ตอนที่ 514 แต่ทั้งคู่เป็นผู้ชายนะ!
เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณฉบับดั้งเดิมจะทำให้ร่างกายของผู้ฝึกฝนทรุดโทรมลงทันทีที่จิตถูกถอดออกจากร่าง แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขายังสดชื่นและมีชีวิตชีวาจากหัวจรดเท้า ชีพจรทุกจุดยังคงสอดคล้องกัน จิตวิญญาณและกายเนื้อยังคงกลมกลืนและมีเอกภาพ นอกจากจะดูไม่ด้อยไปกว่านักรบเหนือมนุษย์คนไหนๆแล้ว บุคลิกท่วงท่าของเขาก็ยังดูเหมือนจะโดดเด่นขึ้นอีก การปรากฏตัวของชายผู้นี้ทำให้เกิดความกดดันอย่างใหญ่หลวงต่อจิตวิญญาณดวงอื่น
แค่มองปราดเดียว มั่วคุนเสินก็รู้แล้วว่าเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณที่อีกฝ่ายฝึกฝนนั้นแตกต่าง จากที่เขาใช้ มันได้รับการปรับปรุงแก้ไขจนกระทั่งไม่เกิดการเสื่อมถอยทั้ง 5 ของจิตวิญญาณอีกต่อไป ถือว่าก้าวเข้าสู่รูปแบบใหม่อย่างเต็มขั้น
ตำนานกล่าวว่าบิดาผู้ก่อตั้งอาชีพผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ, หลิวโม่จื่อ ได้ขโมยความรู้เรื่องจิตวิญญาณจากฟากฟ้าสวรรค์เพื่อมารังสรรค์เป็นอาชีพนี้ ด้วยความไม่สมบูรณ์แบบของสวรรค์ เนื้อหาที่เขาขโมยมาจึงไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดเป็นการเสื่อมถอยทั้ง 5 ของจิตวิญญาณและความไม่สอดคล้องกันระหว่างจิตวิญญาณกับกายเนื้อ
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณรุ่นหลังหลังได้พยายามทุกวิถีทางที่จะปรับปรุงแก้ไขเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณ ซึ่งก็ไม่เป็นผล แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาเพียงแค่อ่านแล้วจำเอา จากนั้น ก็ไม่ใช่แค่กำจัดข้อบกพร่องของเคล็ดวิชานี้ได้ทั้งหมด แต่ยังฝึกฝนจนสำเร็จด้วย…
จะไม่ให้อัศจรรย์ใจได้อย่างไร?
คุณทำได้อย่างไรกัน?
เมื่อหายตะลึงแล้ว ความตื่นเต้นก็เข้าแทนที่ “ปรมาจารย์ฟ้าประทานผู้เก่งกล้าสามารถถึงขนาดปรับปรุงแก้ไขเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณได้…แค่พละกำลังและความรู้ของเขาก็มากพอจะทำให้เราไปได้ไกลแล้ว…”
เหตุผลที่เขายินยอมทำสัญญาจิตวิญญาณกับอีกฝ่ายก็เพราะไม่มีทางเลือก แต่เมื่อได้เห็นทั้งวิธีการและความสามารถของเขา ก็รู้แล้วว่า…การทำสัญญาจิตวิญญาณครั้งนี้คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต!
ด้วยการได้เป็นผู้ติดตามคนปราดเปรื่องแบบนี้ หากเขาได้ความไว้วางใจและคำชี้แนะจากอีกฝ่าย ก็คงจะฝ่าด่านคอขวดไปได้แน่ๆ!
“สิ่งเหล่านี้คือเคล็ดลับที่ผมได้ค้นพบตลอดระยะเวลาการศึกษาค้นคว้าหลายปี น่าจะมีประโยชน์กับนายท่าน!”
