ตอนที่ 359 นักปรุงยามู่
“เยี่ยมเลย!”
หยวนเทาหัวเราะอย่างดีอกดีใจ เขารับยาพิษมาแล้วรีบกอดมันไว้
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราขอตัวก่อน!”
ในเมื่อปรมาจารย์จางไม่อยู่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เซียนสมุนไพรกับพ่อบ้านลู่จะอยู่ที่นี่ ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวอำลาและจากไป
เมื่อทั้งคู่ไปแล้ว เจิ้งหยางกับคนอื่นๆก็หันขวับไปหาหยวนเทา
“นายจะเอายาพิษไปทำอะไร?”
ยาพิษจากห้องโถงแห่งยาพิษนั้นเป็นวัตถุน่าสะพรึงที่ไม่มีคนธรรมดาคนไหนอยากข้องเกี่ยวด้วย พวกเขาจึงไม่เข้าใจว่าหยวนเทาจะขอมาทำไม
“ถึงจ้าวหย่าจะดวลกับมู่เสว่คิงคนนั้นในอีก 3 วันข้างหน้าก็เถอะ ฉันก็ยังไม่หายโกรธอาจารย์หลิวง่ายๆ ถ้าไม่ได้เอาคืนล่ะก็ ไม่มีทางได้สงบสุขแน่!” แววตาของหยวนเทามีประกายโหดเหี้ยมขึ้นมาแวบหนึ่ง
“นายหมายความว่า…นายตั้งใจจะใช้ยาพิษนี้ทำให้เขาเดือดร้อน?” เจิ้งหยางตาโต
“ก็ใช่น่ะสิ! เขาไม่เพียงแต่จะหักดาบของจ้าวหย่า แต่ยังโยนพวกเราออกมาด้วย บังอาจอะไรได้ขนาดนั้น? ที่ทำได้เพราะเขาแข็งแกร่งกว่าเราอย่างนั้นหรือ? ฉันเกลียดคนแบบนี้จริงๆ!”
หยวนเทากัดฟันแน่นด้วยความโมโห
เขาเป็นเด็กกำพร้าและไม่เคยกลัวใครหน้าไหน เมื่อเห็นสิ่งที่อาจารย์หลิวทำลงไป ก็ไม่อาจอดกลั้นความอยากแก้แค้นไว้ได้ ถึงทำให้ฝ่ายนั้นบาดเจ็บไม่ได้ อย่างน้อยๆ ได้ทำให้ทรมานสักหน่อยก็ยังดี
“ฮ่าฮ่า! ฉันชอบความคิดนี้ นายอย่าลืมนะ ถึงเวลานั้น พาฉันไปด้วย…”
เจิ้งหยางยิ้ม
เมื่อได้ฟังทั้งคู่ จ้าวหย่าก็ส่ายหน้า
ถึงจะไม่ได้เห็นด้วยนัก แต่ก็ไม่คิดจะยับยั้งเหมือนกัน
จ้าวหย่าไม่ได้คิดว่าทั้งคู่ทำถูก แต่ลึกๆแล้วเธอก็อยากแก้แค้นอาจารย์หลิวคนนั้น
…..
ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าได้ทำให้ลูกศิษย์ของตัวเองเกิดความคิดเหี้ยมโหดขึ้นมา ในตอนนั้น จางเซวียนนั่งอยู่ในห้องเรียน และกำลังมองหน้าผู้อาวุโสไป๋อย่างหมดปัญญา
ไม่เพียงแต่ชายผู้นี้จะบุกพรวดพราดเข้ามา แต่ยังขอให้มู่เสว่คิงรับเขาเป็นศิษย์ด้วย ทำให้จางเซวียนถึงกับไปต่อไม่ถูก
คุณเป็นผู้อาวุโสที่ผู้คนในโรงเรียนต่างให้ความเคารพ แล้วมันเรื่องอะไรถึงมาขอให้ลูกศิษย์ของผมรับคุณเป็นศิษย์ แถมยังกล้าพูดออกมาอย่างหน้าไม่อาย…นี่มันอะไรกัน?
