ตอนที่ 513 วิธีช่วยลู่ชง
ฟิ้ววววว!
ไม่ได้รับรู้ว่าใครจะตกตะลึงแค่ไหน จางเซวียนบินขึ้นไปแตะกลไกที่เพดาน จากนั้นนิ้วมือของเขาก็ทำงานอย่างรวดเร็ว โดยเคาะไปตามตำแหน่งต่างๆ ที่ยื่นออกมาจากเพดาน
ด้วยการมีหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนจึงหาข้อบกพร่องที่อยู่ภายในกับดักกลได้อย่างง่ายดาย ก็เหมือนกับโลงศพโลหะแดงก่ำเมื่อครู่ แม้จะได้ชื่อว่าไม่บุบสลาย แต่ในความเป็นจริง หากรู้ข้อบกพร่องและจัดการตรงนั้นได้ การทำลายมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
กับดักกลอันนี้ก็เป็นทำนองเดียวกัน
ครืนนนนน!
เมื่อเสร็จสิ้นการเคาะ ก็เกิดเสียงครืนดังสนั่น และหินก้อนใหญ่ก็ค่อยๆ แยกตัวออกจากกัน เผยให้เห็นทางเดิน จางเซวียนรีบออกไปสำรวจทันที
ทางเดินนั้นมืดมาก คงจะมีกลไกอะไรอีกสักอย่างติดตั้งไว้เหนือทางเดินเพื่อกันไม่ให้น้ำจากทะเลสาบทะลักเข้ามา
หลังจากเดินไปได้หลายสิบเมตร เขาก็เห็นหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง หากจัดการให้หินก้อนนั้นเปิดออก ก็จะออกไปสู่ก้นทะเลสาบได้
ก็เหมือนกับทางเข้า ตรงนี้มีกลไกพิเศษบางอย่างที่ปล่อยให้คนกลับออกไป แต่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำจากทะเลสาบไหลทะลักเข้ามา
“น่าทึ่งจริงๆ !”
หลังจากกวาดตาดูระบบกลไกเหล่านั้น จางเซวียนก็ได้รู้ว่าการออกแบบของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าค่ายกลเลย เขาอดรู้สึกยำเกรงไม่ได้
สมกับที่เป็นนักออกแบบสวรรค์สร้าง ระบบบางอย่างของกับดักกลเหล่านี้ซับซ้อนเสียจนผู้คนมากมายไม่มีทางเข้าใจ ต่อให้ใช้เวลาศึกษาทั้งชีวิต
หลังจากพักอยู่ชั่วครู่จนค่อยยังชั่วจากความเหน็ดเหนื่อยที่ได้รับจากบันไดสวรรค์ธุลีแดง จางเซวียนก็กลับไปหาพลพรรคอีกครั้ง เขาเอาเชือกมาจากหลัวจู้และผูกมันเข้ากับทางเดิน
ทั้งกลุ่มรีบปีนขึ้นมาโดยไม่ลังเล
ทุกคนล้วนแต่เป็นนักรบ แม้ว่าจะบินไม่ได้ แต่การไต่เชือกก็ถือว่าง่ายมาก
หลังจากนั้น พวกเขาก็ว่ายจากก้นบึ้งทะเลสาบขึ้นมาถึงฝั่ง ทุกสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นมาเหมือนเป็นแค่ภาพลวงตา ราวกับเพิ่งฝันไป
แม้ทุกคนจะอยู่ในสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ผ่านความท้อแท้และประสบการณ์เฉียดตายมาแล้ว ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้เห็นผิวน้ำอีกครั้ง
“ขอบคุณปรมาจารย์จาง!”
