ตอนที่ 401 คารวะปรมาจารย์หยาง
มีใครคนหนึ่งปฏิเสธการตอบรับของเหล่าบรรพบุรุษหลังจากที่ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์?
ล้อเล่นน่ะ!
มีคนปัญญาอ่อนขนาดนั้นอยู่ในโลกด้วยหรือ?
“การได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษถือเป็นพรอันยิ่งใหญ่ ปฏิเสธนี่นะ? ใครกัน?”
หลังจากตกตะลึงไปแล้ว ประธานเจียงก็แทบจะเสียสติ
การที่โม่หงอีได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษหนึ่งคนก็ถือเป็นการทำลายสถิติตลอด 300 ปีที่ผ่านมาของอาณาจักรเทียนหวู่แล้ว เรื่องนี้สร้างความตื่นเต้นภายในสภาปรมาจารย์เป็นอย่างมาก
ประธานเจียงก็รู้สึกเป็นเกียรติ นับจากนี้ เขาสามารถยืดอกเชิดหน้าไปสภาปรมาจารย์ที่ไหนๆ ก็ได้
แต่กลับมีใครคนหนึ่งปฏิเสธเสียงตอบรับของบรรพบุรุษ…
โชคดีเหลือเกินที่โม่หงอีไม่ได้อยู่ตรงนี้ ถ้าเขารู้เรื่อง จะไม่กระอักเลือดและลมจับเอาหรือ?
“ปะ-เป็นไปไม่ได้…”
ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวก็งง
เสียงตอบรับของบรรพบุรุษจะทำให้ผู้นั้นได้รับรังสีพิเศษที่ช่วยยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีปรมาจารย์คนไหนกล้าปฏิเสธสิ่งนี้…
“รอเดี๋ยว…ทางสำนักงานใหญ่บอกว่าหากห้องรับรองปรมาจารย์ของสาขาไหนพังพินาศ ให้รายงานด่วน…ห้องรับรองปรมาจารย์ของเราก็พังนี่!”
ปรมาจารย์หลิวเป็นคนแรกที่นึกได้ เขาถึงกับหน้าตื่น
ไม่มีใครรู้ว่า ‘การปฏิเสธบรรพบุรุษ, เสียงระฆังแห่งความโทมนัส’ หมายความว่าอย่างไร แต่ในเมื่อทางสำนักงานใหญ่ถามถึงเรื่องการพังพินาศของห้องรับรองปรมาจารย์ พวกเขาก็สรุปเรื่องได้ไม่ยาก
เพราะสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ไม่มีทางเสียเวลากับเรื่องที่ไม่จำเป็น ในเมื่อพวกเขาถามถึงเรื่องการพังพินาศของห้องรับรองปรมาจารย์ ก็แปลว่าต้องมีอะไรสักอย่าง
“คุณหมายความว่า…บุคคลที่ปฏิเสธเสียงตอบรับของบรรพบุรุษ…อยู่ในสาขานี้หรือ?” ปรมาจารย์สู่วทำตาโต และถึงกับเสียงแหบแห้ง
ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ก็มีแต่ปรมาจารย์โม่กับปรมาจารย์จางที่ผ่านการทดสอบ ซึ่งคนแรกก็ได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษคนหนึ่งไปแล้ว ขณะที่คนที่สองทำให้อนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงล้มคว่ำลงมา และห้องรับรองปรมาจารย์ทั้งห้องพังพินาศ…ถึงเหตุการณ์จะน่างงงัน แต่ก็ไม่มีใครเห็นเขาปฏิเสธบรรพบุรุษ
“ถามเลย!”
ทั้งที่ยังสับสนอยู่ ปรมาจารย์หลิวก็คว้าพู่กันจุ่มลงไปในขวดหมึกและตั้งต้นเขียน “ประโยคที่ว่า ‘การปฏิเสธบรรพบุรุษ, เสียงระฆังแห่งความโทมนัส’ หมายความว่าอย่างไร?”
วิ้ง!
