ตอนที่ 318 โหมดนรก
“โดยปกติ ทางโรงเรียนจะรับอาจารย์ใหม่ตั้งแต่ต้นเทอมไม่ใช่หรือ? มาเปิดรับเอาตอนนี้ เป็นความจงใจของสภาปรมาจารย์หรือเปล่า?”
เมื่อเข้าไปในโรงเรียน จางเซวียนก็เห็นนักเรียนที่มีทีท่ากระตือรือร้นจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเล่าเรียนและฝึกฝนกันอย่างสบายใจ เขารู้สึกผ่อนคลายไปกับสภาพแวดล้อมที่เห็นอยู่ตรงหน้า จึงหันไปถามโม่หงอี
โรงเรียนส่วนมากจะรับนักเรียนตั้งแต่ต้นเทอมหรือปลายเทอม เพราะเมื่อนักเรียนใหม่เข้ามา พวกเขาก็จะมีโอกาสได้เลือกอาจารย์
เมื่อดูจากช่วงเวลา ตอนนี้ก็เปิดเทอมไปได้กว่า 2 เดือนแล้ว หากรับอาจารย์ใหม่กันตอนนี้ พวกเขาจะไปสอนใคร? อาจารย์คนอื่นๆจะยินยอม ‘มอบ’ นักเรียนให้พวกเขาหรือ?
มันดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่
มีแต่สภาปรมาจารย์เท่านั้นที่มีอิทธิพลขนาดนี้
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก!”
โม่หงอีส่ายหน้า “มีอาจารย์จำนวนหนึ่งออกจากโรงเรียนไปด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครรู้ ทำให้เกิดตำแหน่งว่าง ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจรับอาจารย์ใหม่เพื่อให้ไปรับช่วงชั้นเรียนเหล่านั้น และการเรียนการสอนจะได้ไม่ขาดตอน”
“ตำแหน่งว่าง? คุณหมายความว่า…หากเขารับเรา เราก็จะต้องไปรับช่วงชั้นเรียนเหล่านั้นทันที? ไม่ใช่ว่าอาจารย์กับนักเรียนมีสิทธิเลือกกันและกันหรอกหรือ?”
จางเซวียนถึงกับผงะ
การเข้ารับช่วงชั้นเรียนกับการเลือกนักเรียนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การเข้ารับช่วงชั้นเรียนหมายความว่าทุกสิ่งถูกจัดเตรียมไว้แล้ว และอาจารย์ไม่มีทางเลือก แม้จะไม่อยากสอนนักเรียนเหล่านั้นก็ตาม ในขณะที่กรณีหลัง อาจารย์กับนักเรียนมีสิทธิ์เลือกกันและกัน แล้วแต่ความสมัครใจ
“มีสิทธิ์เลือกนักเรียน? มันจะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่ต้นเทอมนะ ไม่มีนักเรียนให้คุณเลือกหรอก อีกอย่าง ด้วยสถานภาพปัจจุบันของเรา ก็คงไม่มีนักเรียนคนไหนมาเลือกเราด้วย!”
โม่หงอีกลอกตา
เมื่อรู้ตัวแล้วว่าไม่มีทางที่เขาจะเหนือชั้นไปกว่าปีศาจตนนี้ได้ โม่หงอีจึงไม่มองจางเซวียนอย่างเป็นปฏิปักษ์อีกต่อไป ทีท่าของเขาเป็นมิตรกว่าเดิมมาก
เขาคงไม่มีชื่อเสียงในฐานะอัจฉริยะมาได้จนถึงบัดนี้ หากทำไม่ได้แม้แต่จะปรับสภาพจิตใจของตัวเอง
“ก็จริง…”
จางเซวียนเกาหัว
เขากำลังปลอมตัวเป็นบุคคลที่ชื่อหลิวเฉิน ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง และไม่มีความโดดเด่นอันน่าประทับใจด้วย ต่อให้เป็นต้นเทอม ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีนักเรียนคนไหนอยากมาเป็นศิษย์ของเขาหรือเปล่า
แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าเมื่อสมัยที่เขาเข้าสอนในโรงเรียนหงเทียนมาก
ในตอนนั้น จางเซวียนต้องแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่ในฐานะอาจารย์ที่ห่วยที่สุดในโรงเรียน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังได้รับลูกศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นมาถึง 2-3 คน
“ที่โรงเรียนเทียนหวู่แบ่งระดับนักเรียนอย่างไร?” จางเซวียนถามหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“นี่คุณไม่รู้หรือ?” โม่หงอีมองหน้าจางเซวียนราวกับเขาอาศัยอยู่ในหลุมที่ไหนสักแห่งมาทั้งชีวิต
บางครั้งหมอนี่ก็เป็นปีศาจที่ทำให้ทุกคนละเหี่ยใจ แต่บางครั้งก็ดูใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับเด็กเกิดใหม่ แถมยังไม่รู้อะไรเลย
โรงเรียนเทียนหวู่เป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งของอาณาจักร! อาจารย์ทุกคนรู้จักดี แล้วปรมาจารย์อย่างคุณไม่รู้แม้กระทั่งความรู้พื้นฐานแบบนี้?