หลังจากใช้พลังปราณจัดการเสื้อผ้าให้แห้งแล้ว ประธานไซ่ก็เดินเข้ามาคำนับจางเซวียนด้วยความจริงใจ
สมกับที่เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตราย จางเซวียนไม่ได้เหมือนคนอื่นๆ เขายังรักษาความเยือกเย็นสุขุมไว้ได้ และใช้ความปราดเปรื่องของตัวเองพลิกผันสถานการณ์ ถึงกับทำให้ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวกลายเป็นคนรับใช้ของเขาได้
ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ประธานไซ่จะไม่มีวันเชื่อเลยว่าเรื่องนี้เป็นความจริง
“คุณก็เกรงอกเกรงใจเกินไป ทุกคนต่างทำงานหนักกันทั้งนั้น ในเมื่อเราไม่ได้รีบร้อนอะไร ทำไมไม่พักแรมที่นี่สักคืนล่ะ?”
หลังจากผ่านพ้นทุกอย่างมา พระอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว ดวงดาวมากมายฉายแสงวับวาวบนท้องฟ้า พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนือภูเขา บรรยากาศสุขสงบมาก
มีกลิ่นอายของฤดูใบไม้ร่วงอยู่เล็กน้อย สีเขียวเริ่มจางหายไปจากหมู่มวลใบไม้ที่อยู่บนต้น พวกมันเริ่มกลายเป็นเฉดสีเหลือง ลมภูเขาโชยเอื่อย ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความเบาสบาย
“ได้สิ!”
เมื่อรู้ว่ายังไม่ต้องรีบร้อนกลับไป คนที่เหลือต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
พวกเขาตึงเครียดอย่างหนักตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ทำให้รู้สึกเหนื่อยอ่อนมาก เหนื่อยกว่าไปรบกับใครเสียอีก
บริเวณนี้เป็นรังของอสูรห้าสะพรึง จึงไม่มีอสูรวิเศษตัวไหนกล้าเข้ามายุ่งย่าม พวกเขาก่อกองไฟ และนำอาหารที่เก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติออกมา ไม่ช้า กลิ่นเนื้อย่างก็หอมอบอวล
จางเซวียนก็หิวใช่ย่อย ขณะที่เขากำลังง่วนอยู่กับการกินหาอาหาร หวังหยิ่งก็เดินเข้ามาถามอย่างเป็นห่วง “ท่านอาจารย์ ที่คอเป็นอะไร?”
“คอ?”
จางเซวียนชะงัก และคว้ากระจกทองแดงที่หวังหยิ่งยื่นให้เอามาสำรวจลำคอของเขาอย่างถี่ถ้วน ที่ใต้ขากรรไกรของเขามีรอยปื้นสีเทาจางๆ
“อ๋อ เพราะรังสีผู้พยากรณ์จิตวิญญาณของมั่วน้อย ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็หาย!”
เมื่อครู่ก่อนที่พวกเขายังอยู่ในสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ จางเซวียนยั่วโมโหมั่วคุนเสินเพื่อจะได้ใช้เครื่องรางเกล็ดมังกรเข้าโจมตี เขาจึงปล่อยให้อีกฝ่ายตรงเข้ามาบีบคอ ปื้นนี้คงเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น แต่มันก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร หากไม่สังเกตก็คงไม่รู้
เป็นเพราะความช่างสังเกตของหวังหยิ่งที่ทำให้เธอมองเห็น
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณนั้นแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป การที่ต้องเข้าใกล้สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังขนาดนั้น ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเกิดร่องรอยบางอย่าง แต่ถึงอย่างไร เดี๋ยวมันก็จะหายไปเอง
“ก็ดีแล้ว!” เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ หวังหยิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ผมอยากให้คุณกับจ้าวหย่าไปพาลู่ชงมา ระหว่างนี้ผมจะศึกษาบางอย่างไปก่อน” จางเซวียนสั่งการ
ลู่ชงไม่ได้มาด้วย เขาอยู่บนหลังอสูรพานะของจ้าวเฟยอู่ ในเมื่อตอนนี้อสูรห้าสะพรึงก็เชื่องแล้ว ไม่มีอันตรายกับใครอีก การพาลู่ชงเข้ามาจึงไม่มีปัญหา
“ได้!” เมื่อรู้ความตั้งใจของอาจารย์ที่จะช่วยลู่ชง หวังหยิ่งก็พยักหน้า
หลังจากสั่งการเรื่องที่จำเป็นอีกหลายอย่างแล้ว จางเซวียนก็ก้าวเข้าไปในรังของอสูรห้าสะพรึง
ถ้ำนั้นกว้างขวางและสะอาด เขาหาที่เงียบๆ ให้ตัวเอง และหยิบบัวเก้าหัวใจออกมา
เขาไม่มีเวลาจะถามอะไรสักอย่างกับมั่วคุนเสินเมื่อตอนที่ยังอยู่ในสุสาน ในเมื่อตอนนี้มีเวลาแล้ว ก็ต้องตั้งคำถามกับหมอนั่น เผื่อจะหาวิธีช่วยลู่ชงได้
“นายท่าน!”
