ตอนที่ 472 ซุนฉางผู้ถูกครอบงำ
ในตอนนี้ จิตวิญญาณที่เข้าครอบงำได้กลายเป็นเจ้าของร่างไปแล้ว หากจิตวิญญาณเดิมขับไล่มันออกไปไม่ได้ ก็มีโอกาสสูงมากที่ร่างนี้จะกลายเป็นศพ
อย่างน้อยที่สุด แม้ตอนนี้จิตวิญญาณของร่างเดิมจะถูกกดข่มไว้ แต่โอกาสก็ยังพอมี แต่หากร่างนี้กลายเป็นศพเมื่อไหร่ ก็แน่นอนว่าเขาย่อมไม่รอด
“ปรมาจารย์จาง จิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนมาก แม้แต่เทพเจ้าก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด ในเมื่อร่างของเขาถูกควบคุมไว้แล้ว หากจิตวิญญาณเดิมไม่อาจกลับเข้ามาได้ทันเวลา…ก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกรรม!” ประธานไซ่มีสีหน้าเคร่งเครียด
“จริงด้วย! คุณควรจะคิดใหม่นะ” หลัวฉิงก็ตระหนก
ใครๆ ก็รู้ว่าชายชรามาที่นี่เพื่อเปิดการประมูล หากเขาต้องตายไป ชื่อเสียงของหอประมูลคงพังไม่มีเหลือ
“ผมก็รู้ว่าต้องคิดให้ดี” จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
พวกเขาพูดถูก เรื่องจิตวิญญาณเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก ไม่อาจใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปเข้าจัดการได้ หากจางเซวียนแก้ไขเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ชายชราจะต้องกลายเป็นคนสติวิปลาส หรืออาจจะตาย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ยากที่เขาจะบอกปัดความรับผิดชอบ
“ผู้คนมากมายรู้เรื่องการประมูลครั้งนี้ หากเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ทั้งสมาคมนักตรวจสอบสมบัติและหอประมูลจบเห่แน่!”
เห็นทุกคนมีทีท่าลังเล ชายชราหัวเราะหึๆ “ให้ฉันเสนอแนะสักหน่อยก็แล้วกัน คงข้อแลกเปลี่ยนของเราไว้ดีไหม? ฉันจะให้หุ่นโลหะไร้วิญญาณกับแก แต่แกต้องกำจัดจิตวิญญาณของเจ้าของร่างนี้ให้ฉัน! สุดท้าย ไม่ว่าคนที่แกเจรจาด้วยจะเป็นฉันหรือเขา แกก็ได้หุ่นโลหะไร้วิญญาณไปอยู่ดี แล้วแกจะเสี่ยงไปทำไม?”
หากยอมรับข้อต่อรองนี้ จางเซวียนก็มีแต่ได้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากเขาดึงดันที่จะช่วยเหลือเจ้าของร่างเดิม…หากช่วยได้สำเร็จ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่สำเร็จล่ะ?
“ปรมาจารย์จาง…”
หลัวฉิงมองหน้าจางเซวียนอย่างร้อนใจ
ตัวเขาเป็นนักธุรกิจ และในความเห็นของเขา การเอาตัวเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยชีวิตคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันนั้นไม่มีประโยชน์เลย
ถึงอย่างไร ใครๆ ก็รู้กันหมดแล้วว่าชายผู้นี้ถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายเข้าครอบงำ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร่างหรือตัวเขาที่ถูกสังหาร ตราบใดที่ชายชรายังเดินออกจากสมาคมนักตรวจสอบสมบัติไปในสภาพที่ยังมีชีวิต ชื่อเสียงของหอประมูลก็ย่อมไม่ด่างพร้อย
“คุณพูดถูก! เป้าหมายของผมคือหุ่นโลหะไร้วิญญาณ จึงไม่จำเป็นเลยที่ผมจะต้องเสี่ยง”
จางเซวียนถอนหายใจ เขาเลิกคิ้วและชำเลืองมองชายชราอย่างยียวน “แต่คุณเพิ่งจะพูดว่าผมไม่มีปัญญาทำอะไรได้ไม่ใช่หรือ? พอดีผมเพิ่งนึกออกวิธีหนึ่ง และอยากจะขอลองสักหน่อย…”
“ลอง?”
นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายยังคิดจะพยายาม ทั้งๆ ที่เขาก็หว่านล้อมแทบตาย หลัวฉิงหน้าแดงก่ำด้วยความ ร้อนรน
นี่คุณคิดจะทดลองเอาสนุกหรือ?
รู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ ความเป็นความตายสำคัญที่สุด…
“คุณชาย…”
จินชงไห่ก็กังวล เขามองหน้าคุณชายด้วยความหวังว่าจะให้ช่วยหว่านล้อมจางเซวียนอีกแรง
แต่ครั้งนี้ จ้าวเฟยอู่โบกมือและตอบอย่างจริงจัง “ไม่ต้อง นี่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของปรมาจารย์ ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะปัดให้พ้นตัว!”
เบื้องหลังเกียรติยศและความน่าเคารพยกย่องของเหล่าปรมาจารย์คือภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่
จางเซวียนไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามและภูมิหลังของชายชราที่อยู่ตรงหน้า ทั้งยังไม่เคยพูดคุยด้วยมาก่อน แต่หากเขามองข้ามความเป็นความตายของชายชราผู้นี้ แล้วคุณธรรมของเขาจะเหลืออะไร?
ผู้ไร้คุณธรรมจะชี้แนะลูกศิษย์และนำแสงสว่างมาสู่โลกนี้ได้อย่างไรกัน?
หากเขาเป็นคนเที่ยงตรงและชอบธรรม ทุกคนก็จะทำตามสิ่งที่เขาชี้แนะโดยปราศจากข้อโต้แย้ง แต่หากเขาไม่เที่ยงตรงและไม่ชอบธรรม จะพูดอะไรออกไปก็ไร้ความหมาย
การชี้แนะลูกศิษย์ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดเทคนิควรยุทธที่ดีที่สุดเพื่อให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือยังต้องสร้างค่านิยมที่ถูกต้องในตัวพวกเขาด้วย
ไม่อย่างนั้น เมื่อเด็กเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่ ก็มีแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้สังคม ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น วัตถุประสงค์ในการดำรงอยู่ของปรมาจารย์ก็ไร้ค่า
“เอ่อ…”
จินชงไห่ชะงักและกำหมัดแน่น
ในฐานะกูรูยาพิษ เขาสามารถใช้ลูกไม้ตุกติกเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่สำหรับจางเซวียนนั้นไม่เหมือนกัน เขาเป็นถึงปรมาจารย์ที่มีความรับผิดชอบในการนำแสงสว่างมาสู่โลกใบนี้ หากทำตัวขี้ขลาดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก แล้วจะเอาชนะใจลูกศิษย์ของเขาได้อย่างไร?
ชายชรานึกไม่ถึงว่าจางเซวียนยังมุ่งมั่นจะจัดการกับเขาให้ได้ ทั้งๆ ที่ผลได้ผลเสียก็เห็นกันชัดเจน เขาตั้งคำถามด้วยสีหน้าถมึงทึง “แกยังจะเอาเรื่องฉันให้ได้ใช่ไหม?”
“เอาเรื่อง? คุณก็คิดมากไปน่ะ ผมแค่จะไล่คุณออกไปเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรร่างนี้ก็ไม่ใช่ของคุณสักหน่อย!”
จางเซวียนส่ายหน้า เขาสะบัดข้อมือ และเข็มเงิน 2 – 3 เล่มก็มาอยู่ในฝ่ามือของเขา
“เข็มเงิน? นี่แกคิดจะใช้สิ่งนี้รับมือกับฉัน, กับจิตวิญญาณนี่นะ?”
ชายชรานึกว่าอีกฝ่ายจะมีความคิดดีๆ แต่เมื่อเห็นสิ่งที่เขาหยิบออกมา ก็ถึงกับหัวเราะลั่น
เข็มเงินอาจใช้ได้ผลในการรักษาอาการบาดเจ็บและแก้ไขเรื่องด่านคอขวด แต่เอามาใช้กับจิตวิญญาณ…ล้อเล่นน่ะ!
