ตอนที่ 360 กำแพงสูตรยา
“มันเกิดอะไรขึ้น?”
โม่หงอีแทบจะเสียสติ
อาจารย์หลิวกับปรมาจารย์จางเซวียน…ทั้งคู่มันก็คนเดียวกัน?
ลูกศิษย์ของพวกเขาดวลกันเอง? นี่เกิดบ้าอะไรขึ้นมา?
“คุณคงจะมัวแต่สอนอยู่…”
เห็นอีกฝ่ายงงงันขนาดนั้น อาจารย์อีกคนก็รีบเล่ารายละเอียด “ลูกศิษย์ของปรมาจารย์จางเซวียน – ถ้าผมจำไม่ผิดนะ เธอชื่อจ้าวหย่า – ได้ดวลกับลูกศิษย์ของอาจารย์หลิว, มู่เสว่คิง เพราะเหตุผลอะไรสักอย่างที่ไม่มีใครรู้ ดูเหมือนก่อนหน้าการดวลวันนี้ ทั้งคู่เคยดวลกันมาครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้จึงเป็นครั้งที่สองที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากัน…”
เขารีบทบทวนเรื่องราว
เมื่อรู้ที่มาที่ไปแล้ว โม่หงอีก็มีสีหน้าพิลึกพิลั่น ดูเหมือนเขาพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
ลูกศิษย์ของตัวตนปลอมเปิดฉากปะทะกับลูกศิษย์ของตัวตนจริง ซึ่งแน่นอนว่าทั้งคู่จะต้องไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปหากไม่มีใครสักคนยอมแพ้…จางเซวียนจะต้องประสาทกินสุดๆแน่
“อาจารย์ใหญ่ต้องการให้ผมทำอะไร?”
โม่หงอีถาม
“อาจารย์ใหญ่อยากให้ปรมาจารย์จางกับอาจารย์หลิวได้จับเข่าคุยกันเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง ในเมื่อคุณสนิทสนมกับอาจารย์หลิว อาจารย์ใหญ่จึงหวังว่าคุณจะหว่านล้อมให้เขายอมมาได้!” อาจารย์คนนั้นพูด
“ผมต้องหว่านล้อมอาจารย์หลิว กับปรมาจารย์จาง…ให้พวกเขามานั่งจับเข่าคุยกัน?” สีหน้าของโม่หงอีพิลึกพิลั่นขึ้นไปอีก
“ล้อเล่นแล้วล่ะ!”
ทั้งคู่มันก็คนเดียวกัน! จางเซวียนจะมานั่งจับเข่าคุยกับตัวเองได้อย่างไร?
“ได้ ผมจะไปหาอาจารย์หลิวและคุยกับเขาเรื่องนี้ บอกอาจารย์ใหญ่นะว่าผมจะเป็นธุระให้…” โม่หงอีตอบ พยายามกลั้นหัวเราะไว้อย่างเต็มที่
คุณเป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจไปเสียทุกเรื่องไม่ใช่หรือ?
มาดูกันว่าคุณจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?
เมื่อคุยกับอาจารย์คนนั้นได้อีกครู่หนึ่ง โม่หงอีก็ออกเดินไปยังห้องเรียนของจางเซวียน
…..
“หยวนเทา นายจะไปไหนน่ะ?ทำไมไม่เรียกฉันไปด้วย?”
หยวนเทากำลังจะเดินออกจากห้อง ก็พอดีมีเสียงกระซิบกระซาบเรียกชื่อเขา จึงหันขวับไปดูและเห็นเจิ้งหยางฉีกยิ้มอยู่ใกล้ๆ
“ฉัน…” หยวนเทาลังเล
“เอาน่ะ ฉันรู้ว่านายกำลังจะไปจัดการอาจารย์หลิวคนนั้น ไปด้วยกันเถอะ!”
เจิ้งหยางกลอกตา
“ฉันกลัวว่าอาจารย์จะตำหนิพวกเราหากเขารู้เรื่องนี้…” หยวนเทาพูด
ถ้าปรมาจารย์จางรู้เรื่องนี้ เขาต้องถูกตีตายแน่ แต่ด้วยความอึดถึกที่มี หยวนเทาก็ไม่ได้กลัวสักนิด เขาแค่ไม่อยากดึงเจิ้งหยางเข้ามาเดือดร้อนด้วย
“อย่าห่วงเลยน่ะ เราเป็นพี่น้องกันนะ นายคิดว่าฉันจะปล่อยให้นายถูกตำหนิคนเดียวหรือไง?”
