ตอนที่ 400 ผู้อาวุโส?
“มาอีกหน้าแล้ว?”
จางเซวียนตาโต
เขาฝ่าฟันความยุ่งยากมามากมายในการสอนมู่เสว่คิง ถึงกับถ่ายทอดเพลงกระบี่เทียบฟ้าให้ด้วย แต่ก็ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะมีความสำนึกในบุญคุณสูงสุด จนถึงขนาดทำให้หน้าหนังสือสีทองปรากฏขึ้น
จางเซวียนไม่รู้ว่าหน้าหนังสือสีทองทำอะไรได้อีกบ้าง แต่การที่มันสามารถยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณให้ตัวเขาได้อย่างรวดเร็ว แถมยังรวบรวมเอาเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือทุกเล่มที่อยู่ในหอสมุดเทียบฟ้ามาเป็นความรู้ของเขาเองได้ ก็ถือเป็นสมบัติที่ล้ำค่าจนสุดประมาณแล้ว
“ท่านอาจารย์ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ฉันก็จะต้องหาให้เจอ!”
เมื่อปฏิญาณกับตัวเองแล้ว มู่เสว่คิงก็นำพรรคพวกเดินจากไป
ทั้งห้องเงียบกริบทันทีที่พวกนั้นออกไป แต่ลู่ชงยังอยู่ และเขาก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“คุณ…”
จางเซวียนกำลังจะอ้าปากพูด แต่อีกฝ่ายขัดเขาเสียก่อน
“ท่านอาจารย์ ผมไม่มีอะไรผูกพันกับที่นี่แล้ว ไม่ว่าอาจารย์จะไปไหน ผมขอตามไปด้วย!” นัยน์ตาของลู่ชงบ่งบอกความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
หลังจากใคร่ครวญอยู่นาน จางเซวียนก็พยักหน้า “ได้สิ!”
เขารู้ดีว่าเด็กคนนี้มีนิสัยอย่างไร ต่อให้หว่านล้อมแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะถึงอย่างไรเขาก็จะดื้อดึงอยู่แบบนั้น
เมื่อสะสางทุกอย่างเรียบร้อย จางเซวียนก็เดินออกจากห้อง ในตอนนั้นเอง ปรมาจารย์หลิวหลิงก็เดินเข้ามาพร้อมกับขมวดคิ้ว
“คุณยังปล่อยให้เด็กพวกนั้นคุกเข่าอยู่หรือ?”
เจิ้งหยาง หยวนเทา และหวังหยิ่งยังคงคุกเข่านิ่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ นี่เขาตั้งใจจะปล่อยให้คุกเข่าอยู่แบบนั้นหรือ?
“ระดับวรยุทธของพวกนั้นพัฒนาขึ้นอย่างพรวดพราด ทำให้โอหังและยิ่งหลงตัวเองหนัก ปล่อยให้คุกเข่าอยู่แบบนั้นแหละ จะได้เป็นบทเรียนว่าต่อไปอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามอีก!” จางเซวียนพูด
อันที่จริงจางเซวียนหายโมโหแล้ว เพราะเรื่องการวางยาก็ไม่ได้สร้างความเสียหายมากมายนัก และเด็กพวกนั้นก็รู้ตัวดีว่าตัวเองทำผิด แต่เขาก็อยากปล่อยให้คุกเข่าไปแบบนั้น เพื่อจะได้เป็นการขัดเกลานิสัยและพฤติกรรม มีแต่ความเข้มแข็งและอดทนเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาก้าวหน้าขึ้นไปในอนาคต
ดูลู่ชงเป็นตัวอย่าง โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับตระกูลของเขาได้ทำให้จิตใจของลู่ชงแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า และแม้ระดับวรยุทธของเขาจะพุ่งพรวดขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา แต่ลู่ชงก็ไม่มีความโอหังหรือหลงตัวเองแม้แต่น้อย
แต่บรรดาลูกศิษย์จากโรงเรียนหงเทียนของเขาล้วนแต่ได้รับการศึกษาอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยเผชิญกับปัญหาใหญ่ๆ ในการฝึกฝนวรยุทธมาก่อน จางเซวียนจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสเหมาะที่จะสอนให้เด็กพวกนั้นได้รู้ถึงความยากลำบากของการฝึกฝนวรยุทธ เพื่อที่จะได้ไม่ทำอะไรตามใจตัวเองแบบนั้นอีก
