ตอนที่ 532 เริ่มการคัดเลือก
“คะ-คุณคือจางเซวียน, ปรมาจารย์จาง?” ชายหนุ่มตัวสั่นและน้ำตาไหลอาบหน้า เขาแทบเป็นลมล้มพับไปเดี๋ยวนั้น
แม้จะเพิ่งนินทาจางเซวียน แต่เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าผู้ที่ได้การรับรองเป็นมั่นเหมาะจากปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวนั้นไม่มีทางจะเป็นคนธรรมดาสามัญ เป็นไปได้มากทีเดียวว่าปรมาจารย์จางผู้นี้คงไม่ได้เป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวทั่วๆ ไป
ก็แค่…ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวเหมือนกัน เขาอดอิจฉาที่อีกฝ่ายได้รับเลือกไม่ได้ นั่นทำให้เขาระบายความอึดอัดขัดใจทั้งหมดใส่คนแปลกหน้า ถ้าเป็นคนที่เขารู้จักคุ้นเคยล่ะก็ จะไม่มีทางกล้าทำแบบนี้เด็ดขาด
ในเมื่อไม่รู้จักอีกฝ่าย จึงพรั่งพรูความแค้นอย่างสบายใจ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า…ไม่เพียงแต่เขาจะเจอตอ แต่ยังเรียกปรมาจารย์จางว่าไอ้เห่ยต่อหน้าต่อตาเขาด้วย
ซวยอะไรขนาดนี้!
คุณกำลังจะเข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือกไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่ไปนั่งกับจวินโหลวฮวน ฟู่เสี่ยวเฉิน และคนอื่นๆ มาจ๋องอะไรกับพวกเราอยู่ตรงนี้?
ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว ถึงกับนึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมาวูบหนึ่ง
ซวยโคตรซวยอะไรอย่างนี้…เขาก็แค่อยากระบายกับคนแปลกหน้าสักคน ซึ่งก็มีคนแปลกหน้าอยู่เยอะแยะ มันเรื่องอะไรเขาถึงเลือกคุยกับปรมาจารย์จาง…ดวงจะกุดไปไหน!
ขณะที่กำลังกลัวว่าอีกฝ่ายจะลุกขึ้นมาจับเขาหักแขนหักขา ปรมาจารย์จางก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปข้างหน้า
“เขาไม่ว่าเราหรือนี่?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูดไม่จาและเดินจากไป ชายหนุ่มก็ได้แต่อ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เหล่าปรมาจารย์ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตัวเอง การถูกเรียกขานว่าเป็นไอ้เห่ยต่อหน้าต่อตา ถือเป็นการหยามหน้ากันอย่างรุนแรง ถ้าอีกฝ่ายเอาเรื่อง เขาก็ไม่มีสิทธิ์จะหืออืออะไรทั้งนั้น นอกจากจะยอมรับ…แต่ปรมาจารย์จางก็กลับเดินออกไปโดยไม่พูดสักคำ ความเมตตากรุณาแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ปรมาจารย์ส่วนใหญ่จะมีให้ใคร
“ถ้าเขา…ถ้าเขาเอาเรื่องขึ้นมาล่ะ…”
ชายหนุ่มข่มความลนลานไว้และหันไปจับจ้องเวที
“เขาคือจางเซวียน?”
“ดูเด็กกว่าที่ร่ำลือกันเสียอีก!”
“จริงด้วย ยังอายุไม่ถึง 20 ด้วยซ้ำ แถมเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว มีสิทธิ์อะไรถึงได้เป็นผู้ท้าชิงในการแข่งขันรอบคัดเลือก?”
“อาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ ถึงเขาจะมีแค่ตราสัญลักษณ์ระดับ 2 ดาว แต่ความสามารถก็อาจจะไม่อยู่แค่นั้นหรอก”
“คุณก็พูดถูก ถ้าไม่เก่งจริง…ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวคงไม่รับรองเป็นมั่นเหมาะแบบนั้น แต่ต่อให้เขาไม่ได้เป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ความสามารถจะมีสักแค่ไหนกัน!”
