ตอนที่ 509 ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณหมดท่า
พรวด!
เมื่อได้ยินคำนั้น ทั้งจ้าวเฟยอู่ ประธานไซ่ และคนอื่นๆ ก็สำลักและแทบกระอักเลือดออกมา
เราอยู่ในอันตรายไม่ใช่หรือ? หมอนั่นเพิ่งขู่จะฆ่าเรานะ?
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเป็นหนึ่งในอาชีพที่เจ้าเล่ห์เพทุบายที่สุดตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ น่ากลัวกว่ากูรูยาพิษเสียอีก แถมหมอนั่นยังแข็งแกร่งกว่าพวกเขาด้วย เป็นถึงสุดยอดนักรบเหนือมนุษย์…
มันเรื่องอะไรถึงคิดจะรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์?
ก็เหนือไป๊…
ถึงคุณจะเป็นปรมาจารย์ แต่ก็เพิ่งจะก้าวเข้าสู่การเป็นนักรบเหนือมนุษย์เท่านั้น ฝ่ายนั้นเป็นถึงนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 แล้ว ช่องว่างระหว่างคุณทั้งคู่ห่างกันจนวัดไม่ได้…พูดแบบนั้นออกไป ไม่กลัวถูกฆ่าตายหรือ?
หลัวจู้ตาค้าง
ตอนที่ปรมาจารย์จางเพิ่งมาถึงสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ เขายังแทบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับอาชีพนี้เลย แต่พอชำเลืองดูเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ จู่ๆ ก็เกิดรู้เรื่องการเสื่อมถอยทั้ง 5 ของจิตวิญญาณขึ้นมา แถมมีวิธีแก้ไขด้วย…
ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมสวรรค์ถึงยอมรับคุณ ความสามารถของคุณช่างน่าสะพรึงเสียจริง!
ซุนฉางกับคนอื่นๆ ต่างก็ยำเกรง
สมกับเป็นนายน้อย ทั้งน่าทึ่งและเหนือชั้นตลอดเวลา ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวหรือนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 สุดท้ายก็ต้องก้มหัวให้เขา…
“เรียกแกว่าอาจารย์?”
เจ้าของเสียงดูจังงังสุดขีด
ในฐานะผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวและผู้ครอบครองวรยุทธนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 …จะให้ฉันเรียกแกซึ่งเป็นแค่มดที่สำเร็จวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 1 ว่าอาจารย์? แกบ้าหรือเปล่า!
“บังอาจ…” เสียงนั้นดุดันและก้าวร้าวขึ้นทันที
ครืนนนน!
กับดักกลถูกเปิดใช้งาน มันส่งเสียงดังสนั่นและยิงแสงวาบเข้าปะทะจางเซวียนราวกับจะสั่งสอนบทเรียนให้กับความหยาบคายของเขา
ฟึ่บ!
แต่ยังไม่ทันจะถึงตัว จางเซวียนก็ก้าวออกไปข้างๆ หลบกระแสดาบฉีได้อย่างง่ายดาย
ต่อให้กับดักกลจะน่าทึ่งสักแค่ไหน มันก็ไม่อาจยืดหยุ่นได้ ด้วยดวงตาหยั่งรู้ จางเซวียนมองเห็นล่วงหน้าว่ารังสีจะพุ่งมาทางไหน จึงใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าหลบการโจมตีได้อย่างง่ายดาย รังสีพวกนี้ไม่ได้กินเขาง่ายๆ แน่
“แกอย่าพยายามให้เหนื่อย ถึงอย่างไรก็ทำให้ฉันบาดเจ็บไม่ได้หรอก กับดักกลน่ะ…เลิกใช้ซะดีกว่า ไอ้กับดักตรงปากทางเข้าฉันก็หยุดมันไปแล้ว แกคิดว่าของพวกนี้จะใช้กับฉันได้หรือ?” จางเซวียนพูดอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
โว้ยยยย!
