Skip to content

Library Of Heaven’s Path 531


ตอนที่ 531 ผมคือไอ้เห่ยคนนั้น

จางเซวียนเดินตามชายหนุ่มคนนั้นไป ไม่ช้าก็มาถึงห้องขนาดใหญ่มหึมาที่เรียกว่าลานปรมาจารย์

ลานปรมาจารย์คือสถานที่รวมพลและจัดการประชุมของเหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ในสังกัดของสมาพันธ์นานาอาณาจักร ยังไม่ทันจะเข้าไปในห้อง จางเซวียนก็เห็นแล้วว่าด้านในมีผู้คนออกันอยู่แน่นขนัด

ปรมาจารย์หลายคนกำลังเดินไปมาขณะมองหาที่นั่ง

ชายหนุ่มนำทางจางเซวียนมาจนถึงประตูทางเข้าและพูดว่า “ปรมาจารย์จาง กรุณาสวมเสื้อคลุมและติดตราสัญลักษณ์ของคุณด้วย…”

“ได้!”

นี่คือพื้นที่รวมพลของเหล่าปรมาจารย์ จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องติดตราสัญลักษณ์แสดงตัวตนเพื่อให้รู้ว่าไม่ได้อยู่ผิดที่ผิดทาง

จางเซวียนสะบัดข้อมือ เขานำเสื้อคลุมออกมาสวมพร้อมกับติดตราสัญลักษณ์ลงบนอกเสื้อ

เขาไม่เคยสวมเสื้อผ้าชุดนี้เลย นับตั้งแต่ได้รับมาหลังจากผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ที่อาณาจักรเทียนหวู่ ที่ไม่สวมไม่ใช่เพราะอยากปกปิดตัวตน แต่จางเซวียนเคยชินกับเสื้อผ้าที่รัดกุมเหมือนกับที่สวมใส่ในชีวิตเก่ามากกว่า เสื้อคลุมตัวยาวนี้ออกจะไม่ค่อยสะดวกสบายสำหรับเขาเท่าไหร่

เมื่อจัดแจงเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินตามฝูงชนเข้าไปข้างใน

แม้จางเซวียนจะรู้อยู่แล้วว่าที่นี่มีปรมาจารย์อยู่มากมาย แต่จำนวนที่เห็นก็ยังทำให้อดตะลึงไม่ได้

เท่าที่กวาดสายตาดูคร่าวๆ อย่างน้อยก็น่าจะตกราว 500 คน!

ปรมาจารย์ 500 คนมารวมตัวกันอยู่ในสถานที่แห่งเดียว…แค่คิดก็อึ้งแล้ว

แต่ในเมื่อที่นี่คือสมาพันธ์นานาอาณาจักร เรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้

อีกอย่าง ความเย้ายวนของการประลองปรมาจารย์ก็ถือว่าอยู่ในขั้นสุด แม้แต่ปรมาจารย์ที่มีความเก่งกาจไม่มากมายอะไรก็ยังมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ผู้ที่ไม่ได้มาก็คือปรมาจารย์ที่ต้องอยู่ดูแลอาณาจักรเผื่อกรณีที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพียงส่วนน้อย ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดแล้ว จำนวนปรมาจารย์ที่มีอยู่ในสมาพันธ์ก็เฉียดหนึ่งพันคน

แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนประชากรมหาศาลของอาณาจักรในสังกัด ทั้งอาณาจักรอันทรงเกียรติ อาณาจักรขั้น 1,อาณาจักรขั้น 2,และอาณาจักรไร้ขั้น รวมแล้วก็เกินกว่าหนึ่งหมื่นล้านคน ด้วยจำนวนนักรบมากมายขนาดนี้ สัดส่วนของปรมาจารย์ที่มีจึงถือว่าน้อยมาก

ชายหนุ่มที่พาจางเซวียนมาไม่ได้เป็นปรมาจารย์ เขาจึงส่งแค่หน้าประตู จางเซวียนเดินเข้าไปข้างในพร้อมกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