เมื่อรู้ความคิดของเขา เจิ้งหยางหัวเราะหึๆ “อีกอย่าง ฉันกลัวว่าแค่เราสองคนจะไม่พอน่ะสิ!”
“นายหมายความว่าไง?”
“ง่ายๆเลยนะ ถ้านายอยากวางยาอาจารย์หลิว นายก็จะต้องแอบเข้าห้องเรียนของเขาใช่ไหม? หลังจากนั้นนายก็จะต้องหาภาชนะเก็บน้ำที่อยู่ในห้อง ก่อนจะเทยาพิษลงไป การทำเรื่องพวกนั้นน่ะนายต้องมีความระแวดระวังเป็นอย่างมาก ซึ่งนายก็ไม่เอาไหน ส่วนฉันก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราสองคนทำไม่ได้หรอก…”
เจิ้งหยางฉีกยิ้ม “เว้นเสียแต่ว่า…”
“หวังหยิ่ง?” หยวนเทาเข้าใจคำพูดของเจิ้งหยางขึ้นมาทันที
“ก็ใช่น่ะสิ ทำไมนายไม่ชวนหวังหยิ่งไปด้วย? ด้วยเทคนิคการเคลื่อนไหวของหวังหยิ่งน่ะ เธอจะต้องวางยาเครื่องดื่มของอาจารย์หลิวได้โดยไม่มีใครรู้เลย!” เจิ้งหยางเสนอแนะ
“ก็ดี…”
คิดไปคิดมา หยวนเทาก็พยักหน้า
การหว่านล้อมหวังหยิ่งนั้นไม่ยากเลย โดยปกติ การโน้มน้าวใจให้คนใจอ่อนอย่างหวังหยิ่งยอมทำเรื่องพิเรนแบบนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่หากจับจุดอ่อนของเธอได้ล่ะก็ ง่ายยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น
และจุดอ่อนของเธอก็คืออาจารย์จาง!
ในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องศักดิ์ศรีให้อาจารย์จาง อาจารย์หลิวคนนั้นได้เข้าข้างลูกศิษย์ของตัวเองอย่างหน้าด้านๆ แม้ตอนนั้นหวังหยิ่งจะไม่ได้พูดอะไรเลย แต่เธอก็โกรธมาก เมื่อรู้ว่าพวกเขากำลังจะไปวางยาเครื่องดื่มของอาจารย์หลิว หวังหยิ่งจึงตกลงโดยไม่รีรอ
หลังจากสุมหัววางแผนกันเรียบร้อย ทั้งสามก็ย่องออกจากคฤหาสน์โดยอาศัยความมืดมิดบดบังตัวเอง และมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนเทียนหวู่
ภายใต้ค่ำคืนที่เงียบสงัด มีนักเรียนเดินไปเดินมาอยู่ในโรงเรียนไม่มากนัก หลังจากถามทางสองสามคำ พวกเขาก็เจอห้องเรียนของอาจารย์หลิวได้ไม่ยาก
“ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่!”
เมื่อผลักประตูเข้าไปอย่างแผ่วเบา ทั้งสามก็เห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้องเรียนเลย ทุกคนตาโตด้วยความดีใจ
ตอนแรกคิดว่าอาจารย์หลิวหรือไม่ก็ลูกศิษย์ของเขาอาจจะยังอยู่ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ก็ถึงกับโล่งอก
จางเซวียนกับมู่เสว่คิงไปที่สมาคมนักปรุงยา ส่วนนักเรียนคนอื่นๆก็กลับไปหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกฝนวรยุทธ
แม้แต่ลู่ชงซึ่งฝึกวรยุทธอยู่ที่นี่ตลอดทั้งวัน ก็ลากสังขารอันกะปลกกะเปลี้ยของตัวเองกลับหอไปเรียบร้อย
ตอนนี้ในห้องเรียนจึงไม่มีใครเลย
เมื่อเข้าไปในห้อง ทั้งสามก็มองไปรอบๆ และพบกาน้ำชากับถ้วยชาที่มีไว้สำหรับอาจารย์
“นั่นแหละ! เทยาพิษลงไปเลย!”
