Skip to content

Library Of Heaven’s Path 317


ตอนที่ 317 ไป๋ชานผู้น่านับถือ

หอสมุดของปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีข้อมูลและเทคนิคมากมายบรรจุอยู่ในนั้น ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ จนแทบจะเรียกว่าเหนือจินตนาการ

แค่มองปราดเดียว จางเซวียนก็ถึงกับอึ้งทึ่ง

หอสมุดนี้ใหญ่โตกว่าหอสมุดพระราชวังแห่งอาณาจักรเทียนเซวียนมาก และไม่เพียงแต่จะมีหนังสือจำนวนมากกว่า แต่ความรู้ที่อยู่ในนั้นก็ครอบคลุมเป็นวงกว้างและหลากหลายกว่าด้วย ทั้งภูมิศาสตร์ ยารักษาอสูร เคล็ดวิชาลับ หัตถกรรมและงานฝีมือ…ดูเหมือนกับทุกสิ่งที่คนๆหนึ่งควรจะรู้ถูกรวบรวมไว้ที่นี่แล้ว

“มากมายเหลือเกิน! แล้วเราต้องอ่านให้จบก่อนพรุ่งนี้เช้า…”

จางเซวียนถอนหายใจ

ก่อนหน้านี้ เขาใช้เวลา 5 วันเต็มๆในการถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดในหอสมุดพระราชวังแห่งอาณาจักรเทียนเซวียน ตอนนี้ ถึงจางเซวียนมีเทคนิคการถ่ายโอนหนังสือแบบใหม่แล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันกว่าจะถ่ายโอนหนังสือในหอสมุดระดับ 1 ดาวนี้ได้หมด

“เริ่มเลย!”

รู้ตัวว่าไม่มีเวลา จางเซวียนเริ่มโกย

ด้วยระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้นและการสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ จางเซวียนจึงทั้งอึดและถึกกว่าแต่ก่อนมาก เขาสามารถถ่ายโอนหนังสือได้เร็วและนานกว่าเดิมก่อนที่จะต้องหยุดพัก

ฟิ้ววววว!

หนังสือแถวแล้วแถวเล่าถูกถ่ายโอนเข้าสู่สมองของเขา เวลาผ่านไปช้าๆ

นายแพทย์ไป๋ชานใกล้เสียสติเต็มที

เขาพบคฤหาสน์หลังหนึ่งที่อยู่ใกล้กับสภาปรมาจารย์ แต่ราคาก็สุดแสนจะขนหัวลุก เขาต้องใช้เงินที่สะสมมาชั่วชีวิตเกือบทั้งหมดเพื่อการนี้

แต่ว่า…ถ้าจะต้องแลกกับชีวิตของเขา ก็เอาเถอะ!

“นายน้อยจางเซวียนอยู่ที่สภาปรมาจารย์? เขากำลังเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์หรือ?”

หลังจากหาคฤหาสน์ได้ เขาก็ตามซุนฉางซึ่งเป็นลูกพี่ของเขาไปที่สภาปรมาจารย์

“ใช่! นายน้อยเป็นศิษย์สายตรงของนายท่าน ก็เป็นธรรมดาที่จะไม่มีอาชีพไหนเหมาะสมกับเขามากไปกว่าปรมาจารย์…” ซุนฉางพยักหน้า “เร็วเข้าเถอะ บางทีเราอาจจะได้เห็นนายน้อยทำให้ฝูงชนตกตะลึงก็ได้!”

“ทำให้ฝูงชนตกตะลึง?”

นายแพทย์ไป๋ชานส่ายหน้า “การทดสอบเป็นปรมาจารย์นั้นไม่ง่ายนะ มีการทดสอบอยู่ทั้งหมด 5 ขั้น และแต่ละขั้นก็ยากขึ้นเรื่อยๆ นายน้อยของคุณอาจจะเก่งกาจเหลือเชื่อ แต่ก็ยังอายุน้อยอยู่ ต่อให้สอบผ่าน แต่ก็คงยากที่จะทำให้ฝูงชนตกตะลึง โดยเฉพาะเมื่อมีโม่หงอีที่ทำลายทุกสถิติก่อนหน้าไปหมดแล้ว!”

“โม่หงอี?” ซุนฉางมองหน้านายแพทย์ไป๋

เมื่อวานนี้ หลังจากที่มาถึงอาณาจักรเทียนหวู่ พวกเขาก็เจอกับชายผู้นี้เข้าโดยบังเอิญ และจากนั้นก็วุ่นวายอยู่ตลอดคืนกับการหาคฤหาสน์ จึงยังไม่ได้รับรู้ถึงชื่อเสียงของอัจฉริยะผู้โด่งดังคนนี้

“ถูกแล้ว โม่หงอีคืออัจฉริยะหมายเลขหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่ เมื่อครั้งที่เขาเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ เขาได้ทำลายทุกสถิติที่เคยมีจนหมดเกลี้ยง ทำให้ได้ฉายา ‘อัจฉริยะหนึ่งเดียวในรอบพันปี’!”

