ตอนที่ 505 โอเอซิสของเทพลวงตา
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดจางเซวียนก็เสร็จสิ้นการซึมซับพลังงานพิเศษและลุกขึ้นยืน
สมกับที่เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน แม้ระดับวรยุทธของเขาจะยังคงเดิม คือนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 อายุขัยยืนยาว-สูงสุด แต่ความรู้ความเข้าใจในวรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ของเขาก็ล้ำลึกกว่าเดิมมาก
ด้วยการซึมซับพลังงานนี้ พูดได้ว่าความสามารถในการต่อสู้ของเขาจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 เท่า
หากก่อนหน้านี้ เขาสู้รบได้เทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ ขั้น 2 -กลาง มาตอนนี้ ก็เรียกได้ว่าเทียบเท่ากับขั้นสูงแล้ว
พร้อมกันกับที่ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณก็เพิ่มขึ้นจาก 12.1 มาเป็น 14.1
แม้การเพิ่มขึ้นเพียง 2.0 จะดูน้อยหากเทียบกับอิทธิฤทธิ์ของหอสมุดเทียบฟ้า แต่ถ้าเขาฝึกฝนวรยุทธไปตามปกติ กว่าจะก้าวกระโดดได้เท่านี้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายสิบปี
พูดอีกอย่างก็คือ การได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานทำให้เขาประหยัดเวลาฝึกฝนเพื่อยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณไปได้อีกหลายทศวรรษ!
น่าทึ่งจริงๆ !
ดวงตาหยั่งรู้และการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของจางเซวียนก็มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ตอนนี้ เขาสามารถใช้ดวงตาหยั่งรู้วิเคราะห์นักรบที่มีวรยุทธสูงกว่าเขา 2 ขั้นย่อยได้
พูดให้ชัดก็คือ จางเซวียนสามารถมองเห็นข้อบกพร่องของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -พลังต้นกำเนิดขั้นกลางได้แล้ว ส่วนการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ ความสามารถในการชักจูงและชี้นำผู้อื่นของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอีก ผู้ที่ได้ฟังการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของจางเซวียนจะปฏิเสธได้ยาก
ก่อนหน้านี้ เขาต้องเค้นระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเพื่อโน้มน้าวใจซ่งเชา แต่มาตอนนี้ เพียงแค่ถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ ผู้ฟังก็จะไว้วางใจและเชื่อมั่นในคำพูดของเขาโดยอัตโนมัติ
และที่สำคัญกว่านั้น เมื่อได้การยอมรับจากสวรรค์ สภาวะจิตของเขาก็ก้าวเข้าสู่ขั้นการวิเคราะห์ใสกระจ่าง
ก็สมกับที่เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน อานุภาพของมันยิ่งใหญ่กว่าปรมาจารย์ทั่วไปมาก
“ถึงระดับวรยุทธของเรายังไม่เปลี่ยน แต่ก็รู้สึกได้ว่าใกล้จะฝ่าด่านวรยุทธได้แล้ว!”
ด้วยความเข้าใจอันล้ำลึกเรื่องวรยุทธ การจะฝ่าด่านไปสู่ขั้นพลังต้นกำเนิดก็ไม่ใช่เรื่องยาก
อีกอย่าง เขาได้ศึกษาเคล็ดวิชาของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -พลังต้นกำเนิดมาสองสามร้อยเล่มแล้ว แม้จะยังไม่ได้ประมวลขึ้นเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าอันปราศจากข้อบกพร่อง แต่เขาก็จับทิศทางการฝึกได้ชัดเจน ขอแค่มีหินวิเศษมากพอ การฝ่าด่านวรยุทธก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“เราควรใช้ดวงตาหยั่งรู้พิจารณาทุ่งหญ้าตรงหน้านี่เสียก่อน!”