มีโต๊ะและเก้าอี้จำนวนมากมายนับไม่ถ้วนวางเรียงเป็นแถวอยู่ภายใน แถวหน้าสุดมี 20 ถึง 30 ตัว ส่วนแถวถัดลงไปก็มีจำนวนโต๊ะและเก้าอี้มากขึ้นเรื่อยๆ

“ดูเหมือนจะจัดที่นั่งตามระดับขั้น…”

แค่มองปราดเดียว จางเซวียนก็เข้าใจ

แม้ปรมาจารย์จะมีสถานภาพเหนือกว่าคนทั่วไป แต่พวกเขาก็ให้ความสำคัญเข้มงวดกับลำดับขั้น

แถวหน้าสงวนไว้สำหรับปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวเท่านั้น จากนั้นก็เป็นระดับ 3 ดาวและ 2 ดาวไปตามลำดับ

ในเมื่อจางเซวียนเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว เขาจึงต้องนั่งด้านหลัง

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะการแข่งขันรอบคัดเลือกกำลังจะเริ่มแล้ว เขาคงไม่ต้องนั่งตรงนี้อีกนานนัก

หลังจากมองหาอีกสักพัก ก็เห็นบริเวณที่นั่งของปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว จางเซวียนจึงทรุดตัวลงนั่ง

“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจู่ๆ ก็เรียกรวมพล?”

“ผมก็ไม่รู้ แต่เมื่อสองสามวันก่อน ได้ยินว่าการแข่งขันรอบคัดเลือกเพื่อเฟ้นหาผู้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์กำลังจะจัดขึ้น บางทีอาจจะเรียกพวกเรามาเพราะเรื่องนี้ก็ได้!”

“เป็นไปได้เลย สงสัยจริงว่าครั้งนี้ใครจะได้รับเลือก…”

“ยังต้องให้พูดอีก? แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นฟู่เสี่ยวเฉิน, คุณชายฟู่!”

“อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ ผมคิดว่าคุณชายโหลวฮวนก็มีภาษีดีไม่ใช่เล่น แถมเขายังเป็นไอดอลของผมด้วยนะ!”

เมื่อทรุดตัวลงนั่ง จางเซวียนก็ได้ฟังเสียงพูดคุยเซ็งแซ่รอบๆ ตัว

ตั้งแต่ท่านประธานประกาศเรื่องการแข่งขันรอบคัดเลือกเมื่อ 10 วันก่อน ก็มีการถกเถียงแสดงความคิดเห็นอยู่มากมายว่าใครที่จะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของสมาพันธ์นานาอาณาจักร ข่าวลือทุกชนิดแพร่สะพัดไปทั่ว บางส่วนถึงกับพนันขันต่อกันเรื่องนี้

จากที่ฟังการสนทนาอยู่ครู่หนึ่ง ก็เป็นอย่างที่ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวบอก ดูเหมือนคุณชายโหลวฮวนกับฟู่เสี่ยวเฉินจะเป็นผู้เข้าท้าชิงที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุด

ทั้งคู่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นกว่าปรมาจารย์คนอื่นๆ

เมื่อมองตามสายตาของเหล่าปรมาจารย์ไป จางเซวียนก็เห็นคนสองสามคนนั่งอยู่บริเวณกึ่งกลางห้อง ซึ่งเป็นจุดสนใจแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางปรมาจารย์จำนวนมากมาย

หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มหน้าตาหมดจดที่ถือพัดไว้ในมือ ริมฝีปากสีแดงสดที่ตัดกับฟันขาวสะอาดนั้นดูจะขับให้เสน่ห์ของเขาโดดเด่นเตะตามากกว่าเดิม นัยน์ตาของเขาเป็นประกายวาววับ เท่าที่ดูจากรังสีที่แผ่ออกมารอบๆ ตัว ระดับวรยุทธของเขาน่าจะสูงกว่าปรมาจารย์คนอื่นๆ

“ดูเหมือนจะเป็นคุณชายโหลวฮวน, จวินโหลวฮวน!”