นายแพทย์ไป๋ชานมีแววตายกย่องชื่นชม “ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาก็มีตั้ง 6.0! เรียกได้ว่าไร้เทียมทาน ประธานเจียงยังเคยพูดว่าในศตวรรษนี้ก็คงไม่มีใครเหนือกว่าเขาได้”

“ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 6.0? อัจฉริยะหนึ่งเดียวในรอบพันปี!” ซุนฉางอัศจรรย์ใจ

เขานึกไม่ถึงว่ามีอัจฉริยะแบบนี้อยู่ในอาณาจักรด้วย

ทั้งคู่เดินไปคุยไปจนมาถึงสภาปรมาจารย์ เมื่อกำลังจะเข้าไปข้างใน องครักษ์คนหนึ่งก็เดินเข้ามา

“นายแพทย์ไป๋…”

เมื่อเห็นทั้งคู่ องครักษ์ก็ตาโตและรีบเดินเข้ามาหา

“หัวหน้าเหยา คุณก็มาด้วย!” นายแพทย์ไป๋ชานพยักหน้า

องครักษ์ผู้นั้นก็คือหัวหน้าเหยาที่เพิ่งพบกันเมื่อคืน

แต่ตอนนี้หัวหน้าเหยาไม่มีรังสีอันทรงอำนาจเหมือนเมื่อวาน ใบหน้าของเขายังคงบวมตุ่ย และมีความตกตะลึงแบบที่ปิดไม่มิดอยู่ในแววตา

ฟึ่บ!

หัวหน้าเหยาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นและพูดว่า “ขอบคุณนายแพทย์ไป๋ที่ช่วยชีวิตผม!”

“ช่วยชีวิตคุณ?” นายแพทย์ไป๋ชานถึงกับงง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “หัวหน้าเหยา มีอะไรหรือ?”

เขาไปช่วยชีวิตอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่?

“ถ้าไม่ใช่เพราะคำแนะนำของคุณ ผมก็คงหาเรื่องจองเวรกับปรมาจารย์จางไม่เลิกไม่รา ต้องขอขอบคุณสิ่งที่คุณพูด ที่ทำให้ผมรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้…”

หัวหน้าเหยาพูด

ในฐานะองครักษ์ขององค์หญิง เขาได้เห็นกระบวนการทดสอบเป็นปรมาจารย์ของจางเซวียนจนครบถ้วน และแทบจะลมจับด้วยความช็อก

จางเซวียนเป็นกึ่งอาจารย์ขององค์หญิง เป็นศิษย์ของท่านประธานเจียง เป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์คนหนึ่งที่น่าจะมีระดับสูงกว่า 3 ดาว และกำลังจะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวด้วย…

ทุกสถานภาพที่ว่ามาล้วนเป็นสิ่งที่องครักษ์อย่างเขาไม่อาจเอื้อม

ถ้าไม่ใช่เพราะคำแนะนำของนายแพทย์ไป๋ชาน เขาคงจะพยายามป่วนฝ่ายนั้นไม่เลิก ซึ่งนอกจากจะถูกฆ่าตายแล้ว คงไม่มีแม้แต่คนที่จะเสียน้ำตาให้เขา

มันน่าสะพรึงเกินไป!

“ปรมาจารย์จาง?”

ไป๋ชานงง “คุณหมายถึง…นายน้อยจางเซวียน?”

“ถูกแล้ว! ปรมาจารย์จางช่างน่าทึ่งเหลือเกิน ไม่เพียงแต่จะทำลายสถิติทั้งหมดในการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวของโม่หงอี แต่ยังทำลายสถิติของการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวด้วย ไม่รู้จริงๆว่าผมหูหนวกตาบอดถึงขนาดที่อยากแก้แค้นอัจฉริยะระดับนั้นได้อย่างไร? สงสัยจะอยากตายเต็มที…”

“ทำลายสถิติของโม่หงอี? มันเกิดอะไรขึ้น?” นายแพทย์ไป๋ชานถึงกับผงะ

“คุณไม่รู้หรอกหรือ? อ้อ คุณไม่ได้อยู่ที่สภาปรมาจารย์นี่ ก็ย่อมไม่รู้เป็นธรรมดา วันนี้ผมไปที่นั่นเพื่ออารักขาองค์หญิง…”

หัวหน้าเหยารีบทบทวนในสิ่งที่เขาเห็นและได้ยินมา

“ระดับความเชื่อใจที่ 85, คะแนน 130 ในการทดสอบขั้นห้องไขวิชาชีพ, ทำให้หุ่นจำลองที่ใช้ในการทดสอบขั้นศึกหุ่นจำลองหมดสภาพด้วยหมัดเดียว…สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ, ผ่านการทดสอบทั้ง 4 ขั้นของการทดสอบปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว, เป็นศิษย์พี่ของท่านประธานเจียง…”

หลังจากได้ยินวีรกรรมของอีกฝ่าย นายแพทย์ไป๋ชานก็ถึงกับตาแดงก่ำและตัวสั่น เขาแทบจะปล่อยโฮออกมา

นี่เขามีเรื่องกับปีศาจชนิดไหนกัน?

