ตอนที่ 488 แผ่นค่ายกลที่มีความรู้สึกและทำงานด้วยตัวเอง
เขาเพิ่งพูดออกไปว่าจิตวิญญาณเริงร่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก และความสัมพันธุ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อครู่ก็จะกลายเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ แต่แล้วในชั่วพริบตา กระบี่เล่มนี้ก็ทำแบบเดียวกัน นี่พวกมันดิ้นรนอยากมีเจ้านายมากเลยหรือ?
พวกแกเป็นอาวุธระดับจิตวิญญาณนะ! ควรจะมีทั้งสำนึกและความเย่อหยิ่งในตัวเอง ไม่น่าจะยอมจำนนให้ใครง่ายๆ …พวกแกทำตัวง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ก็แล้วถ้าง่ายแบบนี้ แล้วตลอด 5 ปีที่ฉันเฝ้าประคบประหงมดาบหยกแห่งจักรพรรดิมา จะเรียกว่าอะไร!
ประธานเจิ้งถึงกับมึนหัว เขากำลังจะพูดต่อ ก็พอดีกับปรมาจารย์จางที่อยู่ตรงหน้าสะบัดข้อมือ และรังสีแรงกล้าก็ระเบิดออกมาจากกระบี่เล่มนั้น จากนั้นเขาจับกระบี่ไว้มั่น และจรดมันลงไปบนแผ่นค่ายกล
“ระวังด้วย!”
ประธานเจิ้งถึงกับผงะ แต่ยังพูดไม่ทันจบ คำพูดก็ขาดห้วงไป
ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ กระบี่ฉีอันทรงพลังไม่ได้ฉีกแผ่นค่ายกลออกเป็นชิ้นๆ แต่มันกลับทำให้เกิดอักขระค่ายกลอันแล้วอันเล่า
อีกฝ่ายกำลังใช้กระบี่จารึกอักขระเพื่อย่อส่วนค่ายกลได้จริงๆ !
ขณะที่นักรบเหนือมนุษย์ส่วนใหญ่ทำไม่ได้แม้แต่จะเข้าถึงจิตวิญญาณของอาวุธสักชิ้น แต่ปรมาจารย์จางกลับเข้าถึงจิตวิญญาณของอาวุธไปแล้วถึง 2 ชิ้น…
แค่นี้ก็มากพอจะทำให้คลั่งแล้ว
ศิลปะการใช้ดาบของคุณนั้นเชี่ยวชาญและพริ้วไหว ทำให้คุณใช้มันจารึกอักขระค่ายกลแทนมีดแกะสลักได้ ผมยอมรับว่าคุณมีความเชี่ยวชาญอย่างน่าทึ่ง ผมยังรับได้…
แต่กระบี่นั้นทั้งหนักและเทอะทะ โดยเฉพาะกระบี่เก้าแหวนที่อยู่ในมือของคุณ หนักอย่างน้อยก็หลายสิบกิโลกรัม แค่ยกก็ยังลำบาก แต่คุณใช้มันจารึกอักขระค่ายกลได้
นี่ทำอะไรลงไป?
อักขระค่ายกลมันจารึกกันง่ายๆ แบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
ประธานเจิ้งหน้ามืดและตัวสั่นด้วยความร้อนรน
เขาศึกษาเรื่องค่ายกลมากว่า 80 ปีแล้ว และคิดอยู่เสมอว่าความรู้ความเข้าใจของตัวเองเหนือชั้นกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องการจารึกเครื่องหมายลงบนแผ่นค่ายกล แต่เมื่อเห็นการกระทำของอีกฝ่าย ก็รู้ดีว่าตัวเองเข้าใจผิดถนัด
คิดว่าตัวเองเก่งกาจเสียเต็มประดา แล้วใช้ดาบจารึกอักขระค่ายกลได้หรือเปล่า?
ใช้กระบี่หนักอึ้งเทอะทะแบบนั้นจารึกอักขระค่ายกลได้ไหม?
แน่นอนว่าไม่ได้!
แค่คิดก็ยังไม่กล้า
วิ้ง วิ้ง วิ้ง!
ขณะที่กระบี่ถูกจรดลงไปสัมผัสกับแผ่นค่ายกล อักขระค่ายกลตัวแล้วตัวเล่าก็ปรากฎขึ้นอย่างรวดเร็วบนพื้นผิวที่เหมือนกระจกเงานั้น
ขณะที่ประธานเจิ้งกำลังคิดว่าอีกฝ่ายคงจะเสร็จสิ้นกระบวนการในอีกไม่กี่อึดใจ ปรมาจารย์จางก็ขว้างกระบี่ในมือทิ้ง เขาปาดเหงื่อที่หน้าผากและมองไปรอบๆ อย่างคาดหวัง “ใครมีหอกบ้าง?”