จางเซวียนยังสงสัยอยู่ว่าทำไมตัวเขาที่เป็นถึงปรมาจารย์ จึงไม่ได้รับการเรียกขานว่า ‘คุณชายจวิน’ แต่กลายเป็น ‘คุณชายโหลวฮวน’ แทน

แต่เมื่อได้เห็นตัวจริงของอีกฝ่ายกับตา ก็พอจะเข้าใจได้ เพราะถ้าไม่ใช่เสื้อคลุมปรมาจารย์ที่เขาสวมอยู่ คงยากที่ใครจะคิดว่าเขาคืออัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องอย่างไม่มีใครเทียบซึ่งได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวแล้ว

มีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ในแถวเดียวกัน ไม่ห่างไปจากคุณชายโหลวฮวนมากนัก

แม้ตราสัญลักษณ์ที่อยู่บนอกเสื้อของเขาจะมีดาวแค่ 3 ดวง แต่ท่วงท่าและบุคลิกก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคุณชายเลย

หน้าตาและรูปลักษณ์ของเขาออกจะธรรมดา มีไขมันส่วนเกินเล็กน้อยอยู่บนใบหน้า ทำให้ดูเป็นคนตุ้ยนุ้ย แต่นัยน์ตาของเขาคมกริบ ทั้งรังสีที่แผ่ออกมาก็ยังสร้างความกดดันอย่างหนักให้กับผู้คนที่อยู่โดยรอบ ระดับวรยุทธของเขาดูจะสูงกว่าจวินโหลวฮวน ซึ่งเท่าที่จางเซวียนกะดู ก็น่าจะเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4!

จะต้องเป็นฟู่เสี่ยวเฉินผู้โด่งดังแน่ๆ !

ขณะที่จางเซวียนกำลังจะประเมินผู้ท้าชิงอีก 3 คน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอยู่ข้างหู “สหายที่นั่งตรงนี้น่ะ ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย ไม่ทราบว่าคุณมาจากที่ไหน?”

เมื่อหันไปมองต้นเสียง ก็พบว่าเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ติดกับเขา

เขาน่าจะอายุราว 30 ปี ดาว 2 ดวงเปล่งประกายอยู่บนตราสัญลักษณ์

“อาณาจักรเทียนเซวียน” จางเซวียนตอบ

“เทียนเซวียน? ขั้นไหนล่ะ?” ชายหนุ่มเกาหัวอย่างงงๆ

“ไม่มีขั้นหรอก ที่นั่นเป็นอาณาจักรไร้ขั้น” จางเซวียนตอบ

“อาณาจักรไร้ขั้น?” ชายหนุ่มถึงกับชะงัก จากนั้นก็หัวเราะกลบเกลื่อน “อายุเพียงเท่านี้ก็ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวแล้ว แถมยังมาจากอาณาจักรแบบนั้น คุณนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ !”

รู้ดีว่านี่เป็นแค่การพูดคุยเรื่อยเปื่อย จางเซวียนจึงได้แต่ยิ้มและไม่พูดอะไร

ถึงเขาจะเดินทางผ่านอาณาจักรเทียนหวู่และชวนหยวนมาแล้ว แต่ถ้าใครถามถึงที่มา ก็ต้องตอบว่าอาณาจักรเทียนเซวียน

“การประลองปรมาจารย์ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับปรมาจารย์อย่างพวกเรา ต่อให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ต้องมาชมให้เห็นกับตา” ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นจางเซวียนไม่โต้ตอบ

