ตอนที่ 781 ถ่ายทอดศิลปะเพลงกระบี่
“เฝ้าประตู?” อิ้งชิง, ไป๋เหมี่ยน และหยวนกังต่างกำหมัดแน่นเมื่อได้ยินคำนั้น พวกเขาแทบปรี๊ด
ทุกคนเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์ แต่เจ้าเด็กใหม่นี่จะให้พวกเขาไปเฝ้าประตู?
ไอ้แบบนี้เรียกว่าเป็นเดิมพันด้วยหรือ?
มันหยามหน้ากันเห็นๆ !
“เมื่อครู่ก่อนคุณเพิ่งมั่นใจอยู่หยกๆ ไม่ใช่หรือว่าไม่มีทางแพ้? ถ้าไม่มีทางแพ้ เดิมพันจะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญหรอก จริงไหม? ความมั่นใจของคุณเกิดสั่นคลอนขึ้นมาหรือไงล่ะ?” จางเซวียนจ้องหน้าทั้ง 3 พร้อมกับส่งยิ้มน้อยๆ
“เปลี่ยนเงื่อนไขซะ!” อิ้งชิงสะบัดแขนเสื้อและคำรามด้วยสีหน้าถมึงทึง
ต่อให้พวกเขาไม่แพ้ ก็จะมาใช้เดิมพันแบบนี้ไม่ได้ มันจะดูถูกกันมากเกินไปแล้ว!
“ดูเหมือนพวกคุณจะไม่มั่นใจอย่างปากว่าเลยนะ เอาเถอะ ถึงแพ้ก็ไม่เห็นมีอะไรต้องอับอายนี่ ทุกคนก็มีโอกาสแพ้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่น่าขายหน้าสักหน่อย” จางเซวียนปลอบ
“คุณ!”
ได้ยินคำนั้น อิ้งชิง, ไป๋เหมี่ยน และหยวนกังแทบกระอักเลือด
อับอาย? หมายความว่าอย่างไร? พูดว่าทุกคนก็มีโอกาสแพ้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เห็นจะต้องขายหน้า? พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?
พวกเราไม่ได้กลัวแพ้ แค่รู้สึกว่าเงื่อนไขของคุณมันหยามหน้ากันเกินไป!
ขณะที่ทั้งสามกำลังจะปฏิเสธ อีกฝ่ายก็ก้มหน้าลงและดูเหมือนจะครุ่นคิด “ถ้าคุณกลัวแพ้จริงๆ ล่ะก็ ทำไมไม่ให้ผมให้คำชี้แนะกับนักเรียนใหม่บางคน และส่งเขาขึ้นไปดวลกับคุณล่ะ? ถ้าเงื่อนไขที่ว่ามันทำให้พวกคุณรู้สึกว่ามากไปล่ะก็ ทำแบบนี้ก็คงจะมั่นอกมั่นใจกว่า ผมอ่อนข้อให้คุณมากกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ”
“คุณ”
เห็นอีกฝ่ายรุกหนักขึ้นทุกที อิ้งชิงโมโหเดือด “พอได้แล้ว! พวกเรายอมรับเงื่อนไขของคุณ! ภาวนาให้ตัวเองเก่งอย่างปากว่าเถอะ ไม่อย่างนั้นก็รอดูกัน!”
เมื่ออีกฝ่ายยอมรับเงื่อนไขแล้ว จางเซวียนก็พยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะสั่งการ “ดีเลย! โหลวฮวนกับซ่งเชาส่งคน 2-3 คนไปเฝ้าทางเข้าไว้ ไม่มีอะไรให้พวกเขาดูหรอก”
ที่พักนักเรียนใหม่นั้นมีรั้วล้อมและมีทางเข้าออก แต่ไม่มีประตูอยู่บริเวณทางเข้า คงออกจะกระอักกระอ่วนไม่น้อย ถ้าคนพวกนั้นจะต้องเห็นพรรคพวกของตัวเองพ่ายแพ้
“ได้เลย!” คุณชายโหลวฮวนกับซ่งเชาพยักหน้าก่อนจะออกไปจัดการ
“แกมันรนหาที่ตาย!”
