ตอนที่ 507 ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า
ไม่เพียงแต่เสียงนั้นจะหยุดกึก แม้แต่ประธานไซ่กับคนอื่นๆ ก็ชะงักและเกือบกระอักเลือดออกมา
เอาหนังสือพันเล่มมาให้ดูก่อน…
ทำไมถึงให้ความรู้สึกเหมือนการสั่งอาหารในภัตตาคารมากกว่าจะเป็นการทดสอบ?
ผมไม่รู้ว่าอาหารจานไหนอร่อยไม่อร่อย เลยต้องขอลองก่อน…เอาแบบนั้นเลย?
“เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณเป็นศาสตร์พื้นฐานของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ มีแค่เคล็ดวิชาเดียวและเทคนิควรยุทธเดียวเท่านั้นแหละ!”
หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดก็ตอบกลับมา
“มีแค่เทคนิคเดียว?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“ก็ใช่น่ะสิ พวกเราทุกคนฝึกฝนเทคนิควรยุทธนี้ ไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว!”
เสียงนั้นพูดต่อไป “ฝึกฝนเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย แกจะมีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบก็ต่อเมื่อถอดจิตได้ภายใน 10 วัน!”
“ตามนั้น!”
รู้ดีว่าไม่น่าจะมีกับดักอื่นอีกแล้ว เพราะเจ้านั่นก็ตั้งใจให้เข้ารับการทดสอบ ทั้งกลุ่มจึงเดินมาตามทางเดิน และมุ่งตรงมาที่แผ่นหินใจกลางห้อง
จางเซวียนไม่รู้ว่าผู้จารึกอักขระลงบนแผ่นหินคือใคร แต่มันมีความงดงามอย่างประหลาด แค่มองดูก็รู้สึกว่าจิตใจสงบเยือกเย็นกว่าเดิม
“จะต้องเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวแน่!”
สิ่งนี้เทียบเท่ากับภาพวาดขั้น 5 ชัดเจนว่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณผู้จารึกอักขระลงบนแผ่นหินนี้ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องศาสตร์ของจิตวิญญาณอย่างล้ำลึก ที่หลัวจู้พูดก็น่าจะเป็นความจริง เจ้าคนร้ายกาจที่กำลังพูดกับพวกเขาจากมุมมืดน่าจะเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว
จางเซวียนไล้นิ้วไปบนแผ่นหินนั้นอย่างแผ่วเบา
วิ้ง!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฎขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า
“เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ, ศาสตร์พื้นฐานของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ คิดค้นโดยผู้พยากรณ์จิตวิญญาณคนแรก, หลิวโม่จื่อ ผู้ที่ศึกษาจนเชี่ยวชาญจะสามารถถอดจิตออกจากร่างของตัวเองได้ ข้อบกพร่อง : …”
ที่บอกไว้ในหน้าแรกคือรายละเอียดเบื้องต้นของเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ ตามมาด้วยข้อบกพร่อง
“มีข้อบกพร่องแค่ 10 ข้อเท่านั้นเอง ไม่เลว”
หลังจากพลิกดู จางเซวียนก็รู้ว่าเทคนิควรยุทธนี้มีข้อบกพร่องเพียง 10 ข้อเท่านั้น
เทคนิควรยุทธส่วนใหญ่ที่จางเซวียนเคยเห็นมามีข้อบกพร่องตั้งแต่สองสามร้อยข้อไปจนถึงหนึ่งพันข้อ นี่แสดงให้เห็นว่าเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณที่เป็นมรดกตกทอดนี้ได้รับการปรับปรุงและขัดเกลาอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในระดับที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมหมอนี่ถึงบอกว่ามีแค่เคล็ดวิชาเดียว เพราะมันก็น่าทึ่งและเกือบจะสมบูรณ์แบบอย่างที่หาเทคนิควรยุทธไหนเทียบไม่ได้อยู่แล้ว การจะมีเทคนิคที่สองคงแทบจะเป็นไปไม่ได้
เหมือนวิถีทางของหอสมุดเทียบฟ้าซึ่งมีอยู่ทางเดียว ยิ่งมีข้อบกพร่องน้อยลงเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น ไม่อาจหาสิ่งที่แตกต่างไปจากนี้ได้
“ดูข้อบกพร่องของมันก่อนก็แล้วกัน!”