“….” ผู้ฟัง
ครูต่อมา ด้วยมือที่กำหอกไว้มั่น ชายหนุ่มก็จรดปลายหอกลงไปจารึกอักขระลงบนแผ่นค่ายกลที่ถูกตรึงไว้บนผนังขณะที่ยืนห่างออกไปกว่า 4 เมตร หอกนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และก็เหมือนดาบและกระบี่ก่อนหน้า อักขระค่ายกลตัวแล้วตัวเล่าปรากฎขึ้นบนแผ่นค่ายกลที่ถูกตรึงไว้บนผนัง นั้น
ประธานเจิ้งกับหวางเฮ่าฉวินยืนเอามือทาบอกและมองหน้ากัน
ขนาดใช้มีดแกะสลัก ทั้งคู่ก็ยังจารึกอักขระค่ายกลได้อย่างเชื่องช้า เพราะกลัวว่าจะทำอะไรผิดพลาด แต่ชายหนุ่มคนนี้ใช้ทั้งดาบ ทั้งกระบี่ หนักข้อไปถึงขั้นใช้หอก…ถ้าใช้หอกแล้วยังไม่เสร็จ ต่อไปจะใช้ค้อนหรือเปล่า?
ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลทุกคนที่พวกเขารู้จักล้วนแต่จารึกอักขระลงบนแผ่นค่ายกลด้วยความระมัดระวังราวกับเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง กลัวว่ามันจะแตกหักเสียหายหากใช้แรงมากเกินไป แต่อีกฝ่ายถึงกับใช้อาวุธ แม้จะได้เห็นกับตา ก็ยังรู้สึกเหมือนใกล้จะเป็นบ้าเต็มที…
ผู้ที่ยืนดูอยู่รอบๆ ก็มีอาการไม่ต่างกัน บ้างก็ทาบอกยกมือทาบอก บ้างก็ยกมือปิดปาก ราวกับได้เห็นเหตุการณ์ที่สุดแสนอัศจรรย์
ในตอนนั้น จางเซวียนก็กำลังหมกมุ่นอยู่กับงานของเขา หลังจากสำแดงจิตวิญญาณของอาวุธ ต่างๆ ไปแล้วถึง 3 ชิ้น ใช้พลังหนักหนาสาหัสถึงขนาดที่ต้องกระอักเลือดออกมา แต่ก็โชคดีที่แผ่นค่ายกลที่เขาจารึกอยู่ใกล้สำเร็จเต็มที
“สุดท้ายละนะ…”
จางเซวียนตาวาว เขาสะบัดหอกแล้วจรดมันลงไปบนส่วนโค้งที่กึ่งกลางแผ่นค่ายกล
ครืดดดดด!
ด้วยพละกำลังมหาศาล หอกที่จรดลงไปบนผิวหน้าของแผ่นค่ายกลนั้นทำให้เกิดเสียงเสียดสีดังกึกก้อง
ผนังที่รับน้ำหนักแผ่นค่ายกลไว้ไม่อาจต้านทานแรงกดดันได้อีกต่อไป มันแตกหักและพังทลายลงมา ทำให้เกิดรูขนาดใหญ่
จางเซวียนได้ตรึงแผ่นค่ายกลไว้บนผนังเพื่อจะได้จารึกอักขระค่ายกลได้ถนัด ถึงตัวแผ่นค่ายกลจะไม่เสียหายเพราะความแข็งแกร่งของมัน แต่ผนังไม่ได้เป็นแบบนั้น สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลได้ใช้เหล็กกล้าสีเขียวชนิดดีที่สุดเป็นรากฐานของตึก แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอจะต้านทานกับพละกำลังหนักหน่วงของทั้งดาบ กระบี่ และหอกได้
บริเวณทางเดินที่เคยเป็นพื้นที่ของทะเลค่ายกลพังทลาย ฝุ่นฟุ้งตลบกระจายขึ้นมา ทำให้สำลักกันถ้วนทั่ว
“แค่ก แค่ก…”
เมื่อเห็นความเสียหายที่อยู่ตรงหน้า ประธานเจิ้งที่หน้าตามอมแมมก็ถึงกับปากคว่ำ
นี่คุณมาเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล หรือมาทำให้สมาคมของเราวอดวายกันแน่?