เห็นอีกฝ่ายทำท่าราวกับรู้ตัวว่าจะได้ชัยชนะแน่นอน ไป๋เหมี่ยนหมดความอดทน ใบหน้าดำคล้ำของเขาฉายความก้าวร้าว และกระบี่ใหญ่โตนั้นก็สั่นสะท้านด้วยแรงโทสะ เขาหันไปหาอิ้งชิงและพูดว่า “ขอผมสั่งสอนไอ้หมอนี่หน่อยเถอะ!”
ทันทีที่พูดจบ เขาก็เดินไปกลางเวทีประลอง และตวาดก้องด้วยสายตาคมกริบราวสายฟ้าฟาด “จางเซวียน ฉันจะเป็นคู่ต่อสู้คนแรกของแก ขึ้นมา!”
จางเซวียนส่ายหน้า “ใจเย็นน่ะ ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลย หนุ่มๆ สมัยนี้อดทนไม่เป็นเอาจริงๆ”
“แก” เจอกระทุ้งเข้าไปอีกดอก ใบหน้าของไป๋เหมี่ยนดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม
พวกเราอาจจะยังดูหนุ่ม แต่ก็อายุ 50 กว่ากันแล้ว แกรู้หรือเปล่า? แกมันแค่เด็ก 20 กล้ามาเรียกพวกเราว่าหนุ่มๆ ช่างหน้าไม่อายอะไรอย่างนี้!
“แกปากเก่งอยู่อย่างเดียวหรือไง? ถ้าเป็นลูกผู้ชายล่ะก็ ขึ้นมาเลยดีกว่า!” รู้ดีว่าปะทะคารมกับอีกฝ่ายไม่ไหว ไป๋เหมี่ยนกัดฟันกรอดด้วยความเดือดดาล
“ผมจะไม่เอาเปรียบคุณหรอก คุณแพ้แน่ถ้าผมขึ้นไปตอนนี้ อย่างที่บอกไปเมื่อกี้นั่นแหละ เดี๋ยวจะหาเด็กใหม่ 2-3 คนไปสู้กับคุณ ผมพูดอะไรไว้แล้วก็ต้องทำตามนั้น!” จางเซวียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
เขาไม่แยแสไป๋เหมี่ยนที่แทบจะคลุ้มคลั่ง จางเซวียนหันไปหาบรรดานักเรียนใหม่แล้วถามว่า “มีใครที่มีกระบี่และถูกหมอนี่โค่นไปแล้วบ้าง?”
เมื่อได้ยินคำถาม ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง
พวกเขาคิดว่าปรมาจารย์จางพูดแบบนั้นออกไปเพื่อยั่วโมโหอีกฝ่ายให้ยอมรับเงื่อนไขเท่านั้น นี่เขาเอาจริงหรือ?
แต่พวกเขาก็ถูกอัดจนแพ้ไปแล้วนะ ถึงบาดแผลจะไม่สาหัสอะไรมากมายก็เถอะ ไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะศิษย์พี่พวกนั้นได้หรอก!
“ผมเพิ่งแพ้ไป!”
หลังจากนิ่งอึ้งกันไปชั่วครู่ เด็กใหม่คนหนึ่งก็ยกมือขึ้นและเดินออกมาจากฝูงชน
เขาคือชายหนุ่มอายุราว 20 กลางๆ ซึ่งเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นต้น มีรอยแผลและรอยฟาดฟันของกระบี่บนร่างของเขา ซึ่งแม้จะดูไม่หนักหนาสาหัสนัก แต่ก็เหมือนกับว่าเขาคงจะถูกตัดออกเป็น 2 ท่อนไปแล้วหากคู่ต่อสู้ออกแรงมากกว่านี้อีกสักหน่อย เป็นเพราะความปรานีของอีกฝ่ายที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้
“ไม่เลว!” จางเซวียนประเมินเขาอย่างถี่ถ้วนจากหัวจรดเท้าก่อนจะพยักหน้า “คุณขึ้นไปบนเวทีประลองแล้วจัดการหมอนั่นเลย!”
“ผม” ชายหนุ่มแทบกระโดดด้วยความตกใจ จากนั้นก็ตอบด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความขัดแย้งในใจ “ผมสู้เขาไม่ได้ ก่อนหน้านี้ ต้านทานไม่ไหวแม้แต่กระบวนท่าเดียวด้วยซ้ำ!”