เหมือนเอาลูกธนูมายิงแมลงวัน : ปัญญาอ่อน
จางเซวียนไม่แยแสอาการเยาะหยันของชายชรา เขาถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในเข็มเงินเหล่านั้นและกระดิกนิ้ว ประกายเย็นเยือกของมันวาบขึ้นสู่อากาศ
“เข็มเงินน่ะใช้จัดการกับจิตวิญญาณไม่ได้หรอก…”
เห็นจาเวียนตั้งท่าจะใช้เข็มเงินกับชายชรา ประธานไซ่ถึงกับตบหน้าผาก
ก็มีทีท่ามั่นอกมั่นใจเสียขนาดนั้น ตัวเขาก็นึกว่าปรมาจารย์จางคงจะมีความคิดดีๆ แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนเขาพยายามจะใช้สิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้
ประธานไซ่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณมา 2 – 3 เล่ม จึงพอมีความรู้เรื่องจิตวิญญาณอยู่บ้าง จิตวิญญาณเป็นของนามธรรม จับต้องไม่ได้ การใช้วัตถุต่างๆ นานาจึงไม่มีผลเลย
ก็เหมือนกับการที่ใครสักคนใช้ดาบฟาดฟันอากาศ ต่อให้เข็มนั้นเข้าถึงตัวชายชรา ก็ไม่อาจส่งผลอะไรกับจิตวิญญาณที่ไม่มีตัวตน แต่ยังอาจทำให้ทางเดินพลังปราณอุดตัน ส่งผลให้เกิดความบอบช้ำอย่างหนักในร่างนั้น
“ในการขับไล่จิตวิญญาณ ผู้นั้นจะต้องเตรียมผ้าสะอาด เครื่องรางสีเหลือง แท่นวางเครื่องบรรณาการสวรรค์ และค่ายกล เข็มเงินทำอะไรไม่ได้หรอก…”
รู้ดีว่าวิธีการนี้ไม่มีทางได้ผล ประธานไซ่ได้แต่ส่ายหน้า เขาพยายามนึกทบทวนทุกวิธีที่ตัวเองพอรู้ โดยหวังว่าจางเซวียนอาจจะยอมทำตาม แต่ยังไม่ทันไรก็ต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ และตัวสั่นขึ้นมาทันที “ปะ-เป็นแบบนี้ได้อย่างไร…?”
ทันทีที่เข็มเงินปักลงไปในร่างของชายชราปากกล้า เขาก็หน้าซีดเผือดไปทันใด
นัยน์ตาคู่นั้นเหลือกลานด้วยความกลัว เขาดิ้นรนหาทางหนี แต่ก็กลับทรุดฮวบลงกับพื้นและตัวสั่นงันงกไม่หยุด
แค่เข็มเล่มเดียว ถึงกับควบคุมตัวเองไม่ได้เชียวหรือ?
เขา…ทำได้อย่างไรกัน?
ถ้าการรับมือกับจิตวิญญาณทำได้ง่ายดายแบบนั้น เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณคงไม่เป็นที่น่าสะพรึงจนถึงขั้นที่สภาปรมาจารย์ต้องออกโรงปราบด้วยตัวเอง
“พะ-พลังปราณของแก…”
ขณะที่ประธานไซ่กับคนอื่นๆ ตกตะลึงกันอยู่ ชายชราก็คลุ้มคลั่ง
เขาเพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าไม่มีทางที่เข็มเงินจะทำอะไรได้ แต่ตอนนี้ ความหวาดผวาสุดขีดก็ทำให้เขาถึงกับตัวสั่นงันงก
สิ่งที่เขากลัวไม่ใช่เข็มเงิน แต่เป็น…พลังปราณของอีกฝ่าย!
พลังปราณนั้นดูจะมีอำนาจลึกลับที่สามารถขับไล่จิตวิญญาณได้ เมื่อสัมผัสกับมัน ก็เหมือนกับเอาแอลกอฮอล์เข้มข้นมาราดรดแผดเผาจิตวิญญาณของเขา ความเจ็บปวดแสนสาหัสนั้นทำให้รู้สึกเหมือนทั้งร่างจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
“นี่มัน…พลังปราณพิเศษ?” ชายชราหรี่ตาเมื่อนึกขึ้นได้
ตำนานกล่าวไว้ว่า พลังปราณที่บริสุทธิ์ถึงขั้นจะมีอำนาจขับไล่ปีศาจร้ายได้ นั่นคือเหตุผลที่บรรดาผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่เก่งกาจทั้งหลายก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะเดินทับเส้นทางของเหล่าปรมาจารย์
แต่ว่า…พลังปราณพิเศษก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในปรมาจารย์แค่ไม่กี่คนเท่านั้น มันเป็นมรดกตกทอดจากเชื้อสายของปรมาจารย์ขงและบรรดาลูกศิษย์ของเขา แล้วหมอนี่มีพลังปราณพิเศษได้อย่างไร?
