ตอนที่ 508 ฉันสอนแกได้
นึกไม่ถึงว่าจางเซวียนจะพูดแบบนั้นออกมา พวกเขางุนงงมาก
“ก็พูดจริงน่ะสิ!”
จางเซวียนส่ายหน้า “ดูประโยคนี้นะ ‘กระจายพลังปราณในร่างกายเข้าสู่จุดชีพจรต่างๆ เพื่อเพิ่ม ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ!” ภายใต้สภาวะปกติ นักรบจะรวบรวมพลังปราณจากจุดชีพจรต่างๆ เข้าไปสะสมไว้ที่จุดตันเถียนเพื่อเก็บไว้ใช้งาน แต่ประโยคนี้บอกให้กระจายพลังปราณ นั่นไม่ต่างอะไรกับการตัดตอนวรยุทธ…ขืนทำแบบนั้นจริงๆ ต่อไปจะยกระดับวรยุทธได้อย่างไร? ต่อให้ผู้นั้นมีพละกำลังแข็งแกร่งมาแต่เดิมก็เถอะ แต่หากฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ ก็มีแต่จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ !”
“เอ่อ…”
ผู้ฟังพากันอึ้งไป
เป็นเรื่องธรรมดาที่พลังปราณจะไหลเข้าออกจากจุดชีพจรไปสู่จุดตันเถียน ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่ร่างกายและจิตวิญญาณของนักรบจะได้รับการบ่มเพาะจนแข็งแกร่งกว่าเดิม
แต่ทำไมจางเซวียนถึงพูดว่าจะเป็นการตัดตอนวรยุทธ?
“ที่คุณพูดมา…มันก็ออกจะคล้ายการตัดตอนวรยุทธอยู่หน่อยๆ !” ประธานไซ่พูดขึ้นมาหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
แม้การกระจายพลังปราณเข้าสู่จุดชีพจรต่างๆ ในร่างกายจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากทำด้วยความเร็วสูง ก็จะกลายเป็นกระบวนการตัดตอนวรยุทธของผู้นั้นไป
“ผมก็พูดไม่ผิดนะ ใช่ไหม?” เมื่อมีคนเห็นด้วย จางเซวียนก็พยักหน้าอย่างพอใจ “แกพยายามจะให้พวกเราทำลายวรยุทธของตัวเองไปทีละน้อย เพื่อจะได้กำจัดพวกเราได้ในรวดเดียว!”
หอสมุดเทียบฟ้าบอกข้อบกพร่องของเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณไว้หมดแล้ว ที่จางเซวียนต้องทำก็แค่หยิบยกมาพูด 2 – 3 ข้อ
เสียงนั้นคำรามลึก
“ไร้สาระ! มีแต่การกระจายพลังปราณเข้าสู่จุดชีพจรต่างๆ เท่านั้นที่จะทำให้ใครสักคนใช้พลังปราณปกป้องจิตวิญญาณของตัวเองได้ อีกอย่าง ในเมื่อยังไม่มีใครในหมู่พวกแกสำเร็จวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง ด้วยระดับพลังจิตวิญญาณเท่าที่มีอยู่ ไม่มีจิตวิญญาณของพวกแกคนไหนล่องลอยไปมาได้อย่างอิสระหรอก!”
หลังจากสำเร็จวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้องแล้วเท่านั้น ที่พลังจิตวิญญาณในตัวจะถูกยกระดับขึ้นอีกมาก ทำให้แม้แต่นักรบธรรมดาสามัญก็ถอดจิตออกจากร่างได้ แต่ในเมื่อเจ้าพวกนี้ยังมีระดับวรยุทธไม่ถึง ก็ทำได้แค่ใช้พลังปราณปกป้องจิตวิญญาณของตัวเองไว้เท่านั้น ทำไมเจ้าหนุ่มคนนี้ถึงพูดว่าเป็นการตัดตอนวรยุทธ?