เมื่อกี้ ตอนที่เขาเผชิญหน้ากับไป๋เหมี่ยน ทันทีที่การดวลเริ่ม ยังไม่ทันที่เขาจะได้ยกกระบี่ขึ้น ก็ถูกอาวุธของอีกฝ่ายฟาดเอาเสียแล้ว ความแข็งแกร่งห่างชั้นกันขนาดนี้ ต่อให้เขาท้าทายไป๋เหมี่ยนสักกี่ครั้งก็ต้องแพ้อยู่ดี!
“ไม่เป็นไรหรอกน่ะ ผมจะถ่ายทอดเทคนิคเพลงกระบี่ให้คุณเดี๋ยวนี้ และถ้าคุณสำแดงมันออกมาได้ดีล่ะก็ รับรองว่านัดเดียวจอด” จางเซวียนตอบ
“เทคนิคเพลงกระบี่?” ชายหนุ่มทวนคำอย่างแทบไม่เชื่อหู
เทคนิคเพลงกระบี่เพียงเทคนิคเดียวจะมีประโยชน์อะไร?
อีกฝ่ายมีความเข้าใจในศิลปะแห่งกระบี่อย่างล้ำลึกขนาดนี้ ต่อให้เขาร่ำเรียนเป็นร้อยเทคนิคก็ไม่มีทางสู้ได้หรอก!
“ก็ใช่น่ะสิ ส่งกระบี่ของคุณมา!” จางเซวียนพยักหน้าอย่างทองไม่รู้ร้อน ไม่แยแสอาการตกตะลึงของอีกฝ่าย
“ก็ได้” แม้ชายหนุ่มจะไม่เข้าใจว่าหัวหน้าแก๊งของพวกเขาคิดอะไร แต่ก็ยื่นกระบี่ให้อย่างว่าง่าย
“อะไรกันนักหนาวะ!” เห็นจางเซวียนกำลังจะถ่ายทอดศิลปะเพลงกระบี่ให้กับคู่ต่อสู้ที่เพิ่งพ่ายแพ้เขาไปหมาดๆ เพื่อให้หมอนั่นขึ้นมาสู้กับเขาอีกรอบ ไป๋เหมี่ยนโมโหจนแทบปรี๊ด
แค่การที่หมอนั่นทำท่าราวกับชัยชนะอยู่ในกำมือก็ยั่วโมโหเขามากพอแล้ว แต่ยังเลือกคู่ต่อสู้ที่เขาเพิ่งโค่นไปหยกๆ มาสอนเทคนิคเพลงกระบี่ให้ เพื่อหวังจะให้มาเอาชนะเขา
แกกำลังเล่นเกมอะไรอยู่?
ฉันคงไม่ได้เป็นอัจฉริยะของโรงเรียนศิลปะการต่อสู้หรอกหากใครก็โค่นฉันได้ง่ายๆ แบบนั้น!
แกมันอวดดีเกินไปแล้ว!
ทั้งหยิ่งผยองและหลงตัวเอง!
ต่อให้หัวหน้าโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ยังไม่กล้าทำอะไรแบบนี้เลย!
“ไป๋เหมี่ยน ในเมื่อปรมาจารย์จางกำลังจะถ่ายทอดศิลปะเพลงกระบี่ให้ไอ้เด็กใหม่น่ะ เราก็ไม่ควรเอาเปรียบพวกเขา ปิดการรับรู้ประสาทสัมผัสของคุณเสีย เพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้เทคนิคนั้น!”
อิ้งชิงก็มีสีหน้าไม่พอใจ แต่ถึงอย่างไร ในฐานะปรมาจารย์ เขาก็ยังต้องรักษาหน้าตาและชื่อเสียงของตัวเองไว้
เพราะพวกเขามีความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งในเทคนิคการต่อสู้ถึงระดับที่เป็นอัจฉริยะของโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ ต่อให้จางเซวียนสอนอะไรเด็กใหม่อยู่ตรงหน้า ก็แน่นอนว่าย่อมเป็นเทคนิคที่พวกเขาเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น หากพวกเขาฟัง แล้วจะดวลไปเพื่ออะไร? เพราะถึงอย่างไรผลแพ้ชนะก็เห็นๆ กันอยู่แล้ว!
