Skip to content

Library Of Heaven’s Path 529


ตอนที่ 529 คุณยืนรอหาอะไร? ไปรินน้ำมาให้ผมดื่มเดี๋ยวนี้!

วิธีการรักษาของปรมาจารย์หลิวต้องใช้ 8 ขั้นตอน, ของปรมาจารย์สู่วต้องใช้ 7 ขั้นตอน และแม้แต่ประธานคังก็ยังต้องใช้ถึง 5 ขั้นตอน แต่ชายผู้นี้แก้ปัญหาได้โดยใช้เพียงขั้นตอนเดียว?

“เหลวไหล คุณเพ้อเจ้อแล้ว!”

ประธานคังหน้าตึงและตอบด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกความไม่พอใจอย่างชัดเจน “เทคนิควรยุทธทุกอย่างที่ตกทอดกันมาล้วนแต่ผ่านการคิดค้น ทดสอบ และปรับปรุงโดยบรรพบุรุษมากมายนับไม่ถ้วน จะเปลี่ยนกันง่ายๆ แบบนั้นได้อย่างไร? หากนักรบคนนั้นพยายามทดสอบเทคนิควรยุทธในสภาพที่กำลังได้รับบาดเจ็บ นอกจากจะไม่มีทางสำเร็จเป็นนักรบเหนือมนุษย์ได้ วรยุทธของเขาก็ยังอาจถูกธาตุไฟเข้าแทรก บาดแผลมีแต่จะเลวร้ายกว่าเดิม และสุดท้ายก็อาจถึงกับใกล้ตาย คุณก็เป็นถึงปรมาจารย์ คิดหาวิธีแก้ไขเหลวไหลแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน?”

ตอนที่ได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสทั้งสองเมื่อครู่ ประธานคังก็พอมีความหวังในตัวชายหนุ่มขึ้นมา แต่ก็นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตอบคำถามได้เละเทะแบบนี้

ถ้าเทคนิควรยุทธมันถูกปรับเปลี่ยนดัดแปลงกันได้ง่ายๆ แล้วเคล็ดวิชาลับต่างๆ จะมีค่าอะไร?

แถมนักรบผู้ได้รับบาดเจ็บยังมีพลังปราณแปลกปลอมอยู่ในร่างกายด้วย หากไม่เจือจางฤทธิ์ของมัน รักษาบาดแผลให้หายและปรับสภาพร่างกายเสียก่อน จะสำเร็จวรยุทธขั้นที่สูงกว่าเดิมได้อย่างไร?

สุดท้าย เจ้าหนุ่มคนนี้ก็ไม่ได้สมราคาคุย

ขืนทำอย่างนั้นไป ไม่เพียงแต่จะรักษานักรบผู้บาดเจ็บไม่ได้ เธอยังอาจต้องตาย และเกียรติยศศักดิ์ศรีของสภาปรมาจารย์ก็คงป่นปี้ไม่มีเหลือ

“ถูกธาตุไฟเข้าแทรก? คิดมากไปน่ะ!”

จางเซวียนโบกมือขัดคำตำหนิของอีกฝ่าย เขามองประธานคังด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เดี๋ยวคุณก็จะรู้เองว่ามันได้ผลหรือไม่ ให้ผมอธิบายการไหลเวียนของพลังปราณแบบใหม่เสียก่อน! เมื่อออกจากจุดตันเถียน พลังปราณของนักรบจะไหลผ่านจุดไท่อี่ กวนเหมิน เหลียงเหมิน…และสุดท้ายก็ไปรวมกันอยู่ที่จุดฉีเซิน เมื่อไหลเวียนจนครบ 3 รอบ ผู้นั้นก็จะสามารถทดลองฝ่าด่านวรยุทธเข้าสู่การเป็นนักรบเหนือมนุษย์ได้ ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จถึง 90 เปอร์เซ็นต์!”

