ตอนที่ 506 ขอฉันเริ่มด้วยหนังสือพันเล่ม
“พันธนาการมังกรเป็นปราการป้องกันตัวขั้นสุดท้าย มันถูกออกแบบมาให้ไม่มีใครทำลายได้นอกจากผู้ที่มีระดับวรยุทธตามที่กำหนด…แม้แต่นักออกแบบสวรรค์สร้างผู้ประกอบมันด้วยตัวเองก็ยังแทบจะเปิดมันไม่ได้!”
ประธานไซ่หน้าเครียด
นี่คือปราการด่านสุดท้ายของนักออกแบบสวรรค์สร้าง เหมือนกับการทำลายตัวเองของนักรบเมื่อถูกต้อนให้จนมุม ซึ่งหากสถานการณ์ไม่เข้าตาจนจริงๆ ก็จะไม่มีใครเลือกทำแบบนั้น มีแต่เมื่อต้องการกำจัดศัตรูหรือไม่ก็พร้อมจะตายกับบัญชาสวรรค์ที่สั่งลงทัณฑ์เท่านั้น ที่พันธนาการมังกรจะถูกเปิดใช้งาน
เมื่อเปิดใช้ไปแล้วจะไม่มีทางทำให้กลับคืนดังเดิม แม้แต่มังกรก็ยังผ่านเข้าไปไม่ได้ สมกับชื่อของ ‘พันธนาการมังกร’
มีแต่ผู้ที่มีระดับวรยุทธเหนือกว่าระดับความแข็งแกร่งของกำแพงเท่านั้นที่จะทำลายมันได้ ซึ่งก็คือนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9
ถ้าต่ำกว่านั้นก็ไร้ประโยชน์
“แปลว่า…พวกเรากลับไปไม่ได้?”
แม้แต่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขาก็เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ในเมื่อเป็นแบบนี้ จะไม่หมายความว่าทุกคนต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือ?
ถ้าพังกำแพงไม่ได้ แล้วจะกลับไปได้อย่างไร?
“ขอผมดูก่อน!”
จางเซวียนขมวดคิ้วและเดินไปที่กำแพงหิน เขาใช้ปลายนิ้วแตะมัน ซึ่งหอสมุดเทียบฟ้าก็ประมวลรายละเอียดให้ทันที
“พันธนาการมังกรเกรด 6,ออกแบบและประดิษฐ์โดยนักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 6 ดาว, หูเหยียนจื่อ, หลอมขึ้นจากวัสดุพิเศษที่ทำให้มีความแข็งแกร่งทนทานมาก ข้อบกพร่องข้อที่ 1 : กระบวนการหลอม…”
อ่านจบแล้ว จางเซวียนก็หน้าเสียหนักกว่าเดิม
แม้พันธนาการมังกรจะมีข้อบกพร่อง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีวรยุทธระดับเขาจะนำมาใช้ประโยชน์ได้
พูดอีกอย่างก็คือ…สิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริง ผู้ที่มีวรยุทธต่ำกว่านักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ไม่มีทางทำลายกำแพงนี้ได้สำเร็จ
แล้วเขาควรทำอย่างไร?
ทุกคนจะต้องอยู่ที่นี่ไปจนตายหรือ?
ขณะที่จางเซวียนกำลังคิดหาทางจนหัวแทบแตก เสียงของจ้าวเฟยอู่ก็ดังขึ้น “อย่ากังวลเลย ในเมื่อเขาตั้งใจจะเข้าครอบงำใครคนหนึ่งในหมู่พวกเรา ก็แปลว่าต้องมีทางออกอื่น ไม่อย่างนั้น เขาจะออกไปได้อย่างไรล่ะ?”
“เออ…”
“จริงด้วย!”
ทุกคนอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตาโต
ในเมื่อหมอนี่คิดจะเข้าครอบงำคนหนึ่งในหมู่พวกเขา ก็แปลว่าต้องเตรียมทางหนีสำหรับตัวเองไว้แล้ว คงไม่คิดจะฝังตัวอยู่แบบนี้ไปตลอดแน่
“จัดการหมอนี่ก่อน แล้วค่อยหาทางออก อันตรายที่สุดของเราตอนนี้ไม่ใช่การถูกกักขังนะ!” จางเซวียนพูด
ถึงจะยังออกไปไม่ได้ เสบียงในแหวนเก็บสมบัติของพวกเขาก็ยังมีมากพอให้ทุกคนอยู่ได้ไปอีกหลายปี ทั้งยังมีหินวิเศษอีกเพียบ ไม่มีทางที่พวกเขาจะตายในเร็วๆ นี้
แต่อันตรายใหญ่หลวงที่สุดที่พวกเขาเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ก็คือเจ้าของสุสาน หากกำจัดผู้พยากรณ์จิตวิญญาณตนนี้ไม่ได้ ก็คงไม่มีทางกลับออกไปในสภาพที่ยังมีชีวิต
เมื่อได้ยินคำพูดของจางเซวียน เสียงนั้นก็เย้ยขึ้นอีก
“จัดการฉัน? แกคิดว่าตัวเองเก่งพองั้นสิ?”
“ไม่ว่าเราจะทำได้หรือไม่ได้ ก็ต้องลอง!” จินชงไห่ก้าวออกมา เขาสะบัดข้อมือและหยิบขวดหยกออกมาใบหนึ่ง จากนั้นก็มองไปรอบๆ อย่างถี่ถ้วนราวกับพยายามหาตำแหน่งของอีกฝ่าย
“ลอง? ให้ฉันแสดงให้พวกแกดูหน่อยเถอะว่าความคิดนี้โคตรจะน่าหัวเราะเยาะ!”
ฟิ้วววว!
จากนั้น รังสีสว่างวาบก็พุ่งเข้ามา ยังไม่ทันที่จินชงไห่จะได้ตอบโต้ รังสีนั้นก็เข้าปะทะแผงอกของเขาอย่างจัง
พลั่ก!
เขาลอยโด่งไปกระแทกกับกำแพงหิน และกระอักเลือดออกมากองใหญ่
“ผู้อาวุโสจิน!”
นึกไม่ถึงว่าจินชงไห่ซึ่งเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มจะถูกจัดการได้ในครั้งเดียว ทุกคนต่างกำหมัดแน่น
เก่งกาจถึงขนาดปราบนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ได้ในทันทีแบบนี้ ต่อให้อีกฝ่ายไม่ใช่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว ก็ยังเป็นคนแบบที่พวกเขาไม่อาจรับมือไหว
แม้จินชงไห่จะบาดเจ็บไปแล้ว แต่จางเซวียนก็ยังไม่ตระหนก เขาใช้โอกาสนี้จับจ้องไปยังทิศทางที่รังสีนั้นพุ่งออกมา
วิ้ง!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฎขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนรีบพลิกอ่าน
“การโจมตีจากกับดักกล?”
เขาขมวดคิ้ว
การโจมตีเมื่อครู่นี้ไม่ได้มาจากผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แต่มาจากกับดักกล พูดอีกอย่างก็คือเขาไม่อาจใช้การโจมตีระบุตำแหน่งของคู่ต่อสู้ได้
“ไม่มีทางที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจะยอมเปิดเผยตำแหน่งของตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้น เราก็จะสามารถรับมือและต้านทานการเข้าครอบงำของเขาได้!”