“ก็ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นผมก็จะไม่ยุ่ง…”
ปรมาจารย์หลิวหลิงพยักหน้า ตอนนี้เขารู้สึกประทับใจในตัวศิษย์พี่คนนี้อย่างแท้จริง
ครั้งแรกที่ได้พบจางเซวียน เขารู้สึกว่าจางเซวียนยังมีพฤติกรรมเหลาะแหละอยู่บางอย่าง แต่มาตอนนี้ เขามีบุคลิกของความเป็นอาจารย์อย่างแท้จริง ทุกท่วงท่าและกิริยาล้วนแต่แสดงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะอาจารย์
ผู้เป็นอาจารย์ไม่อาจสนใจเฉพาะการฝึกฝนวรยุทธ แต่ยังต้องบ่มเพาะสภาพจิตใจที่เข้มแข็งให้กับลูกศิษย์ด้วย
ถ้าเปรียบเทียบกับตรรกะของการสร้างพระราชวัง จิตใจที่แข็งแกร่งก็เปรียบได้กับรากฐานของโครงสร้าง
หากไม่มีรากฐาน ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีสูงส่งหรือสิ้นเปลืองอิฐมากมายแค่ไหน ถึงอย่างไรก็สร้างได้ไม่สูงนัก แถมยังไม่อาจต้านทานลมพายุได้ด้วย
จางเซวียนใช้เรื่องนี้เป็นเหตุลงโทษพวกเด็กๆ แต่เรื่องจริงก็คือเขากำลังพยายามขัดเกลานิสัยของเด็กพวกนั้น…
หากปราศจากลมหนาวที่เย็นเยือกจนเข้ากระดูก จะมีดอกท้อที่บานสะพรั่งและส่งกลิ่นหอมได้อย่างไร!
“หวังว่าเด็กๆ จะเข้าใจความพยายามของคุณ…” หลิวหลิงถอนหายใจ
บางครั้งบรรดาลูกศิษย์ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงใช้วิธีการเข้มงวดกับพวกเขา และอาจเกิดความรู้สึกต่อต้าน ซึ่งหากเกิดการผิดใจกันขึ้น มานั่งเสียใจทีหลังก็สายไป
จางเซวียนพยักหน้า หลังจากคุยสัพเพเหระกับปรมาจารย์หลิวอีกครู่หนึ่ง เขาก็เดินออกจากคฤหาสน์เพื่อไปจัดการเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ
เซียนสมุนไพรกับเหลี่ยวฉวินก็ออกจากเมืองหลวงไปแล้ว ส่วนตระกูลจี้ได้ส่งของกำนัลมามากมายเพื่อเป็นการไถ่โทษ ซึ่งจางเซวียนก็เก็บของทั้งหมดไว้ในแหวนเก็บสมบัติของเขา
อันที่จริง ความขัดแย้งกับตระกูลจี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีอะไรที่เขาต้องใส่ใจ
กว่าจางเซวียนจะเสร็จธุระทุกอย่างก็ล่วงเข้ายามดึก
วันรุ่งขึ้น เขาไปที่สมาคมนายแพทย์เพื่อถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดที่อยู่ในหอสมุด จากนั้นก็ไปที่สมาคมอื่นๆ ที่อยู่ในอาณาจักรเทียนหวู่เพื่อปฏิบัติภารกิจแบบเดียวกัน คือการถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนใช้เวลากับเรื่องนี้ตลอดทั้งวัน กว่าจะกลับถึงคฤหาสน์อีกครั้งก็มืดค่ำ
“ได้เวลาเริ่มเสียที!”
แค่นึกถึง หน้าหนังสือสีทองก็ปรากฏขึ้นมา
ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวทั้งสองคนเอ่ยปากอยากขอพบหยางชวนต่อหน้าเขา ซึ่งการดึงเรื่องนี้ให้ยืดเยื้อออกไปย่อมไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่ถ้าจางเซวียนไม่อยากถูกอีกฝ่ายเปิดโปง เขาก็จะต้องหาความรู้เพิ่มอีกมากๆ เพื่ออุดข้อบกพร่องของตัวเอง ตอนนี้เขาก็มีหน้าหนังสือสีทองถึงสองหน้าแล้ว จะใช้มันสักหน้าหนึ่งก็คงไม่ปวดใจนัก
“เริ่มเลย…”
บึ้ม!