เมื่อนึกได้ มั่วคุนเสินก็ถ่ายทอดความรู้ผ่านทางจิตวิญญาณของเขาทันที
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณสามารถถ่ายทอดข้อมูลผ่านจิตวิญญาณของพวกเขาได้โดยตรง วิธีการนี้มีประสิทธิภาพกว่าการอ่านหนังสือหรืออธิบายด้วยคำพูดหลายเท่า
ด้วยสายสัมพันธ์ของสัญญาจิตวิญญาณที่เชื่อมระหว่างทั้งคู่ การถ่ายทอดข้อมูลจึงมีประสิทธิภาพสูงสุด จางเซวียนรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ และในพริบตาถัดมา กระแสข้อมูลมหาศาลก็เข้ามาอยู่ในหัวของเขา ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณทั้งสิ้น
มั่วคุนเสินคือผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวจากโบราณกาล ในสมัยนั้น มรดกความรู้ที่ตกทอดกันมายังไม่ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ความรู้ของเขาจึงครอบคลุมเกือบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับอาชีพนี้
“สมกับที่เป็นอาชีพน่าสะพรึง ละเอียดและล้ำลึกจริงๆ…”
หลังจากดูข้อมูลเหล่านั้นคร่าวๆ จางเซวียนก็อ้าปากค้าง
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมจึงมีผู้สืบทอดอาชีพนี้ต่อๆกันมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคน จนกระทั่งกลายเป็นอาชีพที่น่าสะพรึงกว่ากูรูยาพิษเสียอีก ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณไม่ใช่คนที่ควรจะเข้าไปแตะต้องเลย
เมื่อดูจากข้อมูลเหล่านี้ เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณก็เป็นแค่พื้นฐาน
จางเซวียนพลันนึกบางอย่างได้ เขาหันไปถามดอกบัว
“แกเป็นคนคิดค้นเทคนิคแยกส่วนจิตวิญญาณนี้หรือ?”
มั่วคุนเสินถูกขังอยู่ในบัวเก้าหัวใจมาหลายพันปี และเป็นเพราะความปรารถนาแรงกล้าที่จะหนีออกไป ที่ทำให้เขาเฝ้าศึกษาเทคนิคนี้มาแสนนานจนสามารถแยกจิตวิญญาณบางส่วนออกนอกดอกบัวได้
“ผมคิดค้นมันขึ้นจากการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน…” มั่วคุนเสินพยักหน้า “ด้วยเทคนิคนี้ ผู้ฝึกฝนจะสามารถสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาอีกตัวตนหนึ่งได้แม้ว่าจิตวิญญาณหลักจะถูกทำลายไปแล้ว และในอนาคต ก็ยังสามารถรักษาการมีอยู่ของตัวเองไว้ผ่านตัวโคลนของเขา!”
“โคลนนิ่ง?” จางเซวียนถึงกับผงะ
“ใช่แล้ว จิตวิญญาณที่ถูกแยกเป็นส่วนๆนี้คือสำเนาฉบับสมบูรณ์ ที่มีแม้กระทั่งความทรงจำอย่างสมบูรณ์แบบของผู้นั้น พูดง่ายๆก็คือเป็นการสร้างจิตวิญญาณสำรองขึ้นมา หากคุณต้องเผชิญหน้ากับอันตราย สิ่งนี้ก็ยังถูกสำรองไว้เป็นไพ่ไม้ตายได้ ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว” มั่วคุนเสินพูด
จางเซวียนพยักหน้า เขารีบอ่านรายละเอียดเนื้อหาของเทคนิคแยกส่วนจิตวิญญาณ
มันช่างน่าทึ่งเสียจริงๆ มีแต่ผู้ที่เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้งเท่านั้นที่จะคิดค้นเทคนิคระดับนี้ขึ้นได้ เท่าที่ดู ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนี่ถูกขังไว้ในบัวเก้าหัวใจจนไม่อาจฝึกฝนวรยุทธต่อ ด้วยระยะเวลาของการสั่งสมความรู้มาหลายพันปี ป่านนี้เขาคงเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 8 ดาวหรือแม้แต่ 9 ดาวไปแล้ว
แต่นั่นก็พอเข้าใจได้ ตลอดระยะเวลาที่ถูกกักขัง สิ่งเดียวที่เขาทุ่มเทคือการปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากขุมนรก หากความรู้ความเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณของเขาไม่เพิ่มพูนขึ้น เขาก็คงหมดหวังอย่างสิ้นเชิง
“ให้ฉันดูก่อนว่ามีข้อบกพร่องกี่ข้อ!”
จางเซวียนเพ่งสมาธิเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า และถ่ายทอดความรู้ที่อีกฝ่ายมอบให้ลงไปในหนังสือเปล่าเล่มหนึ่ง
ฟึ่บ!