เพิ่งจะพูดไปหยกๆว่าคงจะเป็นเรื่องยากถ้าอีกฝ่ายจะทำลายสถิติของโม่หงอี แต่ไม่เพียงจางเซวียนจะทำลายเรียบ…ยังสร้างความอึกทึกครึกโครมได้ขนาดนั้นด้วย…

เขาตั้งใจว่าจะแก้แค้นจางเซวียนทันทีที่กำจัดพิษร้ายแรงนี้ออกจากตัวได้ ด้วยเส้นสายที่เขามี การสั่งสอนหมอนั่นย่อมเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่หัวหน้าเหยาเล่ามา ก็รู้แล้วว่าเส้นสายใหญ่โตที่เขามีเทียบอะไรกับจางเซวียนไม่ได้เลย!

ด้วยการเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวและสถานภาพศิษย์พี่ของประธานเจียง ต่อให้ฮ่องเต้ก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งของเขาอย่างไม่มีทางเลือก

น่าสมเพชเหลือเกินที่เขาเพิ่งจะฉวยโอกาสกับลูกศิษย์ของฝ่ายนั้น…

นี่มันยิ่งกว่าหาเรื่องใส่ตัว…สงสัยเขาจะอยากตายเต็มที

“ปรมาจารย์จาง…แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”

นายแพทย์ไป๋ชานถามด้วยน้ำตานองหน้า

“สภาปรมาจารย์มอบหมายภารกิจที่ทำให้เขาต้องออกจากเมืองหลวงไปช่วงเวลาหนึ่ง!” หัวหน้าเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะประสานมือคารวะ “เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในความช่วยเหลือของคุณ ผมขอเลี้ยงอาหารคุณสักมื้อ แต่ตอนนี้ผมมีภารกิจที่ต้องทำ ต้องขอตัวก่อน!”

จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ แล้วเดินจากไป

“ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมว่านายน้อยจะต้องทำให้ฝูงชนตกตะลึงกับการสอบของเขาแน่ๆ เห็นหรือยังล่ะ?” ซุนฉางเชิดหน้าอย่างภูมิใจ

“ใช่ ใช่!”

นายแพทย์ไป๋พลันนึกบางอย่างขึ้นได้ เขาทำตาโต “ในเมื่อปรมาจารย์จางมีภารกิจที่ต้องทำ ลูกศิษย์ของเขาก็คงไม่มีกิจธุระอะไร ผมจะพาทุกคนไปที่คฤหาสน์และ…ดูแลพวกเขาเอง!”

เมื่อได้ฟังวีรกรรมของจางเซวียน ความคิดคดทรยศทั้งหมดก็หายวับไปจากใจ ความสัมพันธ์ที่บาดหมางนั้นมีต้นเหตุมาจากการที่เขาพยายามฉวยโอกาสกับลูกศิษย์ของอีกฝ่าย เขาจึงคิดจะใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

“อ้อ ได้สิ!”

ซุนฉางพยักหน้า และทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในสภาปรมาจารย์

“ปรมาจารย์หลิว, ปรมาจารย์จางสั่งผมให้มาบอกคุณว่าให้หาที่พักและฝากดูแลลูกศิษย์ของเขาก่อน เขาขอเวลาเตรียมตัวสำหรับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวสักพักหนึ่ง!”

ที่สภาปรมาจารย์ ผู้ช่วยปรมาจารย์คนหนึ่งเดินมาหาหลิวหลิง

“ขอบคุณที่มาส่งข่าว!”

เมื่อผู้ช่วยไปแล้ว หลิวหลิงก็หันไปหาคนอื่นๆ “ในเมื่อศิษย์พี่ยังต้องใช้เวลา เราควรไปหาที่พักกันก่อน!”

“ได้เลย แต่ว่า…เราควรจะพักที่ไหนล่ะ? เราไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ และถ้าเราพักไกลจากที่นี่เกินไป พออาจารย์กลับมา จะหาเราเจอได้อย่างไร?” จ้าวหย่าถาม

“เอ่อ…”

หลิวหลิงขมวดคิ้ว “ถ้ายังไม่มีที่เหมาะๆ เราพักที่โรงเตี๊ยมเมื่อคืนไปก่อนก็ได้…”

ยังพูดไม่ทันจบ เสียงตะโกนก็ดังมาจากข้างหลัง

“ปรมาจารย์หลิว นายน้อย และนายหญิงน้อยทั้งหลาย ผมจัดเตรียมคฤหาสน์ให้พวกคุณทุกคนแล้ว ตามผมมาเลย…”

เมื่อหันไป ก็เห็นนายแพทย์ไป๋ชานผู้ที่เคยฉวยโอกาสกับจ้าวหย่าและแสดงกิริยาเลวทรามต่อหน้าพวกเขาเมื่อคืน แต่ตอนนี้เขามีทีท่าพินอบพิเทาเหมือนคนรับใช้ ราวกับกลัวว่าจะทำให้พวกเขาขัดใจ

“….”

“….”

“นี่มันเกิดบ้าอะไรกัน?”

หลิวหลิงกับคนอื่นๆถึงกับผงะ

“เธอว่าอะไรนะ?”

“มีคนทำลายสถิติของโม่หงอีจนราบคาบ?”

