Skip to content

Library Of Heaven’s Path 370


ตอนที่ 370 ไม่ได้อยากเป็นศิษย์ของคุณ

คนๆหนึ่งจะต้องผ่านการทดสอบหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ได้เป็นปรมาจารย์ เมื่อสอบผ่านแล้ว ก็จะได้รับการยอมรับจากสภาปรมาจารย์ ได้ตราสัญลักษณ์ และได้รับความเคารพยกย่องจากฝูงชน

นั่นคือกระบวนการโดยทั่วไป

แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับเหล่าอัจฉริยะที่เกิดมาพร้อมกับความสามารถอันเหนือชั้นกว่าปรมาจารย์ทั่วไป

ด้วยความสามารถล้นเหลือแบบนั้น พวกเขาไม่อาจใช้วิธีการประเมินแบบธรรมดา และแน่นอนว่าการจัดอันดับโดยทั่วไปไม่อาจใช้กับพวกเขาได้

ปรมาจารย์ขงคือตัวอย่าง ในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งสภาปรมาจารย์ แล้วใครกันที่จะมีคุณสมบัติเพียงพอไปทดสอบเขา?

คนระดับนั้นมีความสามารถเหนือชั้นมาตั้งแต่เกิด จนสวรรค์ยอมรับและได้เป็นปรมาจารย์โดยอัตโนมัติ

พวกเขาจะเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปรมาจารย์ฟ้าประทาน’

ด้วยชื่อที่บ่งบอกว่าเป็นที่ยอมรับของสวรรค์ ปรมาจารย์ฟ้าประทานจึงได้เป็นปรมาจารย์แม้ว่าจะไม่เคยผ่านการทดสอบใด อันที่จริง…ตำแหน่งของพวกเขาสูงส่งกว่าปรมาจารย์ทั่วไปด้วยซ้ำ

เพราะใครเล่าจะกล้าท้าทายสวรรค์?

แต่อัจฉริยะระดับนั้นก็มีแต่ในตำนาน ซึ่งก็คือปรมาจารย์ขงเพียงคนเดียว พวกเขาไม่เคยนึกฝันว่าจะมีใครสักคนในสมาคมในสภาปรมาจารย์ที่ทำแบบนั้นได้!

การได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานก็ยิ่งใหญ่พอแล้ว แต่อนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงถึงกับสั่นสะท้านด้วย…

นั่นทำให้ทุกคนแทบจะคลั่ง!

ตามที่หนังสือว่าไว้ ปรมาจารย์ขงได้ถ่ายทอดจิตสำนึกส่วนหนึ่งของเขาไว้ในอนุสาวรีย์นี้ เมื่อไรก็ตามที่ใครสักคนซึ่งทำให้ปรมาจารย์ขงอยากรับเป็นศิษย์ปรากฏตัวขึ้นมา อนุสาวรีย์นั้นก็จะสั่น

สิ่งนี้คือหลักการที่ปรมาจารย์ทุกคนเข้าใจดี

แต่คนแบบนั้นก็ไม่เคยปรากฏตัวมาตลอดระยะเวลาแสนยาวนานที่ผ่านมา พูดอีกอย่างก็คือ ไม่มีใครเลยที่ทำให้ปรมาจารย์ขงอยากรับเป็นศิษย์

ใครจะไปคิดว่าวินาทีที่มีใครสักคนได้รับการขนานนามว่า ‘ปรมาจารย์ฟ้าประทาน’ จะทำให้อนุสาวรีย์นั้นสั่นสะท้านไปด้วย เห็นแล้วก็รู้เลยว่า…ปรมาจารย์ขงยอมรับคนผู้นี้ และอยากได้เขาเป็นศิษย์!

ศิษย์สายตรงของปรมาจารย์ขง และนั่นคือ…ลูกศิษย์ของนักปราชญ์!

ปรมาจารย์เซียนขงได้รับลูกศิษย์มากมายตลอดอายุขัยของเขา ร่ำลือกันว่าน่าจะมากกว่า 3 พันคน แต่ตัวเลขนั้นก็ลดลงทุกทีตามวันเวลาที่ผ่านไป

แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวผู้ไร้เทียมทานที่มีอยู่ในตอนนี้ ก็เป็นแค่ผู้สืบเชื้อสายของคนเหล่านั้น

การได้เป็นลูกศิษย์ของนักปราชญ์ก็หมายความว่า แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวก็ยังต้องเรียกเขาว่าผู้อาวุโส หรืออาจต้องเรียกว่าบรรพบุรุษเสียด้วยซ้ำ!