ทั้งสามพยักหน้า หยวนเทาหยิบขวดหยกออกมา และเทผงที่อยู่ข้างในลงไป
ทุกคนดี๊ด๊าที่ภารกิจเป็นไปอย่างราบรื่น และกำลังจะกลับออกไป ก็พอดีกับที่ ‘แอ๊ด!” ประตูห้องเรียนเปิดออก
แม้จะพรั่นพรึงแค่ไหน แต่ก็รู้ว่าสายไปแล้วที่จะซ่อนตัว ดังนั้น ทั้งสามจึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนที่เข้ามา
“อาจารย์หลิวอยู่ไหม?”
เสียงนั้นดังขึ้น
“เรียนท่านอาจารย์ อาจารย์หลิวไม่อยู่…” เมื่อได้ยินคำถามนั้น ทุกคนก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่หลิวเฉินหรือลูกศิษย์ของเขา ทั้ง 3 ถอนหายใจอย่างโล่งอก เจิ้งหยางก้มหน้าต่ำและตอบคำถามของอีกฝ่าย
“ไม่อยู่หรือ? เมื่อเขากลับมา บอกเขาด้วยนะว่าอาจารย์ซุนเฉิงมาขอพบ!” ชายที่อยู่ข้างนอกพูด
“ได้…”
เจิ้งหยางรีบพยักหน้า
“อือ!” จากนั้นผู้มาเยือนก็หันหลังและเดินจากไป แต่เดินไปได้ไม่นานก็หยุดกึก ทำไมเขาถึงคุ้นหน้าเด็กพวกนั้น เคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?
“ช่างมันเถอะ…” เมื่อนึกไม่ออกว่าเคยรู้จักใครที่หน้าตาแบบนั้น เขาก็ไม่คิดมากและเดินต่อไป
“พวกเรากลับกันเถอะ!”
เมื่อเห็นทางสะดวก เจิ้งหยางกับคนอื่นๆก็รีบใช้โอกาสนั้นออกจากห้องเรียน และมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ทันที
…..
เฮ่อ!
จางเซวียนถอนหายใจและบิดขี้เกียจ
เขาใช้เวลาตลอดบ่ายถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดที่มีในหอสมุดของสมาคมนักปรุงยาเข้าหัว
เนื่องจากต้องใช้พลังจิตอย่างมาก จางเซวียนจึงเปลี้ยไปทั้งตัว
“สภาวะปราณหยินบริสุทธิ์!”
แค่คิดแว่บเดียว หนังสือหลายสิบเล่มก็ดาหน้ากันเข้ามาอยู่ในหัว
จางเซวียนพลิกดู
เมื่อเปิดดูคร่าวๆก็ถึงกับตาโต
ใช่ หนังสือเหล่านั้นมีเรื่องของปราณหยินบริสุทธิ์บันทึกไว้จริงๆ
“ยาตรึงพลังหยิน-เกรด 4 ใช้ได้ผลดีมากในการปลุกสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์…”
“ยาตรึงพลังหยิน?”
เมื่ออ่านผ่านๆเรื่องสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์จนครบทุกเล่ม ก็มีแค่ 2 เล่มที่บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการปลุกสภาวะพิเศษนั้นไว้ และทั้งสองเล่มก็พูดถึงยาตรึงพลังหยิน
“ยาตรึงพลังหยิน, ยาเกรด 4 หลอมขึ้นจากสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นเยือก จัดเป็นยาเม็ดที่ล้ำค่ามาก…”
เนื้อหาในหนังสือพวกนั้นได้รับการตรวจสอบจากหอสมุดเทียบฟ้าแล้ว จางเซวียนจึงแน่ใจได้ว่ายาเม็ดที่พูดมานั้นมีฤทธิ์ปลุกสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ได้จริงๆ แต่ไม่ช้าปัญหาใหม่ก็เข้ามา