“ศิษย์พี่ของท่านประธานเจียง? อาจารย์ของเขาเป็นปรมาจารย์ที่มีระดับสูงกว่า 3 ดาว?”

“ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวแล้ว?”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสภาปรมาจารย์แพร่สะพัดไปทั่วทุกพื้นที่ราวกับพายุเฮอริเคน และในที่สุดก็เข้าหูหัวหน้าตระกูลของบรรดาตระกูลอันทรงเกียรติทั้งหลาย

ปรมาจารย์คือรากฐานของอาณาจักร

และปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวก็คือบุคคลที่มีสถานภาพสูงสุดของอาณาจักรเทียนหวู่

ด้วยการผ่านการทดสอบและทำลายทุกสถิติทั้งหมดของโม่หงอี จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปิดข่าว แม้ว่าสภาปรมาจารย์อยากจะทำแบบนั้นก็ตาม

“มีคนเก่งกาจเหลือเชื่อแบบนั้นอยู่ในอาณาจักรของเราด้วย ส่งคนนำสาล์นไปมอบให้ปรมาจารย์จางผู้นี้ในนามของฮ่องเต้ฉูอัน บอกเขาว่าเขาได้รับอนุญาตให้เข้าวังได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอให้เราเชิญ…”

ที่บัลลังก์สูงสุดในพระราชวัง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งประกาศหลังจากที่อ่านรายงานในมือ

แต่ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็รีบร้อนโบกมือ “รอเดี๋ยว นั่นดูจะหยาบคายเกินไป ส่งคนไปอารักขาหน้าสภาปรมาจารย์ ปรมาจารย์จางปรากฏตัวเมื่อไหร่ แจ้งเราทันที เราอยากไปทักทายเขาเป็นการส่วนตัว!”

“ทักทายเขาเป็นการส่วนตัว? ฝ่าบาท นี่มัน…”

บรรดาข้าราชบริพารพากันชะงักกับคำสั่งของฮ่องเต้

เป็นถึงฮ่องเต้ของอาณาจักรขั้น 1 แต่จะไปแสดงการคารวะเป็นการส่วนตัวกับชายหนุ่มที่ยังอายุไม่ถึง 20 ปี…ฝ่าบาทจะทำเรื่องให้ใหญ่โตเกินกว่าเหตุไปหรือเปล่า?

ไม่ต้องพูดอะไรอีก เราตัดสินใจแล้ว!” ชายวัยกลางคนผู้นั้นคำราม

แม้ว่าจางเซวียนคนนี้จะยังไม่ได้ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวอย่างสมบูรณ์ แต่ด้วยศักยภาพของเขา ไม่นานก็ต้องได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวหรือสูงกว่าอย่างแน่นอน

สำหรับบุคคลที่มีพละกำลังและอำนาจขนาดนี้ ไม่ว่าจะไปไหนก็ย่อมอยู่ในตำแหน่งสูงสุด ดังนั้นถึงตัวเขาจะเป็นถึงฮ่องเต้ แต่ก็ไม่กล้าแสดงกิริยาไม่สุภาพ

“ขอรับ!”

บรรดาข้าราชบริพารได้แต่พยักหน้า

“ด้วยผลการทดสอบเยี่ยมยอดขนาดนี้ เขาจะต้องได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวแน่…มาช่วยเราเตรียมของขวัญดีๆหน่อย! มอบให้ปรมาจารย์จางทันทีที่เขาปรากฏตัว…”

ที่คฤหาสน์โอ่อ่าหรูหราหลังหนึ่งในเมืองหลวง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบสั่งการทันทีเมื่อรู้ข่าว แต่แล้ว 2-3 วินาทีต่อมาเขาก็ตบโต๊ะและพยักหน้า “ไม่ดี ฉันมอบของขวัญให้เขาด้วยตัวเองดีกว่า!”

“ขอรับ!”

องครักษ์พยักหน้า

“ดี แล้วพวกแกพบนายน้อยหรือยัง?”

หลังจากสั่งการแล้ว ชายวัยกลางคนก็ตั้งคำถาม

“รายงานนายท่าน เราพบตัวนายน้อยแล้ว มีใครสักคนหนึ่งจับเขาแก้ผ้าจนล่อนจ้อนและแขวนเขาไว้กับต้นไม้นอกเมือง…” องครักษ์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะประสานมือคารวะและรายงานเรื่องราว

“อะไรนะ? มีคนกล้าจับลูกชายของฉันแก้ผ้าและแขวนไว้กับต้นไม้? มันเป็นใคร รนหาที่ตายเสียแล้ว…”

ชายวัยกลางคนผู้นั้นถึงกับหน้าแดงก่ำและเหมือนจะระเบิดออกมาได้ทุกขณะ

สำหรับบุตรชายของหัวหน้าตระกูลที่เป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง แต่กลับถูกหยามศักดิ์ศรีแบบนั้น ถือว่าไอ้หมอนั่นได้ลบหลู่เกียรติยศของตระกูลจี้ของพวกเขา มันท้าทายอำนาจกันเกินไป!

“นายน้อยไม่ได้บอก ผมจึงไม่รู้!”