หรือว่าเขาจะเป็นเชื้อสายของปรมาจารย์ขง?
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ถือว่าโคตรจะน่าสะพรึง
เขาเพิ่งหนีรอดจากสุสานอันแสนจะน่าขนลุกมาได้ แต่ก็ต้องมาเจอกับคนแบบนี้อีก โชคชะตาช่างเหี้ยมโหดกับเขาเหลือเกิน!
“ไม่ได้การแล้ว ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป เราตายแน่…”
เมื่อเข็มเงินที่ถูกปักลงไปบนร่างของเขาค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น พลังปราณก็พุ่งผ่านปลายเข็มเข้ามาเป็นสายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างของเขาใกล้จะฉีกเป็นชิ้นๆ นัยน์ตาของชายชราเปลี่ยนเป็นสีเลือด
พลังปราณพิเศษนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ซึ่งหากสิ่งนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ ก็ลงเอยได้แบบเดียว – คือตัวเขาจะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
“เราต้องเข้าครอบงำใครสักคน…”
รู้ตัวว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ชายชราอดกลั้นกับความเจ็บปวดไว้และลอบหมายตาคนทั้งกลุ่มที่อยู่ตรงหน้า
การครอบงำร่างนี้ต่อไปมีแต่จะนำไปสู่ความตาย วิธีเดียวที่พอจะทำได้คือการเข้าครอบงำร่างอื่นและหาวิธีเอาคืนทีหลัง
แต่ต่อให้เขาเข้าครอบงำร่างไหนสักร่างหนึ่งที่อยู่ตรงนี้ได้สำเร็จ ก็จะต้องทำให้แน่ใจเสียก่อนว่า ชายหนุ่มประหลาดคนนี้จะหาไม่เจอ เพราะหากชายหนุ่มรู้และเข้าจัดการอีก ตัวเขาก็จบเห่อยู่ดี
“บ้าเอ๊ย…แกบีบให้ฉันต้องเข้าครอบงำร่างอื่นอีกแล้ว ฉันจะไม่มีวันลืมความแค้นครั้งนี้!”
ถึงจะตัดสินใจได้แล้ว แต่ชายชราก็แสนปวดใจ
การเข้าครอบงำร่างอื่นนั้นดูเหมือนง่าย แต่ที่จริงไม่ใช่ ความพยายามทุกครั้งจะทำให้เขาบอบช้ำสาหัส ไม่เพียงแต่ระดับวรยุทธจะร่วงลง จิตวิญญาณก็ได้รับบาดเจ็บด้วย
ก่อนที่จะเข้าครอบงำร่างชายชราผู้นี้ เขาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -ขั้นต้น แต่หลังจากที่เข้าครอบงำได้แล้ว ระดับวรยุทธก็ร่วงลงมาถึง 2 ขั้นเต็มๆ กลายเป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -ขั้นต้นเท่านั้น
พูดอีกอย่างก็คือ ถึงเข้าครอบงำร่างคนอื่นได้สำเร็จ แต่ระดับวรยุทธของเขาก็ต้องทรุดฮวบ ครั้งนี้ หากเขาต้องเปลี่ยนร่าง วรยุทธก็คงจะร่วงลงลงไปอีกถึง 2 ขั้น จนอาจเป็นแค่นักรบจื้อจุน
“ต้องจัดการให้ได้สักคนหนึ่ง…”
ชายชราคำรามกร้าว เขามองไปรอบๆ เพื่อหาเป้าหมาย
ในห้องนั้น ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็คือจ้าวเฟยอู่ซึ่งไม่เคยฝึกฝนวรยุทธมาก่อน แต่เธอมีของล้ำค่าติดตัวอยู่ 2 – 3 อย่าง ที่ทำให้แม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 ก็สังหารเธอได้ยาก นับประสาอะไรกับจิตวิญญาณแหว่งวิ่นอย่างตัวเขา
ดังนั้น เป้าหมายที่เข้าถึงได้จึงเป็นจ้าวหย่ากับเด็กคนอื่นๆ และซุนฉาง
พวกนั้นเป็นแค่นักรบจงซรือ ดังนั้น ถึงแม้ระดับวรยุทธของเขาจะร่วงลงอีกหลังจากที่เข้าครอบงำแล้ว แต่ก็ยังสามารถกดข่มคนเหล่านั้นไว้ได้
“หมอนี่เลย…”
นัยน์ตาของชายชราวาววับเมื่อเจอกับชายร่างอ้วนตุ้ยนุ้ยที่ยืนอยู่ไม่ห่างออกไป เขามีระดับวรยุทธอ่อนด้อยที่สุดในกลุ่ม และเท่าที่ดูจากสีหน้าท่าทางที่เซ่อซ่ากว่าคนอื่น ก็น่าจะมีความระแวงระวังน้อยที่สุด การเข้าครอบงำร่างนี้จึงน่าจะทำได้ไม่ยาก
“ครอบงำ!”