“ใช้พลังปราณปกป้องจิตวิญญาณ? แกก็เข้าใจพูดนะ ถ้างั้นฉันจะอธิบาย การที่พลังปราณของผู้หนึ่งพุ่งออกจากจุดชีพจรฮุ่ยเฉินนั้นหมายความว่าอย่างไร? จุดชีพจรฮุ่ยเฉินคือพื้นที่ที่มีพลังจิตวิญญาณเข้มข้น ถ้าพลังปราณพุ่งออกจากจุดที่ว่า ก็อาจทำให้ผู้นั้นถึงตายได้ ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด หากใครฝึกฝนวรยุทธโดยใช้เคล็ดวิชานี้ ต่อให้ถอดจิตออกจากร่างได้ ร่างนั้นก็จะต้องทุกข์ทรมานสาหัส หรืออาจจะถึงตาย!” จางเซวียนพูด
เสียงนั้นเงียบกริบ
เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในการถอดจิตออกจากร่างคือความตายของกายเนื้อ เมื่อกายเนื้อตายไป จิตวิญญาณดวงนั้นก็จะเป็นอิสระจากแรงต้านทานของร่างกาย และสามารถล่องลอยไปได้ตามใจชอบ
แต่ก็แน่นอนว่าทันทีที่จิตวิญญาณกลับเข้าร่าง หัวใจของร่างนั้นก็จะกลับเต้นขึ้นใหม่ เรียกได้ว่าเป็น ‘การฟื้นคืนชีพ’
จางเซวียนไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดต่อ เขาร่ายยาวต่อไป “อย่างฉันซึ่งเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1,ต่อให้ฉันถอดจิตได้ ความสอดคล้องกันระหว่างร่างกายกับจิตวิญญาณของฉันก็จะลดลง ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด เพื่อคงรูปร่างแบบมนุษย์ธรรมดาสามัญเอาไว้ ก็จะต้องกินยาเม็ดบางชนิดทุกวัน! ฉันพูดถูกไหม?”
แม้จะเป็นแค่การแยกจิตวิญญาณออกจากร่างกายเพียงชั่วขณะ แต่หลังจากที่ร่างกายต้องตกอยู่ในสภาพกึ่งตายไปช่วงหนึ่ง ความสอดคล้องระหว่างกายเนื้อกับจิตวิญญาณก็จะลดลง หากไม่กินยาเข้าไปรักษาสภาพไว้ ไม่ช้าระบบการทำงานในร่างกายก็จะเสื่อมถอย จะเริ่มปรากฎสัญญาณมรณะขึ้นในตัวผู้นั้น
ก็เหมือนกับการปลูกถ่ายอวัยวะในชีวิตเก่าของเขา หากใครสักคนบริจาคอวัยวะของตัวเองไปแล้วต่อให้ได้รับอวัยวะส่วนนั้นกลับเข้ามาใหม่ ร่างกายก็จะยังคงปฏิเสธ หากไม่มียาช่วยต้านทานไว้ ไม่ช้าระบบนั้นก็ต้องล้มเหลว
“แก…แกรู้ได้ไง?” เสียงนั้นอุทานอย่างทึ่งจัด
เรื่องนี้เป็นความลับในหมู่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ และพวกเขาก็กำชับกำชากันเป็นอย่างดีว่าห้ามให้คนนอกล่วงรู้ แล้วเจ้าหนุ่มคนนี้รู้ได้อย่างไร?
“ผมจะรู้ได้ไงก็ไม่สำคัญหรอก น่าจะเป็นความจริงที่ว่าการสำเร็จวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องจะช่วยลดความบอบช้ำที่เกิดจากเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณได้ แต่ต่อให้มีพละกำลังระดับคุณ…คุณกล้าเดินฝ่าพายุไหม?” จางเซวียนถาม
“เอ่อ…”
เสียงนั้นสั่นเครือ
จิตวิญญาณมีองค์ประกอบของพลังหยิน ขณะที่ปรากฎการณ์ฟ้าร้องฟ้าผ่ามีองค์ประกอบของพลังหยางเข้มข้น แม้ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจะซ่อนตัวอยู่ในร่างใดสักร่างหนึ่ง พวกเขาก็ยังต้องล่าถอยให้กับสายฟ้า ไม่มีทางใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาสามัญได้
ก็เหมือนกับเรื่องที่ร่างกายของใครสักคนปฏิเสธตัวเอง มันเป็นความลับสุดยอดของเหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แต่เจ้าหนุ่มคนนี้แค่ชำเลืองเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ…ก็บอกได้ขนาดนั้น มันจะเก่งไปไหม!