ทันทีที่คิด ก็เกิดเสียงหึ่งและการสั่นสะท้านอย่างรุนแรง หน้าหนังสือสีทองเรืองแสงเจิดจ้าออกมา และหนังสือทั้งหมดที่อยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าก็ถูกถ่ายเทเข้าไปในสมองของเขา ด้วยความที่ไม่อาจต้านทานกระแสข้อมูลอันเชี่ยวกรากขนาดนั้นได้ จางเซวียนถึงกับหน้ามืดและสลบไป
ที่สมาคมนายแพทย์ นายแพทย์เฉินเฟิงจ้องมองนายแพทย์มู่หงที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นอย่างหมดปัญญา
อดีตประธานสมาคมของพวกเขาไปที่บ้านตระกูลหลินเพื่อรักษาคนไข้ที่ถูกวางยา แต่…ไม่เพียงจะรักษาไม่ได้ ยังถูกพิษนั้นเข้าเสียเองด้วย
สำหรับนายแพทย์ระดับ 3 ดาวคนหนึ่งที่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ถือเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างยิ่ง
“นายแพทย์เฉินเฟิง พอมีวิธีรักษาไหม?”
ลูกศิษย์คนหนึ่งของนายแพทย์มู่หง, นายแพทย์ระดับ 2 ดาว เซี่ยซุ่นต๋า, มองหน้าเฉินเฟิงอย่างกังวล
นายแพทย์เฉินเฟิงส่ายหน้า “ผมลองทุกวิธีแล้ว แต่พิษที่เขาโดนเข้าไปนั้น…ร้ายกาจมาก ผมเองก็หมดปัญญา!”
เขาได้ตรวจสอบพิษนั้นอย่างถี่ถ้วน และรู้ว่ามันสามารถหลอมรวมเข้ากับพลังปราณทุกชนิดได้อย่างง่ายดาย ปัญหานี้ทำให้เขาไปต่อไม่ถูก
“เว้นเสียแต่…”
“เว้นเสียแต่อะไร?” เซี่ยซุ่นต๋าหน้าดำคร่ำเครียด
“เว้นเสียแต่ประธานหลิว หรือปรมาจารย์จางนั่นแหละจะมารักษาเขาด้วยตัวเอง เขาตอบคำถามบนกำแพงคาใจได้ทั้งหมด ก็แปลว่าวิธีการรักษาโรคของเขาจะต้องน่าทึ่งจริงๆ ยาพิษนี้ร้ายกาจมาก แต่เขาต้องรักษาได้แน่!” นายแพทย์เฉินเฟิงพูด
“จางเซวียน…”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น เซี่ยซุ่นต๋าก็หน้าตึง เขาคำรามอยู่ในคอ “ก็ลูกศิษย์ของเขานั่นแหละที่เป็นคนวางยา เขาจะต้องมีเส้นสนกลในกับหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษแน่!”
ก่อนหน้านี้ เขาได้เห็นกับตาว่าหัวหน้าเหลี่ยวประจบประแจงปรมาจารย์จางขนาดไหน ทำอย่างกับอีกฝ่ายเป็นพ่อของตัวเอง
เมื่อดูจากช่วงเวลาที่นายแพทย์มู่หงถูกพิษเข้าไป หัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษก็ยังอยู่ในเมืองหลวง จึงยากที่จะเชื่อว่าทั้งคู่ไม่มีสายสัมพันธ์ต่อกัน
“บังอาจ! กล้าพูดพล่อยๆ โดยไม่มีหลักฐานได้อย่างไร!” นายแพทย์เฉินเฟิงโวยวาย “ปรมาจารย์จางเป็นทั้งปรมาจารย์และบรมครูนายแพทย์ จะมีเส้นสนกลในกับห้องโถงแห่งยาพิษได้อย่างไรกัน?”
“ไม่มีหลักฐาน? คนเยอะแยะก็เห็นกันเต็มสองตา!” เซี่ยซุ่นต๋าพึมพำเหยียดๆ “จะกำแพงคาใจหรือตำแหน่งประธานสมาคมอะไรก็ช่างเถอะ ชิ! คนที่มีความสัมพันธ์กับห้องโถงแห่งยาพิษน่ะ คู่ควรพอที่จะได้รับตำแหน่งประธานสมาคมนายแพทย์ของพวกเราหรือ?”
“อันที่จริง ผมคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องการรักษาโรคเลยด้วยซ้ำ คงจะเตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่อยู่บนกำแพงคาใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่อย่างนั้น ด้วยเวลาเพียงครู่เดียว จะตอบคำถามทั้งหมดได้อย่างไร?”