ทีแรกก็ทำให้ค่ายกลหลักหยุดทำงาน ต่อมาก็หนักข้อถึงขนาดพังผนัง…
มันอะไรกันนักหนา? สมาคมของเราไปทำให้คุณขุ่นเคืองตั้งแต่เมื่อไหร่?
“แผ่นค่ายกลยังดีอยู่หรือเปล่า?”
ประธานไซ่รีบเข้ามาดู
เมื่อได้ยินคำนั้น ทุกคนก็พลันนึกได้ ต่างพากันเข้ามารุมล้อม
ขนาดผนังยังไม่เหลือ แล้วแผ่นค่ายกลจะยังดีอยู่หรือ?
“ผมก็ไม่รู้!”
จางเซวียนเกาหัวแกรกๆ เขารีบเดินเข้าไปและหยิบแผ่นค่ายกลที่ถูกฝังอยู่ใต้กองสิ่งปรักหักพังขึ้นมา
ที่พูดไปแบบนั้นก็ไม่ใช่เพราะถ่อมตัว แต่จางเซวียนไม่รู้จริงๆ ว่าแผ่นค่ายกลจะยังมีสภาพดีอยู่หรือไม่
โดยทั่วไป เมื่อเสร็จสิ้นการจารึกอักขระลงบนแผ่นค่ายกลแล้ว แผ่นค่ายกลก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ แต่ก็นึกไม่ถึงว่าผนังจะพังลงมา
ด้วยเหตุนี้ จึงบอกได้ยากว่าเกิดอะไรขึ้นกับการจรดหอกครั้งสุดท้ายหรือเปล่า ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ ที่ค่ายกลจะเกิดความเสียหาย
เขาก้มหน้าลงสำรวจแผ่นค่ายกล บนผิวเรียบลื่นของแผ่นค่ายกลนั้นปรากฎอักขระค่ายกลจำนวนนับไม่ถ้วน มันดูเหมือนค่ายกลแปดแฉกที่บรรจุกฎเกณฑ์ของโลกไว้ภายใน แค่มองปราดเดียวก็อดเวียนหัวไม่ได้
“เป็นอย่างไรบ้าง?” ประธานเจิ้งถามอย่างร้อนรน
ถ้าแผ่นค่ายกลยังไม่ถูกเปิดใช้งาน ก็บอกได้ยากว่ามันเสร็จสมบูรณ์หรือไม่
“ให้ผมลองดู!” จางเซวียนตอบ
เขารู้ตรรกะข้อนี้ดี จึงทาบฝ่ามือลงไปบนแผ่นค่ายกล และถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในนั้น
ฟิ้ว!
เงียบ
“ล้มเหลว?”
ทุกคนหน้าซีด
แผ่นค่ายกลที่เสร็จสมบูรณ์แล้วควรจะใช้งานได้ทันทีที่มีการถ่ายทอดพลังปราณเข้าไป แต่ในเมื่อไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ก็หมายความได้อย่างเดียว…คือแผ่นค่ายกลนี้ใช้การไม่ได้!
ทั้งสมาคมก็มีแผ่นค่ายกลเปล่าเกรด 5 อยู่แผ่นเดียว หลังจากผ่านความยุ่งยากต่างๆ นานา เหน็ดเหนื่อยถึงขนาดที่ต้องลงทุนใช้ดาบ กระบี่ ไปจนถึงจิตวิญญาณเพลงหอก แต่ลงท้ายก็ล้มเหลว…
ทุกคนมองจางเซวียนอย่างเห็นใจ
“สุดท้าย พละกำลังของอาวุธเหล่านั้นก็หนักหน่วงเกินไป ถึงคุณจะกดระดับความแข็งแกร่งของมันเอาไว้ แต่ก็ยังไม่เหมาะสมที่จะใช้จารึกอักขระค่ายกล…” หวางเฮ่าฉวินส่ายหน้า
การที่ทุกคนเลือกใช้มีดแกะสลักในการจารึกอักขระค่ายกลนั้นเป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะไม่ว่าจะควบคุมหอก ดาบ หรือกระบี่ได้ดีสักแค่ไหน สิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นอาวุธที่ใช้สำหรับทำลายล้าง มันอาจสร้างความเสียหายให้แผ่นค่ายกลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความล้มเหลวของจางเซวียนจึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย
มาถึงตอนนี้ ประธานเจิ้งก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ได้ล้มเหลว ถ้าล้มเหลว…แผ่นค่ายกลก็ควรจะแตกหัก แต่มันยังคงมีสภาพดีอยู่ และพลังจิตวิญญาณที่อยู่ในนั้นก็ไหลเวียนได้อย่างราบรื่น เห็นชัดเจนว่ามันไม่ได้เสียหายเลย!”
