ตอนที่ 528 สามคำถาม
เพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัยใดๆที่จะมีต่อพลังปราณเทียบฟ้าอันพิสดารพันลึกของเขา จางเซวียนจึงไม่ปกปิดระดับวรยุทธ นักรบคนไหนก็อาจมองเห็นได้ว่าเขาเป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุด
ซึ่งในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดที่มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณถึง 14.0 การที่เขาจะมองเห็นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ประธานคังครุ่นคิด
นักรบที่ฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วงมักมีร่องรอยปรากฏอยู่บนมือ เท้า และท่วงท่าการเคลื่อนไหวของพวกเขา แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่มีร่องรอยเหล่านั้นสักอย่าง ชัดเจนว่าเขาไม่เคยฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้ใดๆมาก่อนเลย…
แล้วคนแบบนี้จะเป็นอัจฉริยะได้อย่างไร?
เหตุผลที่เหล่าปรมาจารย์เป็นผู้ไร้เทียมทานนั้นไม่ใช่เพราะความสามารถในการมองทะลุข้อบกพร่องของคู่ต่อสู้เพียงอย่างเดียว ที่สำคัญกว่าคือการควบคุมพลังปราณและการฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้จนเข้าถึงระดับที่เรียกว่าน่าอัศจรรย์
แล้วจะเรียกคนที่ไม่เคยฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้ใดๆเลยว่าเป็นอัจฉริยะได้อย่างไร? ออกจะสบประมาทการประลองปรมาจารย์ไปสักหน่อย หากจะปล่อยให้คนแบบนี้เป็นตัวแทนของสมาพันธ์นานาอาณาจักรเพื่อเข้าร่วมการประลอง!
เมื่อได้ยินน้ำเสียงแคลงใจของท่านประธาน ปรมาจารย์สู่วรีบอธิบาย “ระดับวรยุทธของปรมาจารย์จางอาจยังอ่อนด้อย แต่ความเข้าใจในวิถีทางแห่งปรมาจารย์ของเขาจัดว่าน่าอัศจรรย์ทีเดียว…”
“ความเข้าใจ?” ประธานคังถึงกับหน้าตึง “ผู้อาวุโสสู่ว นี่เรากำลังคัดเลือกอัจฉริยะที่จะเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์นะ คุณก็เป็นถึงผู้อาวุโสแห่งสภาปรมาจารย์ ควรจะรู้ดีว่าเราต้องเจอคู่ต่อสู้แบบไหน!”
ไม่แปลกใจที่ประธานคังจะโมโห เพราะปรมาจารย์ส่วกับปรมาจารย์หลิวแทบจะทุ่มหมดหน้าตักเพื่อแย่งชิงที่นั่งให้จางเซวียน ประธานคังจึงคิดว่าอีกฝ่ายต้องเป็นอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานอย่างแน่นอน แต่เมื่อเจอเข้าจริง ก็กลับเป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุด แถมยังดูเหมือนจะไม่เคยฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้ใดๆมาก่อน ด้วยระดับพละกำลังแค่นี้ คิดได้อย่างไรว่าจะเอาชนะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวอีกมากมายก่ายกองได้?
แม้พละกำลังจะไม่ใช่ทั้งหมดของการทดสอบที่มีในการประลองปรมาจารย์ แต่มันก็มีบทบาทสำคัญ หากระดับวรยุทธยังอ่อนด้อยกว่าคนอื่น จะเอาอะไรไปสู้, จะเอาอะไรไปชี้แนะคนอื่นเขา?
ต่อให้ทำได้ ก็เป็นในทางทฤษฎีเท่านั้น คำชี้แนะใดที่ปราศจากการปฏิบัติให้เห็นก็ล้วนแต่ไร้ค่า!
“ผมรู้ แต่ว่า…” ปรมาจารย์สู่วเริ่มลนลาน
“ไม่มีแต่ เอาตัวเขาออกไป!” ประธานคังโบกมืออย่างหมดความอดทน
“ท่านประธาน อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ…”
ปรมาจารย์หลิวก้าวออกมาและพูดต่อ “ระดับวรยุทธปัจจุบันของปรมาจารย์จางอาจเป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุด แต่คุณรู้ไหมว่าระดับวรยุทธเมื่อครั้งสุดท้ายที่เราพบเขานั้นคืออะไร?”
“ครั้งสุดท้ายที่คุณพบเขา…ก็ราว 20 วันก่อน?” ประธานคังเลิกคิ้ว
เมื่อราว 1 เดือนก่อน ผู้อาวุโสทั้งสองเดินทางไปอาณาจักรเทียนหวู่ หากจะนับเวลาเดินทางที่ตกราว 10 วัน พวกเขาก็น่าจะได้พบชายหนุ่มคนนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อ 20 วันก่อน
“ใช่แล้ว” ปรมาจารย์หลิวพยักหน้า
“แล้วตอนนั้นระดับวรยุทธของเขาคือ …” ประธานคังยกถ้วยชาขึ้นจิบ
ต่อให้เขายกระดับวรยุทธได้รวดเร็ว จากนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -ขั้นกลาง ไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุด ก็แล้วไงล่ะ?
เหลือเวลาอีก 2 เดือนเท่านั้น การประลองปรมาจารย์ก็จะเริ่ม ต่อให้ปราดเปรื่องแค่ไหน อย่างมากก็คงเป็นได้แค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 ด้วยระดับวรยุทธแค่นี้ ไม่มีทางสู้กับคนอื่นๆได้!
“ขั้นจงซรือ! เมื่อ 20 วันก่อน ครั้งแรกที่เราพบกับปรมาจารย์จาง เขาเป็นแค่นักรบจงซรือเท่านั้น!” ปรมาจารย์หลิวตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
พรวด!
ประธานคังสำลักน้ำชาและตาค้างอย่างไม่อยากเชื่อ เขาพึมพำออกมา “วรยุทธขั้น 8 -จงซรือ?”
คุณล้อเล่นใช่ไหม!
ยกระดับวรยุทธจากขั้นจงซรือไปถึงจื้อจุน จากนั้นก็ไปถึงกึ่งเหนือมนุษย์ และสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ในเวลาแค่ 20 วัน แถมยังเป็นขั้น 1 -สูงสุดด้วย…
รวมแล้วก็ 3 ขั้นเต็มๆ…
ต่อให้ขี่จรวด ยังทำไม่ได้แบบนี้เลย!
อันที่จริง ไม่ใช่เขาคนเดียวที่แทบไม่อยากเชื่อ ครั้งแรกที่ปรมาจารย์หลิวกับปรมาจารย์สู่วได้เห็นระดับวรยุทธปัจจุบันของจางเซวียน ถึงพวกเขาจะไม่พูดอะไรออกมา แต่ก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น
แต่เพราะรู้อยู่ว่าอาจารย์ของอีกฝ่ายน่าจะเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวหรือสูงกว่า ความตกอกตกใจของทั้งคู่ก็บรรเทาลงได้บ้าง
เมื่อดูจากการที่ปรมาจารย์ระดับสูงอย่างปรมาจารย์หยางเดินทางไปพำนักในดินแดนไกลปืนเที่ยงอย่างอาณาจักรเทียนเซวียนโดยไม่บอกไม่กล่าวกับทางสภาปรมาจารย์ ก็แปลว่าเขาอยากปกปิดสถานภาพของตัวเอง
ในฐานะที่อ่อนอาวุโสกว่าอีกฝ่าย หากปรมาจารย์หยางไม่อนุญาต พวกเขาก็ไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใครๆ
ด้วยเหตุนี้ แม้จะพรั่นพรึงกับการยกระดับวรยุทธอย่างพรวดพราดของจางเซวียน แต่พวกเขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงปรมาจารย์หยางสักครั้ง ประธานคังจึงยังไม่รู้เรื่อง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เมื่อเขารู้ว่าจางเซวียนยกระดับวรยุทธจากจงซรือมาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุดได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน เขาก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบผิดเพี้ยนไป
นี่มันไม่ใช่การฝึกฝนวรยุทธแล้ว…มันคือการถ่ายทอดวรยุทธ!
แต่เอาเข้าจริง ต่อให้การถ่ายทอดวรยุทธก็ไม่มีทางพรวดพราดได้แบบนี้!
“ผมขอเอาตัวเองเข้ายืนยันความโปร่งใสในเรื่องนี้!” ปรมาจารย์สู่วเสริม
“ยกระดับวรยุทธจากนักรบจงซรือมาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ได้ในเวลา 20 วัน ขอแค่เขาหมั่นฝึกฝนวรยุทธ ในอีก 2 เดือนข้างหน้า การจะได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -สูงสุดหรือแม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -ขั้นต้นก็ย่อมเป็นไปได้…เขาจะต้องรับมือกับอัจฉริยะเหล่านั้นได้แน่…”
รู้ดีว่าผู้อาวุโสทั้งสองไม่โป้ปด ประธานคังจึงคิดหนัก
อัจฉริยะส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว
ปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวจะต้องสำเร็จวรยุทธขั้นทงฉวนเป็นอย่างต่ำ, ระดับ 2 ดาว ต้องสำเร็จขั้นจงซรือเป็นอย่างต่ำ, และระดับ 3 ดาวต้องสำเร็จขั้นจื้อจุน
แต่ผู้ที่จะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวจะต้องเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 ขอแค่เข้าถึงวรยุทธระดับพลังต้นกำเนิด-ขั้นต้น ผู้นั้นก็จะมีระดับวรยุทธสูงพอที่จะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวแล้ว
ด้วยเหตุนี้ อัจฉริยะส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมการประลองจึงมีระดับวรยุทธอยู่ระหว่างนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -พลังต้นกำเนิดและขั้น 4 -ขจัดสิ่งมัวหมอง
เท่าที่ดูจากความเร็วในการยกระดับวรยุทธของปรมาจารย์จาง ก็เป็นไปได้ที่เขาจะก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -ขั้นต้นภายในอีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งด้วยวรยุทธระดับนั้น ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับผู้เข้าประลองส่วนใหญ่ และบางทีก็อาจจะมีโอกาสทำอันดับสูงๆให้สมาพันธ์นาอาณาจักรก็ได้
“เอาล่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ผมก็จะให้โอกาส ผมมี 3 คำถาม หากเขาตอบทุกคำถามได้ถูกต้อง ผมก็จะอนุญาตให้เขาเข้าสู่การแข่งขันรอบคัดเลือก ส่วนเขาจะเป็นหนึ่งในตัวแทน 2 ตำแหน่งหรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเขา!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ประธานคังก็เงยหน้าและพูดออกมา
“ได้เลย!” เมื่อได้ยินว่าอย่างน้อยจางเซวียนก็ยังมีโอกาส ทั้งสองปรมาจารย์ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่และรีบหันไปมองจางเซวียน
แต่แค่เห็น ก็แทบลมจับ
กลายเป็นว่าปรมาจารย์จางไม่แม้แต่จะฟังบทสนทนาของพวกเขา กลับไปยืนป๋ออยู่หน้าชั้นหนังสือที่อยู่ติดกับผนัง และกำลังไล้นิ้วไปตามหนังสือเหล่านั้น ราวกับพยายามจะหาหนังสือสักเล่ม
พวกเขากระวนกระวายเรื่องตำแหน่งผู้ท้าชิงจนหัวใจแทบจะเต้นออกมานอกอกแล้ว แต่หมอนี่กลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย…
จะกล้าหาญชาญชัยไปหน่อยไหม?
เพื่อให้คุณได้เข้าร่วมการประลอง พวกเราถึงกับเอาชื่อเสียงของตัวเองเป็นประกัน แต่คุณกลับไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น…
แค่คิดก็หัวหมุนแล้ว
“ปรมาจารย์จาง…” ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป ปรมาจารย์สู่วเข้าไปรั้งจางเซวียน “ท่านประธานตัดสินใจให้โอกาสคุณแล้ว เขาจะถามคำถามคุณ 3 ข้อ หากคุณตอบถูกทั้งหมด ก็จะได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือก”
“ได้สิ!” จางเซวียนพยักหน้าและเดินกลับมา
เขาไม่ได้ใส่ใจบทสนทนาเมื่อครู่ โดยระหว่างที่ทั้งสามหารือกันอยู่ จางเซวียนก็เห็นว่ามีหนังสือเกี่ยวกับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 อยู่จำนวนหนึ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ติดผนัง เขาจึงเดินไปดูและจัดการถ่ายโอนพวกมันเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า
จางเซวียนถ่ายโอนหนังสือวรยุทธขั้นพลังต้นกำเนิดไว้ได้กว่า 500 เล่มแล้วเมื่อตอนที่อยู่ในเมืองหงไห่ และเมื่อรวมเข้ากับหนังสืออีกจำนวนหนึ่งของที่นี่ ก็ถือว่ามากพอจะประมวลขึ้นเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าที่สมบูรณ์แบบได้
ส่วนบทสนทนาของสามคนนั้น เขาไม่ได้สนใจจริงๆ เพราะแค่จะดูหนังสือก็ไม่มีเวลาแล้ว จะเอาพลังงานที่ไหนไปรับฟังการหารืออันสุดแสนจะน่าเบื่อ?
“คำถามของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับวรยุทธและการให้คำชี้แนะ หากคุณตอบถูกทั้งหมด ก็จะได้รับโอกาสให้เข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือก”
ประธานคังหันกลับมาและหยิบหนังสือเล่มที่เขาเพิ่งถืออยู่เมื่อครู่ “นี่คือกรณีหนึ่งซึ่งผมเคยเจอกับตัวเองมาก่อน!”
“นักรบกึ่งเหนือมนุษย์คนหนึ่งถูกจ้วงแทงเข้าที่ปอดข้างซ้าย ทำให้ทางเดินพลังปราณฝั่งซ้ายของเธอไหลเวียนไม่สะดวก ในสถานการณ์แบบนี้ คุณจะให้คำชี้แนะอย่างไร เธอถึงจะได้สำเร็จเป็นนักรบเหนือมนุษย์?”
นี่คือกรณีศึกษาซึ่งครั้งหนึ่งเขาเจอกับตัวเอง มันเป็นกรณีที่ยากมาก เขาต้องค้นคว้าจากหนังสือมากมายนับไม่ถ้วนกว่าจะหาทางแก้ไขได้
แต่การประลองปรมาจารย์ก็ยิ่งยากกว่านี้อีกหลายเท่า หากคำถามเพียงเท่านี้อีกฝ่ายยังตอบไม่ได้ ถึงได้เข้าร่วมการประลองไปก็ไร้ประโยชน์ ซึ่งหากเขาตอบไม่ได้จริงๆ ก็จะได้จำกัดสิทธิ์การเป็นตัวแทนเสียตั้งแต่ตอนนี้
และคำถามนี้ก็อยู่ในขอบเขตของนักรบกึ่งเหนือมนุษย์เท่านั้น จึงไม่ได้เกินกว่าความรู้ความสามารถของอีกฝ่าย
“ผู้ที่จะได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์จะต้องมีวรยุทธองค์รวมที่สมบูรณ์แบบก่อนที่จะสามารถทำตัวให้กลมกลืนและควบคุมสภาพแวดล้อมได้! ในเมื่อปอดซ้ายของเธอถูกแทง และพลังปราณในทางเดินพลังปราณฝั่งซ้ายก็ถูกปิดกั้น นั่นเท่ากับเกิดความบกพร่องในวงจร แทบไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เธอจะฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ!”
เมื่อได้ฟังคำถาม ปรมาจารย์สู่วขมวดคิ้ว “ยากจริงๆ…”
“จริงด้วย ต่อให้เป็นผม ก็ยังต้องใช้อย่างน้อย 8 ขั้นตอนกว่าจะแก้ปัญหานี้ได้!” ปรมาจารย์หลิวพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ขอบเขตของความรอบรู้อันล้ำลึกของพวกเขาไม่ใช่สิ่งที่จะประมาทได้ แม้คำถามนี้จะยาก แต่ก็ไม่เกินมือทั้งคู่ เพียงแต่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเท่านั้น
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ปรมาจารย์สู่วก็พูดขึ้นมา “สำหรับผม ต้องใช้ 7 ขั้นตอน!”
“ศาสตร์พลังแสงอาทิตย์ย่อส่วนของคุณเข้าถึงวงโคจรที่ 7 แล้วนี่ จึงเป็นธรรมดาที่คุณจะใช้จำนวนขั้นตอนน้อยกว่าผม แต่เท่าที่ผมรู้ เมื่อครั้งที่ท่านประธานแก้ปัญหานี้น่ะ เขายังเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวนะ แต่ก็…ใช้เพียง 5 ขั้นตอนเท่านั้น!” ปรมาจารย์หลิวพูด
“5 ขั้นตอน?”