เมื่อบัวเก้าหัวใจถูกนำออกจากแหวนเก็บสมบัติ มั่วคุนเสินก็รู้ทันทีว่าเขาอยู่นอกสุสานแล้ว มีความตื่นเต้นฉายชัดอยู่ในน้ำเสียงนั้น
หลังจากถูกกักขังมาหลายพันปี ในที่สุดเขาก็ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกครั้ง ความตื่นเต้นที่รู้สึกอยู่ตอนนี้จึงแทบจะพรรณนาไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ คำเรียกขาน ‘นายท่าน’ ที่เปล่งออกมา จึงเป็นความเต็มใจสูงสุด ไม่มีเศษเสี้ยวของการประชดประชันหรือไม่จริงใจแม้แต่น้อย
“ฉันอยากรู้ว่าแกมีวิธีปลุกจิตวิญญาณหลับไหลหรือเปล่า?” จางเซวียนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ปลุกจิตวิญญาณหลับไหล?”
มั่วคุนเสินอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะให้คำตอบ “ในการปลุกจิตวิญญาณหลับไหล คุณต้องส่งจิตวิญญาณของตัวเองเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเพื่อปลุกเขาขึ้นมา มันไม่ได้ซับซ้อนอะไร!”
จางเซวียนครุ่นคิด อันที่จริงเขาก็รู้วิธีการนี้อยู่แล้ว แต่ในครั้งนั้น เขายังถอดจิตออกจากร่างไม่ได้ จึงต้องล้มเลิกความคิด มาตอนนี้…ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
ด้วยการฝึกฝนศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า จิตวิญญาณกับกายเนื้อของเขาแยกออกจากกันได้ เขาสามารถถอดจิตเข้าสู่ร่างของลู่ชง เพื่อปลุกจิตวิญญาณหลับไหลของเขา
“แต่ว่า…การกระทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการครอบงำ ถ้าผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจกลายเป็นว่าคุณเข้าไปควบคุมร่างของอีกฝ่าย แทนที่จะเข้าไปปลุกเขา” ด้วยพันธะที่มีต่อจางเซวียนผ่านสัญญาจิตวิญญาณ มั่วคุนเสินจึงไม่กล้าปกปิดอะไร
การส่งจิตเข้าร่างของคนอื่นก็ไม่ต่างอะไรกับการครอบงำ หากปลุกจิตวิญญาณหลับไหลของเขาได้ก็เป็นเรื่องดี แต่หากล้มเหลว ก็เป็นไปได้ว่าจิตวิญญาณที่ถูกส่งเข้าไปจะเข้าไปแทนที่ ซึ่งก็ย่อมจะได้รับความทุกข์ทรมานจากการครอบงำเสื่อมถอย
“ที่สำคัญกว่านั้น…ถ้าคุณปลุกเขาขึ้นมาไม่สำเร็จ จิตวิญญาณของคุณก็จะได้การยอมรับจากร่างของอีกฝ่าย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ต่อไปก็จะปลุกเขาไม่ได้อีก!”
มั่วคุนเสินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “อีกอย่าง จิตที่สามารถถูกส่งเข้าไปในร่างของคนอื่นได้จะต้องมีพลังล้นเหลือ และในเมื่อจิตของอีกฝ่ายยังอยู่ในภาวะหลับไหล เขาจึงไร้ความสามารถในการป้องกันตัวอย่างสิ้นเชิง ร่างที่ไม่มีจิตวิญญาณคอยชี้นำมาเป็นระยะเวลานาน ก็มีโอกาสมากที่จะยอมรับเจ้านายผิดคน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่เพียงแต่คุณจะช่วยเขาไม่ได้ ยังเป็นการส่งเขาไปหาความตายด้วย!”