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีคนน่าทึ่งแบบนั้นปรากฏตัวขึ้นในสภาปรมาจารย์แห่งนี้…

ถ้าเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป โลกต้องตะลึงแน่

เขาเป็นใครกัน?

โม่หงอี? จางเซวียน?

หรือพวกเขาสักคนหนึ่งที่อยู่ที่นี่?

ห้องรับรองปรมาจารย์ที่อยู่ในสภาปรมาจารย์นั้นแค่ทำหน้าที่แจ้งข่าว แต่ไม่ได้ระบุตัวบุคคล

ดังนั้น ถึงทุกคนจะพากันตกตะลึง แต่ก็ไม่รู้ว่าใครคือผู้โชคดีที่เอาชนะใจปรมาจารย์ขงได้

“แต่ถึงอย่างนั้น…การที่นักปราชญ์ยอมรับศิษย์สายตรงคนหนึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เกรงว่าเรื่องนี้จะปิดไม่มิด…”

ปรมาจารย์เจียงพึมพำ

เมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นได้รับการยืนยันแล้ว โลกทั้งโลกก็จะต้องล่วงรู้ ทุกสภาปรมาจารย์ในทุกอาณาจักรจะต้องได้ข่าวนี้

เมื่อถึงเวลานั้น ผู้คนจากทุกอาณาจักรก็จะต้องมาร่วมแสดงความยินดี

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ไม่มีทางที่บุคคลผู้นั้นจะซ่อนตัวได้ ต่อให้เขาอยากซ่อนก็เถอะ

“จริงๆนะ สภาปรมาจารย์ของเราจะต้องโด่งดังมาก…”

“เหลือเชื่อ! หลังจากเวลาผ่านมาเนิ่นนาน ปรมาจารย์ขงกำลังจะรับลูกศิษย์?”

…..

สายตาของปรมาจารย์จำนวนมากมายวาววับด้วยความชื่นชมยินดี

แต่…

พวกเขายังไม่ทันจะพูดจบ อนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงก็หยุดสั่นกะทันหัน มันกระตุกครั้งหนึ่ง และ ‘เคร้ง!’ เกิดรอยร้าวที่กึ่งกลางอนุสาวรีย์นั้น

ทุกคนที่ได้เห็นต่างก็อึ้งจังงัง ประธานเจียงถึงกับตาค้าง

“นี่มัน…”

“ปรมาจารย์ขงอยากรับศิษย์สายตรง แต่…เขาปฏิเสธ?”

เงียบกริบ

ทุกคนทำหน้าเหมือนเห็นผี

ในเมื่ออาจารย์เลือกรับลูกศิษย์ได้ ลูกศิษย์ก็มีสิทธิ์เลือกอาจารย์ของตัวเองเหมือนกัน

ดังนั้น แม้ว่าปรมาจารย์ขงจะถือเป็นบรมครูของผู้คนทั้งมวล และได้รับการยกย่องให้เป็นเซียน แต่เขาก็ยังต้องขอความยินยอมจากอีกฝ่ายเมื่อต้องการรับฝ่ายนั้นเป็นศิษย์ หากอีกฝ่ายไม่เต็มใจ ปรมาจารย์ขงก็ไม่อาจบังคับใจได้

การสั่นสะท้านของอนุสาวรีย์หมายความว่าปรมาจารย์ขงตั้งใจจะรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์ แต่การแตกร้าวที่ตามมานั้นหมายถึง…ฝ่ายนั้นปฏิเสธเขา!

ปฏิเสธโอกาสที่จะได้เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ขง?

บ้าหรือเปล่า!

คนไร้เทียมทานคนนั้นเป็นใครกัน?

ปฏิเสธโอกาสที่จะได้เป็นศิษย์ของชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จะโอหังกว่านี้ได้อีกไหม?

…..