ข้อความนั้นหายไป และไม่นานก็มีแสงสว่างวาบ ข้อความอีกแถวหนึ่งปรากฏขึ้นบนกำแพงสื่อสาร
“ไม่ซึมซับรังสีพิเศษที่เหล่าบรรพบุรุษมอบให้, ปฏิเสธเจตนาดีของพวกเขา…”
เมื่อได้อ่าน ทั้งกลุ่มก็ตัวสั่นกันไปอีกรอบ
ปฏิเสธบรรดาบรรพบุรุษและทำให้พวกเขาต้องร่ำไห้ด้วยความเสียใจ…
ใครกันที่ทำได้ขนาดนั้น?
ต่างคนต่างมองหน้ากัน แสนสงสัยว่าใครกันที่บ้าบิ่นถึงขั้นทำแบบนั้น แต่แล้วกำแพงก็เรืองแสงขึ้นอีกครั้ง มีข้อความปรากฏขึ้นอีก 2-3 แถว
“เมื่อ 2 วันก่อน ในชั่วโมงสูว*, เขาปฏิเสธเสียงตอบรับของบรรพบุรุษทุกคน รวมทั้งปรมาจารย์ขง ส่งผลให้อนุสาวรีย์เกิดการสั่นสะเทือน…ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ห้องรับรองปรมาจารย์จะพังพินาศ! หากอนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงสั่นสะเทือนหรือห้องรับรองปรมาจารย์ ที่สาขาไหนพังพินาศ, รายงานด่วน!”
“2 วันก่อน, ชั่วโมงสูว…ดูเหมือนจะเป็นเวลาที่ปรมาจารย์จางกำลังวิงวอนขอการตอบรับจากบรรดาผู้อาวุโสนี่…” ปรมาจารย์สู่วตัวสั่น
“ใช่แล้ว! การสั่นสะเทือนของอนุสาวรีย์และการพังทลายของห้องรับรองปรมาจารย์ หรือว่า…ผู้ที่ทำให้เหล่าบรรพบุรุษต้องร่ำไห้ด้วยความโทมนัสคือ…ปรมาจารย์จาง?”
ปรมาจารย์หลิวถึงกับยืนไม่อยู่
เขากำลังคิดอยู่ว่าบุคคลผู้น่าทึ่งคนนั้นจะเป็นใคร แต่แล้วก็กลับกลายเป็นคนใกล้ตัวนี่เอง!
เอาจริงๆ สิ?
“ต้องเป็นแบบนั้นแน่…”
เมื่อนึกทบทวนไปมา ประธานเจียงก็ยิ้มเจื่อนๆ
“ฮะ?”
เมื่อได้ยินเสียงประธานเจียง ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวทั้งสองคนก็หันมามองเขา
“เมื่อ 2 วันก่อนก็เกิดเรื่องแบบเดียวกันนี้ ป้ายสลักชื่อบรรพบุรุษที่อยู่ในห้องรับรองปรมาจารย์สั่นสะเทือนกันไปหมด…อนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงก็สั่นด้วย…”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ประธานเจียงก็อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 วันก่อน
“การสั่นสะเทือนของป้ายสลักชื่อบรรพบุรุษ… ปรมาจารย์ฟ้าประทาน? อนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงก็สั่น หรือว่า…ปรมาจารย์ขงรับศิษย์สายตรง, ศิษย์ของนักปราชญ์?”
“แต่ที่สำคัญกว่านั้น…ปรมาจารย์ขงถูกปฏิเสธ?”
ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวแทบจะเสียสติ
การปฏิเสธเสียงตอบรับของบรรพบุรุษก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถึงกับปฏิเสธการได้เข้าเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ขง…
ถ้าเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นที่นี่ ก็ชัดเจนว่าต้องเป็นการกระทำของอัจฉริยะสักคนหนึ่งในสภาปรมาจารย์
ในวินาทีนั้น ชื่อของบุคคลหนึ่งก็ผุดขึ้นมา…
จางเซวียน!
“ต้องเป็นเขาแน่!”