ต่อให้พวกเขาชนะ ก็ดูไม่สง่างามเท่าไหร่
อย่างน้อยที่สุด หากพวกเขาปิดประสาทสัมผัสการรับรู้เพื่อจะได้ไม่ต้องฟังเทคนิคเพลงกระบี่ ก็ไม่มีอะไรที่อีกฝ่ายจะมากล่าวหาเขาทีหลังได้
“ตามนั้น!” ไป๋เหมี่ยนพยักหน้า
แต่ขณะที่เขากำลังจะปิดประสาทสัมผัสการรับรู้ จางเซวียนก็หันมามองแล้วพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากแบบนั้นหรอก ในเมื่อคุณก็เป็นนักเรียนของโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ ผมเชื่อว่าคุณจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเทคนิคการต่อสู้นี้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ผมอยากขอให้คุณเฝ้าดูการถ่ายทอดเทคนิคของผมและแก้ไขข้อผิดพลาดให้ด้วย!”
ไป๋เหมี่ยนกับอิ้งชิงได้แต่มองหน้ากันและกระพริบตาปริบๆ
หมอนี่เอาหัวโขกประตูหรือถูกลาเตะจนสมองเสื่อมไปแล้วหรือเปล่า? แกกำลังจะให้พรรคพวกแกเข้าท้าทายฉันในศิลปะเพลงกระบี่ แต่กลับอยากให้ฉันรับรู้ล่วงหน้า?
นี่มันตรรกะชนิดไหนกัน?
ขณะที่ไป๋เหมี่ยนกำลังหันรีหันขวาง ก็ได้รับโทรจิตจากอิ้งชิง “ในเมื่อหมอนั่นอยากให้เราดู ก็ทำตามอย่างเขาพูดเสียหน่อย เขาเป็นคนบอกให้เราดูเองนะ แพ้แล้วก็จะมาต่อว่าเราไม่ได้หรอก!”
อิ้งชิงเป็นผู้นำกลุ่ม ไป๋เหมี่ยนจึงได้แต่ยอมรับ เขาจับตามองการถ่ายทอดศิลปะเพลงกระบี่ของชายหนุ่มที่อยู่ด้านล่าง
“มันมีแค่กระบวนท่าเดียวเท่านั้นนะ ดูให้ดี!”
จางเซวียนไม่แยแสฝูงชนที่กำลังงงงัน เขาหัวเราะหึๆ และด้วยการสะบัดข้อมือเพียงหนึ่งครั้ง เขาก็วาดกระบี่เป็นเส้นทะแยง
กระบี่นั้นเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ราวกับการลากสีแปรงของพู่กันลงบนแผ่นกระดาษ
เรียกไอ้แบบนี้ว่าศิลปะเพลงกระบี่หรือ? ไป๋เหมี่ยนถึงกับเหวอ
แม้เขาจะร่ำเรียนเพลงกระบี่มาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่ก็ไม่เคยเห็นท่วงท่าน่าเกลียดน่าชังแบบนี้มาก่อน นี่ไม่มีทางเป็นศิลปะเพลงกระบี่ไปได้!
เขากำลังคิดว่าหมอนี่จะถ่ายทอดศิลปะเพลงกระบี่แบบไหน ที่ทำให้อีกฝ่ายกลับมาโค่นเขาแบบนัดเดียวจอด แต่ใครจะคิดว่าจะเป็นกระบวนท่าอันขี้ริ้วขี้เหร่แบบนี้?
แกปั่นหัวฉันหรือ?