“ฮะ?”
หวางเฮ่าฉวินผงะ
ที่อีกฝ่ายพูดก็เป็นความจริง
แผ่นค่ายกลก็คือการย่อส่วนค่ายกลขนาดใหญ่ให้เหลือเพียงแผ่นกลมๆ ที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ ในเมื่อพลังงานมหาศาลถูกบีบอัดเข้าไปในพื้นที่เล็กแค่นั้น ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้แผ่นค่ายกลแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้เมื่อเปิดใช้งาน
แม้ว่าแผ่นค่ายกลที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาจะยังไม่ถูกเปิดใช้งาน แต่อักขระที่อยู่บนนั้นก็เรืองแสงออกมา แสดงว่าพลังปราณยังไหลเวียนได้ดีอยู่ ไม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกว่าพลังงานในนั้นเกิดผิดเพี้ยนไป แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
ก็ถ้าสำเร็จ แล้วทำไมเปิดใช้งานไม่ได้?
ก็ถ้าล้มเหลว แล้วทำไมยังอยู่ในสภาพปกติ?
“หรือว่า…การจารึกอักขระค่ายกลเป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง? แต่ถ้าค่ายกลไม่อาจรวบรวมพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมได้ แล้วทำไมมันถึงยังคงสภาพดีอยู่?” หวางเฮ่าฉวินถาม
“จารึกไม่ถูกต้องหรือ? เป็นไปไม่ได้!” จางเซวียนส่ายหน้า
เขาทำตามพิมพ์เขียวทุกกระเบียดนิ้ว และถึงกับใช้วิธีจารึกตามศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้าด้วย ต่อให้เขาทำผิดพลาดในขั้นสุดท้าย มันก็ไม่ควรจะแตกต่างไปจากเดิมมากนัก
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะใช้หอสมุดเทียบฟ้าค้นหาต้นเหตุของเรื่องนี้ ประธานไซ่ก็ปากสั่นขึ้นมาทันที เขารีบเดินเข้ามา
“ขอผม…ดูหน่อยได้ไหม?”
“เชิญเลย!”
เมื่อเห็นทีท่าของอีกฝ่าย จางเซวียนก็ออกจะงงไปเล็กน้อย แต่ก็ยื่นแผ่นค่ายกลให้
เหตุผลหลักที่ทำให้จางเซวียนได้เป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาวก็เพราะความช่วยเหลือของหอสมุดเทียบฟ้า เพราะอันที่จริง ในแง่ของความรู้ความเข้าใจเรื่องสมบัติล้ำค่า เขายังเป็นรองประธานไซ่อยู่มาก
ประธานไซ่ได้หมกมุ่นอยู่กับโลกของการตรวจสอบสมบัติมาหลายสิบปีแล้ว แม้เขาจะไม่มีความรู้เรื่องค่ายกลมากนัก แต่สัญชาตญาณและความสามารถในการหยั่งรู้ก็ยังทำให้เขาตัดสินอะไรๆ ได้แม่นยำ
ประธานไซ่วางแผนค่ายกลลงบนฝ่ามือของเขา
ซรืดดดด!
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ดูใกล้ๆ น้ำหนักที่อยู่บนฝ่ามือก็หายวับไป แผ่นค่ายกลส่งเสียงหึ่งออกมา ก่อนจะลอยละลิ่วกลับไปสู่อ้อมแขนของจางเซวียน
“อย่างที่ผมคิดไว้…อย่างที่ผมคิดไว้เลย!”
ประธานไซ่ใบหน้าแดงก่ำและตัวสั่นไม่หยุด
เห็นทีท่าของอีกฝ่ายเหมือนรู้อะไรบางอย่าง ประธานเจิ้งอดใจไว้ไม่ไหว เขารีบถาม “มีอะไร?”
“แผ่นค่ายกลนี้ผิดพลาดหรือเปล่า?” หวางเฮ่าฉวินถาม
“ผิดพลาด?” ประธานไซ่สูดหายใจลึกและพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนจะส่ายหน้า “มันจะผิดพลาดได้อย่างไร?”
“แล้ว…” ทุกคนกระพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง แม้แต่จางเซวียนก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ก็ถ้าสำเร็จ ทำไมมันถึงยังไม่ทำงาน ทั้งที่ถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปแล้ว?