จากนั้นก็หยิบมาเปิดอ่าน
“เทคนิคแยกส่วนจิตวิญญาณ, คิดค้นโดยมั่วคุนเสิน เมื่อฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว ผู้นั้นจะสามารถ แยกจิตวิญญาณของตัวเองเป็นส่วนๆได้…ข้อบกพร่อง : …”
มีข้อมูลและรายละเอียดระบุไว้มากมาย
เมื่ออ่านจบ จางเซวียนก็อดชมเชยไม่ได้ “ข้อบกพร่องแค่ 120 ข้อ เจ๋งชะมัด!”
การคิดค้นเทคนิคที่มีข้อบกพร่องเพียงร้อยกว่าข้อได้โดยลำพังนั้น…แม้ว่ามั่วคุนเสินจะดูไม่น่าไว้ใจสักนิด แต่ความเก่งกาจปราดเปรื่องของเขาถือว่าเป็นเลิศ
ก็เป็นถึงผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว จะทำอะไรแบบธรรมดาสามัญได้อย่างไร?
“ประมวล!”
จางเซวียนรวบรวมหนังสือทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลขึ้นเป็นเทคนิคแยกส่วนจิตวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อมองดู ก็เหลือข้อบกพร่องเพียง 10 ข้อเท่านั้น
“ดูเหมือนหนังสือที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณของเราจะยังมีน้อยไปหน่อย เราควรให้ใครสักคนไปซื้อมาเพิ่มเมื่อไปถึงสมาพันธ์นานาอาณาจักรแล้ว!”
ด้วยการที่เทคนิคแยกส่วนจิตวิญญาณสามารถนำไปใช้ช่วยชีวิตได้ จางเซวียนจึงอัศจรรย์ใจอยู่ไม่น้อย
เป็นไปไม่ได้ที่นักรบคนไหนจะอยู่ห่างไกลความรุนแรงไปได้ตลอด หากตัวเขาฝึกฝนเทคนิคนี้จนสำเร็จ ก็จะมีไม้ตายเพิ่มขึ้นอีกอย่าง
แต่ว่า สำหรับตอนนี้ เทคนิคแยกส่วนจิตวิญญาณก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่มากเกินไป เขาจึงยังไม่สนใจจะฝึกฝน ต่อให้อยากฝึกฝนขึ้นมา ก็ต้องหาหนังสือให้ได้จำนวนมากพอเสียก่อน
“ทีนี้ก็ได้เวลาพิจารณาบัวเก้าหัวใจแล้ว!”
ด้วยข้อมูลมากมายที่อีกฝ่ายถ่ายทอดมาให้ จางเซวียนรู้ดีว่าไม่มีทางที่เขาจะอ่านจบภายในหนึ่งหรือสองวัน จึงหันไปสนใจดอกบัวสีดำก่อน
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวบอกว่าสิ่งนี้เป็นของล้ำค่าระดับเทพเจ้า จางเซวียนจึงอยากรู้ว่ามันมีอิทธิฤทธิ์อะไรบ้าง
เขาแตะดอกบัวและพึมพำ ‘ข้อบกพร่อง’
ฟึ่บ!
หอสมุดเทียบฟ้าประมวลหนังสือให้ทันที
“ต้นอ่อนบัวเก้าสวรรค์, ของขวัญฟ้าประทาน ต้องได้รับพลังงานที่บริสุทธิ์ที่สุดเพื่อการบ่มเพาะให้เติบโต และเมื่อโตเต็มที่ ก็จะสามารถหลอมเป็นกายเนื้อร่างใหม่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ข้อบกพร่อง : ข้อ 1,มันยังไม่โตเต็มที่ ซึ่งเมื่อโตเต็มที่จะมีสีขาว…”
“ถ้าอย่างนั้น มันก็ไม่ได้ชื่อบัวเก้าหัวใจ แต่ชื่อต้นอ่อนบัวเก้าสวรรค์ต่างหาก! และที่ร่ำลือกันว่าสามารถใช้หลอมกายเนื้อร่างใหม่ได้ก็เป็นเรื่องจริง!”