องครักษ์ลนลานคำนับอย่างรีบร้อนด้วยความพรั่นพรึงในโทสะของหัวหน้าตระกูล

“ไปพาเขามา!”

ชายวัยกลางคนโบกมือ

“ขอรับ!” องครักษ์รีบออกไป ไม่ช้าชายหนุ่มที่มีใบหน้าบวมแดงคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

ถ้าจางเซวียนอยู่ที่นี่ก็จะจำอีกฝ่ายได้ทันที เขาคือจิตรกรระดับ 1 ดาวที่เคยมีเรื่องกัน, คุณชายจี้โม่

แต่ตอนนี้คุณชายจี้โม่ไม่เหลือคราบของความหมดจดร่าเริงและมีชีวิตชีวาเลย ทั่วทั้งร่างของเขามีแต่รอยบวมแดง และมีเสื้อผ้าเพียงน้อยชิ้นปกปิดไว้ ถ้าเขาบอกว่าตัวเองเพิ่งกลับมาจากการไปเร่ร่อนขอทานตามถนน ทุกคนก็คงเชื่อ

“ท่านพ่อ ท่านพ่อต้องแก้แค้นให้ผม…”

เมื่อเข้ามาถึง คุณชายจี้โม่ก็น้ำตาพรั่งพรูทันที เขาทรุดตัวลงคุกเข่าและคร่ำครวญอย่างแค้นใจ

“วางใจเถอะ! ใครที่มันกล้าท้าทายตระกูลจี้ของเรา และหยามหน้าลูกชายของพ่อ ต่อให้มันเป็นเทพเจ้ามาจากสวรรค์ พ่อก็จะขุดหลุมฝังศพให้มันเอง!” ชายวัยกลางคนผู้นั้นคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว รังสีอันบ้าคลั่งและทรงพลังแผ่ออกมาจากตัวเขา

“ขอบคุณท่านพ่อที่ยืนข้างผม!”

คุณชายจี้โม่ถึงกับตาแดงก่ำเมื่อได้ยินคำพูดของบิดา

“พูดมา ใครที่มันทำให้เจ้าอยู่ในสภาพนี้? พ่อจะส่งคนไปฉีกมันเป็นชิ้นๆเดี๋ยวนี้เลย!”

ชายวัยกลางคนโบกมือด้วยมาดของหัวหน้าหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง

“มันเป็นลูกน้องของผมเอง แต่มันไม่ได้ภักดีกับผม คนที่มันภักดีด้วยคือชายคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจะผ่านการทดสอบเป็นจิตรกร ผมไม่รู้ว่ามันทำได้อย่างไร แต่มันทำให้ลูกน้องทรยศผม และจับผมแขวนไว้กับต้นไม้ มันอยากให้ผมตาย…”

คุณชายจี้โม่คร่ำครวญโหยหวน

“จิตรกร? แค่สมาชิกคนหนึ่งของเก้าสถานะระดับล่าง แต่กล้าท้าทายตระกูลจี้ของเรา? พ่อจะไปหาประธานสมาคมและลากตัวไอ้หมอนั่นมาเดี๋ยวนี้!” ชายวัยกลางคนแผ่รังสีของความเป็นผู้นำ พร้อมๆกับที่แววตาเปล่งประกายเกรี้ยวกราด “สงสัยว่าตระกูลจี้ของเราจะเก็บเนื้อเก็บตัวมานานเกินไป จนไอ้โง่เง่าทั้งหลายคิดว่าจะข้ามหัวเราได้อย่างนั้นหรือ? ต้องออกฤทธิ์กันเสียหน่อยแล้ว!”

“จริงด้วย…” เมื่อได้ยินคำพูดของพ่อ คุณชายจี้โม่ก็รู้สึกเหมือนกับเลือดสูบฉีดพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ความตื่นเต้นทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำอีกครั้งหนึ่ง

นานมาแล้วที่ตระกูลจี้ไม่ได้สำแดงอำนาจต่อสาธารณชน จนผู้คนมากมายลืมเลือนไปแล้วว่ามีสกุลนี้อยู่

ถึงเวลาแล้วที่จะทำให้โลกรู้ว่าในเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่แห่งนี้ ตระกูลจี้ยังมีเกียรติยศและอำนาจสูงส่ง ต่อให้สมาคมจิตรกรจะใหญ่แค่ไหน ก็เป็นแค่อาชีพหนึ่งในเก้าสถานะระดับล่าง จะมีปัญญาทำอะไรพวกเขาได้?

“เอาล่ะ แล้วไอ้หมอนั่นชื่ออะไร?”