ด้วยเคล็ดวิชาเทียบฟ้า จางเซวียนจึงเข้าใจหัวใจของวรยุทธได้อย่างแจ่มชัด การปรับเปลี่ยนและดัดแปลงเทคนิควรยุทธนั้นอาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนอื่น เช่นเดียวกับที่ประธานคังพูด แต่สำหรับเขา มันไม่ใช่เรื่องใหญ่สักนิด

ด้วยการปรับเปลี่ยนเส้นทางการไหลเวียนของพลังปราณเพียงเล็กน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และพยายามประสานพลังปราณแปลกปลอมให้กลมกลืนเข้ากับร่างกายของนักรบผู้นั้น การจะสำเร็จเป็นนักรบเหนือมนุษย์ก็ไม่ใช่ปัญหา

“ไหลผ่านจุดไท่อี่ กวนเหมิน และเหลียงเหมิน…”

ทั้งสามขมวดคิ้ว

เส้นทางไหลเวียนพลังปราณแบบนี้ไม่เคยใช้กับเทคนิควรยุทธทั่วไปมาก่อน แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวอย่างพวกเขาก็ยังไม่อาจสรุปได้ในทันทีว่ามันใช้การได้หรือไม่

เทคนิควรยุทธทุกรูปแบบจะต้องผ่านการทดสอบด้วยการลงมือปฏิบัติจริง ก่อนจะหาข้อสรุป แม้แต่ปรมาจารย์ก็ไม่อาจระบุได้ว่าสิ่งไหนเหมาะสมหรือไม่จากการฟังแค่รายละเอียดของมัน

“คุณกำลังจะบอกว่า หากนักรบใช้วิธีการนี้ ก็จะสามารถฝ่าด่านวรยุทธได้ทันทีอย่างนั้นหรือ?” ประธานคังหน้าบึ้งหนักกว่าเดิม

การที่นักรบทั่วไปสักคนจะฝ่าด่านวรยุทธได้ก็ยากเย็นพออยู่แล้ว แต่นักรบคนนี้ยังได้รับบาดเจ็บด้วย หากจะบอกว่าเขาสามารถฝ่าด่านวรยุทธได้เพียงแค่ปรับเปลี่ยนเส้นทางไหลเวียนของพลังปราณ…คุณก็ล้อเล่นแล้วล่ะ!

“ผมหมายความตามนั้น”

จางเซวียนตอบหน้าตาเฉย “ผมดูข้อมูลทั้งหมดแล้ว นักรบคนนี้ได้รับบาดเจ็บจากกระแสดาบฉี กระแสดาบฉีนั้นคมกริบ และหลังจากที่ทะลุทะลวงเข้าสู่ร่างจนเธอได้รับบาดเจ็บที่อกข้างซ้าย มันก็พุ่งไปที่จุดตันเถียน”

“เทคนิควรยุทธที่เธอฝึกฝนอยู่คือ ‘ศิลปะการจู่โจมแบบโบราณ’ เทคนิคนี้จะให้ความสำคัญกับ ‘ความเฉียบคม’ และ ‘การระเบิดพลัง’ ซึ่งหากใช้เทคนิคนี้อย่างต่อเนื่องก็จะทำให้พลังปราณของผู้นั้นอ่อนแอกว่าเดิม ใช้ติดต่อกันแค่ 3 ครั้งก็แทบจะเผาผลาญพลังปราณไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว นี่คือธรรมชาติแบบเดียวกันกับกระแสดาบฉี ในแง่ที่ว่าทั้งคู่มีพลังงานหนักหน่วงซึ่งสามารถแผดเผาทำลายทุกอย่างที่เข้ามาขวางทาง”

“เมื่อพลังงาน 2 กระแสนี้เข้าปะทะกัน พลังงานที่แข็งแกร่งกว่าก็เป็นผู้ชนะไป ภายใต้สถานการณ์ปกติ หากนักรบสามารถส่งกระแสพลังปราณเข้ารับมือกับพลังดาบฉีอย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไรมากมาย แต่น่าเสียดายที่ทางเดินพลังปราณของเธออ่อนแอเกินไป การปะทะรุนแรงจึงทำให้มันฉีกขาด จนส่งผลให้เกิดการตัดตอนนวรยุทธ ด้วยเหตุนี้ เมื่อไม่สามารถส่งกระแสพลังปราณเข้ารับมือกับพลังดาบฉีได้ จึงเกิดภาวะชะงักงัน ไม่เพียงแต่จะกำจัดพลังดาบฉีออกไปได้ไม่หมด บาดแผลก็ยังเลวร้ายลงทุกที!”

