ตอนที่ 339 ความขมขื่นล้ำลึกของลู่ชง (1)
จางเซวียนถึงกับตาโต เขารีบคว้ากระบี่ออกมาและพยายามกวัดแกว่งมันในแบบเดียวกัน
ก็เหมือนกับดาบ ลำแสงสีขาวห่อหุ้มปลายกระบี่ไว้เมื่อมันพุ่งออกไป ทำให้เกิดรอยแยกลึกบนพื้น
“สมกับที่เป็นเทคนิคการต่อสู้ที่ประมวลขึ้นจากเทคนิคขั้นสูง ทั้งสองเทคนิคนี้แข็งแกร่งกว่าเพลงหมัดเทียบฟ้าและเพลงหอกเทียบฟ้ามาก!”
จางเซวียนพอใจกับพลังของดาบฉีและกระบี่ฉี
หลังจากทบทวนความเข้าใจในเทคนิคแล้ว เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและยิ้มออก “หลังจากที่เราเรียบเรียงเทคนิคนี้ให้ง่ายขึ้นและถ่ายทอดให้กับจ้าวหย่าและมู่เสว่คิงแล้ว ทั้งคู่จะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แน่ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครก็เถอะ!”
เขาไม่รู้เลยว่าคู่ต่อสู้ของจ้าวหย่าคือใคร แต่รู้ว่าเหตุผลหลักที่ทำให้จ้าวหย่าพ่ายแพ้คือความเสียเปรียบในเชิงเทคนิคการต่อสู้ หากเธอได้เรียนศิลปะการใช้ดาบนี่แล้ว ไม่ว่าคู่ต่อสู้ของเธอจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่ฝ่ายนั้นจะต้านทานการโจมตีของเธอได้
จางเซวียนแน่ใจว่าไม่มีเทคนิคการต่อสู้ใดในอาณาจักรเทียนหวู่ที่จะเหนือกว่าเทคนิคที่หอสมุดเทียบฟ้าประมวลขึ้น
สำหรับมู่เสว่คิง ถึงเธอจะไม่พูดอะไรเลย แต่ก็เห็นกันชัดๆว่าอาการบาดเจ็บของเธอเกิดจากการปะทะ เมื่อถ่ายทอดศิลปะการใช้กระบี่ให้เธอแล้ว เธอคงจะสามารถป้องกันตัวเองจากคู่ต่อสู้คนไหนๆก็ได้
……
มู่เสว่คิงกลับถึงบ้านของเธอ เมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าฝันไปหรือเปล่า
ถึงจะได้เห็นความสามารถของอาจารย์จางเต็มสองตา ก็ยังรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อ
ด้วยคำชี้แนะเพียงไม่กี่คำ นักเรียนทุกคนในชั้นก็ฝ่าด่านวรยุทธได้ แถมปัญหาเรื่องพิษสะสมจากยาที่อยู่ในร่างกายของเธอก็ได้รับการแก้ไข และที่เจ๋งสุดๆก็คือเขาถึงกับประกาศว่าจะเพิ่มพละกำลังให้ลู่ชงจนสามารถต่อสู้กับนักรบขั้นทงฉวนได้ภายใน 10 วัน…ต่อให้ปรมาจารย์ก็ยังทำไม่ได้ขนาดนี้!
มู่เสว่คิงเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอบิดขี้เกียจและเตรียมตัวจะกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องของเธอ แต่ตอนนั้นเอง ผู้เป็นบิดาก็พรวดพราดเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“คิงเอ๋อ กลับมาแล้วหรือ? พ่อมีข่าวดี!”
“อะไรหรือท่านพ่อ?”
พ่อของเธอ, นักปรุงยามู่ เป็นผู้ที่คงความสงบสุขุมไว้ได้เสมอไม่ว่าในสถานการณ์ไหนๆ แล้วมันเกิดอะไรที่ทำให้เขาร้อนรนได้ขนาดนี้?
“มีวิธีรักษาลูกแล้ว!” นัยน์ตาของนักปรุงยามู่วาววับด้วยความตื่นเต้น
“วิธีรักษา?” มู่เสว่คิงถึงกับงง
วิธีรักษา? เธอก็ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรนี่! ไอ้ ‘มีวิธีรักษาลูกแล้ว’ นี่หมายความว่าอย่างไร?