“ก็จริง!” จางเซวียนพยักหน้า

ดูจากจำนวนปรมาจารย์ที่มาเข้าร่วมงานนี้ ก็ถือว่ายิ่งใหญ่อย่างไม่มีอะไรเทียบ

การที่มีปรมาจารย์มากมายมารวมตัวกัน ก็จะเป็นโอกาสให้พวกเขาได้แลกเปลี่ยนความคิด ได้สนทนาและเรียนรู้จากกันและกัน ซึ่งย่อมจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาตัวเองในอนาคต บางที นี่อาจจะเป็นเหตุผลหลักในการจัดการประลองตั้งแต่ครั้งแรกก็เป็นได้

“ว่าแต่ ในการแข่งขันรอบคัดเลือกนี่ คุณคิดว่าใครจะชนะ?” ชายหนุ่มถามอย่างตื่นเต้น

“ผมคิดว่าใครจะชนะ? ผมไม่รู้จริงๆ” จางเซวียนส่ายหน้า

“ก็คุณเพิ่งมาถึงนี่นะ เป็นธรรมดาที่ยังไม่ค่อยรู้อะไร แต่คงได้ฟังคนอื่นๆ คุยกันบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ คุณชายโหลวฮวนกับฟู่เสี่ยวเฉินถือเป็น 2 ตัวเต็ง คุณชายโหลวฮวนน่ะมาจากตระกูลชั้นนำของสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองนี้, ตระกูลจวิน แถมยังเป็นหนึ่งในสี่สุภาพบุรุษของสมาพันธ์นานาอาณาจักรด้วย ขนาดลูกชายของหัวหน้าจ้าว, องค์รัชทายาทจ้าวกุยน่ะ ก็ยังเป็นรองเขา ส่วนฟู่เสี่ยวเฉินเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสไห่ ในบรรดาผู้ท้าชิงทั้งหมด ก็สองคนนี้แหละที่น่าจะเป็นผู้ชนะ”

ชายหนุ่มพูดต่อ “แต่จะว่าไป คนที่ผมเชื่อว่ามีโอกาสชนะมากที่สุดน่ะไม่ใช่สองคนนั้นหรอก แต่เป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสเฟิง, เฟิงมั่วเซิน”

“เฟิงมั่วเซิน?”

“ใช่แล้ว ผมเคยพบปรมาจารย์เฟิงครั้งหนึ่ง ถึงเขาจะเงียบขรึมและถ่อมเนื้อถ่อมตัว แต่ก็มีระดับวรยุทธที่น่าประทับใจที่สุดในบรรดาปรมาจารย์ที่ผมเคยพบ เมื่อ 3 ปีก่อนผมมีโอกาสได้รับคำชี้แนะจากเขา ซึ่งตอนนั้นเขาก็เป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวขั้นสูงสุดแล้ว นึกไม่ออกเลยว่าตอนนี้จะไปได้ไกลอีกแค่ไหน!” เมื่อพูดถึงปรมาจารย์เฟิง นัยน์ตาของชายหนุ่มก็วาววับด้วยความชื่นชม

“ส่วนผู้ท้าชิงอีก 2 คนที่เหลือ ผมได้ยินว่าพวกเขามาจากอาณาจักรอื่น คนหนึ่งชื่อหลัวฉี่ เป็นปรมาจารย์สาวสวย ส่วนอีกคนคือตู๋หู่…ผมไม่รู้เรื่องพละกำลังของพวกเขามากนัก แต่ในเมื่อทั้งคู่เป็นผู้ท้าชิงที่ได้รับเลือก ก็คงจะไม่ธรรมดาเหมือนกัน!”