จางเซวียนหัวเราะหึๆ เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางที่ข้อบกพร่องซึ่งระบุไว้ในหอสมุดเทียบฟ้าจะผิดพลาดไปได้
เขาเอาสองมือไพล่หลังไว้ เดินไปที่แผ่นหินและพูดเนิบๆ “นอกจากสายฟ้า มาพูดถึงช่วงเวลาหนึ่งยามค่ำคืนดีกว่า ในทุกๆ วัน ที่ชั่วโมงจื่อ (ห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พลังหยินในอากาศเข้มข้นที่สุด เมื่อพลังหยินซึมซาบเข้าไปในร่างของคุณ คุณจะรู้สึกถึงความคันคะเยออย่างสุดจะต้านทาน และด้วยการถอดจิตออกจากร่างเท่านั้นที่จะทำให้อาการคันบรรเทาลง…ใช่ไหม?”
“ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณไม่จำเป็นต้องใช้กายเนื้อเพื่อสั่งสมพละกำลัง ต่อให้กายเนื้อมันไม่สบายนัก ก็ไม่เห็นเป็นไร? ขอแค่จิตวิญญาณยังอยู่ในสภาพดี แค่นั้นก็พอแล้วนี่?”
เสียงนั้นสะดุดไปอีกครั้ง
“แกก็พูดถูก จุดแข็งของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็คือจิตวิญญาณของพวกเขา ต่อให้กายเนื้อเสื่อมสภาพไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะก็สามารถหาร่างใหม่เพื่อเข้าครอบงำได้…แต่นั่นแหละ ถ้าไม่ปกป้องกายเนื้อไว้ แกจะรอดพ้นจากการเสื่อมถอยทั้ง 5 ของจิตวิญญาณได้อย่างไร?”
จางเซวียนยกมือขึ้นนับนิ้วและร่ายยาว “การครอบงำเสื่อมถอย ความสอดคล้องเสื่อมถอย การต่อสู้เสื่อมถอย การเผาผลาญพลังหยางเสื่อมถอย และที่น่ากลัวที่สุดคือ ประสาทสัมผัสเสื่อมถอย!”
“แก…แกรู้จักการเสื่อมถอยทั้ง 5 ของจิตวิญญาณด้วย?”
เสียงนั้นไม่อาจคงความเยือกเย็นไว้ได้อีกต่อไป
“การครอบงำเสื่อมถอย คือการเสื่อมถอยของพละกำลังไปตามธรรมชาติ เมื่อเข้าครอบงำร่างของผู้อื่น อย่างน้อยที่สุด ระดับวรยุทธของจิตวิญญาณผู้เข้าครอบงำจะต้องลดฮวบลงไปถึง 2 ขั้น ด้วยเหตุนี้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจะไม่เข้าครอบงำร่างของใคร”
“ความสอดคล้องเสื่อมถอย คือการปะทะกันระหว่างจิตวิญญาณกับกายเนื้อที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยให้บรรเทาเบาบางลงได้ สิ่งนี้จะทำให้จิตวิญญาณค่อยๆ เสื่อมถอยลง มีแต่การฝึกฝนวรยุทธอย่างบ้าคลั่งเท่านั้นที่จะทำให้รักษาพละกำลังเอาไว้ได้”
“การต่อสู้เสื่อมถอย คือการที่วรยุทธเสื่อมลงหลังจากที่ใช้พลังจิตวิญญาณในการต่อสู้ ด้วยเหตุนี้ ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจึงเลือกใช้การล่อลวงจิตวิญญาณและสร้างภาพลวงตาอันน่าสะพรึงมากกว่าจะเข้าปะทะกับอีกฝ่ายตัวต่อตัว”
“การเผาผลาญพลังหยางเสื่อมถอย ก็อย่างที่พูดไปแล้ว ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณไม่อาจเข้าใกล้สิ่งที่มีพลังหยางเข้มข้นได้ หากต้องใกล้ชิดกับวัตถุเหล่านั้น ก็จะทำให้จิตวิญญาณของพวกคุณอ่อนแอลงอีก”
“แม้การเสื่อมถอย 4 อย่างแรกจะน่าสะพรึงพอตัวอยู่แล้ว แต่ก็ยังพอหลีกเลี่ยงได้ ที่น่ากลัวที่สุดในการเสื่อมถอยทั้ง 5 ก็คืออย่างสุดท้าย…ประสาทสัมผัสเสื่อมถอย!”