“ลูกกินยาเพิ่มระดับวรยุทธมาตั้งแต่เด็ก ถึงวรยุทธของลูกจะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วก็จริง แต่พิษของยาก็ได้สะสมอยู่ในร่างกาย และทำให้การก้าวขึ้นไปยังวรยุทธที่สูงกว่านี้เป็นเรื่องยาก! พ่อเพิ่งจะรู้ปัญหานี้เมื่อปีที่แล้ว…และมันก็ช้าไป”
นักปรุงยามู่มองลูกสาวอย่างรู้สึกผิด “เพื่อรักษาอาการบอบช้ำให้ลูก พ่อได้นำปัญหานี้ไปปรึกษาที่สมาคมนายแพทย์ แต่…พวกเขาไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะๆเลย! ขนาดประธานมู่หงก็ยังจนปัญญา เขาถึงกับจารึกคำถามนั้นไว้บนกำแพงคาใจด้วย…”
“พ่อคิดว่าการหาวิธีรักษาลูกคงเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่…เมื่อวันนี้เอง นายแพทย์ผู้เก่งกาจอย่างน่าทึ่งคนหนึ่งก็ปรากฏตัว เขาตอบทุกคำถามที่อยู่บนกำแพงคาใจได้ และทุกคำตอบก็ถือเป็นวิธีการรักษาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วย! พูดง่ายๆก็คือ…มีวิธีรักษาพิษสะสมที่อยู่ในตัวลูกแล้ว…”
นักปรุงยามู่ตาวาววับ
เขารู้สึกผิดกับลูกสาวมาตลอดที่ทำให้เธอต้องได้รับพิษสะสมจากยา ดังนั้นจึงพยายามจะหาวิธีรักษามันให้ได้ เมื่อรู้ว่าประธานสมาคมนายแพทย์คนใหม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างง่ายดาย จึงเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่ไหว
“พิษสะสมจากยา?”
มู่เสว่คิงกระพริบตาปริบๆ เธอกำลังจะบอกพ่อว่าพิษเหล่านั้นได้รับการรักษาแล้ว ก็พอดีกับที่ผู้เป็นบิดาพูดต่อ
“ลูกไม่รู้หรอกว่าท่านประธานคนใหม่นี่เก่งกาจแค่ไหน เขาตอบคำถามที่จารึกไว้บนกำแพงคาใจได้ 19 คำถามต่อเนื่องกัน และแต่ละคำตอบก็เป็นวิธีรักษาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สุดท้ายก็ถึงกับทำให้นายแพทย์ระดับ 4 ดาวไม่สามารถประเมินคำตอบของเขาได้…” นักปรุงยามู่ยกย่องอย่างอัศจรรย์ใจ
หากเขาไม่ได้ฟังข่าวนี้จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ก็คงแทบไม่เชื่อเหมือนกัน
ถ้าเพื่อนของเขาที่อยู่ในสมาคมนายแพทย์ไม่สบถสาบานเพื่อเป็นการยืนยันเรื่องนี้ เขาจะต้องแน่ใจว่าอีกฝ่ายล้อเล่น
“อ้อ ใช่! พ่อได้ยินมาว่าท่านประธานคนใหม่เป็นอาจารย์ในโรงเรียนของลูก พรุ่งนี้พาพ่อไปโรงเรียนหน่อยนะ พ่อจะได้เตรียมการ อยากจะขอเข้าพบและวิงวอนให้เขารักษาอาการป่วยให้ลูก…”
นักปรุงยามู่มองหน้าลูกสาว
“มีอาจารย์เก่งขนาดนั้นอยู่ในโรงเรียนด้วยหรือ? เขาชื่ออะไร?” มู่เสว่คิงถามอย่างสงสัย
เธอรู้จักกำแพงคาใจที่อยู่ในสมาคมนายแพทย์เช่นกัน การตอบคำถามได้ถึง 19 คำถามด้วยวิธีการรักษาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผู้นั้นจะต้องเป็นอัจฉริยะที่สุดแสนจะน่าทึ่ง!
ความเก่งกาจของเขาคงไม่ด้อยไปกว่าปรมาจารย์จางเซวียนเลย
แต่มู่เสว่คิงก็รู้จักอาจารย์ทุกคนในโรงเรียน และเธอก็แน่ใจว่าไม่มีใครเก่งกาจขนาดนั้น
อีกอย่าง คนเก่งเหลือเชื่อแบบนั้น จะไม่มีใครรู้จักได้อย่างไรกัน!