“ในการเข้าเรียนที่โรงเรียนเทียนหวู่ นักเรียนคนนั้นจะต้องมีวรยุทธอย่างน้อยที่ขั้น 3-เจิ้นซี่! โดยการเรียนการสอนจะมีทั้งหมด 4 ขั้นคือ ขั้น 3-เจิ้นซี่, ขั้น 4-ผีกู่, ขั้น 5-ติ่งลี่ และขั้น 6-พี่เชวี่ย ไปตามลำดับ เมื่อสำเร็จขั้นพี่เชวี่ยก็ถือว่าจบการศึกษา”
โม่หงอีลังเลอยู่ครู่หนึ่งและอธิบายต่อ “อาจารย์สามารถรับนักเรียนใหม่ได้ทุกปี ดังนั้นอาจารย์ส่วนใหญ่จึงมีนักเรียนทั้งสี่ขั้น”
จางเซวียนพยักหน้า
กฎเกณฑ์เหล่านี้ก็เหมือนกับที่โรงเรียนหงเทียน ถ้าเจ้าของร่างคนเก่าของเขาไม่ทำให้การฝึกวรยุทธของนักเรียนถูกธาตุไฟเข้าแทรกเสียก่อน จางเซวียนก็คงจะมีนักเรียนเก่าๆเหมือนกัน
“เรามาถึงแล้ว!”
ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้อยู่ เสียงของโม่หงอีก็ดังขึ้นมา เมื่อเงยหน้าดูก็พบว่าพวกเขามาอยู่ตรงหน้าสภาผู้อาวุโสแห่งโรงเรียนเทียนหวู่แล้ว
บรรดาผู้อาวุโสจะเป็นผู้ให้การรับรองอาจารย์ใหม่
มีผู้อาวุโสราวสิบสองคนนั่งเรียงกันเป็นแถวที่กึ่งกลางสนาม ผู้ที่มีวรยุทธต่ำสุดในกลุ่มนี้อยู่ในขั้นกึ่งจงซรือ ขณะที่ผู้แข็งแกร่งที่สุดสำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุด
“ที่นั่งอยู่ตรงกลางคืออาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญสิบอันดับแรกของอาณาจักรเทียนหวู่ เขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ถ้าดวลกัน ขนาดผมก็ยังเอาชนะเขาได้ยาก!”
โม่หงอีแอบชี้มือไปและส่งโทรจิตหาจางเซวียน
นิ้วของเขาพุ่งไปที่ผู้อาวุโสเคราขาวที่นั่งอยู่กึ่งกลางแถว เขามีนัยน์ตาโตราวกับเสือร้าย แม้จะไม่ใช่หนุ่มๆแล้ว แต่ความดุร้ายนั้นก็ดูจะไม่ลดลงแม้แต่น้อย แถมยังแผ่รังสีอันมีชีวิตชีวาและทรงพลังออกมาด้วย
นี่คือนักรบจงซรือขั้นสูงสุด!
แต่จางเซวียนก็ไม่เห็นเขาในปุจฉา-วิสัชนาของโม่หยู่ที่จัดขึ้นเมื่อวานนี้
ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผู้อาวุโสเคราขาว คือแถวของคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนต่อกันอย่างเป็นระเบียบ ดูแล้วน่าจะมากกว่าร้อยคน
“ถ้าคุณสองคนมาเข้าสอบสัมภาษณ์ กรุณากรอกรายละเอียดส่วนตัวที่นี่ แล้วไปเข้าคิวด้านโน้น!”