“ผู้อาวุโสไป๋ ฉันเป็นอาจารย์ของคุณไม่ได้จริงๆ…เพลงกระบี่นี้อาจารย์ของฉันเป็นผู้คิดค้นขึ้น และหากไม่ได้รับความยินยอมจากเขา ฉันก็ถ่ายทอดให้ใครไม่ได้ ได้โปรดเข้าใจเรื่องนี้ด้วย!”
ต้องพยายามกันอย่างหนักกว่าจะหว่านล้อมให้ผู้อาวุโสไป๋ออกไปได้ จากนั้น มู่เสว่คิงก็เดินเข้ามาหาจางเซวียนด้วยใบหน้าแดงก่ำ “อาจารย์ ฉันทำให้อาจารย์ต้องขายหน้า!”
“การดวลก็จบไปแล้ว โทษตัวเองไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก!” จางเซวียนส่ายหน้า
เขาต้องเดือดร้อนเพราะลูกศิษย์ของตัวเอง แต่เมื่อคิดให้ดีๆ ทั้งคู่ต่างก็ต่อสู้กันเพื่อเรียกร้องศักดิ์ศรีให้เขา จะว่าไปก็ไม่มีใครผิด
ความผิดเดียวก็คือ เมื่อได้เผชิญหน้ากันแล้ว ก็ไม่มีใครยอมเป็นฝ่ายถอย
“ฉันอยากขอร้องให้อาจารย์ชี้แนะอีก เพื่อฉันจะได้แข็งแกร่งกว่านี้!”
เห็นอาจารย์ไม่มีทีท่าจะตำหนิเธอ มู่เสว่คิงยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นอีก เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นอย่างไม่ลังเล นัยน์ตาเป็นประกายเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
“แข็งแกร่งกว่านี้?”
“ใช่!” มู่เสว่คิงพยักหน้า
“หลังจากที่เข้าถึงจิตวิญญาณเพลงกระบี่แล้ว ทุกท่วงท่าในการใช้กระบี่ของคุณก็จัดเป็นศิลปะเพลงกระบี่ ในเชิงของเทคนิคการต่อสู้ คุณเหนือกว่าผู้อาวุโสไป๋เสียอีก และผมก็ไม่มีอะไรจะสอนคุณแล้ว ดังนั้นจึงมีวิธีเดียวที่คุณจะแข็งแกร่งขึ้นได้ นั่นคือ…ต้องยกระดับวรยุทธของตัวเอง!”
จางเซวียนตอบหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
มี 2 วิธีหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการต่อสู้ คือการยกระดับวรยุทธ และการเรียนเทคนิคการต่อสู้อันทรงพลัง
มู่เสว่คิงได้เรียนเพลงกระบี่เทียบฟ้าและเข้าถึงจิตวิญญาณเพลงกระบี่แล้ว ความเชี่ยวชาญในเทคนิคการต่อสู้ของเธอจัดว่าอยู่ในขั้นสูง จึงเหลือเพียงวิธีเดียวที่จะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นได้
“ยกระดับวรยุทธ?” มู่เสว่คิงหน้าเหยเกไปเล็กน้อย
ถ้าการยกระดับวรยุทธมันง่ายแบบนั้นล่ะก็ ทั้งโลกคงไม่มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนแค่น้อยนิดอย่างทุกวันนี้
โดยเฉพาะเมื่อสำเร็จขั้น 6-พี่เชวี่ยแล้ว ผู้นั้นจะต้องสำรวจจุดชีพจรทุกจุดอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเปิดจุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้น เพียงแค่ศึกษาวิธีการเปิดจุดชีพจร ก็ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ นี่แค่ 3 วัน…คงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น
“ถ้าเป็นคนอื่น, 3 วันไม่มีทางทำอะไรได้มากหรอก แต่กับคุณนั้นไม่เหมือนกัน!”