เมื่ออ่านจบ 5 หน้าแรก จางเซวียนก็พยักหน้า
เท่าที่ดู แม้ว่ามั่วคุนเสินจะถูกขังอยู่ในดอกบัวมาหลายพันปี เขาก็ยังไม่เข้าใจมันอย่างถี่ถ้วน
ต้นอ่อนบัวเก้าสวรรค์…แม้หนังสือจะไม่ได้บอกระดับขั้นของมันเอาไว้ แต่ก็คงจะอยู่ในขั้นสูงแน่
“ไม่น่าเชื่อว่ามีข้อบกพร่องแค่ 5 ข้อ!”
เมื่อพลิกดูหน้า 2 จางเซวียนกำลังจะอ่านต่อ แต่แล้วก็ต้องชะงัก
รายละเอียดของข้อบกพร่องทั้ง 5 ข้อใช้พื้นที่แค่ 2 หน้าเท่านั้น
เป็นครั้งแรกที่จางเซวียนได้เห็นสิ่งที่มีข้อบกพร่องน้อยขนาดนี้
“สมกับที่เป็นของล้ำค่าระดับเทพเจ้า…”
เขาตาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น และพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้น “ถ้าเราศึกษาเทคนิคแยกส่วนจิตวิญญาณ และสร้างจิตวิญญาณตัวโคลนขึ้นมาพร้อมๆกับบ่มเพาะบัวดอกนี้ เพื่อเตรียมสร้างกายเนื้อร่างใหม่ นั่นจะเท่ากับสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกชีวิตหนึ่งหรือเปล่า?”
ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น
หากเขาบ่มเพาะของล้ำค่าระดับเทพเจ้าที่มีข้อบกพร่องเพียง 5 ข้อชิ้นนี้ขึ้นมา และสร้างตัวโคลนของเขาอีกตัวหนึ่ง ระดับวรยุทธของเขาจะพุ่งพรวดหรือเปล่า?
“น่าเสียดายที่…เราคงไม่มีชีวิตยืนยาวถึงวันที่ดอกบัวโตเต็มที่หรอก…”
หนึ่งในข้อบกพร่องที่ระบุไว้ในหนังสือก็คือต้นอ่อนบัวเก้าสวรรค์ยังไม่โตเต็มที่
ต้นอ่อนบัวเก้าสวรรค์ที่โตเต็มที่จะต้องมีสีขาวหมดจด แต่บัวดอกนี้ยังเป็นสีดำสนิทอยู่
หลังจากที่ล้างผลาญทรัพย์สมบัติทั้งหมดของมั่วคุนเสินจนวอดวาย และมีชีวิตมากว่าหลายพันปี มันก็ยังคงอยู่ในสภาพนี้ ต่อให้จางเซวียนมีอายุขัยหลายร้อยปี ก็ยังไม่มีทางที่เขาจะมีชีวิตอยู่จนกระทั่งมันโตเต็มวัย
ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างกายเนื้อร่างใหม่ขึ้นก่อนที่ดอกบัวจะโตเต็มวัย หากเขาใจเร็วด่วนได้ ก็คงจะลงเอยเหมือนมั่วคุนเสิน คือติดอยู่ในดอกบัวชั่วกัปชั่วกัลป์ สูญเสียอิสรภาพแม้กระทั่งจะจบชีวิตของตัวเอง
แต่แล้วจางเซวียนก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
“ฮึ? บัวดอกนี้ต้องการการบ่มเพาะจากพลังงานที่บริสุทธิ์ที่สุดเพื่อให้โตเต็มวัย พลังปราณเทียบฟ้าของเราก็บริสุทธิ์ที่สุดเหมือนกันนี่นา จะดีพอสำหรับบ่มเพาะมันหรือเปล่า?”
รายละเอียดบรรทัดแรกของต้นอ่อนบัวเก้าสวรรค์ระบุไว้ว่า บัวนี้ต้องการการบ่มเพาะจากพลังงานที่บริสุทธิ์ที่สุด จางเซวียนไม่มีหินวิเศษมากพอที่จะเป็นแหล่งพลังงานให้กับมัน แต่พลังปราณเทียบฟ้าก็บริสุทธิ์ที่สุดอยู่แล้ว เขาน่าจะลองดู
จางเซวียนจึงกำก้านดอกบัวไว้และถ่ายทอดกระแสพลังปราณเข้าไป
“อ๊ากกกกก!”