ไม่มีนักปรุงยาระดับ 4 ดาวอยู่ในอาณาจักรเทียนหวู่ ดังนั้นจึงไม่มียาเกรด 4 วิธีเดียวที่จะได้ยานั้นมาก็คือต้องสั่งซื้อจากทางสำนักงานใหญ่
แน่นอนว่า กว่ายาจากทางสำนักงานใหญ่จะถูกส่งมาถึงก็ต้องใช้เวลาหลายวัน เหมือนกับตอนที่จางเซวียนสั่งซื้อยาปลดปล่อยพลังหยินเมื่อครั้งที่อยู่ในอาณาจักรเทียนเซวียน แต่การดวลของจ้าวหย่ากับมู่เสว่คิงจะเริ่มในอีก 3 วันข้างหน้าแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่ยานั้นจะมาถึงได้ทันเวลา
อีกอย่าง…แค่ยาเกรด 3 ก็แพงหูฉี่พอที่จะทำให้จางเซวียนล้มละลายแล้ว ถ้าเป็นยาเกรด 4 ก็คงหนักยิ่งกว่า ไม่มีทางที่จางเซวียนจะซื้อหามาได้เลย
“ถ้ามีสูตรยา เราก็พอจะชี้แนะให้ใครสักคนหลอมมันได้…”
จางเซวียนเกิดความคิดขึ้นมา
เขาหลอมยาไม่เป็นก็จริง แต่สามารถชี้แนะให้คนอื่นหลอมได้ แต่ก่อนที่จะทำแบบนั้นก็ต้องมีสูตรยาเสียก่อน เพราะไม่อย่างนั้น ในโลกนี้มีสมุนไพรอยู่มากมายนับไม่ถ้วน เขาคงตายเสียก่อนที่จะคิดค้นสูตรขึ้นเองได้…
“สูตรยาตรึงพลังหยิน!”
จางเซวียนนึกถึงสูตรยาตรึงพลังหยิน และรีบค้นหารายละเอียดในหอสมุดเทียบฟ้า แต่แล้วก็ต้องหงอยไป
แม้จะมีหนังสืออยู่มากมายนับไม่ถ้วนในหอสมุดนักปรุงยาของอาณาจักรเทียนหวู่ แต่ก็ไม่มีสักเล่ม ที่บันทึกสูตรยาตรึงพลังหยินไว้
แต่ไม่ช้าจางเซวียนก็นึกได้
ก็ยาตรึงพลังหยินเป็นยาเกรด 4 แต่นักปรุงยาที่เก่งกาจที่สุดในสมาคมนี้เป็นแค่ระดับ 3 ดาว แล้วจะมีสูตรยาขั้นสูงขนาดนั้นอยู่ในหอสมุดได้อย่างไร?
“ถ้าไม่มีสูตรยา ก็หลอมยาไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรดี?”
จางเซวียนนวดหว่างคิ้ว
เขาไม่อาจช่วยเฉพาะมู่เสว่คิง และละเลยจ้าวหย่าได้
เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่ใช่การดวลที่ขาวสะอาดแล้ว
“ช่างมันเถอะ เดี๋ยวค่อยคิด!”
ตอนที่จางเซวียนออกจากหอสมุด ท้องฟ้าก็มืดแล้ว
“อาจารย์หลิว!”
นักปรุงยามู่รีบเดินเข้ามาหา
อีกฝ่ายขะมักเขม้นทำงานเพื่อประโยชน์ของลูกสาวของเขา ถึงกับอดข้าวอดน้ำและศึกษาหาความรู้อยู่หลายชั่วโมง นั่นทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณเป็นอย่างมาก
“นักปรุงยามู่ มีใครในสมาคมนี้ที่มีสูตรยาเกรด 4 ไหม?”
จางเซวียนถาม
ถึงจะไม่มีสูตรยาเกรด 4 บันทึกไว้ในหนังสือที่อยู่ในหอสมุด แต่ก็เป็นไปได้ว่านักปรุงยาบางคนอาจจะมีไว้ในครอบครอง
“สูตรยาเกรด 4?” นักปรุงยามู่ส่ายหน้า “สมาคมของเราไม่มีสูตรยาระดับนั้นหรอก แต่ถ้าคุณอยากได้ สั่งซื้อจากทางสำนักงานใหญ่ก็ได้!”
“สั่งซื้อจากทางสำนักงานใหญ่?”
จางเซวียนยิ้มเจื่อนๆ “กว่าสูตรยาจะมาถึง มิต้องใช้เวลาเป็นเดือนครึ่งเดือนหรือ?”