ปรมาจารย์สู่วปากสั่นด้วยความตื่นเต้น
ปรมาจารย์ฟ้าประทาน, บุคคลที่แม้แต่ปรมาจารย์ขงก็อยากได้เป็นศิษย์…ในตอนแรก พวกเขาคิดว่าคงจะได้เจออัจฉริยะที่เก่งกาจกว่าธรรมดาสักคนหนึ่ง ไม่นึกไม่ฝันแม้แต่น้อยว่าจะได้พบคนที่ปราดเปรื่องเกินกว่าพวกเขาจะจินตนาการได้
“รีบแจ้งสำนักงานใหญ่! ให้สภาปรมาจารย์ต้อนรับเขาเป็นการส่วนตัว…”
ปรมาจารย์หลิวรีบคว้าพู่กันและตั้งท่าจะเขียนลงไป
ยังไม่ต้องพูดถึงเจตจำนงของปรมาจารย์ขง แค่เรื่องจริงที่ว่าจางเซวียนคือปรมาจารย์ฟ้าประทาน ก็ควรค่าแก่การที่สภาปรมาจารย์จะเชื้อเชิญเขาเป็นการส่วนตัวแล้ว
ทั่วทั้งทวีป ก็มีแต่ปรมาจารย์ขงเพียงผู้เดียวที่ได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน ไม่มีใครทำได้อีก
“ปรมาจารย์หลิว รอเดี๋ยว…” เจียงสู่รีบห้าม
“มีอะไร?”
ปรมาจารย์หลิวขมวดคิ้วและหันมามองเจียงสู่
“เรื่องปรมาจารย์ฟ้าประทานเป็นเรื่องใหญ่มาก…ผมกลัวว่าปรมาจารย์จางจะต้องเดือดร้อนหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป อีกอย่าง…การที่ปรมาจารย์ขงถูกปฏิเสธก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก ผมได้สั่งให้ปรมาจารย์ทุกคนที่นี่ปิดปากเงียบในเรื่องนี้แล้ว แต่ถ้าข่าวรั่วไหลไปถึงสำนักงานใหญ่…” ประธานเจียงอธิบาย
แม้สภาปรมาจารย์จะมีอำนาจคับฟ้าในทวีปนี้ แต่พวกเขาก็มีศัตรูลับๆ อยู่มากมาย
อีกอย่าง การประลองปรมาจารย์ก็ใกล้จะมาถึงแล้ว หากกลุ่มอำนาจอื่นๆ รู้ว่ามีอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานปรากฏตัวขึ้นคนหนึ่ง พวกเขาจะต้องพยายามเข้ามาวุ่นวาย หรือแม้แต่อาจหาทางตัดตอนไม่ให้เขาก้าวไกลไปกว่านี้ได้
เก็บเนื้อเก็บตัวไว้น่าจะดีกว่า
“ประธานเจียงพูดถูก เราควรรายงานเรื่องนี้ต่อประธานสภาปรมาจารย์โดยตรงดีกว่า ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดี!” ปรมาจารย์สู่วพยักหน้าอย่างเห็นพ้องกับคำพูดของเจียงสู่
“อือ!” เมื่อปรมาจารย์หลิวหายตะลึง เขาก็พยักหน้า
จากนั้นก็เขียนลงไปบนกำแพง “ไม่มี!”
ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ผ่านทางกำแพงสื่อสาร จึงต้องตอบแบบนั้นออกไป
“ปรมาจารย์ฟ้าประทาน, แถมยังเป็นคนที่เกือบจะได้เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ขง…ถ้าเราไม่รู้ก็แล้วไป แต่ในเมื่อรู้แล้ว ก็ต้องหาทางเข้าพบเขาให้ได้ จะเสียอะไรเท่าไหร่ก็ยอม!”
เมื่อตอบทางสำนักงานใหญ่ไปแล้ว ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวก็ข่มความตื่นเต้นไว้ไม่ไหว
พวกเขาเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว แต่ถ้าเปรียบเทียบกับปรมาจารย์ฟ้าประทาน ก็ถือว่าอ่อนด้อยกว่ากันมาก
พวกเขาแค่ได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษ แต่อีกฝ่ายได้เสียงตอบรับจากสวรรค์…
ช่องว่างนี้ ใช้คำว่า ‘ใหญ่’ คำเดียวก็คงไม่พอ
ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ สักวันหนึ่งก็จะต้องกลายเป็นบุคคลผู้เป็นที่สุดของโลกใบนี้
“เราต้องไปขอพบปรมาจารย์จาง แต่คนแรกที่ต้องพบให้ได้ก็คือ…ปรมาจารย์หยาง!” ปรมาจารย์สู่วตอบอย่างเคร่งขรึม
“การที่เขาสามารถบ่มเพาะปรมาจารย์ฟ้าประทานขึ้นมา แถมลูกศิษย์ของเขายังกล้าปฏิเสธแม้กระทั่งปรมาจารย์ขง ปรมาจารย์หยางผู้นั้นจะเก่งกาจจนน่าพรั่นพรึงขนาดไหน? หากเราได้ฟังคำชี้แนะของเขาสักคำ วรยุทธของเราต้องพุ่งพรวดแน่!”