นักเรียนคนหนึ่งกระวีกระวาดเข้ามา
ทั้งคู่เดินเข้าไปและกรอกแบบฟอร์ม
เนื้อหานั้นง่ายมาก แค่กรอกชื่อ เพศ ระดับวรยุทธ และประสบการณ์การเป็นอาจารย์เท่านั้น
ทั้งคู่จดจำภูมิหลังของบุคคลที่พวกเขายืมตัวตนมาใช้ได้แม่นยำแล้วตั้งแต่เมื่อวาน จึงใช้เวลากรอกแบบฟอร์มไม่นาน
“ขอถามหน่อยเถอะ ทุกคนที่อยู่ตรงนี้มาสอบสัมภาษณ์ใช่ไหม?”
หลังจากกรอกแบบฟอร์มแล้ว จางเซวียนก็ชี้ไปยังแถวของผู้คนนับร้อยและตั้งคำถาม
“ถูกต้อง!” นักเรียนคนนั้นพยักหน้า
“มากขนาดนั้น?” จางเซวียนอัศจรรย์ใจ “แล้ว…ทางโรงเรียนเทียนหวู่รับอาจารย์กี่คน?”
ถ้าพวกเขารับหลายตำแหน่ง การที่จางเซวียนกับโม่หงอีจะเข้าไปได้ก็คงไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ก็คงต้องฟาดฟันกันลิ้นห้อย
“อ๋อ เรารับอาจารย์ทั้งหมด 5 ตำแหน่ง แต่ได้มาสามตำแหน่งแล้ว ยังเหลืออีกสองตำแหน่งเท่านั้น!” นักเรียนตอบ
“เหลือแค่สองตำแหน่ง?”
จางเซวียนกับโม่หงอีมองหน้ากัน
อาจารย์ร้อยกว่าคนมาเข้าคิวกันเพื่อแย่งชิง 2 ตำแหน่ง…
การทดสอบของเราคือการสร้างระดับความเชื่อใจจากลูกศิษย์ที่เรารับมาไม่ใช่หรือ? มันกลายเป็นการฟาดฟันเพื่อให้ได้ตำแหน่งอาจารย์ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ถ้าเราสอบสัมภาษณ์ตก การทดสอบไม่ล่มจมไปด้วยหรือ?
“ใช่!” นักเรียนคนนั้นพยักหน้าอีก
“ก็อาจารย์พวกนี้ยังเข้าแถวกันอยู่เลยไม่ใช่หรือ ทำไมถึงได้ไปแล้วสามตำแหน่ง? เงื่อนไขในการรับอาจารย์เหล่านี้คืออะไร?” จางเซวียนถามต่อ
ก็ทุกคนยังเข้าแถวกันอยู่ แล้วสามคนนั้นผ่านไปได้อย่างไร?
พวกนั้นควรจะได้เข้าไปทั้งๆที่ยังไม่ได้เลือกคนที่เหลืออย่างนั้นหรือ?
“อ๋อ อาจารย์ใหญ่จะเป็นผู้สอบสัมภาษณ์ และหลังจากที่ตัดสินแล้วว่าพวกเขาเหมาะสม อาจารย์ก็จะพาพวกเขาเข้าไปข้างในเลย ทั้ง 3 คนที่ผ่านนั้นล้วนแต่เป็นนักรบขั้นกึ่งจงซรือ จึงมีคุณสมบัติเกินพอที่จะมาเป็นอาจารย์!”
นักเรียนคนนั้นยิ้ม
“กึ่งจงซรือ?”