ทุกสายตาต่างจับจ้องชายหนุ่มที่เพิ่งเดินขึ้นไปบนเวที
พวกเขารู้มานานแล้วว่าปรมาจารย์จางยังเด็ก แต่เมื่อได้เห็นกับตาเป็นครั้งแรก ต่างก็จังงังกันไปถ้วนทั่ว
ความสามารถในการหยั่งรู้และความรอบรู้ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเหล่าปรมาจารย์ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือปริมาณความรู้ที่เหนือกว่านักรบทั่วไป
ไม่ว่าชายหนุ่มคนนี้จะปราดเปรื่องสักแค่ไหน แต่ในเมื่อได้ศึกษาเล่าเรียนมาเป็นระยะเวลาสั้นกว่าคนอื่น เขาจะสั่งสมความรู้ไว้ได้แค่ไหนกัน?
“ในเมื่อทุกคนพร้อมหน้ากันแล้ว ผมก็ขออธิบายกฎเกณฑ์ของการแข่งขันรอบคัดเลือก!”
เมื่อเห็นจางเซวียนมาแล้ว ประธานคังก็พยักหน้า เขากวาดสายตาไปทั่วกลุ่มผู้ฟังและตั้งต้นอธิบายรายละเอียด “การแข่งขันจะมีทั้งหมด 5 ด่าน แต่ละด่านจะเกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานด้านต่างๆ ที่ปรมาจารย์พึงมี! ผู้ชนะในแต่ละด่านจะได้ 6 คะแนน, อันดับ 2 ได้ 5 คะแนน, จากนั้นก็ลดหลั่นกันไป โดยผู้เข้าท้าชิงที่ได้คะแนนรวมสูงสุดเป็น 2 อันดับแรกจะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของสมาพันธ์นานาอาณาจักรเพื่อเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์”
จากนั้นประธานคังก็โบกมือและตั้งคำถาม “มีใครสงสัยอะไรไหม?”
“ไม่!” ทุกคนรีบตอบ
จวินโหลวฮวนและผู้เข้าท้าชิงคนอื่นๆ ก็ส่ายหน้า
“ผมได้ออกแบบการแข่งขันร่วมกับผู้อาวุโสคนอื่นๆ โดยหัวข้อในการแข่งขันคือ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ, ความเข้าใจในเทคนิควรยุทธ, การถ่ายทอดความรู้, ความจำ และการให้คำชี้แนะตามลำดับ”
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้สงสัย ประธานคังชำเลืองมองเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งอยู่แถวหน้า “เราจะเริ่มการแข่งขันด่านแรกกันเลย คือการทดสอบระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ผู้อาวุโสอู๋ ขอรบกวนคุณด้วย!”
“ท่านประธานไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งหัวเราะหึๆ ขณะที่เดินขึ้นไปบนเวที เขาสะบัดข้อมือ จากนั้นพิณโบราณตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะส่งผู้อาวุโสอู๋ออกมาตั้งแต่ด่านแรก!” ผู้ชมคนหนึ่งออกความเห็น
“ทำไมล่ะ? ผู้อาวุโสอู๋มีอะไรพิเศษหรือ?” คนข้างๆ ถามอย่างสงสัย
“ก็ใช่น่ะสิ ผู้อาวุโสอู๋เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดเหมือนท่านประธานก็จริง แต่เขามีอาชีพพิเศษรองรับ ซึ่งอาชีพนั้นมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ” คนแรกตอบ
“ฮึ? อาชีพแบบไหนกันที่ช่วยยกระดับความลึกของจิตวิญญาณ?” ชายคนที่สองยังสงสัยอยู่
คุณสมบัติขั้นพื้นฐานอย่างแรกของปรมาจารย์ก็คือระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ยิ่งมีสูงเท่าไหร่ การเข้าถึงหัวใจและแก่นแท้ของความเป็นปรมาจารย์ก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น อาชีพแบบไหนกันที่ผู้อาวุโสอู๋เป็นอยู่ และทำให้เขากลายเป็นผู้โดดเด่นแม้แต่ในหมู่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดด้วยกัน?