จางเซวียนพูดมาถึงตรงนี้แล้วก็หยุด จากนั้นก็พูดต่อด้วยนัยน์ตาคมปลาบราวกับสายฟ้า “ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ตอนที่อาการเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ ก็ผ่านไป 7 วันแล้วนับจากที่นักรบผู้นี้ได้รับบาดเจ็บ”

“เอ่อ…” ประธานคังถึงกับผงะ “คุณพูดถูก!”

เขาเป็นผู้รักษานักรบคนนี้ด้วยตัวเอง และเป็นสิ่งที่ทำให้ภาคภูมิใจเสมอมา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจดจำรายละเอียดทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ และมันก็ผ่านไป 7 วันแล้วจริงๆ กว่าจะมีการบันทึกรายละเอียดทั้งหมดไว้

แต่ว่า…หนังสือสิ่งที่หนังสือบันทึกไว้ก็มีแต่ตำแหน่งของบาดแผลและเทคนิควรยุทธที่นักรบใช้เท่านั้น ระยะเวลาของการได้รับบาดเจ็บไม่มีระบุไว้ แล้วชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาพูดถูกได้อย่างไร?

“ในวันที่ 7 เธอไม่สามารถควบคุมแรงปะทะจากพลังปราณที่หลงเหลืออยู่ในร่างได้ อาการบาดเจ็บที่หน้าอกซ้ายก็ไม่อาจเยียวยา บาดแผลเริ่มเน่า! ด้วยสถานการณ์ที่กระแสพลังปราณหนักหน่วง สองสายปะทะกันอยู่ หากบังคับให้เธอสำแดงเทคนิควรยุทธ ก็มีแต่จะทำให้บาดแผลเลวร้ายกว่าเดิม!”

จางเซวียนหัวเราะหึๆ “ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น โดยทั่วไปผู้ได้รับบาดเจ็บควรขับพลังปราณทั้งหมดออกมาก่อน ซึ่งก็เท่ากับการเคลียร์เส้นทางให้พลังดาบฉีถูกปลดปล่อยออกมาตามทางเดินพลังปราณที่คับแคบนั้นด้วย เมื่อทำได้แล้ว…จึงค่อยหาทางเจือจางพิษตกค้าง”

“ถูกต้อง…” ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวพยักหน้า

ในวิธีรักษาทั้ง 8 ขั้นตอนและ 7 ขั้นตอนของพวกเขาก็มีขั้นตอนเหล่านี้อยู่เช่นกัน

ในการฝ่าด่านวรยุทธ นักรบควรรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองก่อน และเมื่อฟื้นตัวแล้วก็ค่อยรักษาที่ต้นเหตุของอาการบาดเจ็บนั้น ซึ่งในกรณีนี้…กระแสดาบฉีคือปัญหาใหญ่

การปลดปล่อยพลังปราณออกมาให้หมดคือวิธีรักษา ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่กระแสดาบฉีอันเกรี้ยวกราดจะอ่อนกำลังลง และพุ่งออกมาจากทางเดินพลังปราณอันคับแคบ ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ก็ยังมีอีกอย่างน้อย 12 วิธีที่จะเจือจางพิษดาบฉีที่ยังหลงเหลืออยู่

ประธานคังก็พยักหน้า

ในครั้งนั้น เขาก็ใช้วิธีนี้แก้ปัญหาเหมือนกัน ซึ่งถ้าจะพูดกันตามตรง เขารู้สึกว่าปรมาจารย์แทบทุกคนก็คงใช้วิธีนี้หากต้องเจอกับปัญหาในลักษณะเดียวกัน ว่าแต่…มันไม่ถูกหรือไง?