เมื่อเลือกเป้าหมายได้แล้ว ชายชราก็แผลงฤทธิ์ทันที เขารู้ดีว่าหากอ้อยอิ่งรีรอไป จะต้องพลาดโอกาสแน่
ฟึ่บ!
จิตวิญญาณของเขาแปรสภาพเป็นควันเบาบางที่พุ่งเข้าสู่ชายร่างอ้วนคนนั้น
ตึ้ง!
ทันที่ที่วิญญาณออกไป ร่างของชายชราก็แข็งทื่อและนิ่งงัน
“เขาออกไปแล้ว…”
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น ประธานไซ่ก็ร้องออกมาอย่างลิงโลด
การไม่มีทีท่าต่อต้านก็แปลว่าวิญญาณผู้บุกรุกควบคุมร่างนั้นไม่ได้อีกต่อไป เป็นไปได้ว่ามันอาจจะถูกต้อนให้จนมุมด้วยกรรมวิธีบางอย่างของปรมาจารย์จาง ทำให้มันต้องหนีอย่างไม่มีทางเลือก
ตอนที่ชายหนุ่มพูดว่าเขาจะลองดู ประธานไซ่คิดว่าโอกาสเป็นไปได้มีน้อยมาก ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเขาจะ…ทำสำเร็จได้ง่ายๆ
“ผม…”
จากนั้น ชายชราที่ตัวแข็งทื่อและไม่ได้สติก็ค่อยๆ ลืมตา
เมื่อจิตวิญญาณผู้บุกรุกถูกขับออกไป จิตวิญญาณดั้งเดิมก็เป็นอิสระ สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้อีกครั้งหนึ่ง
“ผมคือนักรบพเนจรหลัวจู้ ขอบคุณปรมาจารย์จางที่ช่วยชีวิต…”
แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา จิตวิญญาณของเขาจะถูกกดข่มเอาไว้ แต่เขาก็รู้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น จึงรู้ดีว่าหากไม่ใช่เพราะความอุตสาหะของชายหนุ่มผู้นี้ เขาต้องตายอย่างแน่นอน
ไม่มีคำพูดไหนจะแสดงถึงความซาบซึ้งในบุญคุณที่เขามีต่อปรมาจารย์จางผู้นี้
ชายชราลุกขึ้นยืน และกำลังจะแสดงความสำนึกในบุญคุณอย่างสูงสุด ก็พอดีกับที่มีเสียงดังขึ้น
“ฮัดเช้ยยย!”
ชายร่างอ้วนที่ยืนไม่ห่างออกไปนักรู้สึกได้ถึงคลื่นความเย็นที่เข้าจู่โจม เขาตัวสั่นเทิ้ม
“แย่แล้ว ขะ-เขาถูกครอบงำ!”
เมื่อได้ยินเสียงจาม ชายชราก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น เขาหรี่ตาและร้องอุทานออกมา
ร่างกายของนักรบมีพลังปราณเป็นตัวขับเคลื่อนและรักษาอุณหภูมิ ทำให้ไม่สะทกสะท้านกับอาการเจ็บป่วยทั่วๆ ไป โดยปกติแล้ว ไม่มีทางที่พวกเขาจะจาม
แต่เมื่อครั้งที่หลัวจู้ถูกครอบงำ เขาก็จาม ในเมื่อวิญญาณผู้บุกรุกเพิ่งจากไปพร้อมๆ กับที่ชายร่างอ้วนคนนี้จามออกมา ก็ชัดเจนว่าวิญญาณนั้นได้เข้าครอบงำร่างของเขาแล้ว!