ในห้องเล็กที่อยู่ภายในห้องเรียน

สภาวะจิตของจางเซวียนกำลังเข้มข้นสูงสุด เขาพยายามเต็มที่ที่จะซึมซับเอาพลังงานพิเศษที่ลอยลงมาจากฟากฟ้า

ดูเหมือนพลังงานเหล่านั้นจะหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้สายตาของจางเซวียนกระจ่างชัดกว่าเดิม

“มันกำลังเพิ่มระดับจิตวิญญาณให้เรา…”

จากการอ่านหนังสือในสภาปรมาจารย์ จางเซวียนจึงรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

สิ่งนี้ไม่ใช่ทั้งพลังจิตวิญญาณและพลังปราณ แต่มันคือพลังหยั่งรู้!

ทุกคนที่อยากเป็นปรมาจารย์จะต้องเข้าถึงสภาวะของเจตจำนงหยั่งรู้ในใจ

และการที่จะยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้ ผู้นั้นจะต้องซึมซับเอาพลังหยั่งรู้ซึ่งเป็นพลังชนิดพิเศษ

ก่อนหน้านี้ หยกแห่งการรู้แจ้งที่พ่อของจ้าวหย่าเคยมอบให้เขานั้นก็มีพลังชนิดนี้บรรจุอยู่ และก็ด้วยการซึมซับมัน ที่ทำให้เขามีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 0.1

“ซึมซับ!”

แม้จางเซวียนจะประหลาดใจกับการปรากฏขึ้นอย่างปุบปับของพลังหยั่งรู้ แต่เขาก็ไม่คิดจะยับยั้งมัน

แม้ตัวเขาจะได้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณมาจากความช่วยเหลือของหน้าหนังสือสีทอง แทนที่จะเป็นการฝึกวรยุทธหรือใช้เคล็ดลับต่างๆ ทั้งยังไม่เคยเห็นหรือได้ซึมซับพลังหยั่งรู้มาก่อน แต่ก็รู้ว่ามันล้ำค่าขนาดไหน

สำหรับปรมาจารย์ มันถือเป็นสมบัติที่ประเมินค่ามิได้!

ฟิ้ววววว!

ขณะที่จางเซวียนซึมซับพลังหยั่งรู้ที่ฟากฟ้าประทานให้ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น

เวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง

ร่างของเขากระตุก และสุดท้ายก็หยุดนิ่ง

“หมดแล้ว…”

จางเซวียนมองไปรอบๆ และรู้ว่าเขาได้ซึมซับเอาเสี้ยวสุดท้ายของพลังหยั่งรู้ที่ลอยลงมาจากฟากฟ้าไว้หมดแล้ว เขาถอนหายใจยาว

เขาเข้าสู่สภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง

ตัวเลขปรากฏบนหินหยั่งรู้

11.1!

“ซึมซับพลังงานตั้งนานขนาดนี้ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นแค่ 1.0 เองหรือ?”

จางเซวียนหน้ามุ่ย

เขาคิดว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณน่าจะพุ่งพรวดหลังจากที่ได้ซึมซับพลังหยั่งรู้มากขนาดนั้น อย่างน้อยก็น่าจะเพิ่มขึ้นถึง 8 หรือ 10 แต่กลับพลิกความคาดหมาย มันเพิ่มขึ้นแค่ 1.0!

นี่มันน้อยเกินไป!

ถ้าใครได้รู้ความคิดของจางเซวียนตอนนี้ คงรี่มาบีบคอเขาตายแน่

เพียงเพื่อจะให้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นสัก 0.1 คนอื่นๆก็พร้อมยอมตกนรกหมกไหม้ทุกขุมแล้ว จะให้ไปทนหนาวทนร้อนอย่างไรก็ได้เพื่อให้สภาพจิตแข็งแกร่งขึ้น

ส่วนตัวเขา แค่ครู่เดียวก็เพิ่มระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้ถึง 1.0 แต่ก็ยังไม่พอใจ…

แต่ก็แน่นอนว่าถ้าคนอื่นๆรู้ว่าจางเซวียนสามารถยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้ถึง 5.0 ด้วยการใช้หน้าหนังสือสีทอง พวกเขาก็คงจะคิดไปอีกแบบ

จางเซวียนสลัดความละเหี่ยใจทิ้งไป และค่อยๆลืมตา

พลังหยั่งรู้เส้นแล้วเส้นเล่าวาบเข้ามาในดวงตาของเขา ทำให้เขามองเห็นโลกทั้งใบอย่างกระจ่างแจ้ง ราวกับลงลึกไปถึงหัวใจของมัน