ชายวัยกลางคนถาม

“รายงานท่านพ่อ มันชื่อจางเซวียน มันเพิ่งจะผ่านการทดสอบเป็นจิตรกร แต่ก็กล้าเรียกตัวเองว่าอัจฉริยะ!” คุณชายจี้โม่ตาแดงก่ำ “รอให้ถึงเวลาที่ผมจะเอาคืนเถอะ ผมจะทำให้มันรู้ว่าตายทั้งเป็นมันเป็นอย่างไร…”

แต่ขณะที่กำลังฮึกเหิมถึงขีดสุด ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทั้งห้องเงียบกริบ เมื่อมองไป ก็เห็นบิดาที่เพิ่งจะตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดอยู่เมื่อครู่กำลังจ้องเขาด้วยนัยน์ตาเบิกโพลง

“ท่านพ่อ มีอะไร…”

เขางุนงง

ยังพูดไม่ทันจบ เท้าใหญ่โตข้างหนึ่งก็ปลิวมาหาเขา ชายวัยกลางคนคำราม

“ยังกล้าถามว่ามีอะไร ไสหัวไป! ไอ้ลูกปัญญาอ่อน ทำไมไม่ไปตายซะ…”

ปั้ก!

คุณชายจี้โม่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็ถูกเตะกระเด็น

“พวกแก จับมันมัดไว้ แล้วพาไปขอโทษปรมาจารย์จางซะ!”

ชายวัยกลางคนถึงกับปากสั่น

“ขอโทษ?”

จี้โม่ปากสั่น เขาหน้ามืดตาลายและทนไม่ไหวจนต้องปล่อยโฮออกมา

ก็พ่อเพิ่งพูดไม่ใช่หรือว่าจะแก้แค้นให้ผม? เพิ่งพูดไม่ใช่หรือว่าจะทำให้พวกมันเห็นว่าตระกูลจี้มีอำนาจแค่ไหน?

แล้วที่เตะผมและบอกให้ไปขอโทษมันหมายความว่าอย่างไร?

ใครก็ได้…บอกทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

หลังจากจมอยู่ครึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน จางเซวียนก็ถ่ายโอนหนังสือในหอสมุดระดับ 1 ดาวของสภาปรมาจารย์ทั้งหมดเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าได้สำเร็จ

เขาเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด

แม้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาจะเพิ่มขึ้นถึง 10.1 แต่ด้วยการลงแรงขนาดนี้ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองใกล้ฟุบเต็มที

ต้องพักสักชั่วโมงเพื่อให้ความอ่อนล้าบรรเทาลงบ้าง

จางเซวียนสำรวจหอสมุดเทียบฟ้าอีกครั้ง และขมวดคิ้ว

“ไม่อยากจะเชื่อว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับปรมาจารย์เซียนขงหรือเทคนิคการฝึกวรยุทธขั้นจงซรือเลย…”

ทั้ง 2 อย่างคือวัตถุประสงค์หลักของจางเซวียนในการเข้ามาที่หอสมุดแห่งนี้ แต่… กลับไม่เจอเลยสักอย่าง

“คงเป็นเพราะปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงระดับของบุคคลอย่างเซียนขง ส่วนในเรื่องเทคนิควรยุทธ ปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวก็มีวรยุทธแค่ขั้นทงฉวนเท่านั้น ขั้นกึ่งจงซรือและจงซรือยังไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา…”

เมื่อใคร่ครวญแล้ว จางเซวียนก็ส่ายหน้า ดูเหมือนเขาจะคาดหวังมากเกินไป

ปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวถือเป็นขั้นแรก จึงเป็นธรรมดาที่จะยังเข้าไม่ถึงความลับหลายๆเรื่อง แถมปรมาจารย์เซียนขงนั้น ยังเป็นที่รู้กันว่าเป็นบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นผู้นำของปรมาจารย์ทั้งปวง แล้วภูมิหลังของบุคคลผู้น่าทึ่งขนาดนั้นจะมาวางอยู่เกลื่อนกลาดในที่ๆใครต่อใครก็เข้าถึงได้อย่างไร?

ต่อให้มีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนั้น ก็คงจะเป็นแค่รายละเอียดทั่วไป คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดบันทึกไว้

“เอาไว้ก่อนก็ได้ ถึงจะไม่มีหนังสือเกี่ยวกับเทคนิควรยุทธขั้นจงซรือ แต่ก็ยังมีหนังสือวรยุทธขั้นทงฉวนและกึ่งจงซรืออยู่มากมาย เราปรับปรุงมันสักเล็กน้อยและมอบให้จ้าวหย่ากับเด็กคนอื่นๆฝึกฝนก็ได้”

ถึงจะไม่มีหนังสือเกี่ยวกับเทคนิควรยุทธขั้นจงซรือ แต่ก็ยังมีเทคนิควรยุทธขั้นอื่นๆอีกหลายพันเล่ม ตราบใดที่เขามีเวลามากพอที่จะเรียบเรียงข้อมูลเหล่านั้น ก็จะสามารถสร้างเคล็ดวิชาการฝึกวรยุทธที่เหมาะสมกับลูกศิษย์ทุกคนได้

จากนั้น จางเซวียนจึงหันมาสนใจหนังสือเกี่ยวกับปรมาจารย์

หลังจากดูคร่าวๆ ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมปรมาจารย์ถึงเป็นสุดยอดของทุกสาขาอาชีพ

ความสามารถในการมองเห็นข้อบกพร่องและจุดอ่อนในการฝึกวรยุทธของผู้อื่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่เหล่าปรมาจารย์มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่มันถูกพัฒนาขึ้นผ่านการเล่าเรียนและฝึกฝนอย่างหนัก