เมื่อนึกได้ว่าอาจมองเห็นอะไรใหม่ๆ ด้วยดวงตาหยั่งรู้ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว จางเซวียนจึงเงยหน้ามอง
“มันไม่ใช่ทั้งค่ายกลและกับดักกล!”
สิ่งที่เขาเห็นขณะนี้แตกต่างจากที่เห็นเมื่อครู่ก่อนมาก ทัศนียภาพที่เคยรางเลือนกลับใสกระจ่างเหมือนคริสตัล
“ปรมาจารย์จางเห็นอะไรสักอย่างหรือเปล่า?”
คนอื่นๆ พากันจ้องมอง
พวกเขาไม่เคยพบปรมาจารย์ฟ้าประทานมาก่อน แต่ด้วยตำนานที่มีในสภาปรมาจารย์ ก็พอจะรู้อยู่ว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ
“มันเป็นกรรมวิธีที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณใช้ล่อลวงจิตวิญญาณดวงอื่นๆ พูดอีกอย่างก็คือ สิ่งที่พวกคุณเห็นอยู่เป็นของปลอม เป็นภาพลวงตา!” จางเซวียนตอบด้วยอาการขมวดคิ้ว
“แต่ถ้าเป็นภาพลวงตา แล้วทำไมหุ่นถึงหายไปได้?” หลัวจู้ยังไม่อยากเชื่อ
อย่างมาก ภาพลวงตาก็แค่ทำให้สับสน มันไม่มีคำอธิบายเรื่องการหายตัวไปของหุ่น หุ่นหายตัวไปทันทีที่เดินพ้นจากทางเดิน ชัดเจนว่ามีค่ายกลอานุภาพร้ายกาจพาตัวมันไป
“ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณสามารถล่อลวงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีจิตวิญญาณของตัวเอง พวกเขาทำให้เราเห็นภาพลวงตา และโน้มน้าวใจให้เราทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นของจริง แต่หุ่นนั้น…ต่างออกไป หุ่นไม่มีจิตวิญญาณและชีวิตจิตใจ จึงไม่อาจถูกล่อลวงได้…อันที่จริงหุ่นไม่ได้หายไปไหน มันเดินทะลุทางเดินไปแล้ว แต่เข้าไปในภาพลวงตาไม่ได้ จึงเป็นธรรมดาที่พวกเราจะไม่เห็นมัน” จางเซวียนอธิบาย
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณสามารถล่อลวงสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณให้สูญเสียความสามารถในการแยกแยะความเท็จออกจากความจริง แต่หุ่นนั้นแตกต่างออกไป เพราะไม่มีชีวิตจิตใจ จึงไม่อาจถูกล่อลวงได้ ก็เป็นธรรมดาที่มันจะเดินทะลุภาพลวงตาไป
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง…หรือว่าสิ่งนี้คือ ‘โอเอซิสของเทพลวงตา’ ที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณสร้างขึ้นมา?”
เมื่อนึกได้ หลัวจู้ก็หน้าซีดและแทบทรุดฮวบลงกับพื้น
“โอเอซิสของเทพลวงตา?”
ทุกคนงุนงง แม้แต่ประธานไซ่ผู้รอบรู้ก็ยังไม่เข้าใจ
“โอเอซิสของเทพลวงตาเป็นทักษะเฉพาะตัวของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ พวกเขาสามารถใช้พลังจิตวิญญาณของตัวเองสร้างภาพเสมือนจริงอันแสนจะน่าทึ่งที่ล่อลวงให้ผู้คนตกหลุมพรางโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับโอเอซิสในทะเลทราย ทันทีที่ใครสักคนก้าวเข้าไปในภาพลวงตา จิตวิญญาณของเขาจะถูกกระชากออกจากร่าง และตกอยู่ใต้การควบคุมของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณทันที…”
หลัวจู้อธิบายไปตัวสั่นไป
“จิตวิญญาณของผู้นั้นจะถูกกระชากออกจากร่าง?”