“ถูก? ไม่เพียงแต่จะผิดนะ มันผิดพลาดอย่างมหันต์ทีเดียว!”

จางเซวียนส่ายหน้า “การปลดปล่อยพลังปราณออกมาจนหมดก็เท่ากับยกก้อนหินที่ขวางกั้นการไหลของกระแสน้ำออก ขณะเดียวกับที่เปิดทางให้กระแสดาบฉีไหลออกมา คุณจะต้องไม่ลืมด้วยว่ากระแสดาบฉีนั้นคมกริบอย่างไม่มีอะไรเทียบได้ อีกอย่าง ตำแหน่งของบาดแผลก็อยู่ใกล้กับปอดซ้าย ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้หัวใจมาก ถ้ากระแสดาบฉีพุ่งออกมาแล้วทะลุทะลวงเข้าหัวใจล่ะ…นักรบคนนั้นก็จะต้องตายทันที!”

“ตาย?” ปรมาจารย์สู่วชะงัก “แต่กระแสดาบฉีถูกกักไว้ในร่างกายตั้ง 7 วันแล้วนะ ความคมกริบของมันน่าจะหมดไปแล้ว…”

“คุณก็พูดถูกในแง่ที่ว่ามันอาจจะหมดความคมไป และความเป็นไปได้ที่มันจะพุ่งเข้าทะลุทะลวงหัวใจก็มีน้อยกว่าหนึ่งในร้อยเสียอีก แต่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ถ้ามันไม่ไหลตามเส้นทางปกติ? คือไม่ไหลไปตามทางเดินพลังปราณโจวเฟิงและเข้าสู่จุดชีพจรฮุ่ยฉี เกิดมันไหลไปตามทางเดินพลังปราณเจินเชว่แทนล่ะ?”

“เอ่อ…” ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวถึงกับกระตุก

จุดชีพจรฮุ่ยฉีคือจุดตัดของทางเดินพลังปราณโจวเฟิงกับทางเดินพลังปราณเจินเชว่ ทางเดินพลังปราณเส้นแรกนั้นพุ่งเข้าสู่ปอด ขณะที่เส้นหลังพุ่งเข้าสู่หัวใจ

แม้กระแสดาบฉีจะไหลลงไปสู่จุดตันเถียนได้ แต่ก็ไม่มีอะไรจะรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดความผิดพลาด

จึงมีความเป็นไปได้สูงที่กระแสดาบฉีจะไหลย้อนเข้าสู่ทางเดินพลังปราณเจินเชว่แทน และทะลุทะลวงเข้าสู่หัวใจ

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ต่อให้เทพเจ้าก็ช่วยชีวิตเธอไม่ได้

ประธานคังถึงกับหน้าซีดและตัวแข็งทื่อไป

ครั้งแรกที่เขาเจอเข้ากับกรณีนี้ ก็คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะรักษาอาการของนักรบได้อย่างไร เขาไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามมาเท่าไรนัก และหลังจากนั้นอีกนานกว่าที่เขาจะคิดได้ แม้ว่าความเป็นไปได้จะมีไม่สูงนัก…แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่ดี

โชคดีเหลือเกินที่ในครั้งนั้นโชคชะตาเข้าข้าง ไม่อย่างนั้น…เธออาจจะตายไปแล้ว

ซึ่งหากเกิดเหตุสลดแบบนั้น ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวและประธานสภาปรมาจารย์ แต่ยังต้องถูกถอดถอนใบอนุญาตปรมาจารย์ และถูกสาปแช่งไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์

อันที่จริง เขาเพิ่งคิดได้ถึงปัญหานี้ก็ตอนที่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดแล้ว แต่ชายหนุ่มกลับคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ในทันที หรือว่า…แนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนและดัดแปลงเทคนิควรยุทธจะใช้ได้จริงๆ ?