จางเซวียนกับโม่หงอียิ้มเจื่อนๆ
ด้วยระดับวรยุทธขนาดนั้น ก็มากพอจะเป็นผู้อาวุโสแห่งโรงเรียนได้แล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ได้เข้าเป็นอาจารย์ในทันที
แต่สำหรับพวกเขา, หลิวเฉินที่จางเซวียนต้องปลอมตัวเป็นเขานั้นมีวรยุทธแค่ทงฉวนขั้นต้น ซึ่งอ่อนด้อยกว่าสามคนนั้นมาก
นักรบขั้นกึ่งจงซรือกับนักรบทงฉวนขั้นต้น ต่อให้งี่เง่าแค่ไหน ก็เห็นๆกันอยู่ว่าควรจะเลือกใคร
ส่วนคนที่โม่หงอียืมตัวตนมาใช้ก็มีวรยุทธแค่ทงฉวนขั้นต้น ดังนั้นทั้งคู่จึงออกสตาร์ทที่จุดเดียวกัน
ตอนแรก จางเซวียนคิดว่าเมื่อได้เข้าเป็นอาจารย์แล้ว ก็แค่รับลูกศิษย์สองสามคน ดังนั้นคงไม่ยากเย็นอะไร ไม่คิดเลยว่าจะถูกโยนเข้ามาใน ‘โหมดยาก’ ซึ่งอาจตายเสียก่อนที่จะได้เห็นปราการด่านแรกเสียด้วยซ้ำ
สำหรับพวกเขาทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นอัจฉริยะหมายเลขหนึ่งแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ ในขณะอีกคนหนึ่งคือดาวเด่นที่ทำลายทุกสถิติที่มีมาในสภาปรมาจารย์…
เพื่อจะทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว พวกเขาต้องมาแข่งขันกับอาจารย์ธรรมดาสามัญอีกเป็นโขยง…แค่คิดก็ประหลาดแล้ว
“เอาล่ะ คุณสองคนก็ควรจะเข้าแถว ถ้าคุณมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ทางโรงเรียนก็จะรับคุณ!” นักเรียนคนนั้นเร่งให้พวกเขาไป
จางเซวียนกับโม่หงอีจึงได้แต่พยักหน้าและไปเข้าแถว
“พวกคุณก็มาสอบสัมภาษณ์หรือ? วรยุทธทงฉวนขั้นต้น, ผมว่าพวกคุณกลับไปดีกว่า คนที่ด้อยที่สุดที่อยู่ตรงนี้ก็มีวรยุทธธงทวนขั้นกลางแล้ว!”
เมื่อพวกเขาเดินไปถึง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็หันมามองอย่างเหยียดๆ พร้อมกับเผยวรยุทธของตัวเองออกมา ทงฉวนขั้นสูงสุด!
เพราะการปลอมตัว พวกเขาจึงถูกลดระดับวรยุทธลงมาให้ผู้อื่นเห็นแค่ทงฉวนขั้นต้น
อีกอย่าง ด้วยพลังปราณเทียบฟ้าอันบริสุทธิ์ของจางเซวียน ขนาดประธานเจียงยังมองไม่เห็นระดับวรยุทธของเขา จึงป่วยการจะพูดถึงหมอนี่
“ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นอาจารย์ ถ้าคนเป็นอาจารย์ทำแบบนั้นไม่ได้ จะมีวรยุทธสูงส่งไปเพื่ออะไร?”
โม่หงอีพึมพำ
ในฐานะอัจฉริยะหมายเลข 1 เขาได้รับความชื่นชมยกย่องจากใครต่อใครมาตั้งแต่เล็ก นอกเหนือไปจากความระส่ำระสายที่ได้รับจากจางเซวียนแล้ว เขาก็ไม่เคยถูกสบประมาทมาก่อน เมื่อเจอหมอนั่นพูดใส่หน้าแบบนั้นตั้งแต่แรกที่ไปถึง โม่หงอีถึงกับเดือดพล่านด้วยความโมโห
“นอกจากยังละอ่อนแล้ว ยังขี้โมโหด้วย!”
ชายหนุ่มคนนั้นบ่นพึม “ผมพูดก็เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองนะ ไม่อยากให้พวกคุณเสียเวลา!”
จากนั้นก็หันกลับไปด้วยสีหน้าหยิ่งๆ
โม่หงอีถึงกับหน้าซีดเผือดที่โดนดูถูก แต่จางเซวียนกลับหัวเราะหึๆ
ทำให้อัจฉริยะหมายเลข 1 โมโหเดือดได้ ควรจะเรียกหมอนั่นว่าอัจฉริยะเหมือนกัน
จางเซวียนกำลังจะอ้าปากพูด ก็พอดีได้ยินเสียงของผู้อาวุโสดังมาจากด้านหน้า
“ผม, เซี่ยปี่ ขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่มาเข้าร่วมการคัดเลือกอาจารย์ครั้งนี้!”
ทุกคนต่างเงียบกริบเมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์ใหญ่ และหันไปสนใจเขาทันที
“ผมเชื่อว่าทุกคนที่นี่คงรู้แล้วว่าเกิดการขาดแคลนอาจารย์ขึ้นในโรงเรียน ในเมื่อพวกคุณทุกคนมาที่นี่เพื่อเข้ารับการคัดเลือก ผมก็เชื่อว่าทุกคนคงมีคำถามเกี่ยวกับชั้นเรียน”
อาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่มองไปรอบๆ “ก่อนอื่น ผมขอพูดอะไร 2-3 อย่างเกี่ยวกับชั้นเรียนสองชั้นที่กำลังมีปัญหา อาจารย์คนเก่าของทั้งสองชั้นคือ อาจารย์หูอี้และอาจารย์ไป๋ฟาง นักเรียนของทั้งสองชั้นจึงล้วนแต่มีความสามารถโดดเด่น ผมจึงหวังว่าจะมีโอกาสได้รับอาจารย์ที่มีความเก่งกาจมากพอ เพื่อที่ความสามารถและความปราดเปรื่องของนักเรียนเหล่านั้นจะไม่สูญเปล่า”
“หูอี้กับไป๋ฟาง?”