เสียงนั้นคำรามกลับมา
แม้กับดักกลบริเวณทางเข้าจะมีอานุภาพรุนแรง แต่ชายหนุ่มก็หยุดการทำงานของมันได้ด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว ต่อให้กับดักกลบริเวณนี้จะทรงพลังสักแค่ไหน ก็ไม่น่าจะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้
เมื่อคิดได้ เจ้าของเสียงก็เงียบไป กับดักกลก็หยุดการทำงานไปด้วย
แม้กับดักกลจะใช้พลังงานจลน์จากน้ำตก แต่ก็มีขีดจำกัดของมัน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายล้มเลิกความคิดที่จะใช้กับดักกล จางเซวียนก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพราะถึงจางเซวียนจะหลบกับดักได้ แต่ในห้องนี้ก็มีกับดักกลอยู่มากมายกลาดเกลื่อน และเขาก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนบ้าง ถ้าอีกฝ่ายพยายามใช้กับดักกลไม่เลิก ด้วยความสามารถของเขาที่ยังมีขีดจำกัด ไม่ช้าก็คงต้องโดนเข้าสักอัน
อันที่จริง ที่พูดไปก็แทบจะเรียกว่าโกหกล้วนๆ เขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้ผล
เพราะเมื่อเจอสถานการณ์ซับซ้อนซ่อนเงื่อนแบบนี้ ต้องข่มขวัญอีกฝ่ายไว้ก่อน
“น่าสมเพชเสียจริง!”
ถึงอีกฝ่ายจะหยุดโจมตีแล้ว จางเซวียนก็ไม่คิดจะหยุด เขาส่ายหน้าและพูดอย่างเสียดาย “มันเป็นโอกาสดีทีเดียว แต่แกก็ปล่อยผ่านไปเสีย ช่างเป็นจิตวิญญาณ-หัวขี้เลื่อย!”
“แก…”
เมื่อได้ยินคำนั้น เสียงที่ว่าก็แทบกระอักเลือดออกมาด้วยความโมโห และแทบจะตายไปตรงนั้น
แกมันบ้า!
ฉันเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าพูดแบบนั้นออกมา?
ตัวแกก็เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ขนาดนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ก็ยังต้องตัวสั่นงันงกเมื่ออยู่ต่อหน้าฉัน แต่แกกล้าเพ้อเจ้อถึงขนาดจะรับฉันเป็นศิษย์ เหิมเกริมถึงขั้นเรียกฉันว่าจิตวิญญาณหัวขี้เลื่อย…
คนที่หัวขี้เลื่อยน่ะ แกต่างหาก!
“อย่าคิดว่าฉันออมมือให้เพราะอยากจะเข้าครอบงำพวกแกคนใดคนหนึ่งนะ ถ้าพวกแกดิ้นรนอยากตายเสียเต็มที ฉันก็พร้อมจะจัดการให้…”
เสียงนั้นข่มขู่
“ฆ่าฉัน? ไหวเรอะ?”
จางเซวียนชำเลืองมองอย่างดูถูก “นอกจากแกจะเป็นแค่ปีศาจที่ตายมาแล้วไม่รู้กี่ปี สิ่งเดียวที่แกมีก็คือกับดักกล ถ้าแกฆ่าฉันได้ คงฆ่าฉันตายไปเสียนานแล้ว ไม่มัวมาข่มขู่อยู่แบบนี้หรอก!”
“แก…”
“เฮ่อ! แก…แกอะไรนักหนา ถ้าแกเก่งขนาดนั้นก็มาฆ่าฉันเลย เลิกพล่ามให้เสียเวลา! ถ้าไม่อย่างนั้นก็เอาการทดสอบ 3 ด่านของแกออกมา ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว โง่อะไรขนาดนี้ก็ไม่รู้?”
จางเซวียนถอนหายใจเฮือก “ไม่เอาแล้ว ลืมซะเถอะ ถ้าแกอยากจะรับฉันเป็นอาจารย์ล่ะก็ ฉันไม่รับแกแล้ว กลัวแกจะทำให้ฉันเสื่อมเสียชื่อเสียงเปล่าๆ !”