“มนุษย์มีประสาทสัมผัสทั้ง 5 และการรับรู้ทั้ง 6 พวกเขาสามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดี รู้ว่าสิ่งใดน่าอับอายหรือมีเกียรติ แต่จิตวิญญาณไม่อาจควบคุมเรื่องพวกนั้น ยิ่งมีอารมณ์รุนแรงขึ้นเท่าไหร่ความบอบช้ำก็จะเกิดกับจิตวิญญาณมากขึ้น อารมณ์และความรู้สึกของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจะทำให้เกิดความสั่นสะเทือนอย่างหนักในจิตวิญญาณของพวกเขา ส่งผลให้พลังจิตวิญญาณค่อยๆ สลายตัวไปโดยอัตโนมัติ…”
จางเซวียนหัวเราะหึๆ และตั้งคำถาม “ที่ฉันพูดมา มีอะไรผิดไหม?”
เสียงนั้นบ่งบอกความพรั่นพรึง “กะ-แก…”
สวรรค์เที่ยงธรรมเสมอ ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานกว่าคนทั่วไป แต่ก็ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสุดที่จะจินตนาการได้เป็นการแลกเปลี่ยน
พวกเขาถูกบีบด้วยข้อจำกัดมากมาย ไม่อาจรักหรือเกลียดใครได้ และถูกกักเอาไว้ให้ซุ่มตัวอยู่แต่ในเงามืด
แต่ว่า…การเสื่อมถอยทั้ง 5 ของจิตวิญญาณถือเป็นความลับในหมู่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ขนาดสภาปรมาจารย์ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ แล้วหมอนี่รู้ได้อย่างไร?
เป็นเพราะเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณหรือเปล่า?
เมื่อหายตะลึง เสียงนั้นก็พูดต่อ
“แก…แกอย่าพูดให้มากความ! นักรบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณหรือไม่ ก็ต้องต่อสู้และพุ่งทะยานเข้าปะทะสวรรค์ทั้งนั้น จะให้ชีวิตราบเรียบง่ายดายได้อย่างไร? ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณต้องเผชิญกับการเสื่อมถอยทั้ง 5 ก็จริง แต่นักรบทั่วไปก็ต้องเผชิญกับจารีตทั้ง 5 เหมือนกัน : สวรรค์, โลก, มนุษย์, ความมั่งคั่ง และกฎหมาย! ในเมื่อไม่มีทางหนีพ้นความทุกข์ทรมานได้ ก็ควรจะมาเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณและเริงร่ากับอายุขัยที่ไร้ขีดจำกัดจะดีกว่า!”