หลัวจู้รีบส่งโทรจิตเมื่อเห็นทีท่าของจางเซวียน
“ก็จริง!” จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
เวลาที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจะเข้าครอบงำร่างของใครสักคน พวกเขาจะเข้าไปทางจุดชีพจรของผู้นั้น แต่ถ้าอีกฝ่ายปิดผนึกจุดชีพจรไว้ก่อนและผลักดันผู้พยากรณ์จิตวิญญาณออกไปได้ ก็ยากที่ผู้บุกรุกจะทำสำเร็จ
เพราะสิ่งที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณทำคือขับไล่จิตวิญญาณดวงเดิมที่อยู่ในร่างนั้น และถ่ายทอดจิตวิญญาณของตัวเองเข้าไปแทนที่ หากเจ้าของร่างเดิมกระเสือกกระสนต่อสู้ ก็จะทำให้ร่างนั้นได้รับความบอบช้ำอย่างหนัก ซึ่งแม้จิตวิญญาณผู้บุกรุกจะเข้าครอบงำร่างได้ ก็ไร้ประโยชน์
นี่คือเหตุผลที่หมอนั่นไม่ยอมให้ใครรู้ตำแหน่งของตัวเองจนกว่าเขาจะเข้าครอบงำได้สำเร็จ
อีกอย่าง ก็มีโอกาสที่ใครสักคนในกลุ่มนี้จะมีอุปกรณ์พิเศษที่สามารถรับมือกับจิตวิญญาณ ซึ่งก็จะทำให้เขาต้องเสี่ยงไปเปล่าๆ
“อย่าคิดแม้แต่จะหาตัวฉัน พวกแกฆ่าฉันไม่ได้หรอก แกมันเหยาะแหยะเกินไป!”
ได้ยินบทสนทนาทางโทรจิตของทั้งคู่ เสียงนั้นเย้ยหยันไม่หยุด “พวกแกควรจะเตรียมตัวถูกครอบงำตั้งแต่กล้าเหยียบย่างเข้ามาในสุสานของฉันแล้ว รู้ไหม…ถ้าฉันเข้าครอบงำหนึ่งในพวกแกได้ คนที่เหลือก็จะปลอดภัย”
“ปลอดภัย? เหอะ…ง่ายอย่างนั้นเชียว!” ประธานไซ่ประชด
แกขังพวกฉันไว้ที่นี่ แล้วมันจะง่ายแบบนั้นเรอะ?
เขาไม่เชื่อว่าหมอนี่จะปล่อยให้คนอื่นออกไปหลังจากที่เข้าครอบงำร่างหนึ่งได้สำเร็จแล้ว
อีกอย่าง ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณถือเป็นบุคคลต้องห้าม หากข่าวรั่วไหลออกไปว่ามีใครคนหนึ่งถูกครอบงำ จิตวิญญาณผู้บุกรุกย่อมถึงแก่กาลอวสานแน่
“คำว่าปลอดภัยของฉันหมายความว่าพวกแกจะยังไม่ตายตอนนี้ ส่วนแกจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกแกเลือก!”
“เลือก?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เสียงนั้นตอบกลับมา “ใช่แล้ว ฉันมีทางเลือกให้พวกแกสองทาง มีการทดสอบ 3 ขั้นอยู่ที่นี่ หากแกผ่านการทดสอบได้ทั้งหมด ฉันจะพิจารณาไว้ชีวิตพวกแก แต่พวกแกก็ยังกลับออกไปไม่ได้หรอกนะ ฉันจะปล่อยพวกแกไว้ที่นี่แหละ หาทางเอาชีวิตรอดกันเองก็แล้วกัน!”
“การทดสอบ?” ทุกคนผงะ
ไอ้หมอนี่คิดจะเข้าครอบงำพวกเขาไม่ใช่หรือ? แล้วเอาการทดสอบมาทำอะไร
จางเซวียนก็งง
โดยปกติ การทดสอบมีไว้สำหรับปรมาจารย์และอาชีพเฉพาะทางอื่นๆ เท่าที่ดูจากความเก่งกาจของอีกฝ่าย จะสังหารพวกเขาก็ง่ายดายยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ทำไมต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก?
แต่ในเมื่อพวกเขาติดอยู่ที่นี่ และหมอนั่นก็ควบคุมกับดักกลไว้หมดแล้ว ความเป็นความตายของพวกเขาก็อยู่ในกำมือของอีกฝ่าย ต่อให้งุนงงสงสัยแค่ไหน ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธเงื่อนไขได้
“แล้วอีกทางหนึ่งล่ะ?” จางเซวียนถาม
“อีกทางก็คือ ฉันจะฆ่าพวกแกทีละคน จนกว่าใครสักคนจะยอมเข้ารับการทดสอบ!” เสียงเยาะหยันตอบกลับมา
นึกไม่ถึงว่าทางเลือกที่ 2 ก็ยังเกี่ยวกับการทดสอบอยู่ดี ทุกคนยิ่งทำอะไรไม่ถูก
ไอ้หมอนี่คิดอะไรถึงยืนกรานจะให้ทดสอบอยู่นั่น?