ทันทีที่พลังปราณซึมซาบเข้าสู่ภายใน เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น
“ผมบอกทุกอย่างที่บอกได้ไปหมดแล้ว ได้โปรดอย่าฆ่าผม…”
มั่วคุนเสินแทบจะเป็นบ้า เขาเพิ่งจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณทั้งหมดไป แต่อีกฝ่ายก็ถ่ายทอดพลังปราณกลับเข้าสู่ดอกบัวในทันที คงไม่มีใครที่จะไม่คิดว่าจางเซวียนตั้งใจสังหารเขาทันทีที่เขาหมดประโยชน์
“เฮ้ย…”
เมื่อนึกได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป จางเซวียนหยุดกึก
เขาคิดถึงแต่การบ่มเพาะดอกบัวด้วยพลังปราณ ลืมไปสนิทว่าหมอนี่อยู่ข้างใน
ธรรมชาติของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณนั้นหวาดกลัวพลังปราณเทียบฟ้าอยู่แล้ว แถมมั่วคุนเสินก็เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเครื่องรางเกล็ดมังกร แล้วจะทนพิษสังหารของพลังปราณได้อย่างไร?
ไม่ตายไปเสียเดี๋ยวนั้นก็บุญโขแล้ว
จางเซวียนรีบหยุดการถ่ายทอดพลังปราณ และกำลังจะเก็บดอกบัวกลับเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ เพื่อไว้ศึกษาทีหลัง ก็พอดีกับที่เห็นก้านบัวที่เขาถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสีขาว
“มันเปลี่ยนเป็นสีขาว พลังปราณเทียบฟ้าใช้การได้จริงๆหรือนี่?”
จางเซวียนตาโต ด้วยความที่ยังไม่เชื่อ เขาคว้าก้านบัวอีกรอบและถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง
“อ๊ากกกกก!”
เสียงกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมานดังมาจากดอกบัวอีกครั้ง
ครู่ต่อมา เขาก็จ้องดู
“มันเปลี่ยนเป็นสีขาว! ใช่แล้ว พลังปราณเทียบฟ้าเร่งการเจริญเติบโตของมันได้จริงๆ…”
จางเซวียนจ้องดูก้านบัวที่เปลี่ยนเป็นสีขาวอย่างดีอกดีใจ จากนั้นก็ปลอบใจมั่วคุนเสิน “ฉันไม่ได้พยายามจะฆ่าแก แค่ทดลองบางอย่างกับบัวเก้าหัวใจดอกนี้ ไม่ต้องตกอกตกใจไป ฉันลองดูแป๊บๆเท่านั้นแหละ…”
“ไม่! อย่า อ๊ากกกกก…” มั่วคุนเสินโหยหวน
ต่อไปผมจะเชื่อฟังคุณทุกอย่าง ตกลงไหม? ขืนคุณลองอีกล่ะก็ ไม่ต้องเอาผมออกจากดอกบัวแล้ว กว่าจะถึงตอนนั้น ผมคงตายเสียก่อน…
ที่ปากถ้ำ
“มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า? เราควรเข้าไปดูไหม?”
“เสียงเหมือนมั่วคุนเสินกำลังตะโกนกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมาน ปรมาจารย์จางจะเป็นอะไรหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน พลพรรคที่กำลังกินอาหารกันอยู่ก็ลุกพรวด
“ปรมาจารย์จางเพิ่งบอกไว้ว่ามีบางอย่างที่เขาต้องสืบเสาะค้นคว้า เพราะฉะนั้น พวกเราอย่ารบกวนเขาดีกว่า พวกเรา…ลองวิเคราะห์สถานการณ์ข้างในก่อนจะตัดสินใจดีไหม?”
จ้าวเฟยอู่แนะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ได้สิ!”
ทุกคนพยักหน้าและยืนฟังกันหูผึ่ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงแว่วๆ
“…ไม่ต้องตกอกตกใจไป ฉันลองดูแป๊บๆเท่านั้นแหละ…”
“ไม่! อย่า อ๊ากกกกก…”
“ลองดู? แป๊บๆ? ไม่ต้องตกอกตกใจไป?”
ทุกคนมองหน้ากันตาค้าง
จ้าวเฟยอู่หน้าแดงก่ำ กว่าจะพูดขึ้นได้ก็ผ่านไปพักใหญ่
“แต่ทั้งคู่…เป็นผู้ชายนะ…”