ไม่มีนักรบคนไหนรับประกันความปลอดภัยของตัวเองได้ วิกฤติต่างๆ นานาเกิดขึ้นได้ตลอดทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะมาจากธรรมชาติหรือนักรบคนอื่นๆ ความทุกข์ทรมานและความตายล้วนแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เคยมีคนกะไว้คร่าวๆ ในจำนวนนักรบ 1,000 คน อย่างน้อย 999 คนจะต้องตายระหว่างที่กำลังก้าวไปสู่การเป็นนักรบเหนือมนุษย์ เพราะฉะนั้นก็เหลือเพียงหนึ่งในพัน
แม้การก่อกำเนิดของสภาปรมาจารย์จะลดจำนวนสงครามระหว่างทวีปไปได้มาก แต่ก็ยังมีกลุ่มอำนาจต่างๆ ห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงอิทธิพลกันอยู่ นักรบต่างก็ต่อสู้กันเองเพื่อจะได้ครอบครองของล้ำค่า แถมวรยุทธของบางคนก็ยังถูกธาตุไฟเข้าแทรก…นี่คือปราการด่านต่างๆ ที่บรรดานักรบจะต้องเผชิญ และนักรบมากมายก็ต้องสังเวยชีวิตให้กับการต่อสู้เหล่านี้
“อายุขัยไร้ขีดจำกัด? แกแน่ใจหรือว่าอายุขัยของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณน่ะไร้ขีดจำกัด?”
จางเซวียนส่ายหน้า “ต่อให้หนีพ้นความสอดคล้องเสื่อมถอยได้ด้วยการฝึกฝนวรยุทธไม่หยุด แต่แกแน่ใจหรือว่าจะรับความทุกข์ทรมานนี้ไหว ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด ร่างกายของแกน่ะเสื่อมสภาพไปหมดแล้ว ถ้าไม่มีกายเนื้อที่แข็งแกร่งปกป้องจิตวิญญาณไว้ ต่อให้แกยังคงสภาพของตัวเองอยู่ได้ ก็ต้องเดือดร้อนทุกวันล่ะน่ะ!”
“ไหนๆ ก็พูดแล้ว มาพูดถึงเวลาเที่ยงของทุกวันดีกว่า ตอนที่พลังหยางในอากาศเข้มข้นที่สุด แกแน่ใจหรือว่าชินแล้วกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ทิ่มแทงจิตวิญญาณ? ถ้าไม่ใช่เพราะสุสานนี้ถูกฝังอยู่ใต้ทะเลสาบลึก คิดว่าจิตวิญญาณอย่างแกจะอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ไหม?”
“กะ-แก…”
เมื่อได้ยินคำนั้น เสียงที่ว่าก็ไม่อาจข่มความพรั่นพรึงไว้ได้อีกต่อไป คราวนี้มันสั่นสะท้านอย่างหนัก
เจ้าหนุ่มคนนี้พูดถูก
จิตวิญญาณคงอยู่ได้ชั่วนิรันดร์…แต่ร่างกายนั้นไม่
ขนาดซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดที่สุดของโลกใบนี้ จิตวิญญาณที่ไร้ร่างกายก็ยังต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดแสนสาหัสในเวลาเที่ยงวันของทุกวัน ทำให้อยากตายไปเสียรู้แล้วรู้รอด
อันที่จริง…ตัวเขาเองก็คิดถึงความตายวันละไม่รู้กี่หน คิดไม่เว้นแต่ละวัน แต่เพราะเป็นจิตวิญญาณ จึงไม่อาจฆ่าตัวตายได้ สุดท้ายก็ได้แต่มีชีวิตต่อไปด้วยความทรมานและแค้นเคือง
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็บอกฉันมา เทคนิควรยุทธนี้มีปัญหาอะไรบ้าง? ควรค่าแก่การศึกษาหรือเปล่า?”