เมื่อดูจากหนังสือ มีหลายแสนวิธีที่ใช้ในการระบุปัญหาในการฝึกวรยุทธ เช่นเดียวกับการวินิจฉัยคนไข้ของนายแพทย์ ปรมาจารย์จำเป็นจะต้องรู้วิธีการเหล่านั้นทั้งหมด เพื่อให้มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นและแก้ปัญหาได้

เพราะเป็นอาชีพที่ยากเย็นถึงขนาด พวกเขาจึงได้รับความเคารพยกย่องสูงสุด

“อีก 10 วันนี้ เราต้องเรียนรู้ให้ได้…”

แม้จางเซวียนจะเคยปลอมตัวเป็นปรมาจารย์และแก้ปัญหาได้มากมาย แต่เขาก็พึ่งพาหอสมุดเทียบฟ้าเป็นหลัก ในความเป็นจริงแล้วเขาแทบไม่รู้จักเทคนิคที่ปรมาจารย์ใช้ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะใช้เวลาอีก 10 วันจากนี้เรียนรู้เรื่องการทำงานของปรมาจารย์และเพิ่มพูนความรู้ของตัวเอง เพื่อจะได้ทำตัวให้สมกับตำแหน่งปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวมากขึ้น

เมื่อสำรวจหนังสือเกี่ยวกับปรมาจารย์แล้ว เขาก็หันไปสำรวจหนังสือเกี่ยวกับอาชีพอื่นๆด้วย

แม้ว่าในสภาปรมาจารย์จะมีหนังสืออยู่หลายประเภท แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชีพทั่วไป มีจำนวนน้อยมากที่เกี่ยวกับอาชีพพิเศษอย่างกูรูยาพิษ

ถึงอย่างไรปรมาจารย์ก็ไม่ได้มีหูทิพย์ตาทิพย์แบบเทพเจ้า ถึงพวกเขาจะมีสภาวะหยั่งรู้ที่ทำให้ร่ำเรียนและจดจำสิ่งต่างๆได้ดีกว่านักรบทั่วไป แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจทุกอาชีพในโลกนี้

“ถึงจะมีหนังสือเกี่ยวกับอาชีพอื่นๆไม่มากนัก แต่ก็มีเรื่องเกี่ยวกับช่างตีเหล็กด้วย!”

เขาจับจ้องที่หนังสือตั้งหนึ่ง

มีหนังสือเกี่ยวกับการตีและหลอมเครื่องมือเหล็กอยู่หลายหมื่นเล่ม

พูดได้ว่าจางเซวียนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการตีเหล็กเลย

มีสมาคมช่างตีเหล็กอยู่ในอาณาจักรเทียนเซวียน แต่เขาก็ไม่เคยไปที่นั่น จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้

“เครื่องมือทุกชนิดแบ่งออกเป็น 5 ระดับจากสูงมาต่ำ คือระดับเทพเจ้า, เซียน, จิตวิญญาณ, ปีศาจ และมนุษย์ ซึ่งแต่ละระดับก็แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือขั้นต่ำ, ขั้นกลาง, ขั้นสูง และขั้นสูงสุด

จางเซวียนเปิดหนังสือและอ่านอารัมภบท

“นักรบทั้ง 9 ขั้น จะใช้เครื่องมือที่อยู่ในระดับของมนุษย์และปีศาจเท่านั้น และมีแต่ช่างตีเหล็กระดับ 4 ดาวขึ้นไปที่สามารถหลอมเครื่องมือในระดับจิตวิญญาณได้…”

จางเซวียนพลิกหนังสือดูอย่างรวดเร็ว

“ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเครื่องมือก็มีหลายระดับและหลายขั้น…”

เขารู้สึกทึ่งกับหุ่นจำลองที่สภาปรมาจารย์ เพราะมันไม่เหมือนกับเครื่องมือใดๆที่เคยเห็นมา เมื่อมาถึงตรงนี้ ในที่สุดก็ได้เข้าใจว่ามันคือเครื่องมือระดับจิตวิญญาณ

เครื่องมือระดับจิตวิญญาณก็หมายความว่า เครื่องมือนั้นมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง

ยกตัวอย่าง ถ้ามีจิตวิญญาณของหอกอยู่ในหอกด้ามหนึ่ง หอกด้ามนั้นก็จะได้ชื่อว่าเป็นเครื่องมือระดับจิตวิญญาณ

พละกำลังและความแข็งแกร่งของเครื่องมือชนิดนี้จะเหนือกว่าอาวุธทั่วๆไป

แต่ด้วยความล้ำค่าของมัน ทั่วทั้งอาณาจักรเทียนหวู่จึงมีเครื่องมือระดับนี้อยู่ไม่ถึงหยิบมือ

“ไม่ใช่เฉพาะเครื่องมือและอาวุธ แม้แต่เทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ก็มีหลายขั้นเหมือนกัน!”