จางเซวียนกำหมัดแน่น
“มีวิธีหลีกเลี่ยงเหตุการณ์แบบนั้นไหม?”
หากลงมือเมื่อไหร่ ก็ต้องแน่ใจว่ามีโอกาสสำเร็จ 100 % เพราะถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมา เขาจะอยู่เป็นผู้เป็นคนได้อย่างไร?
อีกอย่าง ก็เพราะตัวเขาที่เป็นเหตุให้ลู่ชงต้องเดือดร้อนแบบนี้ หากรักษาลูกศิษย์ของตัวเองไม่ได้ จะเอาหน้าที่ไหนไปเรียกตัวเองว่าอาจารย์!
“หลีกเลี่ยงเหตุการณ์แบบนั้น? ถ้าจิตวิญญาณของอีกฝ่ายแข็งแกร่งและมีพลัง ต่อให้คุณปลุกเขาไม่สำเร็จ เขาก็จะยังรักษาสภาวะปกติของตัวเองไว้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็จะไม่เกิดการครอบงำ”
มั่วคุนเสินพูดต่อ “วิธีที่ดีที่สุดคือการนำหญ้าปลุกวิญญาณมาหลอมเป็นธูปปลุกวิญญาณ เมื่อคุณจุดธูป และปล่อยให้จิตวิญญาณที่กำลังหลับไหลได้สูดกลิ่นของมันเข้าไป ก็มีโอกาสสูงมากที่เขาจะฟื้น!”
“หญ้าปลุกวิญญาณ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
ในฐานะนักปรุงยา เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรมาแล้วมากมาย แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีสมุนไพรชื่อนี้
“หญ้าปลุกวิญญาณไม่ใช่พืช แต่เป็นวัตถุพิเศษอย่างหนึ่งที่เติบโตขึ้นจากการบ่มเพาะของดวงจิตผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ!”
“กว่าจะบ่มเพาะได้สักต้น ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?” จางเซวียนถาม
ถ้ามันใช้เวลานานเกินไป เขาคงต้องหาทางอื่น
“ไม่นานหรอก แค่เดือนเดียว! แต่…จิตวิญญาณของผมถูกขังอยู่ในบัวดอกนี้ จึงไม่อาจบ่มเพาะมันได้…” มั่วคุนเสินตอบอย่างขมขื่น
แม้เขาจะอยากช่วย แต่การที่ต้องติดอยู่ในบัวเก้าหัวใจ ก็ทำให้เขาหมดปัญญาอย่างสิ้นเชิง
แทนที่จะสานต่อถ้อยคำของอีกฝ่าย จางเซวียนเปลี่ยนคำถาม “ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณทุกคนทำได้หรือเปล่า?”
“ได้ ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณคนไหนที่ถอดจิตได้ก็บ่มเพาะมันได้ วิธีการก็ง่ายมาก ผมจะบอกให้!” มั่วคุนเสินพูด
จางเซวียนโบกมือและตอบหน้านิ่ง “เอาสิ บอกวิธีการมา”
“ได้!”
แล้วมั่วคุนเสินก็ตั้งต้นอธิบาย
ไม่ช้า เขาก็อธิบายกระบวนการบ่มเพาะหญ้าปลุกวิญญาณตั้งแต่ต้นจนจบ
ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าหญ้าปลุกวิญญาณไม่ใช่พืช แต่เป็นวัตถุอย่างหนึ่งที่ได้จากการใช้จิตวิญญาณบ่มเพาะ เมื่อมันสอดคล้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณของผู้นั้น ก็จะสามารถนำไปใช้ปลุกจิตวิญญาณดวงอื่นได้
“อย่าบอกนะว่า…คุณคิดจะเรียนเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณเพื่อให้ได้เป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ และบ่มเพาะมันเสียเอง?”