เห็นอีกฝ่ายทำหน้าสงสัย จางเซวียนยิ้ม “คุณได้กินยาเม็ดมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะมีพิษยาสะสมอยู่ในตัว แต่ก็มีพลังเยียวยาจากยาเหล่านั้นสะสมอยู่ในตัวคุณเหมือนกัน หากใช้วิธีการพิเศษบางอย่างกระตุ้นพลังของยาพวกนั้นขึ้นได้ การยกระดับวรยุทธของคุณย่อมไม่ใช่เรื่องยาก!”
จางเซวียนพูด
ระหว่างทางที่มาที่นี่ เขาได้คิดหาวิธีแล้วว่าจะเพิ่มความแข็งแกร่งของมู่เสว่คิงได้อย่างไร
มู่เสว่คิงได้กินยาเม็ดหลายชนิดตั้งแต่ยังเด็ก ก็เหมือนกับไขมันในร่างกาย พลังเยียวยาจากยาเม็ดจำนวนมากมายที่เธอนำมาใช้ไม่ได้ถูกสะสมไว้ในร่างของเธอ
ถ้าพลังเยียวยาจากยาที่ถูกสะสมไว้ได้รับการกระตุ้นและถูกนำมาใช้ วรยุทธของเธอจะต้องพุ่งพรวดอย่างแน่นอน
“เอ่อ…อาจารย์…ทำได้ด้วยหรือ?”
มู่เสว่คิงถึงกับผงะ
แม้อาจารย์ของเธอจะอธิบายเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เธอมาจากครอบครัวของนักปรุงยา จึงรู้ดีว่ามันยากเย็นแค่ไหน
สำหรับพ่อของเธอนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะแม้แต่ประธานสมาคมนักปรุงยาก็ยังทำแบบที่อาจารย์หลิวพูดไม่ได้ พลังเยียวยาจากยาเม็ดที่ถูกสะสมไว้ในร่างกายนั้นก็เหมือนกับไขมันที่มีขีดจำกัดว่าร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้มากแค่ไหนในแต่ละครั้ง
ในสภาวะปกติ พลังเยียวยาที่สะสมไว้จะถูกนำมาใช้ทีละน้อยขณะที่วรยุทธถูกยกระดับให้สูงขึ้นดังนั้น กระบวนการนี้จึงต้องใช้เวลาหลายสิบปี
การกระตุ้นพลังเยียวยาจากยาที่สะสมไว้ในร่างของเธอให้นำมาใช้ฝ่าด่านวรยุทธได้ภายใน 3 วัน…มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
“ผมทำได้ แต่คุณต้องเตรียมการบางอย่างล่วงหน้า!”
จางเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
พลังเยียวยาจากยาเม็ดจะสะสมอยู่ในจุดต่างๆในร่างกาย ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายของผู้ฝึกวรยุทธและเทคนิคการฝึกวรยุทธของผู้นั้น ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะระบุจุดที่พลังเข้าไปสะสมอยู่และกระตุ้นมันออกมา แต่กับจางเซวียนนั้นแตกต่างออกไป ด้วยการมีหอสมุดเทียบฟ้าไว้ในครอบครอง เขาสามารถมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่งว่าพลังเยียวยาจากยาเม็ดเหล่านั้นสะสมอยู่ที่ไหน
เมื่อระบุจุดที่แน่นอนได้แล้ว ทั้งหมดที่เขาต้องทำก็แค่ใช้พลังปราณเทียบฟ้าอันบริสุทธิ์กระตุ้นมัน และแปรรูปให้กลายเป็นพลังงานที่สามารถนำไปใช้ยกระดับวรยุทธของมู่เสว่คิงได้
แต่ว่า…หากพลังงานถูกปลดปล่อยออกมามากเกินไปในครั้งเดียว ก็จะเหมือนกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อประตูระบายน้ำเปิด ถ้าเป็นลู่ชง ด้วยจิตใจอันแข็งแกร่งของเขา เขาย่อมทนทานกับความทุกข์ทรมานนั้นได้ แต่วิธีการแบบนี้คงจะใช้ไม่ได้กับมู่เสว่คิง
เธอเกิดมาในครอบครัวมั่งคั่งที่ปรนเปรอทรัพยากรให้ทุกอย่าง และด้วยความก้าวหน้าอย่างพรวดพราดในตอนต้น เธอจึงไม่มีแรงบันดาลใจในการฝึกวรยุทธมากมายเหมือนคนอื่น ถ้าเธอทนความทุกข์ทรมานจากกระแสพลังงานที่เชี่ยวกรากไม่ไหว การพลาดโอกาสที่จะได้ยกระดับวรยุทธก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่แย่กว่านั้นคือมู่เสว่คิงอาจได้รับความบอบช้ำภายในอย่างที่รักษาไม่หายด้วย
ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า เธอจะต้องบำรุงร่างกาย และเพิ่มภูมิต้านทานของตัวเองด้วยยาบางชนิดเสียก่อน
“ปรับสภาพร่างกายของตัวเอง และรอผมที่นี่ ผมจะไปที่สมาคมนักปรุงยาสักครู่!”
จางเซวียนสั่งการหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ยาที่เขาพูดถึงคือยาชนิดเดียวกันกับที่เขาเคยให้หวังหยิ่งกิน และหาได้จากที่สมาคมนักปรุงยาเท่านั้น
“สมาคมนักปรุงยา? อาจารย์ ทำไมไม่ให้ฉันไปด้วย? พ่อของฉันเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาว เขาจะต้องช่วยอาจารย์ได้แน่!” มู่เสว่คิงถามอย่างกระตือรือร้น
“ก็ได้!”
จางเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้า
เขากำลังปลอมตัวเป็นหลิวเฉิน ซึ่งไม่ได้เป็นนักปรุงยา จึงอาจไม่สะดวกนักที่เขาจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการจากที่นั่น แต่หากมีนักปรุงยาช่วยเหลือ คงจะตัดปัญหาไปได้มาก
เมื่อออกจากห้องเล็กมา จางเซวียนก็ชี้แนะวรยุทธให้เมิ่งเทาและเด็กคนอื่นๆ ก่อนจะตรวจความก้าวหน้าของลู่ชง ลู่ชงคนนี้มีความอึดและอดทนในการฝึกฝนมาก เขาผ่านความทุกข์ทรมานจากยาพิษมาได้ 3 ครั้งแล้ว แม้ความเจ็บปวดนั้นจะรุนแรงแสนสาหัส แต่ลู่ชงก็ทนได้ ซึ่งจากนี้ เขาจะต้องได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความทุกข์ทรมานอย่างแน่นอน
ด้วยระดับวรยุทธในตอนนี้ของลู่ชง ถือว่าไม่ด้อยกว่านักรบทงฉวนขั้นต้นแม้แต่น้อย
ดูเหมือนว่าการเอาชนะนักรบทงฉวนขั้นสูงสุดก็ไม่ใช่ปัญหา หากลู่ชงอดทนกับความทุกข์ทรมานนี้ได้อีก 2-3 ครั้ง
เมื่อจัดการทุกเรื่องเสร็จสิ้น จางเซวียนก็มุ่งหน้าไปสมาคมนักปรุงยาพร้อมกับมู่เสว่คิง
สมาคมนักปรุงยาอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก ทั้งคู่มาถึงหน้าประตูภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง
สมาคมนักปรุงยาแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ใหญ่โตหรูหรากว่าสมาคมนักปรุงยาในอาณาจักรเทียนเซวียนมาก
ดูเหมือนมู่เสว่คิงจะเคยมาที่นี่บ่อยครั้ง เพราะเธอเดินไปรอบรอบสมาคมอย่างคุ้นเคยเพื่อตามหาพ่อของเธอ, นักปรุงยามู่
“ขอบคุณท่านอาจารย์หลิวที่ช่วยรักษาอาการพิษสะสมให้ลูกสาวของผม…”
เมื่อได้ข่าวว่าอาจารย์หลิวมาที่นี่ นักปรุงยามู่จะอยู่เฉยได้อย่างไร? เขากระวีกระวาดออกมาต้อนรับ
แม้ตัวเขาจะเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาว แต่อีกฝ่ายก็เป็นถึงประธานสมาคมนายแพทย์ แถมฝ่ายนั้นยังรักษาอาการพิษสะสมให้ลูกสาวของเขา รวมถึงถ่ายทอดเทคนิคการต่อสู้อันน่าทึ่งให้ด้วย ด้วยความสำนึกในบุญคุณ นักปรุงยามู่จึงต้อนรับจางเซวียนอย่างอบอุ่นและนอบน้อม
“เสว่คิงบอกผมว่าอาจารย์หลิวอยากกระตุ้นพลังเยียวยาจากยาเม็ดที่สะสมอยู่ในตัวเธออย่างนั้นหรือ? ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ ได้โปรดบอกมาเลย!”