“มือบรรเลงบทเพลงปีศาจ!” คนแรกตอบ
“มือบรรเลงบทเพลงปีศาจ? คุณหมายถึงอาชีพพิเศษที่ใช้ดนตรีทำให้สติสตังของผู้ฟังสับสนปั่นป่วนน่ะหรือ?” อีกคนถึงกับผงะ
“ใช่แล้ว!” คนแรกพยักหน้า “แม้มือบรรเลงบทเพลงปีศาจจะเป็นแค่หนึ่งในเก้าสถานะระดับล่าง แต่พวกเขาก็สามารถใช้ดนตรีล่อลวงและเบี่ยงเบนหัวใจของผู้ฟัง ทำให้รับมือได้ยาก สมาพันธ์นานาอาณาจักรของเราไม่มีมือบรรเลงบทเพลงปีศาจสักคนเดียว อาชีพของผู้อาวุโสอู๋จึงหายากมาก”
“ถึงกับส่งมือบรรเลงบทเพลงปีศาจเข้าทดสอบระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของผู้ท้าชิง แค่ด่านแรกก็หินสุดๆ แล้ว!” คนที่สองออกความเห็น
ถ้าเป็นการทดสอบปรมาจารย์แบบทั่วไป หินหยั่งรู้จะถูกนำมาใช้วัดระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ผู้ที่ได้ตัวเลขสูงกว่าก็เป็นผู้ชนะ ความยากจึงเพิ่มขึ้นอีกมากเมื่อมีการนำมือบรรเลงบทเพลงปีศาจเข้ามา
ระหว่างที่ทั้งคู่คุยกัน ผู้อาวุโสอู๋ก็วางพิณลงบนโต๊ะและหันไปมองเหล่าผู้เข้าท้าชิง
“ด่านแรกจะเป็นการทดสอบระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ในฐานะปรมาจารย์ ไม่เพียงแต่จะต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูง ที่สำคัญกว่าคือจะต้องคงความคิดอ่านและการใช้เหตุผลไว้ได้ แม้จะอยู่ในสภาวะที่ถูกล่อลวงหรือบิดเบือนให้ไขว้เขว ผมมาทดสอบระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของพวกคุณตามคำขอของท่านประธาน ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องทำเต็มที่ พวกคุณเตรียมปรับสภาวะจิตได้เลย”
เขาสะบัดข้อมืออีกครั้ง แล้วแผ่นโลหะรูปกลม 2 – 3 อันก็มาอยู่บนโต๊ะ
“นี่คือแผ่นค่ายกลเปล่าที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลมักใช้กัน เดี๋ยวผมจะบรรเลง ‘บทเพลงปีศาจวิปลาส’ ที่ทำให้สติสตังของพวกคุณไขว้เขว พวกคุณจะต้องจารึกอักขระลงบนแผ่นค่ายกลให้ได้ภายใต้สภาวะแบบนั้น เมื่อจบเพลง เราก็จะตัดสินตามวิธีการจารึกอักขระและความงดงามในฝีมือของคุณ!”
ผู้อาวุโสอู๋มองเหล่าผู้ท้าชิงอีกครั้งและพูดว่า “แต่บทเพลงปีศาจวิปลาสของผมจะใช้ได้ผลกับผู้ฟังเพียงหนึ่งคนในแต่ละครั้ง ใครจะเป็นคนแรก?”
“เป็นการทดสอบที่เพี้ยนอะไรอย่างนี้!”