มาถึงตรงนี้ ปรมาจารย์หลิวก็ได้ข้อสรุปเดียวกัน เขาพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ในช่วงชีวิตหนึ่ง คนๆ หนึ่งสามารถมีอาจารย์ได้หลายคน
แต่ก็มีบางคนที่ตัดสินใจยอมรับคนๆ เดียวเป็นอาจารย์ของเขาตลอดทั้งชีวิต
ก็เหมือนกับบรรดาลูกศิษย์ของปรมาจารย์ขง ต่อให้พวกเขาอยากรับคนอื่นเป็นอาจารย์ ก็ไม่มีอาจารย์คนไหนกล้ารับพวกเขาเป็นศิษย์
สำหรับปรมาจารย์หยาง, ปรมาจารย์จางถึงกับยินยอมพร้อมใจปฏิเสธแม้แต่ปรมาจารย์ขง แล้วหยางชวนคนนี้จะเก่งกาจขนาดไหน?
“ไปกันเถอะ!”
ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของจางเซวียนโดยไม่รีรอ
สองสามวันมานี้ โม่หงอีอารมณ์ดี
ตั้งแต่จางเซวียนปรากฏตัวขึ้นมา สถิติของเขาก็ถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า และชื่อเสียงในฐานะอัจฉริยะหมายเลขหนึ่งก็มัวหมองไป
ในเมื่อตอนนี้เขายังเอาชนะอีกฝ่ายไม่ได้ ก็ทำได้แค่ฝึกฝนอย่างหนัก โดยตั้งความหวังว่าจะสามารถอยู่เหนือกว่าฝ่ายนั้นได้สักวัน
และความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อ 2 วันก่อน เขาได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษ และเอาชนะจางเซวียนได้ครั้งหนึ่ง
ด้วยสิ่งนี้ ทำให้เขาสามารถทำลายสถิติตลอด 300 ปีที่ผ่านมาของสภาปรมาจารย์
จางเซวียนเป็นอัจฉริยะไม่ใช่หรือ? เก่งกาจไร้เทียมทานไม่ใช่หรือ?
ก็แล้วไง? สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการที่ไม่มีบรรพบุรุษคนไหนตอบรับเขาสักคน
ในที่สุดเขาก็เป็นผู้ชนะ
โม่หงอียิ้มน้อยๆ
การที่บรรพบุรุษปฏิเสธที่จะตอบรับเขา ก็หมายความว่าศักยภาพของจางเซวียนได้มาถึงขีดสุด ความสำเร็จในอนาคตของเขาถูกจำกัดไปแล้วเรียบร้อย
เขาเคยได้ยินเรื่องของอัจฉริยะหลายคนที่มีความสามารถโดดเด่นเมื่ออายุยังน้อย แต่เมื่อโตขึ้นจนเป็นผู้ใหญ่ ก็ลงเอยด้วยการเป็นคนธรรมดาเหมือนคนทั่วไป
จางเซวียนคนนี้ก็อาจจะเป็นเหมือนกัน
เป็นอัจฉริยะเหรอ แล้วไงล่ะ? ศักยภาพต่างหากคือกุญแจสำคัญ!
“เราควรจะไปขอพบปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิว ดูซิว่าพวกเขาจะเต็มใจรับเราเป็นศิษย์หรือเปล่า หากพวกเขาเต็มใจล่ะก็ ไม่ช้าเราจะต้องเหนือกว่าจางเซวียนแน่!”