ก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าชายหนุ่มแค่พูดจาไร้สาระ แต่เมื่อดูจากการที่เขาพินิจพิจารณาสถานการณ์ได้ลึกซึ้งขนาดนี้ เรื่องเกี่ยวกับเทคนิควรยุทธก็อาจเป็นไปได้

“แนวคิดของผม ผมจะไม่ให้เธอปลดปล่อยพลังปราณออกมาจนหมด รวมทั้งไม่ให้ปลดปล่อยกระแสดาบฉีออกจากทางเดินพลังปราณด้วย!”

จางเซวียนไม่ใส่ใจอาการตกตะลึงของทั้งสาม เขาพูดต่อ “จุดชีพจรไท่อี่คือจุดแรกที่ทางเดินพลังปราณฝั่งซ้ายกับฝั่งขวามาบรรจบกัน เมื่อพลังปราณไหลมาถึงจุดนี้ ก็จะเกิดการประสานกันของพลังงานซึ่งเป็นตัวดึงกระแสดาบฉีลงมา ถ้ากระแสดาบฉีพุ่งมาที่จุดนี้แล้ว ที่เหลือก็ง่าย จุดชีพจรไท่อี่นั้นอยู่ใกล้กับจุดตันเถียนด้วย นักรบจึงสามารถรวบรวมพลังปราณไว้ที่จุดนี้เพื่อผลักดันให้กระแสดาบฉีไหลออกจากร่างกายได้”

ปรมาจารย์สู่วตาโตและพึมพำกับตัวเอง “หากมองร่างกายมนุษย์เป็นค่ายกล จุดไท่อี่ก็คือจุดเดียวกับประตูชีวิต เมื่อพลังปราณ 2 ฝั่งมาเจอกัน ก็แน่นอนว่ากระแสดาบฉีจะต้องไหลออกจากจุดชีพจรนั้น…”

หากจะนำทฤษฎีของผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเข้ามาเชื่อมโยง ร่างกายของมนุษย์ก็เทียบได้กับค่ายกลเช่นกัน มันมีทั้งประตูต้นกำเนิด ประตูจำศีล ประตูชีวิต ประตูเยียวยา ประตูภาพรวม ประตูมรณะ ประตูปิดตาย และประตูพรั่นพรึง…ประตูหลักทั้ง 8 บาน

จุดไท่อี่คือจุดที่ทางเดินพลังปราณฝั่งซ้ายกับฝั่งขวามาบรรจบกัน เป็นที่ตั้งของประตูชีวิต หากนักรบสามารถรวบรวมกระแสดาบฉีให้มาอยู่บริเวณนี้ได้ ก็จะขับมันออกจากร่างกายได้อย่างง่ายดาย เรียกว่าเอาชนะกระแสดาบฉีได้โดยไม่ต้องเสียพลังงานแม้แต่นิดเดียว…

มันดีกว่าวิธีการขับพลังปราณออกมาจนหมดเพื่อบังคับให้กระแสดาบฉีตามมาโดยอัตโนมัติอยู่หลายสิบเท่า

“เดี๋ยวก่อน…ถ้ากระแสดาบฉีไหลมาตรงนี้จริงๆ ก็รับมือกับมันได้ง่าย แต่ถ้ามันไม่มาล่ะ?” ประธานคังขมวดคิ้ว

กระแสดาบฉีถูกพลังปราณของนักรบกักไว้ 7 วันแล้ว หากไม่ขับเคลื่อนพลังปราณออกมาเสียก่อน กระแสดาบฉีจะไหลเข้าสู่จุดชีพจรไท่อี่ได้อย่างไร?

ก็เหมือนกับมีข้าศึกตรึงกำลังอยู่หน้าประตู หากข้าศึกยังไม่ถอย ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพุ่งเข้าใส่และพาตัวเองเข้าไปตกอยู่ในอันตราย

“เฮ่ออออ!”

เมื่อได้ยินคำถามของอีกฝ่าย จางเซวียนก็ถอนหายใจเฮือกและส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “ดูเหมือนคุณจะมีความรู้เรื่องศิลปะการจู่โจมแบบโบราณน้อยนิดเหลือเกิน!”

“ผม…” ประธานคังหน้าแดงก่ำ

ศิลปะการจู่โจมแบบโบราณเป็นเทคนิควรยุทธที่มีลักษณะเฉพาะและออกจะพิสดาร แม้ประธานคังจะเคยได้ยินชื่อของมัน แต่ก็ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน เขาจึงมีความรู้ไม่มากนัก

“หัวใจของศิลปะการจู่โจมแบบโบราณคือ ‘ความเฉียบคม’ และ ‘การระเบิดพลัง’ ซึ่งหากใช้เทคนิคนี้อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้พลังปราณของผู้นั้นอ่อนแอลง และหากสำแดงติดต่อกัน 3 ครั้ง ก็แทบจะเผาผลาญพลังปราณของเขาจนหมดเกลี้ยง ก็เหมือนกับที่ผมพูดไปแล้ว หากปล่อยให้พลังปราณไหลเวียนตามเส้นทางใหม่ได้ 3 รอบ วิธีนี้จะทำให้ความเฉียบคมของพลังปราณสลายไป และกระแสดาบฉีก็จะได้โอกาสพุ่งเข้าสู่จุดตันเถียน…ซึ่งก่อนที่จะไปถึงจุดตันเถียน มันก็จะต้องผ่านจุดชีพจรไท่อี่เสียก่อน อย่างน้อย…คุณก็น่าจะคิดได้นะ” จางเซวียนตอบหน้านิ่ง

“เอ่อ…” ประธานคังอึ้ง

หลังจากที่กระแสดาบฉีถูกกักไว้ 7 วัน แม้มันจะไม่มีชีวิตจิตใจ แต่ก็ยังพร้อมจะพุ่งออกมาราวกับน้ำพุทันทีที่เลิกการปิดกั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ศิลปะการจู่โจมแบบโบราณจะเป็นเทคนิควรยุทธที่อ่อนแอ เพราะนี่คือโอกาสดีที่จะได้ปลดปล่อยพละกำลังออกมา ซึ่งไม่มีทางที่กระแสดาบฉีจะพลาดโอกาส!

ยิ่งพวกเขาพิจารณา ก็ยิ่งมองเห็นว่านักรบทุกคนควรจะคิดได้

“แต่ขั้นตอนของคุณยังไม่สมบูรณ์นะ! คุณบอกว่าการปล่อยให้พลังปราณไหลเวียน 3 รอบจะทำให้นักรบมีโอกาสฝ่าด่านไปถึงขั้นนักรบเหนือมนุษย์ แต่จนถึงตอนนี้ กระแสดาบฉีก็แค่ถูกถ่ายเทออกไปเท่านั้นเอง…” เมื่อหายอึ้ง ประธานคังก็ยังถามต่ออย่างสงสัยไม่เลิก

“กระแสดาบฉีแค่ถูกถ่ายเทออกไป? คุณคิดให้ลึกๆ หน่อย วงจรการไหลเวียนของพลังปราณที่ผมบอกคุณไปแล้วน่ะ…” จางเซวียนหัวเราะหึๆ

“เมื่อออกจากจุดตันเถียน พลังปราณของนักรบก็จะไหลผ่านจุดชีพจรไท่อี่ กวนเหมิน เหลียงเหมิน และสุดท้าย ก็จะไปรวมตัวกันอยู่ที่จุดฉีเซิน…”

ประธานคังนึกทบทวนตามที่ชายหนุ่มเคยพูดไว้ และถึงกับหน้าถอดสี “เมื่อพลังปราณของนักรบลดลงและกระแสดาบฉีถูกปลดปล่อยออกมา ทั้งสองอย่างก็จะมารวมตัวกันอีกครั้งที่จุดชีพจรไท่อี่ และหลังจากที่ปะทะกัน…กระแสดาบฉีก็จะระเบิดออกจากจุดชีพจรนั้น ขณะที่พลังปราณจะใช้แรงโน้มถ่วงจากการปะทะเข้าเปิดจุดชีพจรกวนเหมินและเหลียงเหมิน…ซึ่งจะทำให้สำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ในที่สุด?”