“ผมเคยอ่านเรื่องบทเพลงปีศาจวิปลาสจากหนังสืออยู่ครั้งหนึ่ง มันมีอานุภาพล่อลวงจิตใจ ทำให้ความคิดอ่านของผู้ฟังผิดเพี้ยนไปหมด หากนักรบทั่วไปได้ฟัง ก็จะมีสภาพเดียวกันกับเมื่อถูกพิษรุนแรง ในเมื่อแยกแยะทิศทางยังแทบไม่ได้ แล้วจะจารึกอักขระได้อย่างไร…”
“จริงด้วย แค่ยืนให้อยู่ก็ยากแล้ว ยังจะต้องจารึกอักขระลงบนแผ่นค่ายกลขนาดแค่ฝ่ามือให้สวยงามอีก…”
“ยิ่งกว่านั้น แผ่นค่ายกลที่ใช้ในการทดสอบก็เป็นเกรด 3 ไม่เพียงแต่จะต้องมีสภาวะจิตที่ใสกระจ่างพอในการจารึกอักขระ พละกำลังที่ใช้ก็สำคัญ ไม่อย่างนั้น ก็มีโอกาสสูงที่มันจะแตกหักไป!”
“นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณแล้ว ยังต้องมีความสามารถควบคุมระดับพละกำลังของตัวเองในสภาวะที่จิตใจยุ่งเหยิงสับสนได้ด้วย…ยากมาก การทดสอบด่านนี้ถือว่ายากจริงๆ !”
เมื่อได้ฟังรายละเอียดการทดสอบ ปรมาจารย์หลายคนถึงกับถอนหายใจเฮือก
นี่คือเหตุผลที่มือบรรเลงบทเพลงปีศาจเป็นอาชีพโด่งดัง แม้จะอยู่ในเก้าสถานะระดับล่าง เพราะหากถูกบทเพลงปีศาจวิปลาสโจมตีเข้าไป ก็ยากที่ผู้ฟังจะต้านทานอานุภาพของมันและรักษาสภาพจิตของตัวเองไว้ได้ แถมยังต้องจารึกอักขระลงบนแผ่นค่ายกลด้วย…
ช่างยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ !
อย่าว่าแต่ผู้เข้าท้าชิง ต่อให้เหล่าปรมาจารย์อาวุโสระดับ 4 ดาวที่นั่งอยู่แถวหน้าก็ยังรับมือได้ยาก
“มือบรรเลงบทเพลงปีศาจ? จารึกอักขระ?”
ตรงกันข้ามกับความตกตะลึงของทุกคน จางเซวียนขมวดคิ้ว
ในบรรดาหนังสือที่เขาเคยอ่านก็พอมีข้อมูลเกี่ยวกับมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ แต่ก็สั้นมาก เขาจึงไม่แน่ใจนักว่าอาชีพนี้มีความสามารถอะไรบ้าง
เขาคิดมาตลอดว่ามือบรรเลงบทเพลงปีศาจก็คงไม่ต่างกับจิตรกร เพียงแต่ความเชี่ยวชาญของพวกเขาคือดนตรี แต่เท่าที่เห็นวันนี้ ก็คงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของผู้อาวุโส คุณชายจวินโหลวฮวนก็หันไปมองบรรดาคู่ต่อสู้ของเขา อยากรู้ว่าคนเหล่านั้นจะมีทีท่าอย่างไร
ฟู่เสี่ยวเฉินมีสีหน้าเรียบเฉย ดูเหมือนเขาจะคิดไว้แล้วว่าจะมีการทดสอบแบบนี้ จึงปรับสภาวะจิตเพื่อเตรียมตัว
คนอื่นๆ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ต่างขับเคลื่อนระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทดสอบ มีแต่ชายหนุ่มคนเดียวที่ขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าอกเข้าใจอะไรนัก
เขาก็คือบุคคลที่ทำให้คนอื่นๆ ต้องรอคอยอยู่หลายวัน, จางเซวียน
“ดูเหมือนเขาจะไม่เคยได้ยินเรื่องมือบรรเลงบทเพลงปีศาจมาก่อน!”