“ถ้าพ่อจำไม่ผิด…” นักปรุงยามู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เขาน่าจะแซ่หลิว…”
“หลิว?” มู่เสว่คิงใจหายวูบ แล้วก็พลันนึกได้ทันที เธอหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น มู่เสว่คิงมองหน้าบิดาและถามว่า “ชื่อของเขาคือหลิวเฉิน…ใช่ไหม?”
นั่นคือชื่อที่อาจารย์หลิวแนะนำตัวเองเมื่อครั้งที่เขาเข้ามาในชั้นเรียนเป็นครั้งแรก
“ใช่แล้ว เขาชื่อหลิวเฉิน ดูเหมือนจะเป็นอาจารย์ใหม่ของโรงเรียนเทียนหวู่…”
นักปรุงยามู่พยักหน้าเมื่อนึกถึงรายละเอียดของการสนทนากับเพื่อน
“หลิวเฉิน…”
มู่เสว่คิงตาโตและจ้องหน้าพ่อเขม็งราวกับเห็นผี
นี่อาจารย์ของเธอเป็นนายแพทย์ด้วยหรือ? แถมยังตอบคำถามบนกำแพงคาใจได้ถึง 19 คำถาม และกลายเป็นประธานสมาคมนายแพทย์คนใหม่ด้วย?
ถึงจะเดาได้ตั้งแต่พ่อยังไม่พูดอะไรออกมา แต่ก็ยังอดอัศจรรย์ใจไม่ได้เมื่อได้รับการยืนยัน
“ลูกรู้จักอาจารย์คนนี้ด้วยหรือ? เยี่ยมเลย! พรุ่งนี้พ่อจะไปขอพบเขาและวิงวอนให้เขารักษาพิษสะสมให้ลูก…” นักปรุงยามู่พูดอย่างตื่นเต้นต่อไปโดยไม่รับรู้อาการตกตะลึงของลูกสาว
“ไม่ต้องไปพบเขาหรอกพ่อ…เขารักษาอาการพิษสะสมให้ฉันแล้ว…”
มู่เสว่คิงใช้เวลาพักหนึ่งกว่าจะพูดจารู้เรื่อง เธอตอบและยิ้มเจื่อนๆ
“รักษาแล้ว?” นักปรุงยามู่หันขวับมามองลูกสาวอย่างประหลาดใจ
“ใช่…” มู่เสว่คิงพยักหน้า
“แล้วทำไม…เขาถึงช่วยลูก?” สถานการณ์นี้กระทันหันเกินกว่าที่นักปรุงยามู่จะเข้าใจ
ด้วยตำแหน่งของอาจารย์หลิว ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เขาจะรักษาอาการป่วยให้ลูกสาวของเขาแบบฟรีๆ
“นั่นก็เพราะ…”
เมื่อรับรู้ถึงความสงสัยของบิดา มู่เสว่คิงเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“เขาเป็น…อาจารย์ของฉันเอง!”
“อาจารย์ของลูก?” นักปรุงยามู่ถึงกับผงะ
สถานการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับเมิ่งเทาและนักเรียนคนอื่นๆของอาจารย์หลิว ตลอดทั้งคืนนั้น มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่ต้องอัศจรรย์ใจ
…..
เมื่อลืมตาตื่น จางเซวียนรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาอีกครั้ง
เขาใช้เวลาตลอดทั้งคืนเรียบเรียงเพลงดาบเทียบฟ้าและเพลงกระบี่เทียบฟ้า สำหรับจ้าวหย่าและมู่เสว่คิง
เทคนิคการต่อสู้ที่หอสมุดเทียบฟ้าประมวลขึ้นมานั้น บอกได้เลยว่าไร้เทียมทาน แต่หากไม่มีพลังปราณเทียบฟ้ามากพอที่จะยืนหยัดกับมันได้ ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถแสดงเทคนิคนี้ได้อย่างเต็มพละกำลัง แต่ยังอาจได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการใช้เทคนิคนั้นด้วย
ก็เหมือนกับให้เด็กทารกมากวัดแกว่งค้อน–ในเมื่อไม่มีพละกำลังมากพอที่จะถือมัน ค้อนนั้นย่อมทำร้ายตัวเอง
ทั้งสองสาวน่าจะแสดงเทคนิคการต่อสู้ได้เต็มกำลังกว่าเดิม หลังจากที่จางเซวียนได้ปรับปรุงทั้งสองเทคนิคให้เหมาะสมกับความต้องการของทั้งคู่แล้ว
เมื่อออกจากห้องเล็กมา จางเซวียนเห็นลู่ชงนอนหายใจหอบอย่างหนักหน่วงอยู่บนม้านั่ง ดูเหมือนเขาจะผ่านด่านความทรมานขั้นแรกในการฝึกวิชากายพิษได้แล้ว
“ท่านอาจารย์!”