ทุกคนถึงกับผงะ
จุดอ่อนที่เห็นชัดที่สุดของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณคือร่างกาย แต่เมื่อเหยื่อสูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว ก็คงทำอะไรพวกเขาไม่ได้
“ใช่แล้ว ถ้าเราเดินเข้าไปตอนนี้ จิตวิญญาณของพวกเราก็จะถูกกระชากออกจากร่าง ต่อให้เอาตัวรอดออกมาได้…ก็เป็นตายเท่ากัน!”
หลัวจู้เหงื่อตก
คนอื่นๆ ก็หน้าซีด
โชคดีที่พวกเขาไม่ได้ตรงดิ่งเข้าไปก่อนที่จะรับรู้ความแปลกประหลาดของมัน หากเข้าไปแล้ว แน่นอนว่าย่อมไม่เหลือ
สมกับที่เป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ วิธีการของพวกเขายากเกินกว่าจะรับไหว
“มีแต่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวขึ้นไปที่สร้างโอเอซิสของเทพลวงตาขึ้นได้ หรือว่า…ที่นี่เป็นสุสานของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว?” หลัวจู้ถามอย่างสงสัย
โอเอซิสของเทพลวงตาไม่ใช่ทักษะที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณคนไหนก็ทำได้ มีแต่ระดับ 6 ดาวขึ้นไปเท่านั้นที่จะทำได้สำเร็จ
ก็เหมือนกับปรมาจารย์และอาชีพอื่นๆ ในเก้าสถานะระดับบน เทคนิคของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ผูกติดอยู่กับระดับวรยุทธ ด้วยเหตุนี้ จำนวนดาวจึงเชื่อมโยงกับระดับวรยุทธของเขาด้วย
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวจะต้องมีระดับวรยุทธที่นักรบเหนือมนุษย์ขั้นสุดยอดเป็นอย่างน้อย!
ต่อให้พวกเขาจะมีร่างกายอ่อนแอ แต่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ทุกคนในที่นี้จะรับมือได้
“ผมว่า…ถ้าพวกเราออกไปเสียตอนนี้ก็จะดี!” ประธานไซ่เลิกคิ้วอย่างไม่สบายใจ
แม้เขาจะกระตือรือร้นอยากเห็นสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ และอยากชมของล้ำค่ามากมายที่อยู่ภายใน แต่เขาก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะรบกวนสุสานของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว
จินชงไห่กำหมัดแน่นและเสริม “จริงด้วย ไม่ยุ่งกับผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ได้น่าจะดีที่สุด…”
คนฉลาดย่อมเข้าใจคนโง่ ก็เช่นเดียวกับนักรบที่มีวรยุทธสูงๆ พวกเขาเข้าใจดีว่าผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้านั้นทรงพลังแค่ไหน
พวกเขารู้ดีว่าระหว่างตัวเองกับนักรบเหนือมนุษย์ขั้นสุดยอดนั้นไม่มีอะไรจะเทียบกันได้เลย
พวกเขารู้ดีว่าด้วยพละกำลังที่มี ก็ไม่มีทางรับมือกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวได้ แม้ว่าพวกเขาจะตายไปนานแสนนานแล้วก็เถอะ
“กลับ? ก็ดีนะ…”
จางเซวียนเงยหน้าและยิ้มเจื่อนๆ “แต่มันสายไปแล้ว…”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ในตอนนั้นเอง ทุกคนก็เย็นเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง เสียงหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ดังขึ้นที่ทางเดินนั้น
“นึกไม่ถึงเลยว่าโอเอซิสของเทพลวงตาของฉันจะถูกเปิดเผยอย่างง่ายดายขนาดนี้ ไม่เลวเลย ดูเหมือนคราวนี้จะมากันหลายคนเสียด้วย!”