เห็นหน้าตาฉงนของอีกฝ่าย คุณชายโหลวฮวนก็รู้ว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่เคยได้ยินเรื่องมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเขาที่เป็นถึง 1 ใน 4 สุภาพบุรุษ และปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นต้นจะต้องมาแข่งกับคนโง่เง่าแบบนี้
แค่คิดก็หงุดหงิดแล้ว
คุณชายหัวเราะเบาๆ และเอ่ยขึ้น “คุณคือปรมาจารย์จางใช่ไหม? คุณมาจากแดนไกล แถมปล่อยให้พวกเราต้องรออยู่ตั้งนาน ในฐานะแขก…พวกเราควรให้คุณไปก่อน”
“ผม?” จางเซวียนส่ายหน้า “ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไป หากคุณอยากเริ่ม เชิญได้เลย ผมขอดูก่อนก็แล้วกัน!”
ไม่มีอาชีพไหนในบรรดาเก้าสถานะที่เป็นอาชีพธรรมดาสามัญ ในเมื่อจางเซวียนไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับอาชีพมือบรรเลงบทเพลงปีศาจมาก่อน เขาก็หวังว่าจะได้ดูลู่ทางก่อนจะตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรต่อ
“ดูก่อน?”
คุณชายโหลวฮวนเย้ย “คุณคิดว่าตอนนี้ผู้อาวุโสยังมีเรี่ยวแรงดีอยู่ และผู้ที่ต้องเข้าทดสอบคนแรกจะต้องโดนหนักสุดอย่างนั้นหรือ?”
ในเมื่อเป็นการทดสอบระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ผู้เข้ารับการทดสอบก็ควรจะกล้าๆ หน่อย มัวลังเลอยู่แบบนี้ ก็ชี้ให้เห็นว่าคุณทั้งกลัวทั้งกังวลใจ ด้วยสภาวะจิตที่ไม่เข้มแข็งน่ะ คิดว่าตัวเองจะผ่านการทดสอบด้วยคะแนนดีหรือ?
ล้อเล่นแล้วล่ะ!
ในเมื่อเป็นการทดสอบระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ การเข้าทดสอบเป็นคนแรกและคนสุดท้ายย่อมมีผลต่อสภาวะจิตและผลการทดสอบ
ผู้ที่ลังเลและกลัวความกดดันจากการเข้าทดสอบเป็นคนแรก ก็บ่งบอกว่าเขาขาดสภาวะจิตที่เข้มแข็ง และเมื่อสภาวะจิตบกพร่อง ก็ย่อมจะตกหลุมพรางของบทเพลงปีศาจวิปลาสได้ง่าย
คุณชายโหลวฮวนจงใจพูดแบบนี้เพื่อทำลายความมั่นใจและบั่นทอนสภาวะจิตของจางเซวียน
ในเมื่อเป็นคู่แข่งกัน เขาก็ไม่มีความคิดที่จะออมมือให้ใคร
“ถ้าคุณกลัว ผมไปก่อนก็แล้วกัน!”
หลังจากบั่นทอนความมั่นใจของปรมาจารย์จางแล้ว คุณชายโหลวฮวนก็หัวเราะหึๆ ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะและเตรียมหยิบแผ่นค่ายกลขึ้นมา
“คุณชายโหลวฮวน ทำไมไม่ให้ผมไปก่อน?”
เสียงเรียบเฉยดังขึ้น แล้วฟู่เสี่ยวเฉินก็เดินมาที่โต๊ะ
เขาปรับสภาวะจิตเรียบร้อยแล้ว สีหน้าของเขาดูสงบเย็น ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกจะสั่นคลอนตัวเขาได้
“คุณคิดจะแข่งกับผม?” คุณชายโหลวฮวนเลิกคิ้ว
“แข่ง? คุณก็คิดมากไปน่ะ ด้วยพละกำลังระดับผู้อาวุโสอู๋ จะไปคนแรกหรือคนสุดท้ายก็เหมือนกัน ถึงอย่างไรอานุภาพของบทเพลงปีศาจวิปลาสก็ยังคงเดิม ลูกไม้ตื้นๆ ที่คุณใช้กับคนอื่นน่ะ…ใช้กับผมไม่ได้หรอก!” ฟู่เสี่ยวเฉินตอบหน้านิ่ง