เห็นอาจารย์ของเขานอนร่อแร่อยู่บนพื้น เซี่ยซุ่นต๋าเก็บความโมโหไม่ไหว เขาตวาดอย่างหงุดหงิด
ทุกคำถามที่อยู่บนกำแพงคาใจก็ล้วนแต่แสนยาก ต่อให้จางเซวียนเรียนหนังสือตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ก็จะเรียนได้มากแค่ไหนกัน?
ในเมื่ออายุก็ยังไม่ถึงยี่สิบเสียด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าต้องมีใครสักคนเตรียมคำตอบไว้ให้ เขาแค่มาลอกมันลงไปบนกำแพง
ไม่อย่างนั้น ก็ถ้าเก่งกาจเสียขนาดนี้ ทำไมจึงยังไม่เคยรักษาใครเลย?
เรื่องอสูรอารักขาถือเป็นความลับของอาณาจักร จึงมีไม่กี่คนที่รู้เรื่อง
“เอ่อ…” นายแพทย์เฉินเฟิงลังเล
เมื่อตอนที่ปรมาจารย์จางมาที่สมาคมนายแพทย์เป็นครั้งแรก เขาก็อยู่ด้วย เรื่องจริงที่ว่าอีกฝ่าย ตอบคำถามบนคำแพงคาใจได้หมดทั้ง 19 คำถาม ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์พื้นฐานเลยนั้นก็ยังออกจะน่าสงสัยอยู่
จะว่าไป ตัวเขาเองก็ยังคาใจ
“คนพรรค์นี้น่ะไม่คู่ควรจะได้เป็นประธานสมาคมนายแพทย์ของเราหรอก ผมหวังว่านายแพทย์เฉินเฟิงจะจัดการประชุมผู้อาวุโสขึ้นมาเพื่อถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานสมาคม เขาจะได้ไปตบตาใครไม่ได้อีก…”
เซี่ยซุ่นต๋ายังพูดไม่ทันจบ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็พพรวดพราดเข้ามาในห้อง
ทันทีที่เข้ามา เขาก็ตะโกนอย่างตื่นเต้น “นายแพทย์เฉินเฟิงและนายแพทย์เซี่ยซุ่นต๋า มีการตอบรับจากกำแพงคาใจ!”
“มีการตอบรับ? เขาตอบคำถามสุดท้ายผิดหรือเปล่า?”
เซี่ยซุ่นต๋าถึงกับตาโต เขารีบหันไปจ้องหน้าชายวัยกลางคนผู้นั้น
เมื่อสองสามวันก่อน ปรมาจารย์จางได้ตอบคำถามทั้งหมดบนกำแพงคาใจรวดเดียว 20 คำถาม แต่อีกฟากหนึ่งของกำแพงคาใจไม่สามารถตัดสินได้ว่าคำตอบของคำถามสุดท้ายที่เขาให้ไปนั้น ถูกต้องหรือเปล่า
ตอนแรก อีกฟากหนึ่งบอกว่าจะใช้เวลาในการประเมินคำตอบราว 10 วัน แต่ทางสำนักงานใหญ่ก็ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพกว่าที่คิด จึงให้คำตอบมาในวันนี้
“ผิด?” ชายวัยกลางคนผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบส่ายหน้า “ก็ไม่ได้บอกนะว่าผิดหรือถูก…”
“ไม่ได้บอก?”
นายแพทย์ทั้งสองคนถึงกับอึ้ง ในเมื่อทางสำนักงานใหญ่ให้คำตอบมาแล้ว ก็ควรจะระบุชัดเจนว่าคำตอบของปรมาจารย์จางถูกหรือผิด ที่ไม่ได้บอกนั้นหมายความว่าอย่างไร?
“แล้ว…ตอบมาว่า?” เซี่ยซุ่นต๋าอดถามไม่ได้
ชายผู้นั้นอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง “เขาตอบว่า…ขอแต่งตั้งหลิวเฉินให้เป็นผู้อาวุโสของสมาคมนายแพทย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ส่วนระดับที่แท้จริงของเขานั้น ทางสมาพันธ์จะจัดให้มีการทดสอบ เมื่อระดับวรยุทธของเขาสูงถึงขั้นที่กำหนด!”
“แต่งตั้งเขาให้เป็น…ผู้อาวุโสของสมาคมนายแพทย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร?”