จางเซวียนก้มลงอ่าน
“ข้อ 1,เมื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาจนเชี่ยวชาญแล้ว ระดับวรยุทธของผู้นั้นจะเข้าไปผนึกอยู่กับจิตวิญญาณ ทำให้กายเนื้อของเขากลายเป็นเปลือกหอยว่างเปล่า ยิ่งกว่านั้น ความสอดคล้องเข้ากันได้ระหว่างจิตวิญญาณกับกายเนื้อจะลดลง แม้จะดูไม่ต่างจากคนธรรมดาสามัญ แต่ความสามารถในการขับเคลื่อนกายเนื้อจะ…”
หลังจากอ่านข้อบกพร่องข้อแรกจบ จางเซวียนก็มีสีหน้าไม่สู้ดี
จากที่ระบุไว้ หากเขาสามารถถอดจิตออกจากร่างได้สำเร็จ ก็เท่ากับกระชากจิตวิญญาณกับร่างกายให้แยกออกจากกัน แม้ยังสามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายได้เหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ต่างอะไรกับการเชิดหุ่น และเขาจะไม่อาจฝึกฝนเทคนิควรยุทธทั่วไปได้อีกนอกจากเทคนิควรยุทธของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ
ก็เหมือนการขับรถ เมื่อเชี่ยวชาญเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณแล้ว ร่างของผู้นั้นก็เปรียบได้กับรถขณะที่จิตวิญญาณเปรียบได้กับคนขับ ไม่ว่าทักษะการขับของผู้นั้นจะดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางเทียบเท่ากับการเคลื่อนไหวร่างกายของตัวเอง
พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อไรก็ตามที่เขาถอดจิตออกจากร่างได้สำเร็จ ก็เท่ากับละทิ้งร่างเก่าและวรยุทธเก่าๆ ทั้งหมด ต่อไปในอนาคต แม้เขาจะมีชีวิตได้ชั่วนิจนิรันดร์ด้วยการเข้าครอบงำคนอื่น แต่ก็จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตผิดธรรมชาติที่ต้องซ่อนตัวอยู่แต่ในเงามืด…
จางเซวียนอยากศึกษาเทคนิคนี้ แต่หลังจากอ่านข้อบกพร่องข้อแรก ก็หมดความสนใจทันที
อ่านต่อ
ไม่ช้าเขาก็อ่านข้อบกพร่องจบทั้ง 10 ข้อ และเข้าใจเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์
“ถ้าเราศึกษาเคล็ดวิชานี้จนสำเร็จ เราก็จะกลายเป็นปีศาจ แต่ถ้าไม่ศึกษา ก็จะถูกหมอนั่นฆ่า…”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
สมัยที่เขายังไม่เข้าใจผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่อรู้แล้วว่าเทคนิควรยุทธนี้มีข้อบกพร่อง ก็ไม่อาจบังคับตัวเองให้ฝึกฝนมันได้
เพราะนอกจากเคล็ดวิชาเทียบฟ้าของจางเซวียนจะไร้เทียมทานเสียจนอาจทำให้เขาก้าวขึ้นเป็นนักรบชั้นนำของโลกได้ ตราบใดที่ฝึกฝนอย่างถูกต้อง ลำพังความจริงที่ว่าจิตวิญญาณกับร่างกายของเขาจะถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับภูตผีปีศาจ ก็เป็นสิ่งที่จางเซวียนไม่ปรารถนาแล้ว
อีกอย่าง เขายังมีสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดติดตัวมาด้วย หากไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวก่อนอายุสามสิบ ต่อให้มีสภาพเป็นแค่จิตวิญญาณก็ต้องตายอยู่ดี
สภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดเป็นสิ่งที่มาแต่ปรมาจารย์ขงก็หาวิธีแก้ไขไม่ได้ หากการได้เป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณแก้ปัญหานั้นได้จริงๆ ต่อให้ปรมาจารย์ขงก็คงไม่ลงทุนดำดิ่งลึกลงไปในมหาสมุทร เหยียบย่างเข้าไปในผืนดินที่ไม่น่าไว้วางใจ ก้าวเข้าสู่ห้องโถงใต้น้ำ และนำพาตัวเองมาเสี่ยงอันตราย เพียงเพื่อจะยกระดับวรยุทธ