“พวกคุณทุกคนเห็นแผ่นค่ายกลลอยออกจากมือผมไปเองหรือเปล่า? ยังไม่เข้าใจใช่ไหม?”
ประธานไซ่พูดอย่างร้อนรน “นี่คือ…เห็นได้ชัดว่านี่คือปฏิกิริยาของเครื่องมือที่มีความรู้สึกของตัวเอง มันเข้ามาอยู่ในมือผม และประเมินว่าผมไม่เหมาะสมกับมัน…จึงตัดสินใจลอยออกไป…”
“มีความรู้สึกของตัวเอง? คุณหมายถึง… ‘แผ่นค่ายกลที่มีความรู้สึกและทำงานด้วยตัวเอง’ หรือ? มัน-มัน-มัน…”
ประธานเจิ้งพูดคำว่า ‘มัน’ ถึงสามหนกว่าจะตั้งตัวได้ เขายืนตาค้างและตัวแข็งทื่อราวกับเห็นผี “นี่เป็นความสามารถที่มีเฉพาะในแผ่นค่ายกลเกรด 6 เท่านั้น! แผ่นค่ายกลเกรด 5 ทำแบบนั้นได้อย่างไรกัน?”
“แผ่นค่ายกลที่มีความรู้สึกของตัวเอง?” หวางเฮ่าฉวินก็ตัวสั่นด้วยความตกตะลึง เขาหันขวับไปมองแผ่นค่ายกลที่อยู่ในมือของจางเซวียน
ยิ่งมองก็ยิ่งหน้าซีด อาการไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองทำให้เขาดูพร้อมจะเสียสติได้ทุกขณะ
“มัน…เกิดอะไรขึ้น?”
เห็นอาการคลุ้มคลั่งของทุกคน จางเซวียนก็ยิ่งงง
ถึงเขาจะได้ถ่ายโอนหนังสือทุกเล่มในสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า แถมยังศึกษาศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้าแล้วด้วย แต่ก็ยังไม่ได้ซึมซับความรู้เหล่านั้นทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ จึงยังไม่รู้เรื่องราวอีกมากมายที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลต่างรู้กัน
“หมายความว่า…แผ่นค่ายกลนี้มีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง!” ประธานเจิ้งตอบเสียงสั่น
“จิตวิญญาณ? ก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่ แล้วมันแตกต่างอะไร?” จางเซวียนถาม
เมื่ออีกฝ่ายพูดออกมา เขาก็พลันนึกได้ว่ามันคงเป็นแบบนั้น
ก็เหมือนกับดาบหยกแห่งจักรพรรดิ กระบี่ และหอกเมื่อครู่ก่อนหน้า แผ่นค่ายกลนี้ก็ดูจะมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง แต่จางเซวียนแค่ประดิษฐ์มันขึ้นมาเท่านั้น เขาลืมนึกถึงเรื่องนี้ไป
“ด้วยขนาดที่จำกัดและการที่ไม่สามารถกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้อย่างเต็มที่ แผ่นค่ายกลทั่วไปจึงสำแดงพละกำลังออกมาได้เพียงครึ่งหนึ่งของค่ายกลจริงๆ และถ้าผู้ประดิษฐ์มันมีความสามารถอ่อนด้อยลงไปอีก อัตราส่วนก็จะลดลงไป”
รู้ว่าจางเซวียนยังสงสัย ประธานเจิ้งจึงตั้งต้นอธิบาย
จางเซวียนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
ตอนที่เขาอ่านหนังสือก่อนหน้านี้ ก็ได้รู้ถึงลักษณะพิเศษบางอย่างของแผ่นค่ายกลแล้ว จึงไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
“แต่ว่า…คุณลักษณะแบบนั้นใช้กับแผ่นค่ายกลทั่วๆ ไป แผ่นค่ายกลที่มีความรู้สึกเป็นของตัวเองจะไม่เป็นไปตามกฎที่ว่า!”
ประธานเจิ้งอธิบายต่อด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ไม่เพียงแต่แผ่นค่ายกลที่มีความรู้สึกของตัวเองจะสามารถสำแดงพละกำลังออกมาได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของค่ายกลจริงๆ แต่บางครั้งก็อาจสำแดงพละกำลังได้มากกว่าค่ายกลจริงๆ ด้วย!”
“อันที่จริง…ต่อให้ไม่ได้ถ่ายทอดพลังปราณเข้าไป มันก็ทำงานด้วยตัวเองได้!”