ตอนนี้ ไม่ใช่ไป๋เหมี่ยนคนเดียวที่เริ่มเดือด ชายหนุ่มที่จางเซวียนกำลังถ่ายทอดศิลปะเพลงกระบี่ไห้ก็แทบปล่อยโฮออกมา
เขาคิดว่า จากความมั่นอกมั่นใจที่หัวหน้าแก๊งแสดงออกมา เขาจะต้องมีกระบวนท่าอันทรงพลังมาถ่ายทอดให้แน่ ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้
ด้วยทักษะการหยั่งรู้ของเขา เขาบอกได้เลยว่ามันไม่มีทักษะ ไม่มีความล้ำลึกใดๆ ในการวาดลวดลายนั้นเลย มันช่างเชื่องช้า ทึ่มทื่อ และไร้พลัง จนแม้ฆ่ามดตัวหนึ่งก็คงไม่ตาย แล้วเขาจะเอาชนะศิษย์พี่เกรด 4 ที่เขาต้านทานไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวเมื่อครู่ก่อนด้วยเทคนิคแบบนี้ได้อย่างไร?
ความมั่นใจพลันหดหายไปจากตัวเขาจนหมด
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจนปัญญาเพราะไม่รู้ว่าปรมาจารย์จางจะคิดจะทำอะไร ก็พลันได้ยินเสียงแผ่วๆ ดังอยู่ข้างหู ตามมาด้วยความคิดที่วาบขึ้นในสมองของเขา จนทำให้ร่างกายของเขาต้องสั่นสะท้าน “แก่นของศิลปะเพลงกระบี่ของผมไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ แต่อยู่ที่เจตจำนง นี่คือหัวใจของศิลปะเพลงกระบี่ของผม ทำความเข้าใจมันให้ดี!”
“นี่คือการถ่ายทอดจิตวิญญาณ?” เมื่อรับรู้ได้ถึงเทคนิคการต่อสู้แบบใหม่ในหัวสมองตัวเอง ชายหนุ่มนัยน์ตาเบิกโพลงอย่างตกตะลึง
การถ่ายทอดจิตวิญญาณนั้นเป็นความสามารถที่ว่ากันว่ามีแต่ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวเท่านั้นที่ทำได้ ทำไมหัวหน้าแก๊งของเขาถึงทำได้เหมือนกันล่ะ?
เห็นชายหนุ่มเอาแต่งง จางเซวียนส่งโทรจิตกระตุ้น “อย่าปล่อยให้ความคิดวอกแวก ใช้เวลาทำความเข้าใจเทคนิคการต่อสู้ จดจำจิตวิญญาณเพลงกระบี่ที่ผมถ่ายทอดให้คุณเอาไว้ แล้วใช้มันพร้อมกับการสำแดงศิลปะเพลงกระบี่ในการต่อสู้ครั้งหน้า!”
“ได้!” เมื่อหายจากอาการตกตะลึงแล้ว ชายหนุ่มก็รีบเพ่งสมาธิไปที่ศิลปะเพลงกระบี่ในสมองของเขา ซึ่งก็รู้สึกได้ถึงความเข้มข้นของจิตวิญญาณเพลงกระบี่ที่มีรังสีอันคมปลาบชนิดที่ทำให้คู่ต่อสู้ไร้เรี่ยวแรงไปทันที
“เอ่อ…” ชายหนุ่มหรี่ตา
เขาอาจไม่ได้ช่ำชองและรอบรู้ในศิลปะในกระบี่เท่ากับไป๋เหมี่ยน แต่ในฐานะผู้ฝึกฝนศิลปะเพลงกระบี่เช่นกัน มองปราดเดียวเขาก็บอกได้ว่าจิตวิญญาณเพลงกระบี่ที่ได้รับถ่ายทอดมานั้นเข้มข้นและทรงพลังขนาดไหน
ขอแค่เขาทำตามได้ ความเข้าใจในศิลปะเพลงกระบี่ของเขาจะต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก เรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่เกินกว่าจะจินตนาการถึงทีเดียว
ชายหนุ่มขับเคลื่อนพลังปราณไปทั่วร่างกายเพื่อให้สอดคล้องกับศิลปะเพลงกระบี่ที่ได้รับถ่ายทอดมา ขณะที่ดำดิ่งเข้าสู่ความเข้มข้นของจิตวิญญาณเพลงกระบี่นั้น ในชั่วพริบตานั้นเอง ราวกับคมกระบี่ได้พาดผ่านดวงตาของเขา หลังจากจับใจความเทคนิคอย่างคร่าวๆ ชายหนุ่มก็สูดหายใจลึก และโค้งคำนับอย่างงามจนเกือบถึงเอว “ขอบคุณมาก ท่านหัวหน้า!”