เสียงนั้นสั่นและแหบพร่าอย่างประหลาด ราวกับพุ่งออกจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ทำให้ผู้ได้ยินมึนงงและไปต่อไม่ถูก
ทันใดนั้น ดอกไม้ หมู่เมฆ และฟ้าใสก็หายวับไป มันถูกแทนที่ด้วยภาพห้องโถงขนาดใหญ่
ในห้องโถงนั้น มีโลงศพ 1 ใบตั้งอยู่ห่างออกไปราว 40 – 50 เมตร ด้วยความห่างระยะนี้ บอกได้ยากว่าโลงใบนั้นมีขนาดใหญ่แค่ไหน แต่เท่าที่เห็น มันใหญ่กว่าและดูจะหนักอึ้งกว่าโลงอีก 4 ใบในโถงแรกอยู่มาก
“แกจะเข้าครอบงำพวกเราหรือ?” จางเซวียนหรี่ตา
เพราะเข้าถึงสภาวะการวิเคราะห์ใสกระจ่างแล้ว จางเซวียนจึงไม่มีทั้งความกังวล ความกลัว หรืออารมณ์ในด้านลบแม้แต่น้อย
“หลังจากหลับไหลมานาน ในเมื่อมีคนกล้าเหยียบย่างเข้ามาถึงสุสานของฉัน ก็แน่นอนว่าฉันต้องเอาร่างของพวกมันมาครอบครองให้ได้!” เสียงนั้นกระหยิ่มยิ้มย่อง
ขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูดอยู่ จางเซวียนก็ใช้ดวงตาหยั่งรู้มองไปรอบๆ
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณตนนี้ตายไปเนิ่นนานนับปีไม่ถ้วนแล้ว แต่ในเมื่อเขาเลือกใช้ภาพลวงตาแทนที่จะเข้าต่อกรกับพวกเขาโดยตรง ก็หมายความได้อย่างเดียวว่า…หมอนั่นไม่ได้มีพละกำลังแข็งแกร่งอย่างที่กำลังวางท่าอยู่
เมื่อจางเซวียนรู้จุดอ่อนแล้ว ก็มีโอกาสที่สถานการณ์จะพลิกกลับ
แต่จู่ๆ อีกฝ่ายก็หายวับไปโดยไร้ร่องรอย
“แกอย่าพยายามให้เหนื่อยเปล่า ถ้าฉันไม่อยากให้แกเห็น แกคิดว่าจะใช้ทักษะพื้นๆ หาตัวฉันเจอหรือ?” เสียงนั้นดังขึ้นอีกหน ราวกับล่วงรู้ความคิดของจางเซวียน
จางเซวียนพูดไม่ออก
เสียงนั้นพุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณของพวกเขา ทําให้ไม่มีทางแกะรอยได้ว่ามันมาจากไหน คงยากที่จะหาตัวเจอหากอีกฝ่ายตั้งใจหลบซ่อน
จางเซวียนหันไปมองจินชงไห่กับประธานไซ่ แต่ทั้งคู่ก็ได้แต่ส่ายหน้า ดูเหมือนทั้งสองคนก็จะคิดแบบเดียวกัน
ขณะที่จางเซวียนกำลังจนปัญญา จินชงไห่ก็พูดขึ้น
“ปรมาจารย์จาง ผมจะพยายามถ่วงเวลาไว้ คุณควรหาทางพาคุณชายกับคนอื่นๆ หนีไปก่อน!”
