้วนแต่หรูหรางดงาม มีกำแพงเมืองโบราณสูงหลายสิบเมตรตั้งโดดเด่นเป็นสง่า เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่
เมื่อมองลงไปจากกลางอากาศ บรรดาถนนหนทางในเมืองต่างเชื่อมโยงถึงกัน และคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินไปมา มีพาหนะทุกประเภทและฝูงม้าเดินทางเข้าออกตัวเมือง ดูราวกับภาพวาดที่มีชีวิตชีวา
ในฐานะศูนย์กลางการค้าขายของ 13 อาณาจักร เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่มีความโอ่อ่าสง่างามมาก เมืองไหนๆที่จางเซวียนเคยเห็นมาก็เทียบไม่ได้เลย
“ลงจอดกันเถอะ!”
รู้ดีว่าเมืองใหญ่ขนาดนี้ย่อมมีข้อจำกัดสำหรับอสูรพาหนะขนาดมหึมาอย่างเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้า จางเซวียนจึงตัดสินใจจะไม่ทำอะไรที่เป็นการเอิกเกริก เขาจึงร่อนลงจอดที่ภูเขาซึ่งไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก เพื่อให้เจ้าเขี้ยวเหล็กได้นั่งนอนอย่างเป็นอิสระ ก่อนที่ตัวเขาจะมุ่งหน้าเข้าเมือง
“รอเดี๋ยว!คุณต้องจ่ายค่าผ่านประตูเพื่อเข้าเมือง!”
เขากำลังจะเดินเข้าประตูเมือง เมื่อองครักษ์กลุ่มหนึ่งเข้ามาสกัดไว้
“ค่าผ่านประตู?”
เมื่อมองไปรอบๆตัว จางเซวียนจึงรู้ว่าผู้มาเยือนทุกคนต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าเข้าเมือง ถ้าไม่มีข้อกำหนดแบบนี้ ประชากรของเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่คงจะต้องเดือดร้อนกับจำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ และอาจจะเพิ่มสูงขึ้นไปจนถึงขั้นที่สมาชิกราชวงศ์เทียนหวู่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
“ถูกแล้ว! นอกจากปรมาจารย์หรือผู้ช่วยปรมาจารย์ ทุกคนต้องจ่ายค่าผ่านประตู!”
องครักษ์พูด
ปรมาจารย์คือผู้ค้ำจุนโลกใบนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงมีสถานภาพทางสังคมที่สูงส่ง ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะได้รับสิทธิพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาชีพอื่นๆไม่มีโอกาสได้รับ
“พอเถอะ พวกคุณจะเปลืองน้ำลายอยู่ทำไม? อายุแค่นี้จะเป็นปรมาจารย์หรือผู้ช่วยปรมาจารย์ได้อย่างไรกัน?”
“เออใช่ เร็วๆเข้า คนเยอะแยะรอคิวอยู่!”
เห็นชายหนุ่มทำให้พวกเขาเสียเวลา องครักษ์สองคนก็หมดความอดทน ผู้คนมากมายที่กำลังรอคอยจะเข้าเมืองต่างก็เร่งพวกเขา
นี่ยืนเต๊ะหาอะไร?
เมืองนี้ตั้งมาหลายพันปีแล้ว เป็นที่รู้กันว่าทุกคนที่จะเข้าเมืองต้องจ่ายค่าผ่านประตู แต่เรื่องง่ายๆแค่นี้คุณก็ยังไม่รู้ มาจากหลังเขาหรือไง?
“ต้องจ่ายเท่าไหร่?”
จางเซวียนถาม ไม่แยแสกับสายตาหงุดหงิดเหล่านั้น
“100 เหรียญทอง!” องครักษ์ตอบ
“100?” จางเซวียนประหลาดใจมาก
ขนาดอาจารย์ดาวเด่นของโรงเรียนหงเทียน ยังได้รับเงินเดือนแค่ 2000 เหรียญเท่านั้น ค่าผ่านประตู 100 เหรียญทองช่างแพงหูฉี่
“ก็ใช่น่ะสิ!”