“หรือว่า…เป็นการเลือกลูกแกะบูชายัญ?” หลัวจู้โพล่งออกมา
“เลือกลูกแกะบูชายัญ?” จางเซวียนหน้าเสีย
การเลือกลูกแกะบูชายัญเป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไปในหมู่คนเลี้ยงสัตว์
โดยปกติ เมื่อมีแขกมาเยี่ยม คนเลี้ยงสัตว์จะสังหารลูกแกะตัวหนึ่งเพื่อรับแขกผู้นั้น แต่การจะเลือกลูกแกะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับต้อนรับแขกก็เป็นปัญหา
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงใช้วิธีปล่อยฝูงลูกแกะให้ออกไปวิ่งเล่นในทุ่งหญ้า ตัวที่วิ่งเร็วที่สุดและร่าเริงที่สุดก็จะถูกนำไปใช้ปรุงอาหาร
หรือผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็คิดจะทำแบบนั้น? การทดสอบจะทำให้เขาเลือกได้ว่าคนไหนที่มีสภาพร่างกายเหมาะสมแก่การถูกครอบงำมากที่สุด ด้วยวิธีนี้ จิตวิญญาณของเขาจะถูกถ่ายทอดเข้าสู่ร่างใหม่ได้อย่างราบรื่น โดยระดับวรยุทธจะไม่ตกลงมากนัก
“เป็นไปได้เลยล่ะ!”
หลังจากใคร่ครวญแล้ว จางเซวียนก็พยักหน้า
มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแบบนั้น
การจะเข้าครอบงำร่างไหนก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเหมือนกัน ดูอย่างเมื่อครั้งที่หลัวจู้ถูกครอบงำ ไม่เพียงแต่ระดับวรยุทธของจิตวิญญาณผู้บุกรุกจะตกฮวบ แต่ยังถ่ายทอดจิตวิญญาณเข้าสู่ร่างใหม่ได้ยากอีกด้วย
ต่อให้ทำสำเร็จ ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เข้ากัน การฝ่าด่านวรยุทธในอนาคตก็ย่อมมีข้อจำกัด
ถ้าจะพูดกันตามหลักเหตุผล ก็เหมือนกับบังคับให้นักดาบหันมาใช้ค้อน
ต่อให้สภาพร่างกายจะดีเยี่ยมแค่ไหน ในเมื่อมันไม่สอดคล้องกัน ก็ไม่มีทางสำแดงพละกำลังออกมาได้เต็มพิกัด
ดูเหมือนหมอนี่จะมีความคิดแบบนั้น จึงสั่งการให้พวกเขาเข้ารับการทดสอบ ด้วยสิ่งนี้ เขาจะเลือกได้ว่าร่างไหนเหมาะสมแก่การเข้าครอบงำมากที่สุด
ไม่อย่างนั้น จะมีจิตวิญญาณโบร่ำโบราณดวงไหนลงทุนถึงขนาดปิดตายห้องโถงด้วยพันธนาการมังกร เพียงเพื่อจะมาปั่นหัวพวกเขา?
เป็นไปได้ว่าหมอนั่นตัดสินใจไว้แล้วตั้งแต่ทั้งกลุ่มเหยียบย่างเข้ามาในสุสาน แต่เหตุผลหลักที่เขายังไม่เคลื่อนไหว ก็เพราะจะรอให้ทุกคนเข้ามาถึงทางเดินนี้ก่อน แล้วจะได้ปิดตายเส้นทางหนีตามหลัง เมื่อถึงจุดนี้เขาจึงยอมเปิดเผยตัวเอง
“ใช่แล้ว ฉันกำลังเลือกลูกแกะตัวที่เหมาะสมที่สุดในหมู่พวกแก ว่าแต่…แกกลัวเรอะ?” เมื่อได้ยินบทสนทนานั้น เสียงเยาะหยันก็ดังขึ้นอีก
“กลัว? เราจะกลัวทำไม?”
จางเซวียนส่ายหน้าและถามกลับ “การทดสอบของแกอยู่ที่ไหน? พาเราไปดู!”