เมื่อมองไปที่กระบี่ที่อยู่ในรางอาวุธ เขาเห็นภาพเลือนรางของการตีโลหะและค่อยๆทำให้มันเป็นรูปร่าง

มองปราดเดียว จางเซวียนก็เห็นกระบวนการหลอมกระบี่ ระดับขั้นของเครื่องมือ รวมถึงข้อบกพร่อง

ไม่ไกลเท่าไรนัก ด้านหลังโต๊ะตัวหนึ่ง เขาเห็นภาพของต้นไม้สูงตระหง่าน ต้นไม้ต้นนั้นถูกโค่นและผ่านการรังสรรค์งานจากเหล่านายช่าง…

“นี่มัน…”

ชื่อหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว ทำให้จางเซวียนถึงกับตาโตและกำหมัดแน่น

ดวงตาหยั่งรู้!

พูดกันว่าปรมาจารย์ผู้ไร้เทียมทานสามารถเพิ่มระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเพื่อกระตุ้นให้ดวงตาหยั่งรู้ทำงานได้ ด้วยดวงตาหยั่งรู้ พวกเขาจะมองเห็นแก่นแท้ของทุกอย่าง รวมทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเทคนิคการต่อสู้และเทคนิควรยุทธด้วย

ก็เหมือนกับการที่แม้แต่นักรบขั้นจื้อจุนยังไม่อาจมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาภายใต้หน้ากากของ ‘หลิวเฉิน’ แต่ผู้ที่มีดวงตาหยั่งรู้จะสามารถมองทะลุไปถึงตัวตนแท้จริงที่อยู่ภายในได้ทันที

มันคือเหตุผลที่ทำให้ปรมาจารย์ขั้นสูงเป็นบุคคลที่น่าพรั่นพรึงและยำเกรง

เพราะแค่มองปราดเดียว พวกเขาก็เห็นทุกปัญหาและทุกหนทางแก้ไข รวมถึงชี้แนะได้

แต่ว่า…

“เราคิดว่ามีแต่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวที่จะเข้าถึงเทคนิคนี้ได้? นี่มันอะไร?”

เมื่อตรวจสอบรายละเอียดของดวงตาหยั่งรู้จากหนังสือ จางเซวียนก็ถึงกับงง

ตามที่มีบันทึกไว้ มีแต่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขึ้นไปที่จะมีความแข็งแกร่งพอจะเข้าถึงความสามารถนี้

แล้วเขาเข้าถึงได้อย่างไร ทั้งที่ยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวเสียด้วยซ้ำ?

บึ้ม!

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่ ภาพตรงหน้าก็พร่าเลือนไปกะทันหัน และสติสัมปชัญญะของเขาก็ดูเหมือนจะถูกดึงไป พละกำลังนั้นล้นเหลือจนทำให้นึกถึงมหาสมุทรกว้างใหญ่อันปั่นป่วนยามเกิดพายุ

จากนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่มีเคราขาวก็เดินเข้ามา และส่งเสียงที่เต็มไปด้วยความเมตตาเข้ามาในหัวของจางเซวียน

“เราอยากรับเจ้าเป็นศิษย์สายตรงของเรา เจ้าจะยินยอมไหม?”

“คุณอยากรับผมเป็นศิษย์สายตรงของคุณ?” จางเซวียนถึงกับผงะ จากนั้นเขาก็รีบส่ายหน้าและตอบว่า “ผมขอปฏิเสธ!”

ตลกแล้วไง! ในเมื่อเขามีหอสมุดเทียบฟ้า แค่มองแป๊บเดียวก็เห็นข้อบกพร่องทุกอย่างจนถ้วนทั่วเท่าที่ดูๆ ก็ไม่จำเป็นจะต้องรับอาจารย์คนไหนอีกแล้ว

จะมีปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวหรือ 5 ดาวคนไหนที่มีความรู้ความเข้าใจเหนือกว่าหอสมุดเทียบฟ้า?

ในเชิงของวรยุทธ ก็จะมีเทคนิคไหนที่เหนือกว่าเคล็ดวิชาเทียบฟ้าได้อีก?

อีกอย่าง ฝ่ายนั้นก็บุกรุกเข้ามาในหัวของเขาโดยไม่บอกไม่กล่าว ใครจะไปรู้ได้ว่ามีเจตนาร้ายหรือไม่?

ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเสียใจทีหลัง

อีกอย่าง ก็เพิ่งจะเมื่อครู่นี้เองที่มีใครสักคนใส่ยาพิษลงไปในน้ำชาของเขา

ฟึ่บ!

ทันทีที่จางเซวียนตอบไป ร่างของเขาก็สั่นสะท้านอีกครั้ง และก็รู้สึกตัวว่ายังคงอยู่ในห้องเล็ก ไม่ได้ไปที่ไหนทั้งนั้น ภาพที่เคยเห็นไม่ต่างอะไรกับความฝัน

“ค่ายกลลวงตา? ไม่ใช่น่ะ ที่นี่มีค่ายกลไม่ได้หรอก เพราะหอสมุดเทียบฟ้าจะต้องจับได้…หรือมันเป็นอะไรบางอย่างที่เหมือนกับคริสตัลวัดใจ?”

จางเซวียนครุ่นคิด

การวัดระดับความเชื่อใจก็เหมือนกับสิ่งที่เขาเคยประสบมา: สภาวะจิตของคนๆหนึ่งจะถูกนำไปเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆนานา รวมถึงภาพลวงตามากมาย เพื่อทดสอบความไว้ใจที่มีให้กับอาจารย์

หรือเขากำลังเจอกับเรื่องแบบนั้น?

ไม่อย่างนั้น อยู่ดีๆจะมีผู้อาวุโสคนหนึ่งโผล่เข้ามาเพื่อขอรับเขาเป็นศิษย์ได้อย่างไร?

นี่มันนรกหรือสวรรค์อะไรกัน? ถ้าอยากรับผมเป็นศิษย์ อย่างน้อยก็ควรจะบอกชื่อตัวเองก่อนไหม นี่คว้าผมเข้าไปอยู่ในภาพลวงตาโดยไม่บอกไม่กล่าว ช่างไม่เกรงใจกันเลย!

จางเซวียนพึมพำ และตราหน้าผู้อาวุโสคนนั้นไปเรียบร้อยว่าเป็นพวกหน้าไม่อาย

แต่แน่นอนว่า ถ้าจางเซวียนรู้ว่าผู้อาวุโสคนนั้นคือปรมาจารย์เซียนขง ซึ่งถ้าเขาตอบตกลงที่จะเป็นศิษย์ของอีกฝ่าย ชื่อเสียงและตำแหน่งของเขาจะต้องพุ่งพรวดและเป็นที่ร่ำลือกันไปทั่ว

ถ้ารู้อย่างนั้นแล้ว จะต้องกระอักเลือดจนขาดใจตายด้วยความผิดหวังหรือเปล่า?

“ถึงอย่างไร ตอนนี้เราก็ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์แล้ว ไม่มีใครเถียงได้…”

จางเซวียนไม่แยแสตาเฒ่าไร้ความเกรงใจคนนั้น เขาซ่อนดวงตาหยั่งรู้ไว้และกำหมัดแน่นอย่างตื่นเต้น

หลังจากที่อ่านหนังสือ จางเซวียนก็รู้ว่าเขาบังเอิญได้เข้าถึงความหมายที่แท้จริงของความเป็นอาจารย์กับศิษย์ และจากจุดนั้น สวรรค์ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเขา เขากลายเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน!

พูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้เขาไม่เข้ารับการทดสอบใดๆ ก็ไม่มีใครเถียงได้ว่าตัวเขาคือปรมาจารย์อย่างเป็นทางการ ไม่จำเป็นต้องปลอมตัวแล้ว

“แต่ว่า…ชื่อปรมาจารย์ฟ้าประทานนี่มันโดดเด่นเหลือเกิน เราควรจะเข้าสอบเหมือนคนทั่วไปจะดีกว่า อีกอย่าง ขั้นสุดท้ายเราก็ยังทำไม่สำเร็จ…”

ถึงจางเซวียนจะตื่นเต้น แต่ก็รู้ดีว่าเก็บไว้กับตัวเองน่าจะดีกว่า

การได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เขาจะต้องเจอปัญหามากมาย

การเก็บตัวเงียบไว้จะทำให้เขาไปต่อได้

ต่อให้ใครจะพูดอย่างไรก็เถอะ ตัวเรา, จางเซวียน เป็นคนที่ถ่อมเนื้อถ่อมตัวมาตลอด…

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version