เมื่อเห็นอาจารย์หลิว ลู่ชงรีบประสานมือคารวะ
“อือ!”
จางเซวียนคิดไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่าลู่ชงจะต้องเอาชนะความเจ็บปวดได้ เขาจึงไม่ประหลาดใจมากนัก เขาพยักหน้าและยิ้มให้ “คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง?”
“ผม…”
ลู่ชงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ผมไม่รู้สึกแตกต่างจากเดิมสักนิด วรยุทธของผมก็ยังอยู่ที่พี่เชวี่ยขั้นต้น ทำไมมันถึงไม่เพิ่มขึ้นเลย…”
เมื่อยาพิษในตัวเริ่มอ่อนกำลังลง เขาก็สำรวจสภาพร่างกายของตัวเองทันที ซึ่งก็เหมือนกับที่เป็นอยู่เมื่อคืน คือยังมีวรยุทธอยู่ที่พี่เชวี่ยขั้นต้น ไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย ถ้าไม่ใช่เพราะความเชื่อใจในตัวอาจารย์หลิว เขาจะต้องคิดว่าความเจ็บปวดที่เขาอดทนกับมันมาทั้งคืนเป็นเรื่องสูญเปล่า
เมื่อนึกถึงความเจ็บปวดสาหัสสากรรจ์ที่ผ่านมา ลู่ชงก็อดที่จะตัวสั่นไม่ได้
มันเหมือนเขาถูกผลักให้ตกลงไปในนรกขุมที่ลึกที่สุด ต้องอดทนกับการทรมานอย่างร้ายกาจที่สุดเท่าที่จะมีได้ในโลกใบนี้ มีอยู่หลายครั้งที่เขารู้สึกว่าคงจะดีกว่า หากทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและล้มเลิก หากไม่ใช่เพราะความขมขื่นในใจที่เป็นเชื้อไฟให้กับความมุ่งมั่นของเขา เขาคงยอมแพ้เป็นแน่
“มีเสาหินวัดพลังอยู่ตรงนั้น ไปทดลองสิ”
จางเซวียนอมยิ้ม
“ได้!”
ถึงลู่ชงจะยังงงๆกับคำสั่งของเขา แต่ก็พยักหน้าและเดินไปที่เสาหิน เขากำหมัดแน่นและต่อยมันอย่างสุดแรง
ตึ้ง!
เสาหินสั่นสะท้าน และตัวเลขแถวหนึ่งก็ค่อยๆลอยขึ้นมา
44!
พี่เชวี่ยขั้นสูงสุด! เป็นไปได้อย่างไร?
เมื่อเห็นตัวเลขบนเสาหิน ลู่ชงถึงกับตัวสั่นและตาค้างด้วยความตกตะลึง
เขารู้สึกได้ว่าระดับวรยุทธไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แต่ทำไมถึงมีพละกำลังตั้ง 44 ติ่ง
น่าสะพรึงเหลือเกิน!
นักรบพี่เชวี่ยโดยทั่วไปจะมีพละกำลังเพิ่มขึ้น 1 ติ่งสำหรับทุก 1 จุดชีพจรที่เปิดได้ หากคำนวณตามนั้น 44 ติ่งก็เท่ากับต้องเปิดจุดชีพจรไปได้ 40 จุด แต่…ลู่ชงเพิ่งเปิดจุดชีพจรไปได้แค่จุดเดียวเท่านั้น ทำไมเขาถึงมีพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ได้?
“พละกำลังนั้นมาจากสภาพร่างกายของคุณเอง!”