นายแพทย์เฉินเฟิงกับนายแพทย์เซี่ยซุ่นต๋ามองหน้ากัน ทั้งคู่ตัวสั่นและแทบกระอักเลือดออกมา
บ้าแล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
สมาพันธ์นานาอาณาจักรเป็นศูนย์รวมอำนาจแถวหน้าที่สูงส่งกว่าอาณาจักรอันทรงเกียรติเสียอีก! บรรดาผู้อาวุโสของสมาคมนายแพทย์ที่นั่น อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นนายแพทย์ระดับ 4 ดาว
แต่งตั้งหลิวเฉินให้เป็นผู้อาวุโส?
เซี่ยซุ่นต๋ารู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว ราวกับถูกใครสักคนตบเข้าอย่างจัง
เขาเพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าอีกฝ่ายไม่คู่ควรต่อการเป็นประธานสมาคม แต่อีกครู่เดียว…สมาคมนายแพทย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรก็ส่งข้อความที่ระบุว่าจะแต่งตั้งเขาให้เป็นผู้อาวุโสของสมาคมนายแพทย์ที่นั่น…
จะบ้าหรือไง!
เซี่ยซุ่นต๋าหน้าแดงก่ำ และแทบปล่อยโฮออกมาเดี๋ยวนั้น
มีห้องลับแห่งหนึ่งอยู่ในสภาปรมาจารย์แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ ซึ่งมีกำแพงสีขาวราวหิมะตั้งตระหง่านอยู่ในนั้น
กำแพงสื่อสาร!
ในตอนนี้ ปรมาจารย์สู่ว ปรมาจารย์หลิว และประธานเจียงกำลังยืนอยู่หน้ากำแพง
“เรียนปรมาจารย์สู่ว ปรมาจารย์หลิว และท่านประธาน การบูรณะซ่อมแซมห้องรับรองปรมาจารย์เสร็จสมบูรณ์แล้ว!”
ผู้อาวุโสจูเดินเข้ามาและประสานมือคารวะ
“ดี!” ประธานเจียงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“การสั่นสะท้านของอนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงและการที่ป้ายสลักชื่อบรรพบุรุษจำนวนนับไม่ถ้วนหล่นลงมา…เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน ปรมาจารย์หลิว, คุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?”
ปรมาจารย์สู่วขมวดคิ้ว
ในวันนั้น พวกเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ อนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงได้ล้มคว่ำลงมาจนทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั่วทั้งห้อง
จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
พวกเขาคิดว่าคงเป็นเพราะปรมาจารย์จางสามารถเอาชนะใจและได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษทุกคน แต่สุดท้ายก็ต้องส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
นั่นคืออนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขง! ซึ่งยังคงหลงเหลือเจตจำนงบางส่วนอยู่ในนั้น แล้วปรมาจารย์ขงจะตอบรับใครง่ายๆ หรือ?
มีเรื่องเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งเคยมีปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวที่พยายามขอเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ขง แต่ก็ยังถูกปฏิเสธ ปฏิเสธปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว, แต่เลือกตอบรับปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวนี่นะ! ล้อเล่นแล้ว!
“ผมก็ไม่รู้!”
ปรมาจารย์หลิวก็ไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น เขาส่ายหน้า หันไปหยิบพู่กันและยิ้มออกมา “เอาเถอะ แต่ก็ไม่เห็นต้องกังวล ผมจะถามทางสำนักงานใหญ่เดี๋ยวนี้…ถึงพวกเราไม่เข้าใจ แต่ท่านประธานหรือไม่ก็ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็น่าจะรู้บ้าง!”
“เอาสิ เร็วๆ เข้า…” ปรมาจารย์สู่วพยักหน้า
ปรมาจารย์หลิวกำลัง นกเรียบเรียงว่าควรจะเขียนลงไปอย่างไร ก็พอดีกับที่กำแพงขนาดมหึมาที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเรืองแสงขึ้น และปรากฏข้อความแถวหนึ่ง
“การปฏิเสธบรรพบุรุษ, เสียงระฆังแห่งความโทมนัส! มีใครสักคนหนึ่งในสมาพันธ์นานาอาณาจักรได้ปฏิเสธการตอบรับของเหล่าบรรพบุรุษหลังจากที่ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ หากห้องรับรองปรมาจารย์ของสาขาไหนพังพินาศล่ะก็ รายงานด่วน!”