จากนั้นชายหนุ่มก็เบาเสียงลงและพูดว่า “แต่ผมรู้มาว่าจำนวนผู้เข้าท้าชิงทั้งหมดในการแข่งขันรอบคัดเลือกครั้งนี้ไม่ใช่ 5 คนนะ แต่มีทั้งหมด 6 คน มีการประกาศจัดการแข่งขันรอบคัดเลือกตั้งแต่เมื่อ 10 วันก่อนแล้ว แต่สุดท้ายท่านประธานก็เลื่อนออกไปจนกระทั่งถึงวันนี้ มีข่าวลือว่าเหตุผลที่ต้องเลื่อนออกไปก็เพราะผู้เข้าท้าชิงคนที่ 6 ยังไม่ปรากฏตัว”

“อ้อ? คุณรู้จักเขาด้วย?” จางเซวียนถาม

“ท่านอาจารย์ของผมคือหนึ่งในเหล่าผู้อาวุโสที่เข้าร่วมการประชุมเรื่องการคัดเลือกผู้ท้าชิง ผู้เข้า ท้าชิงคนที่ 6 น่ะได้รับการรับรองอย่างแข็งขันจากปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิว และถ้าผมจำไม่ผิด เขาชื่อ…จางเซวียน!”

ชายหนุ่มคำราม “ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนี่ล่ะก็ การแข่งขันรอบคัดเลือกคงจัดขึ้นไปนานแล้ว ช่างเป็นไอ้เห่ยเสียจริงๆ !”

“แค่ก แค่ก, ไอ้เห่ย?” จางเซวียนไอโขลก

“การประลองปรมาจารย์เป็นเรื่องสำคัญขนาดไหน แต่หมอนั่นก็ยังมาช้า ปล่อยให้ปรมาจารย์มากมายต้องรอแบบนี้ เออ…ถ้าเก่งกาจไร้เทียมทานก็ว่าไปอย่าง แต่เท่าที่ผมรู้ เขาเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวเท่านั้น แถมดูจะยังเด็กเสียด้วย…ไม่เคารพผู้อาวุโสกว่าแบบนี้ จะให้เรียกว่าอะไรถ้าไม่ใช่ไอ้เห่ย? นี่ถ้าไม่เป็นเพราะปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวรับรองตัวเขาล่ะก็ คงถูกถอดจากการเป็นผู้เข้าท้าชิงไปนานแล้ว!”

ชายหนุ่มพูดอย่างหัวเสีย

“ผมเข้าใจแล้ว” จางเซวียนเกาหัวแกรก

ถูกเรียกว่าเป็นไอ้เห่ยต่อหน้าต่อตา จางเซวียนก็ไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดอะไร

ก็เพราะก่อนหน้านี้ ปรมาจารย์สู่วบอกเขาว่า แค่เขามาถึงสมาพันธ์นานาอาณาจักรภายใน 3 เดือนก็พอแล้ว เขาจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่ามีการแข่งขันรอบคัดเลือก?

“ไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่คิดแบบนี้ คนอื่นๆ ก็คิดเหมือนกัน ถ้าผมรู้ว่าหมอนั่นหน้าตาเป็นอย่างไรล่ะก็ เจอหน้ากัน…ต้องซัดกันสักตั้ง!” ชายหนุ่มพูดอย่างดุดัน “ถ้าผมไม่ต้องรอเขาล่ะก็ คงได้ปลีกวิเวก เพื่อเตรียมการฝ่าด่านวรยุทธไปแล้ว เป็นเพราะความผิดของหมอนั่นคนเดียว ธุระของผมจึงต้องล่าช้าออกไปจนถึงตอนนี้…”

นึกไม่ถึงว่าความล่าช้าของตัวเองจะทำให้อีกฝ่ายเป็นเดือดเป็นแค้นขนาดนั้น จางเซวียนได้แต่ยิ้มแหยๆ ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากพูด จู่ๆ ทั้งห้องก็เงียบกริบ เมื่อเงยหน้าดู ก็เห็นประธานคังกับปรมาจารย์สู่วเดินเข้ามา

“ผมเชื่อว่าพวกคุณส่วนใหญ่คงเดาได้ว่าเหตุที่ระฆังรวมพลดังขึ้นเป็นเพราะอะไร?”