“ไอ้เทคนิคนี้มันไม่น่าฝึกฝนเลย แต่เราไม่มีทางเลือก…”
คนที่ซุ่มตัวอยู่ในเงามืด…อย่างน้อยก็ต้องเป็นถึงผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว เหนือชั้นกว่าพวกเขามากมาย อีกอย่าง ต่อให้มีพละกำลังแข็งแกร่งพอจะรับมือไหว หมอนั่นก็ยังใช้กับดักกลที่ฝังอยู่รอบๆ ห้องโถงสังหารพวกเขาได้อย่างง่ายดายอยู่ดี
ถ้าเขาฝึกฝนเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ ก็ไม่มีทางที่จะยังรักษาสถานภาพปรมาจารย์ไว้ได้ และเมื่อถึงอายุสามสิบ สภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดก็จะออกฤทธิ์ และเขาก็ต้องตาย
แต่ถ้าไม่ฝึกฝน ก็ต้องถูกหมอนั่นฆ่าตายเหมือนกัน
พังทุกทาง ไม่ว่าจะฝึกหรือไม่ฝึก
จางเซวียนเพลียจิตจนปวดหัวจี๊ด
“เอ๊ะ? ถ้าเราหาวิธีปรับปรุงเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ ที่ทำให้เมื่อแยกจิตวิญญาณกับร่างออกจากกันแล้ว สองสิ่งนั้นยังสามารถหลอมรวมกลับเข้าหากันได้สมบูรณ์แบบเหมือนเดิมล่ะ จะแก้ปัญหาได้ไหม?”
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ตาโตและเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณมีข้อบกพร่องก็จริง แต่หากเขาอุดช่องโหว่และสร้างเทคนิควรยุทธตามแบบของเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขึ้นมา เขาจะสามารถฝึกฝนมันได้โดยไม่เกิดปัญหาที่ว่าหรือเปล่า?
เทคนิควรยุทธของเคล็ดวิชาเทียบฟ้านั้นถือว่าสมบูรณ์แบบ หากประมวลออกมาได้ ก็จะไม่เผชิญกับปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างร่างกายกับจิตวิญญาณหลังจากที่ถอดจิตออกมาแล้ว
“แต่ว่า…เราจะไปหาเทคนิควรยุทธอื่นๆ ของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณมาเติมเต็มข้อบกพร่องพวกนั้นได้อย่างไร?”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
เทคนิควรยุทธของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณมีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่เจตจำนงและจิตวิญญาณ แต่เทคนิควรยุทธที่จางเซวียนเคยศึกษามาก่อนนั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับร่างกายและพลังปราณ ทั้ง 2 ฝั่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเขาก็ไม่อาจสร้างเทคนิควรยุทธตามแบบของเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขึ้นได้ ต่อให้ผนวกมันเข้าด้วยกันแล้วก็เถอะ
ต้องหาเทคนิควรยุทธของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณให้ได้มากกว่านี้ จางเซวียนจึงจะปรับปรุงเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณให้สมบูรณ์แบบได้
แต่ผู้สืบเชื้อสายของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็หายสาบสูญไปเนิ่นนานจนนับปีไม่ถ้วนแล้ว และเจ้าคนที่ซุ่มอยู่ในเงามืดก็ไม่มีเทคนิควรยุทธอื่นๆ อีก
ขณะที่จางเซวียนลำบากใจจนไปต่อไม่ถูก ก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาจนต้องตบหน้าผากป้าบ
“ปั้ดโธ่ มันเรื่องอะไรถึงต้องเสาะหาแต่เทคนิควรยุทธของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ อันที่จริง เทคนิควรยุทธอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับจิตวิญญาณก็มีนี่นา?”