เขารู้ว่าทางสำนักงานใหญ่จะต้องมีสูตรยาชนิดนี้แน่ แต่ด้วยระยะเวลาเดินทางไปกลับจากอาณาจักรอันทรงเกียรติที่อยู่ใกล้ที่สุด คืออาณาจักรชวนหยวนมาถึงอาณาจักรเทียนหวู่ อย่างน้อยๆก็ปาเข้าไปครึ่งเดือน ต่อให้เขาสั่งซื้อไปตอนนี้ ก็ไม่มีทางที่สูตรยาจะมาถึงทันเวลา
“ครึ่งเดือน? ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ถ้าเป็นยาเม็ดซึ่งเป็นวัตถุที่จับต้องได้ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน แต่สูตรยาสามารถมาปรากฏบนกำแพงสูตรยาได้ทันที!” นักปรุงยามู่ยิ้ม
“กำแพงสูตรยา?” จางเซวียนชะงัก
“ถูกต้อง ก็เหมือนกับกำแพงคาใจที่สมาคมนายแพทย์นั่นแหละ กำแพงสูตรยาจะเชื่อมต่อกับสำนักงานใหญ่ นักปรุงยาที่มีตำแหน่งสูงพอจะสามารถใช้กำแพงสูตรยาสั่งซื้อสูตรยาที่อยู่ในระดับไม่สูงไปกว่าตำแหน่งหรือความรู้ของเขาจนเกินไปได้!”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น จางเซวียนก็รีบหาข้อมูลจากหนังสือในหอสมุดเทียบฟ้าทันที
ก็เหมือนกับที่อีกฝ่ายพูด กำแพงสูตรยาเหมือนกับกำแพงคาใจของสมาคมนายแพทย์ มันเชื่อมต่อกับทางสำนักงานใหญ่ ตราบที่ใครสักคนมีปัญญาจ่าย เขาก็สามารถสั่งซื้อสูตรยาหรือข้อมูลเรื่องยาจากทางสำนักงานใหญ่ได้
แต่ผู้ที่จะใช้กำแพงสูตรยาได้นั้น อย่างน้อยก็ต้องเป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาว
นักปรุงยามู่เป็นแค่นักปรุงยาระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุด จึงยังไม่มีสิทธิ์ใช้
“ถ้าเป็นอย่างนั้น เราต้องเข้ารับการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาวหรือเปล่า?”
จางเซวียนลังเล
เขาไม่ห่วงเรื่องการทดสอบ แต่ในเมื่อใครๆก็รู้ถึงความน่าทึ่งของทักษะการหลอมยาของปรมาจารย์จางแล้ว หากเขาทำแบบนั้นอีก ก็มีโอกาสที่ทุกคนจะสงสัย
“ที่สมาคมมีนักปรุงยาระดับ 3 ดาวกี่คน?”
จางเซวียนถาม
“ตอนแรก มีท่านประธานเพียงคนเดียวที่เป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาว แต่ไม่นานมานี้ นักปรุงยาหงหยุ่นก็เพิ่งจะสอบผ่านและได้เป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาวเหมือนกัน ส่วนที่เหลือก็เป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุดแบบผม อีกขั้นเดียวก็จะถึงระดับ 3 ดาวแล้ว ดังนั้น…จึงมีแค่สองคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะใช้กำแพงสูตรยา”
นักปรุงยามองหน้าจางเซวียนอย่างสงสัย “อาจารย์หลิวต้องการสูตรยาเกรด 4 หรือ? แต่ว่า…ต่อให้เราได้สูตรยามา ก็ไม่มีประโยชน์นะถ้าเราหลอมมันไม่ได้!”
“นักปรุงยาหงหยุ่น? เขาอยู่ที่ไหน พาผมไปพบเขาที!”
เมื่อได้ยินชื่อนักปรุงยาหงหยุ่น จางเซวียนก็ตาโต
หมอนั่นคือเจ้าคนเย่อหยิ่งที่นำยาปลดปล่อยพลังหยินไปส่งให้เขาที่อาณาจักรเทียนเซวียน ทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้งตอนที่เขาเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์
เมื่อนักปรุงยามู่บอก จางเซวียนถึงถึงเพิ่งได้รู้ว่าฝ่ายนั้นได้เป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาวแล้ว
หากเขาสามารถสั่งซื้อสูตรยาจากกำแพงสูตรยาได้ จางเซวียนก็จะต้องขอความช่วยเหลือ ด้วยวิธีนี้ เขาจะได้ไม่ต้องเข้ารับการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาวด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นไปอีก