เมื่อเสียงนั้นเริ่มตั้งตัวไม่ติด จางเซวียนก็กระทุ้งอีกดอก
“มันก็มีปัญหาอยู่จริงๆ แต่ว่า…จะมีเทคนิควรยุทธไหนล่ะที่ไม่มีข้อบกพร่อง!” เสียงแหบพร่าแผดออกมา
“แกผิดแล้ว! ดูประโยคนี้นะ ‘ปล่อยวางความคิด ชักนำจิตวิญญาณวนรอบจุดชีพจรเทียนจู และปล่อยมันออกมาผ่านจุดชีพจรฮุ่ยเฉิน…’ ถ้าเปลี่ยนเป็น ‘นำจิตวิญญาณฝ่าจุดชีพจรฮุ่ยเฉินและปล่อยมันออกมาผ่านจุดชีพจรเทียนจู…’ แกคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น? จางเซวียนถาม
“จุดชีพจรเทียนจูมีพลังหยาง ขณะที่จุดชีพจรฮุ่ยเฉินมีพลังหยิน ซึ่งโดยปกติจิตวิญญาณก็มีองค์ประกอบของพลังหยินอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบอะไร หากใช้วิธีนี้ จะลดผลกระทบที่เกิดจากการเผาผลาญพลังหยางไปได้มาก หรืออาจจะ…ไม่ได้รับผลกระทบเลยก็ได้!”
เจ้าของเสียงคือผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่ฝังตัวหมกมุ่นกับการศึกษาเรื่องจิตวิญญาณมาเนิ่นนานนับปีไม่ถ้วน เมื่อได้ยินเคล็ดวิชาแบบใหม่ที่จางเซวียนเสนอแนะ เขาก็ตั้งต้นพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็ผงะไป
อีกฝ่ายปรับเปลี่ยนคำพูดแค่ไม่กี่คำ แต่ทำให้แก่นแท้ของเทคนิคนี้เปลี่ยนไป หากใช้พลังหยางภายในร่างกายบ่มเพาะจิตวิญญาณ ก็จะสามารถลดผลกระทบจากการแผดเผาพลังหยางได้ หรือแม้แต่อาจไม่ได้รับผลกระทบเลยด้วยซ้ำ
มันเป็นแค่การสลับลำดับของจุดชีพจรทั้ง 2 จุด แต่ทำให้เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณดูดีขึ้นอีกมาก เรียกได้ว่าเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว
“แต่…ถ้าแกเปลี่ยนมันแบบนั้น ก็จะต้องใช้พลังปราณที่มีคุณภาพสูงขึ้นอีก และอีกอย่าง จุดชีพจรฮุ่ยเฉินก็เป็นจุดแคบ จิตวิญญาณที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยพลังปราณผ่านมันไปไม่ได้แน่…”
หลังจากครุ่นคิดอยู่อีกครู่หนึ่ง เสียงนั้นก็ลงความเห็นว่าเป็นไปไม่ได้
ก่อนจะถอดจิตออกจากกายเนื้อ ผู้นั้นจะต้องห่อหุ้มจิตวิญญาณของเขาด้วยพลังปราณเสียก่อนหากพลังปราณไม่บริสุทธิ์พอ สิ่งปนเปื้อนที่อยู่ภายในจะทำให้จิตวิญญาณของผู้นั้นผ่านจุดชีพจรฮุ่ยเฉินออกมาไม่ได้
“จ้าวหย่า มาสำแดงพลังปราณให้เขาดู!”
จางเซวียนไม่ตอบ เขาหันไปสั่งการจ้าวหย่า
“ได้เลย ท่านอาจารย์!” จ้าวหย่าก้าวออกมาและชี้นิ้วตรงไปข้างหน้า จากนั้นกระแสพลังปราณก็พุ่งหวือ
“เฮ้ย…”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของพลังปราณ เสียงนั้นถึงกับสั่นเครือ
“เป็นไง แกคิดว่ามันผ่านจุดชีพจรฮุ่ยเฉินได้ไหม?” จางเซวียนหัวเราะ
“ผ่านได้…แต่ก็ใช่ว่าพลังปราณของทุกคนจะบริสุทธิ์แบบเธอนี่…” เสียงนั้นอ่อนลง
“ก็ไม่ใช่ปัญหา แกอยากเรียนไหมล่ะ? เรียกฉันว่าอาจารย์สิ!”
จางเซวียนหัวเราะหึๆ
ฉันสอนแกได้!