จางเซวียนสบตาจินชงไห่ เห็นแววตาของอีกฝ่ายเด็ดเดี่ยวมั่นคงในแบบของทหารหาญที่พร้อมจะเดินหน้าไปสู่ความตาย
“คุณมีแผนแล้วหรือ?” จางเซวียนส่งโทรจิต
“ไม่มีหรอก แต่ผมมียาพิษ 2 – 3 ชนิดที่ใช้กับจิตวิญญาณได้ จึงน่าจะใช้กับเขาได้ผล!” จินชงไห่ตอบอย่างเคร่งเครียด
โดยปกติยาพิษจะมีผลกับร่างกายที่มีเลือดเนื้อแบบทั่วไปเท่านั้น แต่ก็ยังมียาพิษร้ายแรงบางอย่าง ที่ออกฤทธิ์กับจิตวิญญาณได้เช่นกัน
ก็เหมือนกับสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดที่เกิดขึ้นกับจางเซวียน พิษนั้นถูกฝังเข้าไปในตัวเขาตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในท้องแม่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับธรรมชาติของยาพิษโดยทั่วไป ก็แน่นอนว่า ยาพิษนั้นย่อมรุนแรงกว่ายาพิษแบบธรรมดา
“แกคิดจะวางยาฉัน? ฮ่าฮ่า! หาตัวฉันให้เจอเสียก่อนเถอะ!”
ขณะที่ทั้งคู่คุยกันผ่านโทรจิต เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก
“แกฟังโทรจิตได้ด้วย?” จางเซวียนถึงกับตาค้าง
พวกเขาสื่อสารกันผ่านโทรจิต เฉพาะตัวเขากับจินชงไห่เท่านั้นที่รู้ แม้แต่ประธานไซ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคุยอะไร แต่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณตนนี้บอกได้ถึงขนาดว่าจินชงไห่คิดจะวางยาเขา…
น่าสะพรึงอะไรอย่างนั้น!
“จะบอกให้ ไม่ใช่แค่โทรจิตของแกหรอกนะ จิตวิญญาณของแกฉันก็รู้ ฉันรู้หมดว่าแกคิดอะไรอยู่!”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้น “ฉันขอแนะนำพวกแกว่าอย่าดิ้นรนให้เหนื่อย ถึงทางเดินนั้นจะไม่มีอันตราย แต่มันก็ถูกปิดตายได้ ขณะที่พวกแกถูกโอเอซิสของเทพลวงตาล่อลวงอยู่ ฉันก็ปิดตายพื้นที่นั้นไปแล้ว ช้าไปต๋อยแล้วล่ะถ้าพวกแกคิดจะกลับไป!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนก็หันขวับไปมอง ต่างหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันที
เป็นอย่างที่หมอนั่นพูด ทางเดินที่อยู่ด้านหลังถูกกำแพงหินกั้นไว้อย่างแน่นหนา
“ขอผมลองดู!” จินชงไห่หน้าเครียด เขารวบรวมพละกำลังและพุ่งเข้าใส่กำแพงหินอย่างเต็มแรง
ครืนนนน!
เกิดการสั่นสะเทือนอย่างหนักหน่วง แต่ดูเหมือนจะมีอานุภาพร้ายกาจบางอย่างปกป้องกำแพงไว้ ขนาดพละกำลังของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ก็ไม่อาจทำให้มันขยับได้ เรื่องจะทำลายมันให้แตกเป็นเสี่ยงๆ คงไม่ต้องพูดถึง
“ขอผมลองด้วย!”
ประธานไซ่ก้าวออกมาและใช้กระบี่ฟาดฟันกำแพงหินนั้นหลายครั้ง แต่ก็เหมือนกับจินชงไห่ เขาไม่อาจทำให้กำแพงเสียหายได้แม้แต่น้อย
“นี่คือ ‘พันธนาการมังกร’ สร้างขึ้นโดยนักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 6 ดาว มีแต่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 เท่านั้นที่ทำลายมันได้ พวกแกมีชะตากรรมอยู่ 2 ทางเท่านั้น ตายเสียที่นี่ หรือไม่ก็เป็นร่างรับใช้ให้ฉันได้ครอบงำ…”
เสียงสะใจดังขึ้นอีก
“พันธนาการมังกร?”
ทุกคนหน้าเสีย
ไปต่อก็ไม่ได้ ถอยก็ไม่ได้ นี่พวกเขาจะต้องตายด้วยสภาพนี้…จริงๆ หรือ?