ก่อนหน้านี้ไปผิดทางมาตลอด
สุดท้าย เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็เป็นแค่คนที่ศึกษาเทคนิควรยุทธที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณโดยเฉพาะ เป้าหมายของพวกเขาคือเพื่อให้สามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณของตัวเองเข้าสู่ร่างของผู้อื่น และเข้าครอบงำร่างนั้นเพื่อให้ได้ ‘ความเป็นอมตะ’ ถึงจางเซวียนจะหาเทคนิควรยุทธอื่นๆ ของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณไม่ได้ แต่เขาก็ยังมีเทคนิควรยุทธที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณอยู่อีกมากมาย
ตั้งแต่เขาออกเดินทางจากอาณาจักรเทียนเซวียน หอสมุดทุกแห่งที่ได้เข้าไปก็มีหนังสือมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความคิดและจิตวิญญาณ
แม้จะเป็นเคล็ดวิชาขั้นพื้นฐาน ซึ่งฝึกฝนไปก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์…แต่เขาก็มีอยู่กองใหญ่!
ก่อนหน้านี้พวกมันไม่มีประโยชน์ แต่หากเขาประมวลขึ้นเป็นเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณได้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
จางเซวียนตาลุกโพลงและหัวเราะหึๆ
“เทคนิควรยุทธเกี่ยวกับความคิดและเทคนิควรยุทธเกี่ยวกับจิตวิญญาณ!”
ฟึ่บ!
หนังสือทั้งหมดที่เกี่ยวข้องปรากฎขึ้นตรงหน้าจางเซวียนทันที มันมีอยู่มากมายก่ายกอง อัดแน่นเต็มชั้นหนังสือขนาดมหึมาของหอสมุดเทียบฟ้าได้ถึง 10 ชั้น เท่าที่ดูคร่าวๆ น่าจะมีอยู่ราว 2 – 3 หมื่นเล่ม
ความคิดและจิตวิญญาณมีส่วนสำคัญต่อนักรบ ด้วยเหตุนี้ จึงมีเทคนิควรยุทธที่เกี่ยวข้องกับพวกมันอยู่มากมาย
แต่ก็ถือว่ายังอ่อนด้อยมากเมื่อเทียบกับเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความยากลำบากในการรวบรวมสภาวะจิตใจ
“ประมวล!” จางเซวียนพึมพำ
ฟึ่บ!
หนังสือ 2 – 3 หมื่นเล่มนั้นหลอมรวมเข้าเป็นหนังสือเล่มเดียว
จางเซวียนรีบคว้ามาอ่าน
“จิตวิญญาณของมนุษย์นั้นล้ำลึกและเป็นปริศนาอย่างไม่มีอะไรเทียบ มันสามารถฝึกฝนและพัฒนาไปพร้อมๆ กับร่างกายได้ ถูกถอดออกมาก็ได้ ร่างกายกับจิตวิญญาณคือ 2 ส่วนที่แยกออกจากกัน แต่ก็สามารถรวมกันเป็นหนึ่ง…”
มีเทคนิควรยุทธใหม่ระบุไว้ในหนังสือเล่มนั้น
จางเซวียนมองดูคร่าวๆ เขาสูดลมหายใจลึกและนัยน์ตาก็เป็นประกายวาวด้วยความตื่นเต้น
อย่างที่คิดไว้…ไม่มีข้อบกพร่องแม้แต่ข้อเดียว!
สมกับเป็นเทคนิควรยุทธเทียบฟ้า!
การประมวลเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเข้ากับเทคนิควรยุทธที่เกี่ยวข้องกับความคิดและจิตวิญญาณของนักรบทั่วไป…ก่อเกิดเป็นเทคนิควรยุทธที่สมบูรณ์แบบได้จริงๆ !
ความไม่สอดคล้องกันระหว่างจิตวิญญาณกับกายเนื้อก็จะไม่มีอีกต่อไป!
พูดง่ายๆ ก็คือ หลังจากฝึกฝนเทคนิควรยุทธนี้ ผู้นั้นจะกลายเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แต่จะไม่ถูกข้อจำกัดของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณรั้งไว้ จิตวิญญาณของเขายังสามารถถ่ายทอดกลับเข้าสู่ร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบดังเดิม ทั้งยังสามารถฝึกฝนวรยุทธตามแบบของนักรบทั่วไปได้ด้วย
ข้อบกพร่องทั้งหมดที่เคยมี…หายหมดเกลี้ยง!