โม่หงอีจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย นัยน์ตาฉายความตื่นเต้น
ตั้งแต่ตอนที่ประธานเจียงแนะนำเขาให้รู้จักปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิว เขาก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะขอเป็นศิษย์ของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งหากทำสำเร็จ ก็จะต้องเป็นการเปิดโลกใบใหม่ให้กับเขาแน่
“ปรมาจารย์โม่ ต้องขออภัยด้วย แต่ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวออกไปแล้วตั้งแต่เช้า!”
โม่หงอีเหลียวซ้ายแลขวาไปทั่วสภาปรมาจารย์ แต่ก็หาทั้งคู่ไม่เจอ สุดท้ายก็ได้พบกับประธานเจียง
“ออกไปแล้ว? พวกเขาไปที่ไหน?” โม่หงอีถาม
“อ๋อ ไปที่คฤหาสน์ของปรมาจารย์จาง!” ประธานเจียงตอบ
“ขอบคุณมาก…”
เมื่อรู้ที่หมายแล้ว โม่หงอีก็พยักหน้าและออกจากสภาปรมาจารย์
“เราต้องรีบแล้ว…”
เป็นไปได้ว่าจางเซวียนก็มีความคิดแบบเดียวกับเขา
แล้วเขาจะปล่อยโอกาสดีงามขนาดนี้ไปให้หมอนั่นได้อย่างไร?
เขาเหนือกว่าจางเซวียนในเรื่องที่ได้เสียงตอบรับจากบรรพบุรุษ ซึ่งนั่นก็เป็นลางดี ตราบใดที่เขา ตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก สักวันหนึ่งเขาจะต้องทำลายสถิติของจางเซวียนได้แน่
คฤหาสน์ของจางเซวียนอยู่ไม่ไกลจากสภาปรมาจารย์เท่าไร ไม่ช้าโม่หงอีก็มาถึงที่หมาย
เมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นปรมาจารย์ทั้งสองคน เขาหยุดกึก
“นั่น…ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวนี่?”
ทั้งสองคนกำลังยืนอย่างสงบเสงี่ยมนอบน้อมอยู่หน้าคฤหาสน์ของจางเซวียน
ก็ไหนว่าออกมาแต่เช้า? ทำไมยังยืนอยู่หน้าประตู?
แถมยังมีทีท่าเคารพนบนอบขนาดนั้น…มันอะไรกัน?
พวกเขาเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว, เป็นผู้อาวุโสของสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรที่ควรค่าแก่การเคารพ อยู่ในระดับที่หากฮ่องเต้แห่งอาณาจักรชวนหยวนเสด็จมา ก็ยังต้องต้อนรับพวกเขาด้วยความนอบน้อม
แต่ตอนนี้ ทั้งคู่มีท่าทางไม่ต่างจากเด็กนักเรียนที่กำลังกระวนกระวาย…
โม่หงอีกระพริบตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อ
แอ๊ด!
ขณะที่ยังตะลึงอยู่ ประตูก็เปิดอ้า ชายร่างตุ้ยนุ้ยคนหนึ่งเดินออกมาและพูดเสียงเรียบ “นายท่านเพิ่งกลับมา เชิญคุณทั้งสองเข้าไปได้ แต่ผมต้องขอบอกไว้ล่วงหน้าว่านายท่านไม่ชอบความอึกทึกวุ่นวาย เพราะฉะนั้น เมื่อพวกคุณเข้าไปแล้ว กรุณาเงียบไว้!”
“ได้!”
“อย่าห่วงเลย เราจะปิดปากเงียบ!” ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวรีบพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเลย!”
ชายร่างตุ้ยนุ้ยโบกมือและนำทางไป
ปรมาจารย์ทั้งสองคนรีบตามไปติดๆ
“บ้าแล้ว…”
นัยน์ตาของโม่หงอีแทบปะทุออกมา
นี่มัน…อะไรกัน?
แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวก็ยังต้องขอเข้าพบ!
แถมยังยืนรออยู่ตลอดทั้งเช้า!
แล้วยังทีท่าของพ่อบ้านนั่น อีกนิดเดียวก็จะเรียกว่าหยาบคายแล้ว…ไม่กลัวถูกตีตายหรืออย่างไร?
โม่หงอีหน้าตาบูดเบี้ยว เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบผิดเพี้ยนไปหมด
*ชั่วโมงสูว คือช่วงเวลาหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม