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันแล้ว นักปรุงยามู่ก็ตรงเข้าเรื่อง
ตอนที่ลูกสาวของเขาบอกถึงความตั้งใจของอาจารย์หลิวนั้น นักปรุงยามู่อัศจรรย์ใจมาก
ในฐานะนักปรุงยาระดับ 2 ดาว เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ท้าทายขนาดไหน!
ถ้าเป็นคนอื่น เขาจะต้องคิดว่าหมอนั่นก็แค่ขี้โม้ แต่ในเมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าเขาสามารถรักษาได้แม้กระทั่งพิษสะสมจากยา บางทีเขาอาจจะทำเรื่องที่แม้แต่ประธานสมาคมยังทำไม่ได้ให้สำเร็จก็ได้
“ผมต้องการยาที่ช่วยบำรุงสภาพร่างกายและฟื้นฟูพละกำลัง ยิ่งเป็นยาบำรุงขั้นสูงได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี!”
จากนั้น จางเซวียนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “อีกอย่าง ผมอยากขอเข้าไปในหอสมุดของทางสมาคม หวังว่าคุณจะยกเว้นให้ผมได้!”
ด้วยประสิทธิภาพการฟื้นฟูพละกำลังและบำรุงร่างกายที่ได้จากยาบำรุง ความบอบช้ำที่เกิดจากพลังงานจากยาที่มีมากเกินไปก็จะบรรเทาลง ด้วยวิธีนี้ อันตรายก็จะลดลงด้วย
ส่วนการขอเข้าไปในหอสมุดนั้น…
ประการแรก เขาหวังจะเพิ่มพูนความรู้เรื่องการหลอมยาของตัวเอง และประการที่สอง จางเซวียนอยากค้นหาวิธีการที่จะช่วยให้จ้าวหย่าฝ่าด่านวรยุทธได้
ในเมื่อทั้งคู่ตกลงใจจะดวลกันแล้ว จางเซวียนก็ไม่อาจช่วยเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้
จ้าวหย่าอาจไม่ได้มีพลังเยียวยาจากยาเม็ดสะสมอยู่ในตัวมากนัก แต่เธอก็ได้รับพรสวรรค์จากปราณหยินบริสุทธิ์ และยาปลดปล่อยพลังหยินที่เธอได้กินเข้าไปก่อนหน้านี้ก็ปลุกสภาวะพิเศษขึ้นได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากปลุกสภาวะพิเศษนี้ขึ้นได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ วรยุทธของเธอก็จะสูงขึ้นอีก
แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นได้ จางเซวียนต้องหาวิธีปลุกสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์เสียก่อน
ในเมื่อเขาหาข้อมูลเกี่ยวกับยาปลดปล่อยพลังหยินที่อาณาจักรเทียนเซวียนได้ ก็ต้องมีข้อมูลแบบนั้นอยู่ในสมาคมนักปรุงยาที่นี่เหมือนกัน
“เรื่องยาบำรุงไว้เป็นภาระของผมเอง! ส่วนเรื่องหอสมุด…พูดตามตรงนะ มีแต่นักปรุงยาอย่างเป็นทางการที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป แต่ในเมื่ออาจารย์หลิวเป็นถึงนายแพทย์ผู้เก่งกาจ และวิชาชีพนายแพทย์กับนักปรุงยาก็มีความเหลื่อมซ้อนกันอยู่หลายเรื่อง แถมคุณกำลังจะช่วยกระตุ้นพลังเยียวยาจากยาเม็ดในตัวลูกสาวผมด้วย…ผมจึงขอไปถามท่านประธานในเรื่องนี้ก่อน บางทีเขาอาจจะเต็มใจยกยกเว้นให้คุณ!”
นักปรุงยามู่ตอบหลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
โดยปกติ หอสมุดของสมาคมนักปรุงยาจะเปิดให้เฉพาะนักปรุงยาด้วยกันเท่านั้น คนนอกไม่มีสิทธิ์เข้าไป
แต่บุคคลที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นถึงประธานสมาคมนายแพทย์ และเป็นอาจารย์ของลูกสาวของเขาด้วย แม้มันจะหมายถึงการฝ่าฝืนกฎ แต่ก็ต้องพยายามอย่างดีที่สุดที่จะช่วยเขา
“ได้!” จางเซวียนพยักหน้า
นักปรุงยามู่ออกจากห้องไป และไม่ช้าก็กลับมาพร้อมกับข่าวดี “ท่านประธานยินยอม!”
“ขอบคุณมาก!”
หลังจากให้คำแนะนำเรื่องการปรับสภาวะร่างกายกับมู่เสว่คิงแล้ว จางเซวียนก็พยักหน้าและเดินตามนักปรุงยามู่ไปที่หอสมุด
…..
ที่ห้องเรียนในโรงเรียนเทียนหวู่
“อาจารย์ซุนเฉิง อาจารย์ใหญ่เรียกพบ!”
อาจารย์คนหนึ่งผลักประตูห้องเรียนและเดินเข้าไป
“อาจารย์ใหญ่เรียกพบผมหรือ?” อาจารย์ซุนถามอย่างสงสัย
“ใช่แล้ว ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอาจารย์หลิวเฉินนะ!” อาจารย์คนนั้นตอบ
“เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า?” อาจารย์ซุนถึงกับผงะ
“แสดงว่าคุณคงยังไม่รู้เรื่อง…” เมื่อเห็นอาจารย์ซุนมีสีหน้าสับสน อาจารย์อีกคนหนึ่งถึงกับพูดไม่ออก นี่คุณไม่รู้ร้อนรู้หนาว ถึงขนาดยังสอนนักเรียนสบายใจเฉิบอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อข้างนอกเขาอึกทึกครึกโครมกันเสียขนาดนั้น?
“เกิดการดวลขึ้นระหว่างลูกศิษย์ของอาจารย์หลิวกับลูกศิษย์ของปรมาจารย์จางเซวียน…ในเมื่อคุณเข้ามาสอนที่นี่พร้อมกับอาจารย์หลิว และสนิทสนมกับเขา อาจารย์ใหญ่จึงอยากขอให้คุณเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปเจรจากับอาจารย์หลิวหน่อย!”
อาจารย์คนนั้นตอบ
“อาจารย์หลิว…กับปรมาจารย์จางเซวียน?” อาจารย์ซุนถึงกับเซ่อไป
ถ้าจางเซวียนอยู่ที่นี่ ก็จะต้องรู้จักอาจารย์ซุนเฉิงผู้นี้เป็นอย่างดี เขาคืออัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานที่กำลังเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวพร้อมกับตัวเขา…โม่หงอี!