“เจ๋ง! ได้เวลาฝึกแล้ว”
แม้จะดูซับซ้อน แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาแค่ 2 – 3 อึดใจ หลังจากจดจำเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วแล้ว จางเซวียนก็รวบรวมสมาธิและตั้งต้นฝึกฝนวรยุทธทันที
พลังงานในร่างกายของเขาเดือดพล่าน ขณะที่ค่อยๆ ถอดจิตวิญญาณออกจากกายเนื้อ
ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าคือเทคนิคการถอดจิตออกจากร่างกาย ไม่มีความจำเป็นต้องซึมซับพลังจิตวิญญาณ หรือใช้อุปกรณ์ภายนอกอย่างหินวิเศษ หรืออะไรทำนองนั้น จัดเป็นการฝึกฝนวรยุทธที่ง่ายมาก
ซรืดดดดดด!
จางเซวียนรู้สึกเหมือนตัวเขากำลังดึงบางอย่างออกจากร่างกาย และในเวลาเดียวกันก็รู้สึกเหมือนพุ่งหลาวลงจากหน้าผา เขาสูญเสียการควบคุมตัวเองไปชั่วขณะหนึ่ง
วิ้ง!
โลกตรงหน้าเปลี่ยนไปทันที
เมื่อจางเซวียนตั้งตัวได้ เขาก็เห็นตัวเขาอีกคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า ส่วนอีกฝั่งก็คือตัวเขาที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ
จิตวิญญาณของเขาออกจากร่างแล้ว!
สมกับเป็นศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า มันใช้เวลาฝึกฝนไม่นานเลย
จางเซวียนมองไปรอบๆ เผื่อว่าจะรู้สึกถึงจิตวิญญาณของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณอีกคนหนึ่ง แต่ก็ไร้วี่แวว
ดูเหมือนหมอนั่นจะเข้าไปซ่อนตัวในที่ปลอดภัยแล้ว ไม่อย่างนั้น คงเป็นไปไม่ได้ที่แม้แต่ดวงตาหยั่งรู้ก็มองไม่เห็น
ฟึ่บ!
จางเซวียนกลับเข้าร่าง
เขาหน้ามืดและซวนเซไปชั่วขณะ
แม้จิตวิญญาณจะออกจากกายเนื้อไปไม่นาน แต่จางเซวียนก็เหนื่อยมาก หลังจากขับเคลื่อนพลังปราณเทียบฟ้าให้ไหลเวียนไปทั่วร่างแล้ว เขาจึงพอจะค่อยยังชั่ว
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็เห็นจ้าวหย่ากับพลพรรคพากันมารุมล้อมด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย
“ท่านอาจารย์ไหวไหม…”
แต่ละคนเพิ่งเสร็จสิ้นการอ่านเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ และยังไม่ทันจะมีเวลาทําความเข้าใจแก่นแท้ของมัน ก็พอดีเห็นท่านอาจารย์ซวนเซ จึงรีบเข้ามาดูอย่างเป็นห่วง
“ผมไม่เป็นไร!”
จางเซวียนหัวเราะหึๆ แต่แล้วก็พลันสงสัยขึ้นมา
ตอนที่เขาถอดจิตออกจากร่าง เจ้าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณตนนั้นน่าจะรู้สึกได้ แล้วทำไมถึงไม่มีปฏิกิริยาเลย?
หรือว่าการถอดจิตโดยใช้ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าแตกต่างจากวิธีการที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณใช้ หมอนั่นจึงไม่รับรู้?
“ต้องลอง!”
จางเซวียนตาวาวและยิ้มมุมปาก เขาหันไปโบกมือเรียกทุกคน
“พวกคุณฟังผมนะ อย่าเพิ่งฝึกฝนเทคนิคนี้ ผมอ่านอย่างละเอียดแล้ว และรู้ว่าการฝึกฝนเทคนิคนี้น่ะไม่มีทางทำให้ถอดจิตได้ ผมคิดว่าเขาพยายามจะล่อลวงเราด้วยการให้เทคนิคกำมะลอ!”
“เทคนิคกำมะลอ? เอาจริงๆ สิ!”
เมื่อได้ยินคำนั้น ทุกคนก็อุทานเป็นเสียงเดียว