“แก๊…”
เสียงนั้นเกือบจะปรี๊ดแตก
แกกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียงถ้าฉันรับแกเป็นอาจารย์?
จะหน้าด้านกว่านี้ได้อีกไหม?
เห็นอีกฝ่ายโมโหเดือด จางเซวียนรุกต่อ “ทำไมล่ะ? วรยุทธของแกมันเหลือแต่ปากแล้วหรือ? ต่อสู้ไม่ไหวแล้วสิท่า?”
“ตายซะเถอะ!”
เห็นใบหน้ายียวนกวนประสาทของจางเซวียน เสียงนั้นก็ปรี๊ดแตก
คลื่นความสั่นสะเทือนแผ่กระจายออกมาในอากาศ มันพุ่งเข้าปะทะคนอื่นๆ ที่เหลือ
ครืนนนน!
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณมักหลีกเลี่ยงการต่อสู้เพราะกลัวการต่อสู้เสื่อมถอย แต่เพราะโมโหเดือดกับคำยียวนกวนประสาทของชายหนุ่มตรงหน้า จึงอดใจไม่ไหวอีกต่อไป
พลั่ก!
คลื่นพลังนั้นพุ่งเข้าปะทะลำคอของจางเซวียน ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาคว้าคอเขาไว้ มันยกตัวจางเซวียนให้ลอยสูงขึ้น
“ท่านอาจารย์…”
“ปรมาจารย์จาง!”
เห็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณถูกยั่วโมโหจนต้องเข้าโจมตี ทุกคนพากันตื่นตระหนกและรีบวิ่งเข้ามา
“แกจะฆ่าฉัน? ไม่ง่ายแบบนั้นหรอก!”
ทั้งๆ ที่กำลังตกที่นั่งลำบาก แต่จางเซวียนก็ไม่ตระหนก เขาหัวเราะเบาๆ และเพ่งสมาธิไปที่วัตถุสีเทาที่มาปรากฎอยู่ตรงหน้า
วิ้ง!
เกิดแสงสว่างวาบ
แสงนั้นพุ่งเข้าโอบล้อมตัวเขา ราวกับเจอน้ำมันเดือดๆ มือที่คว้าคอจางเซวียนอยู่ถอยกลับไปทันที
“อ๊ากกกก!”
เสียงนั้นโหยหวนด้วยความทุกข์ทรมาน ดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
เครื่องรางเกล็ดมังกร!
นี่คือของที่เขาได้มาจากสมาคมนักตรวจสอบสมบัติเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ จากการประเมินของหอสมุดเทียบฟ้า มันใช้รับมือกับการโจมตีของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ได้ 3 ครั้ง ซึ่งตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องใช้มันแล้ว!
เครื่องรางนี้มีพลังปกป้อง แต่เมื่อใช้งาน มันจะเปลี่ยนพลังจากการโจมตีของอีกฝ่ายให้สะท้อนกลับไปในรูปของการตอบโต้
นี่คือเหตุผลที่จางเซวียนจงใจพูดจายั่วโมโหจิตวิญญาณดวงนั้น
ถึงอย่างไรเขาก็ใช้เครื่องรางนี้ได้ 3 ครั้ง และหากหมอนั่นยังซ่อนตัวอยู่ ก็มีโอกาสที่ใครสักคนจะถูกครอบงำเข้า จางเซวียนจึงตัดสินใจพูดจายั่วโมโห แม้ว่าจะเสี่ยงอยู่ไม่น้อย
อีกอย่าง ด้วยอายุของสุสาน ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณตนนี้ก็น่าจะฝังตัวอยู่ที่นี่มาเนิ่นนานแล้วระดับวรยุทธของเขาคงเสื่อมถอยไปมาก และในสภาวะที่อ่อนแอ เขาคงไม่มีทางฝ่าเกราะป้องกันของเครื่องรางเกล็ดมังกรได้!