จางเซวียนโบกมืออย่างไม่ยี่หระ “เอาเถอะ ไปปราบหมอนั่นได้แล้ว!”
ไป๋เหมี่ยนไม่ได้แค่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศิลปะเพลงกระบี่เท่านั้น เขายังทุ่มเทฝึกฝนมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ ต่อให้จางเซวียนถ่ายทอดศิลปะเพลงกระบี่เทียบฟ้าฉบับปรับปรุงให้เรียบง่ายให้กับชายหนุ่ม ก็ยังยากอยู่ดีที่เขาจะโค่นไป๋เหมี่ยนได้ในตอนนี้ ดังนั้น จางเซวียนจึงต้องถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งกระบี่บางส่วนให้ไปด้วย
จิตวิญญาณแห่งอาวุธนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เหมือนกับความรู้สึกหรือสภาวะจิตบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยถ้อยคำ ต่อให้เข้าใจ ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะถ่ายทอดจิตวิญญาณเพลงกระบี่ให้กับอีกฝ่าย
แต่เป็นเพราะจางเซวียนได้ฝึกฝนศิลปะเพลงกระบี่เทียบฟ้า ซึ่งเป็นการตีความอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ทำให้จิตวิญญาณเพลงกระบี่ของเขาหมดจดและไร้ข้อบกพร่อง เมื่อผนวกเข้ากับความสามารถในฐานะผู้พยากรณ์จิตวิญญาณด้วย การถ่ายทอดจิตวิญญาณเพลงกระบี่ให้กับอีกฝ่ายจึงมีความเป็นไปได้
“ได้!” ชายหนุ่มสูดหายใจลึกและพยักหน้า
เขากระโดดขึ้นไปบนเวทีประลอง
ก่อนหน้านี้ เขายังเกรงเกรงว่าคงไม่อาจเอาชนะศิษย์พี่ไป๋เหมี่ยนได้ แต่มาตอนนี้ เมื่อได้เรียนรู้ศิลปะเพลงกระบี่เทียบฟ้าฉบับปรับปรุงให้เรียบง่าย และได้รับการถ่ายทอดจิตวิญญาณเพลงกระบี่จากจางเซวียนเข้าสู่สมองแล้ว ความหวาดกลัวทั้งหมดก็สูญสลายไป
“คุณคิดว่าคุณจะเอาชนะผมได้ด้วยวิธีนี้จริงๆ เรอะ?” เห็นชายหนุ่มกระโดดขึ้นมาบนเวทีประลองเพื่อท้าทายเขาอีกครั้งหลังจากที่ได้เรียนรู้ศิลปะเพลงกระบี่งี่เง่าซึ่งแม้แต่จะเลื่อยไม้ก็คงไม่ขาด ไป๋เหมี่ยนโมโหจนแทบปรี๊ด
“ขออภัยด้วย!” ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะเงื้อกระบี่ขึ้น และในชั่วพริบตานั้น รังสีที่เหมือนกับจะพุ่งทะลุสวรรค์ได้ก็ระเบิดขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วกระบี่นั้นก็กระแทกเข้าที่ไป๋เหมี่ยน
พลั่ก!
แม้ชายหนุ่มจะมีระดับวรยุทธแค่จิตวิญญาณสอดคล้องขั้นต้น แต่ประกายเย็นเยียบของกระบี่ที่ได้รับถ่ายทอดมานั้นก็แผ่ออกไปราวกับสายฟ้าฟาด มันแหวกอากาศนัดเข้าโจมตีไป๋เหมี่ยน
“กระบี่ประกายสายฟ้าฟาด? นะ-นี่เป็นความสามารถที่มีแต่ผู้ที่เข้าถึงหัวใจเพลงกระบี่เท่านั้นถึงจะทำได้! คุณทำได้อย่างไร?”
ไป๋เหมี่ยนตัวสั่นด้วยความตกตะลึง นัยน์ตาของเขาเบิกโพลงจนแทบปะทุออกจากเบ้า เขาได้ยินเสียงดังสนั่นครั่นครื้นอยู่ข้างตัว ราวกับจะบดขยี้เขาให้เป็นผุยผง