“ก็เท่ากับใช้พลังหนักหน่วงของกระแสดาบฉีเข้าฝ่าด่านคอขวด ซึ่งความเป็นไปได้ที่จะทำสำเร็จก็…ไม่มีทางต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แน่นอน!” ปรมาจารย์สู่วถึงกับปากคอแห้งผาก

ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว เขารู้ดีว่าการไหลเวียนของพลังปราณในแต่ละรูปแบบจะส่งผลอย่างไร

แม้กระแสดาบฉีจะถูกขับออกจากประตูชีวิตและมาปะทะเข้ากับพลังปราณที่จุดไท่อี่ แต่พลังรุนแรงหนักหน่วงนั้นก็จะหลอมรวมเข้ากับพลังปราณของเธอด้วย

ในเมื่อศัตรูผู้ใช้กระแสดาบฉีสามารถทำให้เธอบาดเจ็บได้ ก็แปลว่าเขาต้องมีพละกำลังมากกว่า ด้วยเหตุนี้ อย่างน้อยๆ ศัตรูก็น่าจะเป็นนักรบเหนือมนุษย์

พลังหนักหน่วงของนักรบเหนือมนุษย์ที่ผนวกเข้ากับพละกำลังของตัวเธอเอง เมื่อ 2 ฝั่งปะทะกัน การฝ่าด่านคอขวดก็ย่อมทำได้ง่ายขึ้น

อันที่จริง ความสำเร็จ 90 เปอร์เซ็นต์ก็ถือเป็นการประเมินที่ต่ำไป หากนักรบทำได้ตามนั้น ความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จก็น่าจะ…ถึง 100 เปอร์เซ็นทีเดียว!

“คะ-คุณ…”

เมื่อคิดได้ ทุกคนก็ตาค้าง

ตอนที่พวกเขาได้ฟังอาการของนักรบผู้ได้รับบาดเจ็บ สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวก็คือการปรับสภาพพลังปราณ การปรับสภาวะร่างกายของนักรบ และการหาวิธีให้เธอฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกเขากลับคิดถึงการควบคุมและใช้งานกระแสดาบฉีที่ติดอยู่ในร่างกายของเธอ เพื่อสร้างเป็นเทคนิควรยุทธใหม่เอี่ยมที่ช่วยให้นักรบฝ่าด่านวรยุทธได้…

ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่ตอนที่เขาเริ่มอ่านกรณีศึกษาในหนังสือจนถึงตอนที่อธิบายวิธีแก้ไขออกมา ก็เพิ่งผ่านไปแค่ 10 อึดใจเท่านั้น…

เขาทำได้อย่างไรกัน?

ยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?

เมื่อเห็นทั้งสามเข้าใจตรรกะของวิธีแก้ปัญหาแล้ว จางเซวียนก็ถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “แล้วอย่างนี้ เทคนิควรยุทธของผมสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของนักรบและช่วยให้เธอฝ่าด่านวรยุทธได้หรือเปล่า?”

“ได้สิ…ทำได้!” ประธานคังหน้าซีด เขาพยายามตั้งสติและพยักหน้าช้าๆ

การที่ตัวเขาแก้ปัญหาโดยใช้เพียง 5 ขั้นตอน ก็ทำให้ภูมิใจจะแย่แล้ว แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาใช้เพียงขั้นตอนเดียว…

ดูเหมือนปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวจะพูดถูก แม้เขาจะยังมีระดับวรยุทธที่อ่อนด้อย แต่ก็ไม่ใช่ธรรมดาเลย

“แล้วผมตอบคำถามของคุณหรือยัง?” จางเซวียนถามต่อ

“ตอบแล้ว…” ประธานคังพยักหน้า

“เอ้า! ก็ในเมื่อผมพูดถูก แล้วคุณจะยืนรอหาอะไร?”

ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ออกจะขัดอกขัดใจอยู่เล็กน้อย “ไม่เห็นหรือไง? ผมพูดมากขนาดนี้ หิวน้ำจะตายอยู่แล้ว ไปรินน้ำมาให้ผมดื่มเลย!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version