เมื่อเห็นนายท่านจดกระบวนการบ่มเพาะหญ้าปลุกวิญญาณลงไป มั่วคุนเสินถึงกับผงะ
“ใช่แล้ว!” จางเซวียนพยักหน้า
ในเมื่อของสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อลู่ชง เขาก็ต้องทำให้ได้
“แต่คุณเป็นถึงปรมาจารย์ฟ้าประทาน…” มั่วคุนเสินแทบจะช็อกตาย
นายท่านของเขาคือปรมาจารย์ฟ้าประทานผู้ปราดเปรื่อง! หากฝึกฝนเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ นั่นก็เท่ากับโยนสถานภาพเดิมของตัวเองทิ้ง…สะเพร่าไปหน่อยหรือเปล่า?
“อย่าห่วง ฉันแก้ไขปรับปรุงเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณดีแล้ว ถึงฉันจะถอดจิตได้สำเร็จ แต่ก็จะไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อกายเนื้อ ดังนั้น จิตวิญญาณกับร่างของฉันจะยังสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนเดิม” จางเซวียนตอบเรียบๆ
“แก้ไขปรับปรุง? สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ?” ภายในดอกบัวนั้น มั่วคุนเสินตาค้างและปากสั่น
เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณเป็นเทคนิควรยุทธที่ตกทอดกันมาในหมู่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณมานานนับปีไม่ถ้วน ผู้เชี่ยวชาญมากมายได้ปรับปรุงและแก้ไขมันแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ฝ่าด่านคอขวดไปไม่ได้ แต่แค่ศึกษาเคล็ดวิชานี้ไม่กี่อึดใจ ชายหนุ่มคนนี้ก็ประกาศว่าเขาปรับปรุงแก้ไขมันจนไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อความสอดคล้องกันระหว่างกายเนื้อกับจิตวิญญาณแล้ว?
เป็นไปได้อย่างไร?
ขณะที่มั่วคุนเสินคิดว่านายท่านอาจจะกำลังคุยโว ก็เห็นร่างของเขาส่ายไปมา และจากนั้น เงาดำๆ ก็ปรากฎอยู่เหนือร่างของเขา
“เขาถอดจิตออกมาแล้ว?”
เสียงนั้นสั่นเครือ
ในฐานะผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว เขาเห็นอย่างชัดเจนว่านายท่านแยกจิตออกจากร่างแล้ว
“แกเห็นฉันไหม?” ขณะที่กำลังตะลึงงัน อีกฝ่ายก็ส่งเสียง จางเซวียนเข้ามานั่งอยู่ตรงหน้าดอกบัว
“ผมเห็นแล้ว…” มั่วคุนเสินตัวสั่น
จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ
ดูเหมือนว่าจิตที่เขาถอดออกมาได้โดยใช้ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้านั้นจะมีคุณสมบัติเหมือนพลังปราณเทียบฟ้า ทุกอย่างจะเป็นไปตามเจตจำนงของเขา ถ้าเขาอยากปกปิดจิตวิญญาณเอาไว้ ต่อให้ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่มีระดับขั้นสูงกว่านี้ก็ไม่อาจมองเห็นเขา และในทางกลับกัน เขาก็เลือกเปิดเผยมันได้
ฟึ่บ!
หลังจากได้ข้อเท็จจริงแน่ชัดแล้ว จางเซวียนก็กลับเข้าร่าง
“การกลับคืนของจิตวิญญาณ…หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ, ความสอดคล้องของจุดชีพจร, ความกลมกลืนระหว่างกายเนื้อกับจิตวิญญาณ…คะ-คุณ…คุณแก้ไขเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณแล้วจริงๆ !”
เมื่อเห็นจิตวิญญาณของจางเซวียนกลับเข้าร่างได้โดยปราศจากปัญหาใดๆ และจิตวิญญาณของเขาก็ยังสอดคล้องกลมกลืน แถมยังทำให้เกิดเสียงที่เหมือนกับเสียงเรียกของมังกร มั่วคุนเสินก็กรีดร้องด้วยความตกตะลึง และแทบลมจับไปเดี๋ยวนั้น