แค่โจมตีครั้งเดียว หมอนั่นก็บาดเจ็บสาหัส
“เฮ้ย…”
ทุกคนพากันคิดว่าปรมาจารย์จางคงเจ็บหนักแน่ เมื่อดูจากการที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณตัดสินใจโจมตีด้วยตัวเอง นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีอุปกรณ์ที่แข็งแกร่งขนาดทำให้ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวบาดเจ็บได้ ต่างอัศจรรย์ใจกับภาพที่เห็น
“ฉันจะฆ่าแก…”
เมื่อบาดเจ็บสาหัส ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็คุ้มคลั่ง เขาตะโกนก้องขณะที่เตรียมเข้าโจมตีอีกครั้ง
“แกจะฆ่าฉัน? แกควรทำให้สำเร็จตั้งแต่ครั้งที่แล้วนะ…ฉันว่าแกไม่มีโอกาสแล้วล่ะ!”
เกราะแสงสว่างที่โอบล้อมตัวเขานั้นคงอยู่ได้หลายอึดใจ เมื่อเห็นมันยังไม่มีทีท่าจะจางหาย จางเซวียนจึงพุ่งเข้าใส่แผ่นหินใจกลางห้อง
ก่อนหน้านี้ เขาไม่รู้ว่าหมอนั่นอยู่ตรงไหน จึงไม่อาจเข้าโจมตีได้ แต่เมื่ออีกฝ่ายสำแดงเทคนิควรยุทธออกมา ไม่เพียงแต่หอสมุดเทียบฟ้าจะระบุข้อบกพร่องมาให้ ยังบอกรายละเอียดถึงตำแหน่งของคู่ต่อสู้ด้วย
โครม!
ด้วยพละกำลังกว่าสองแสนติ่ง แผ่นหินนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ ทันที
หลังจากทำลายแผ่นหินที่จารึกเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณจนแหลกสลายไปแล้ว จางเซวียนก็ยังไม่หยุด เขาเดินหน้าเข้าไปที่โลงศพ ขณะที่ทุกคนคิดว่าเขาคงจะใช้กำลังเปิดโลงศพนั้น จางเซวียน ก็ตบโลงศพที่หลายจุดอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของเขาว่องไวเสียจนทุกคนมองตามไม่ทัน
ผัวะ ผัวะ ผัวะ!
มันคือการตบ 16 ครั้งติดต่อกัน ดูเหมือนไม่มีตรรกะพิเศษใดๆ ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ความรุนแรงก็ไม่ได้มากมายอะไร ด้วยพละกำลังที่ใช้ เขาอาจทำลายก้อนหินธรรมดาได้อย่างง่ายดาย แต่มันใช้การไม่ได้กับโลงศพที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยช่างตีเหล็กระดับสูงแบบนี้ ไม่มีใครเข้าใจว่าจางเซวียนคิดอะไรอยู่
จากนั้นเขาก็หยุดการเคลื่อนไหวไปครู่หนึ่ง ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัย จางเซวียนก็หันขวับมา “ประธานไซ่ กระบี่ของคุณ!”
“กระบี่? ได้สิ!”
ประธานไซ่นิ่งไปครู่หนึ่งกว่าจะรู้ว่าจางเซวียนพูดอะไร เขาสะบัดข้อมือและนำกระบี่ออกมาโยนให้อีกฝ่าย
มันคือกระบี่เล่มเดียวกับที่จางเซวียนใช้จารึกอักขระแผ่นค่ายกลที่สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล
เมื่อได้กระบี่มา รังสีของจางเซวียนก็เปลี่ยนไปทันที ปราณสังหารแผ่ออกมาจากร่างของเขา
ฉึก!