เมื่อได้ยินทั้งสองชื่อ โม่หงอีก็ขมวดคิ้ว
“คุณรู้จักพวกเขาหรือ?” จางเซวียนหันไปมองโม่หงอี
“ทั้งคู่เป็นอาจารย์ดาวเด่นผู้โด่งดังในโรงเรียนเทียนหวู่ และทักษะการสอนของพวกเขาก็ยอดเยี่ยม แถมยังเป็นผู้ช่วยของท่านประธาน…ปรมาจารย์เจียงด้วย!” โม่หงอีส่งโทรจิตบอกเขา
“ผู้ช่วยของปรมาจารย์เจียง?”
ถึงขั้นได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุด คงเป็นไปไม่ได้ที่ทักษะการสอนของพวกเขาจะพื้นๆ
“ถูกต้อง ผมได้ยินมาว่าชั้นเรียนของพวกเขาเป็น 2 ชั้นเรียนที่โดดเด่นที่สุดในโรงเรียนเทียนหวู่ ลูกศิษย์ทุกคนที่พวกเขารับไว้ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะแถวหน้า ดูเหมือนการทดสอบของพวกเราจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว!”
โม่หงอีนวดหว่างคิ้ว
นักเรียนเก่งๆมักมีแนวโน้มที่จะหลงตัวเอง และไม่ค่อยยอมสนิทชิดเชื้อกับอาจารย์
ก็เหมือนกับการที่อาจารย์สักคนสอนลูกศิษย์ที่เป็นอัจฉริยะกับลูกศิษย์ที่เป็นเด็กธรรมดา สมมุติว่าเขาช่วยให้ทั้งคู่ฝ่าด่านวรยุทธจากขั้น 3-เจิ้นซี่ไปถึงขั้น 4-ผีกู่ได้ ฝ่ายหลังก็จะรู้สึกขอบคุณ ในขณะที่ฝ่ายแรกจะคิดว่าอาจารย์เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เข้ามาเกะกะกีดขวางความสามารถของเขา
มอบเงิน 1000 เหรียญทองให้กับคนรวย ย่อมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการมอบ 1000 เหรียญทองให้ขอทาน
มอบถ่านหินให้ใครสักคนในหน้าหนาวก็ย่อมแตกต่างจากการมอบผ้าห่มให้ใครสักคนในหน้าร้อนอย่างสิ้นเชิงเหมือนกัน
เป็นเรื่องที่แสนจะยากกับทั้งจางเซวียนและโม่หงอีที่จะเอาชนะใจลูกศิษย์ของพวกเขาได้
ทั้งสองชั้นเรียนเป็นชั้นที่โดดเด่นที่สุดในโรงเรียนเทียนหวู่ และนักเรียนทุกคนก็ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะแถวหน้า หากอาจารย์ผู้สอนเก่งกาจกว่าพวกเขา ก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับการยอมรับ…แต่ในเมื่อทั้งคู่ต้องแบกรับภาระของการทดสอบนี้โดยใช้ตัวตนปลอม การจะกำราบนักเรียนพวกนั้นให้อยู่หมัดย่อมเป็นเรื่องท้าทายมาก ส่วนเรื่องจะเอาชนะใจจนได้ความเชื่อใจมานั้น ไม่ต้องพูดถึง…
อัจฉริยะเหล่านั้นจะยอมจำนนให้กับอาจารย์ธรรมดา 2 คนได้อย่างไร?
บ้าไปแล้ว!
จางเซวียนเคยคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ก็แค่เข้ามาในโรงเรียนและรับลูกศิษย์ 2-3 คน เขายังคิดอยู่ว่าสิบวันก็มากเกินพอแล้วที่จะเอาชนะใจพวกเขา ไม่นึกเลยว่ามันไม่ใช่แค่ ‘โหมดยาก’ แต่กลายเป็น ‘โหมดนรก’
สมกับที่เป็นการทดสอบปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว…มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิดไว้เลย