ปรมาจารย์สู่วถึงกับหรี่ตา
ยิ่งใช้จำนวนขั้นตอนในการแก้ปัญหาน้อยลงเท่าไหร่ ก็แสดงถึงประสิทธิภาพของผู้นั้น ขั้นตอนที่น้อยกว่าแปลว่าความเป็นไปได้ที่จะแก้ปัญหาสำเร็จมีมากกว่า และคุณภาพของความสำเร็จก็สูงกว่ากันด้วย
สำหรับระดับความสามารถปัจจุบันของพวกเขา การจะแก้ปัญหานี้ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ต้องใช้อย่างน้อย 7 ขั้นตอน แต่เมื่อครั้งที่ท่านประธานเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว เขาใช้แค่ 5 ขั้นตอนเท่านั้น ถือเป็นวีรกรรมที่น่าอัศจรรย์มาก
“สงสัยจริงว่าปรมาจารย์จางจะใช้กี่ขั้นตอนในการแก้ปัญหา!” ปรมาจารย์สู่วหันไปมองชายหนุ่ม
“กี่ขั้นตอน? ผมกลัวเขาจะหาวิธีแก้ไม่ได้เสียมากกว่า!” ปรมาจารย์หลิวส่ายหน้า
แม้พวกเขาจะมั่นใจในความสามารถของปรมาจารย์จาง แต่คำถามของท่านประธานก็ยากเย็นจริงๆ ขนาดพวกเขายังต้องใช้เวลาค้นคว้ากว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างครบถ้วน เป็นเรื่องที่น่าสงสัยมากว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาจะทำอย่างไร
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเป็นห่วงเป็นใยจางเซวียน ชายหนุ่มตัวปัญหาก็ขมวดคิ้วหลังจากที่ได้ฟังคำถาม “ปอดซ้ายบอบช้ำ? บริเวณไหนล่ะ คุณบอกตำแหน่งของจุดที่ถูกแทงให้ชัดเจนได้หรือเปล่า? แล้วอะไรที่ทำให้เกิดบาดแผล? คุณรู้องค์ประกอบพลังปราณของผู้ที่โจมตีเธอหรือไม่?”
“อาวุธที่ทำให้นักรบผู้นั้นได้รับบาดเจ็บคือดาบ ผู้โจมตีเข้าถึงจิตวิญญาณเพลงดาบ และเสี้ยวหนึ่งของกระแสดาบฉีได้ทะลวงเข้าไปในเส้นเลือด นี่คือคำวินิจฉัย คุณพิจารณาได้เลย!”
รู้ดีว่าจางเซวียนจะต้องตั้งคำถามแบบนี้ ประธานคังจึงยื่นหนังสือให้ดู
จางเซวียนพลิกดูคร่าวๆ สิ่งที่ระบุไว้ในหนังสือก็คืออาการและสภาวะต่างๆของนักรบ
มีเนื้อหาบอกไว้อย่างละเอียด ไม่เพียงแต่ตำแหน่งของบาดแผล แม้แต่เทคนิคการต่อสู้ที่ใช้ก็ยังมีระบุไว้ชัดเจน
จางเซวียนอ่านจบอย่างรวดเร็ว
“คุณมีวิธีแก้ไขหรือยัง?” ประธานคังถาม
“อ๋อ ง่ายมาก แค่คิดค้นเส้นทางวรยุทธแบบใหม่ให้นักรบคนนั้น” จางเซวียนตอบ
“เส้นทางวรยุทธแบบใหม่?” ประธานคังมองหน้า “คุณหมายถึง…ดัดแปลงและปรับเปลี่ยนเทคนิควรยุทธ?”
“ใช่แล้ว ในเมื่อบาดแผลที่ปอดซ้ายทำให้เกิดช่องว่างในการไหลเวียนของพลังปราณ สิ่งที่ต้องทำก็คือเปลี่ยนเส้นทางไหลเวียนของพลังปราณเสียเลย ด้วยวิธีนี้ วรยุทธของนักรบผู้นั้นจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ และการฝ่าด่านวรยุทธก็จะไม่ใช่เรื่องยาก” จางเซวียนตอบ
“ดัดแปลงและปรับเปลี่ยนเทคนิควรยุทธ?” ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวถึงกับผงะ “นั่นจะช่วยทุ่นเวลาในการเยียวยาบาดแผล การเชื่อมต่อทางเดินพลังปราณ การปรับสภาพร่างกาย และขั้นตอนอื่นๆอีกมาก… สุดท้าย สิ่งที่เขาต้องทำก็มีแค่…”
“ขั้นตอนเดียว?”