เขาใช้กระบี่จ้วงแทงลงไปด้วยพละกำลังเต็มพิกัด
ทันทีที่กระบี่ปะทะกับโลงศพ ก็เกิดเสียงระเบิดกึกก้อง ราวกับใครสักคนโยนระเบิดเข้าใส่โลงศพนั้น ฝาโลงศพหนักอึ้งหลุดกระเด็นออกมา แรงระเบิดอันหนักหน่วงนั้นทำให้ฝาโลงแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“ไม่มีอะไรทำให้แตกหักได้ ตัวล็อคทำจากโลหะสีแดงก่ำ ทนทานได้กว่าหมื่นปี…นี่มันโลงศพโลหะแดงก่ำ! ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ก็ทำอะไรมันไม่ได้ แต่ปรมาจารย์จางเปิดได้ในครั้งเดียว…เขาทำได้อย่างไร?”
เมื่อเห็นภาพนั้น ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่หลัวจู้กลับตัวสั่นสะท้านอย่างหนักและแทบจะเสียสติ
“โลงศพโลหะแดงก่ำ? คุณหมายถึงโลงศพโลหะแดงก่ำที่หลอมโดยช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว โดยใช้อัลลอยที่มีส่วนผสมของโลหะจากมหาสมุทรลึกน่ะหรือ?”
เมื่อเห็นสภาพของหลัวจู้ ประธานไซ่ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพลันนึกได้ เขาถึงกับหรี่ตา
“ใช่แล้ว! นี่คือโลงศพโลหะแดงก่ำ!” หลัวจู้พยักหน้า
ว่ากันว่า…เมื่อมันถูกปิดตาย จะไม่มีใครเปิดออกได้ไม่ใช่หรือ? แล้วทำไม…” ประธานไซ่แทบคลั่งเมื่อรู้ว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้
ในฐานะประธานสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ เขาเห็นของล้ำค่ามาแล้วนับไม่ถ้วน และรู้เรื่องของพวกมันดี
โดยทั่วไป โลงศพจะแบ่งออกเป็น 9 เกรดหลักๆ ยกตัวอย่างโลง 4 ใบที่อยู่ในโถงแรก เป็นที่รู้จักกันในชื่อโลงเพชรเกรด 7 หลอมขึ้นจากโลหะชั้นเลิศที่ทนทานอย่างไม่มีอะไรเทียบ แม้แต่อาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นกลางก็ทำอะไรไม่ได้
แต่ที่เหนือไปกว่าโลหะทั้ง 9 เกรด ก็คือโลหะแดงก่ำ
โลงศพโลหะแดงก่ำหลอมขึ้นโดยช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว มันถูกออกแบบมาให้เปิดออกไม่ได้อีกหลังจากที่ปิดตายแล้ว หัวขโมยที่มีวรยุทธต่ำกว่านักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ไม่มีทางทำลายได้
จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ไม่มีอะไรทำให้แตกหักได้ ตัวล็อคทำจากโลหะสีแดงก่ำ ทนทานได้กว่าหมื่นปี!”
เพื่อไม่ให้ถูกรบกวนหลังความตาย นักรบผู้ทรงอำนาจจำนวนมากจึงเลือกจ้างช่างตีเหล็กให้ออกแบบโลงศพของตัวเองเป็นพิเศษ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าศพจะถูกรักษาไว้เป็นอย่างดีในนั้น โดยไม่มีโจรปล้นสุสานกิ๊กก๊อกคนไหนจะเข้าไปรบกวนความสงบสุขของพวกเขา
ในเมื่อปรมาจารย์จางทำลายโลงศพที่แม้แต่ที่มีแต่นักรบเหนือมนุษย์ขั้นสุดยอดเท่านั้นที่ทำลายได้ จะไม่ให้พวกเขาตกใจได้อย่างไร?
ไม่เป็นลมตายไปเสียก่อนก็ดีเท่าไหร่แล้ว
ทั้งเห็นข้อบกพร่องของเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณได้ในทันทีที่อ่าน, ทำให้ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวได้รับบาดเจ็บ, แถมยังเปิดฝาโลงศพโลหะแดงก่ำได้ในครั้งเดียว…
ปรมาจารย์จางคนนี้เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 จริงๆ หรือ?