จางเซวียนพยักหน้าขณะที่อธิบาย เขาพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างมาก
สิ่งที่วิชากายพิษจะมอบให้ก็คือพละกำลังและความแข็งแกร่งทางร่างกาย ไม่ใช่ระดับวรยุทธหรือพลังปราณ
เมื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายได้ถึงระดับหนึ่ง ก็จะมีพละกำลังมากพอที่จะรับมือกับพลังปราณของฝ่ายตรงข้ามได้ อันที่จริง กูรูยาพิษที่เก่งกาจมากๆบางคนถึงกับฉีกนักรบขั้นจงซรือเป็นชิ้นๆได้โดยไม่ต้องใช้พลังปราณแม้แต่น้อย
ด้วยการใช้ยาพิษร้ายแรงเพิ่มระดับความแข็งแกร่งให้ร่างกาย เพียงชั่วข้ามคืน พละกำลังของลู่ชงเพิ่มจาก 5 ติ่งมาเป็น 44 ติ่ง!
“ผม…”
เห็นตัวเลขที่ปรากฏบนเสาหินวัดพลัง ลู่ชงถึงกับตาแดงก่ำ
ก่อนหน้านี้ ตอนที่อาจารย์หลิวพูดว่าจะทำให้เขามีพละกำลังมากพอที่จะแก้แค้นได้ภายใน 10 วัน เขาก็ยังคงแคลงใจในคำพูดของอีกฝ่าย แต่มาถึงตอนนี้ ไม่มีความแคลงใจแบบนั้นหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย!
แค่วันเดียว พละกำลังของเขาก็เพิ่มจากติ่งลี่ขั้นต้นมาเป็นพี่เชวี่ยขั้นสูงสุด พรวดพราดขนาดนี้ ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อนแน่! ขนาดลู่ชงมีประสบการณ์ตรงด้วยตัวเอง เขาก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าฝันไปหรือเปล่า
“ขอบคุณท่านอาจารย์!”
สิ่งเดียวที่หลงเหลือในใจของเขาคือความยำเกรงและความสำนึกในบุญคุณของอาจารย์หลิวคนนี้เท่านั้น
“เอาล่ะ ตกลงคุณจะเล่าเรื่องของตัวเองให้ผมฟังได้หรือยัง?”
จางเซวียนถาม
“ผม…”
ลู่ชงกำหมัดแน่น
“จำไว้ว่าคุณคือนักเรียนของหลิวเฉิน เป็นลูกศิษย์ของผม ต่อให้ศัตรูของคุณเป็นฮ่องเต้แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ หากเป็นความผิดของเขาล่ะก็…”
จางเซวียนเอาสองมือไพล่หลัง และแผ่รังสีของความมั่นใจอย่างไร้เทียมทานออกมา “ผมจะขุดหลุมฝังมันให้คุณเอง!”
“ท่านอาจารย์…”
ด้วยการที่ต้องสูญเสียครอบครัวไป ทำให้ลู่ชงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมานี้ เขาไม่เชื่อใครและไม่ไว้วางใจใครทั้งนั้น เขายอมแบกรับความหนักหน่วงทั้งหมดไว้คนเดียว แต่ต่อให้มีจิตใจที่แข็งแกร่งขนาดไหน สุดท้ายเขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง
ในตอนนั้น ดูเหมือนอารมณ์และความรู้สึกทุกอย่างที่ลู่ชงแบกรับอยู่จะมาถึงจุดระเบิด น้ำตาไหลพรากอาบหน้าของเขา
หากเป็นคนอื่นมาพูดกับเขาแบบนี้ เขาคงจะหัวเราะใส่หน้า และคิดว่าอีกฝ่ายก็แค่ปากดี
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาไม่อาจปฏิเสธที่จะเชื่อมั่นในคำพูดของอาจารย์หลิวคนนี้ได้
เขาสูญเสียเสาหลักและเครื่องค้ำจุนชีวิตไปหมดหลังจากความตายของบิดามารดา ไม่เคยคิดว่าจะอยากไว้ใจใครหน้าไหน จนกระทั่งได้เจออาจารย์หลิว
แม้อาจารย์ที่อยู่ตรงหน้าเขาจะยังหนุ่ม แต่ก็เหมือนภูผาใหญ่โตที่มั่นคง และสามารถดึงจิตใจที่วุ่นวายสับสนของเขากลับมาสู่ความสงบได้อีกครั้ง เป็นครั้งแรกตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานที่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว
“พูดสิ!”
จางเซวียนมองหน้าลู่ชง
“.…”
แล้วลู่ชงก็เริ่มต้นเล่าเรื่องของเขา