เมื่อพลิกดูหนังสือเรื่องการตีเหล็กแล้ว จางเซวียนก็นึกถึงหนังสือเรื่องเทคนิควรยุทธที่เพิ่งอ่านไปขึ้นมาได้

เทคนิคการฝึกวรยุทธก็แบ่งออกเป็น 5 ระดับจากสูงไปต่ำ คือระดับเทพเจ้า, เซียน, จิตวิญญาณ, ปีศาจ และมนุษย์ ซึ่งแต่ละระดับก็แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือขั้นต่ำ, ขั้นกลาง, ขั้นสูง และขั้นสูงสุด

ยกตัวอย่างเคล็ดวิชาหงเทียน 9 ขั้นของโรงเรียนหงเทียน ก็เป็นแค่เทคนิควรยุทธระดับมนุษย์-ขั้นต่ำเท่านั้น

เทคนิควรยุทธส่วนมากของเชื้อพระวงศ์แห่งอาณาจักรเทียนเซวียนก็เป็นแค่ระดับมนุษย์-ขั้นกลาง

ด้วยระดับและขั้นของเทคนิควรยุทธอันอ่อนด้อย ความรวดเร็วของวรยุทธและความบริสุทธิ์ของพลังปราณก็ด้อยไปตามกัน

เพราะอาณาจักรเทียนเซวียนไม่มีเทคนิควรยุทธในระดับที่สูงกว่านี้ ความแตกต่างระหว่างแต่ละขั้นจึงมีไม่มากนัก จางเซวียนเพิ่งเข้าใจเมื่ออ่านหนังสือเหล่านี้จบ

“สงสัยจริงว่าเคล็ดวิชาเทียบฟ้าอยู่ในระดับไหน!”

เมื่อรู้ว่าเทคนิคการฝึกวรยุทธที่เขาเคยฝึกมาแต่เก่าก่อนนั้นไม่ได้เรื่อง จางเซวียนจึงนึกถึงเคล็ดวิชาเทียบฟ้าที่เขากำลังฝึกฝนอยู่

เคล็ดวิชาเทียบฟ้านี้ถูกเรียบเรียงขึ้นจากเทคนิคการฝึกวรยุทธมากมายที่มาจากหนังสือจำนวนมหาศาลในหอสมุดเทียบฟ้า ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือคุณภาพของพลังปราณก็ล้วนแต่เหนือกว่าเทคนิคการฝึกวรยุทธแบบทั่วไป

ถึงจางเซวียนจะไม่แน่ใจว่ามันอยู่ในระดับไหน แต่อย่างน้อยๆก็ต้องเป็นระดับเซียน หรืออาจจะถึงระดับเทพเจ้าก็ได้!

ก็เป็นเพราะเทคนิควรยุทธอันน่าทึ่งนี่เองที่ทำให้เขาสามารถฝึกฝนพลังปราณเทียบฟ้าอันบริสุทธิ์อย่างหาใครเทียบ และทำให้เขากำจัดสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นจุดชีพจรในร่างกายได้

“เอาล่ะ ในเมื่อเราถ่ายโอนหนังสือพวกนี้มาไว้ในหอสมุดเทียบฟ้าหมดแล้ว ไว้ค่อยอ่านวันหลังก็ได้ นี่ก็สายมากแล้ว ไปโรงเรียนเทียนหวู่ดีกว่า!”

เมื่อมองออกไปข้างนอกก็พบว่าค่ำคืนได้ผ่านไปแล้ว พระอาทิตย์กำลังขึ้น จางเซวียนบิดขี้เกียจและก้าวยาวๆออกจากหอสมุดไป

เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวให้ได้ สำหรับหนังสือพวกนั้น ไว้ค่อยหาเวลาอ่านทีหลัง

“ปรมาจารย์จาง การรับบุคลากรใหม่ของโรงเรียนเทียนหวู่กำลังจะเริ่มแล้ว เร็วเข้า!”

เมื่อออกจากสภาปรมาจารย์ ก็เจอกับโม่หงอี

โม่หงอีตอนนี้ดูเป็นคนละคน เขาดูอายุราว 26-27 ปี ใบหน้าเป็นสีเทาหน่อยๆ มีริ้วรอยอยู่บนใบหน้าที่ดูเย็นชาแต่หมดจดนั้น

“ได้!”

รู้ดีว่าการจะเข้าไปในโรงเรียนเทียนหวู่ย่อมเป็นเรื่องยาก หากพลาดการเปิดรับบุคลากรใหม่ในวันนี้ จางเซวียนจึงพยักหน้า

เมื่อออกจากสภาปรมาจารย์ ทั้งคู่ก็เดินไปตามถนนอีก 1 ชั่วโมง ก่อนจะเห็นโรงเรียนโอ่อ่าหรูหราอยู่ตรงหน้า

โรงเรียนตั้งอยู่ใกล้กับภูเขา และถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำ มันโอ่อ่าหรูหรามาก! นักเรียนจำนวนนับไม่ถ้วนเดินผ่านไปมา ได้ยินเสียงทักทายกันอย่างรื่นเริง ถือเป็นบรรยากาศที่สุขสงบทีเดียว

เทียบกับที่นี่ โรงเรียนหงเทียนก็ไม่ต่างอะไรกับโรงเรียนบ้านนอก

ทั้งคู่หยุดที่หน้าประตู

พวกเขามาถึงโรงเรียนเทียนหวู่แล้ว!

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version