“ให้มันได้แบบนี้สิ!”
เห็นจางเซวียนตอบตกลง เสียงเดิมก็ริกรี้ขึ้นมาทันที “อย่าคิดนะว่าฉันจะไม่สนใจแกเพียงเพราะแกไม่ผ่านการทดสอบ เกณฑ์การคัดเลือกของฉันคือสภาพร่างกาย ไม่ใช่ความเร็วและวิธีการที่แกใช้ในการฝ่าด่าน จำไว้ด้วยว่าคนที่ผ่านการทดสอบเท่านั้นที่จะไม่ถูกฆ่า ส่วนคนที่ไม่ผ่าน…เสียใจด้วย ฉันจำเป็นต้องกำจัดทุกคน!”
พื้นสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น และแผ่นหินขนาดมหึมาก็ปรากฎขึ้นที่ใจกลางห้อง
“นี่คือ ‘เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ’ ขั้นพื้นฐานที่สุดของเหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แกศึกษามันซะ ภายใน 10 วันแกก็จะสามารถถอดจิตออกจากร่างเพื่อฝ่าด่านการทดสอบได้ ถ้าไม่ทำล่ะก็ กับดักพวกนั้นจะกำจัดแกทันที!”
เสียงนั้นสั่งการอย่างไม่แยแส
“เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ?”
จางเซวียนมองที่แผ่นหินและเห็นตัวหนังสือเรียงกันเป็นพรืด อักษรตัวใหญ่ที่จารึกไว้ด้านบนสุดดูจะพุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณของผู้อ่าน ทำให้สั่นสะท้านไปถึงก้นบึ้งหัวใจ
เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ!
เทคนิควรยุทธของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ!
นึกไม่ถึงเลยว่าการทดสอบด่านแรกจะต้องเรียนเทคนิควรยุทธด้วย
“ดูเหมือนหมอนี่กำลังหาคนที่มีสภาพร่างกายเหมาะสมกับศาสตร์ของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ!” จางเซวียนเข้าใจขึ้นมาทันที “เพราะความสามารถในการสำแดงเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณก็หมายถึงผู้นั้นมีความเหมาะสมกับศาสตร์ของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณด้วย หากได้เข้าครอบงำร่างที่มีสภาวะแบบนั้น จิตวิญญาณผู้บุกรุกจะสามารถฟื้นคืนระดับวรยุทธกลับสู่สภาพสูงสุดของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว!”
ผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบย่อมอยากเข้าครอบงำนักดาบ ด้วยสภาพร่างกายที่เหมาะสมกับศิลปะเพลงดาบ การทบทวนเคล็ดวิชาดั้งเดิมของเขาก็ย่อมง่ายขึ้น
ส่วนผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ก็แน่นอนว่าย่อมอยากได้ผู้ที่สามารถร่ำเรียนเทคนิควรยุทธของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ เพราะต่อไปก็จะฝึกฝนวรยุทธในขั้นสูงขึ้นได้ง่าย
“อย่ามัวแต่รอความหวังลมๆ แล้งๆ และชักช้าจนถึงวันสุดท้ายล่ะ ไม่มีประโยชน์หรอกนะ การที่ใครสักคนจะเก่งกาจในศาสตร์ของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะทำความเข้าใจเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณได้เร็วแค่ไหน อีกอย่าง…ทันทีที่แกเริ่มศึกษาเคล็ดวิชานี้ ก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นแล้ว…”
เพราะกลัวว่าทั้งกลุ่มจะไม่พยายามศึกษาเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ เสียงนั้นจึงสำทับ
แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบ ชายหนุ่มก็ส่งเสียงเฉื่อยเนือยตอบกลับมา
“เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณนี่ก็ดูไม่เลวนะ…แกมีเทคนิควรยุทธอื่นๆ ที่เหมือนกันอีกไหม? ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี ว่าแต่…ทำไมแกไม่เอาหนังสือสักพันเล่มมาให้ฉันดูก่อนล่ะ?”
เสียงนั้นหยุดกึก “หนังสือพันเล่ม?”