ประธานคังโบกมืออย่างวางมาด “ใช่แล้ว การแข่งขันรอบคัดเลือกสำหรับการประลองปรมาจารย์จะมีขึ้นในวันนี้ เหตุผลที่ผมเรียกพวกคุณให้มารวมตัวกันที่นี่ ก็เพื่อทุกคนจะได้ประจักษ์กับตา!”

“ว่าแล้ว…เป็นการแข่งขันรอบคัดเลือกจริงๆ !”

“แปลว่าปรมาจารย์คนนั้น, จางเซวียน…ก็อยู่ที่นี่น่ะสิ?”

“เขาอยู่ที่นี่เหรอ? แล้วอยู่ไหนล่ะ?”

เมื่อได้ยินคำยืนยันจากท่านประธาน ฝูงชนก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน หลายคนเหลียวซ้ายแลขวา

“การประลองปรมาจารย์เป็นเหตุการณ์สำคัญที่จัดขึ้นโดยจักรวรรดิต่างๆ ที่อยู่ในสังกัดของสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฮ่วนหยู ผมเชื่อว่าคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงผลการประลองที่ผ่านๆ มา พวกคุณทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้ว แต่ในครั้งนี้…เราเป็นเจ้าภาพ ผมจึงหวังว่าเราจะสามารถทำลายสถิติเดิมที่ไม่เข้าท่า และนำความรุ่งโรจน์มาให้สภาปรมาจารย์ของพวกเรา!”

ประธานคังกวาดตามองบรรดาผู้ฟัง

“ใช่แล้ว!”

เมื่อได้ฟังเขาพูด แม้ปรมาจารย์ส่วนใหญ่ในที่นี้จะไม่ได้เข้าร่วมการประลอง แต่พวกเขาก็หน้าแดงก่ำและกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น

ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ทุกคนก็อดผิดหวังไม่ได้ที่เห็นสภาปรมาจารย์ของพวกเขารั้งอันดับท้ายๆ มาตลอด

ในฐานะที่ครั้งนี้เป็นเจ้าภาพ ทุกคนตั้งใจว่าจะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ไม่อย่างนั้น จะสู้หน้าเหล่าบรรพบุรุษในห้องรับรองปรมาจารย์ได้อย่างไร?

“เอาล่ะ พวกคุณทุกคนขึ้นมาเลย!”

จากนั้นประธานคังก็ร้องเรียก แล้วจวินโหลวฮวน, ฟู่เสี่ยวเฉิน กับคนอื่นๆ ก็เดินขึ้นมา

พวกเขามีกันทั้งหมด 5 คน

“ฮึ? ปรมาจารย์จางอยู่ไหน?” เมื่อเห็นจางเซวียนไม่ได้มาด้วย ประธานคังก็เลิกคิ้ว

“ฮ่าฮ่า, ดูสิ การแข่งขันรอบคัดเลือกกำลังจะเริ่มอยู่แล้ว แต่ไอ้เห่ยจางเซวียนก็ยังไม่มา ผมเชื่อว่าคราวนี้ท่านประธานคงถอดเขาออกจากการเป็นผู้เข้าท้าชิงแน่ ทำตัวไม่มีสัมมาคารวะเสียขนาดนี้…”

เมื่อเห็นประธานคังเหลียวซ้ายแลขวามองหาปรมาจารย์จาง ชายหนุ่มก็ได้แต่ส่ายหน้าและพึมพำอย่างเซ็งๆ จากนั้นก็เหมือนจะพลันนึกอะไรได้บางอย่าง เขาหันขวับมาหาสหายใหม่ที่เพิ่งเจอและถามว่า “น้องชาย คุยกันก็ตั้งนานแล้ว ผมยังไม่รู้ชื่อคุณเลย!”

“ชื่อผม?” จางเซวียนฝืนยิ้มก่อนจะลุกขึ้นยืน “ดูเหมือนว่า…ผมคือไอ้เห่ยที่คุณพูดถึงนั่นแหละ…จางเซวียน!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version