ตอนที่ 548 ที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง
จางเซวียนไม่สนใจคุณชายที่กำลังสะอึกสะอื้น เขาถามต่อ “ผู้คนในที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงที่คุณพูดถึงน่ะ เป็นใครกัน?”
ไม่ใช่เพราะเขาไม่เห็นใจคุณชาย แต่จางเซวียนกำลังหาหนทางพลิกสถานการณ์ ซึ่งก็คิดไว้แล้วว่าหากต้องลงเอยด้วยการได้โควต้าแค่ 2 ที่จริงๆ เขาก็จะหาทางชี้แนะวรยุทธให้อีกฝ่ายเป็นการชดเชย
เพราะถึงอย่างไร คำชี้แนะของจางเซวียนก็น่าจะมีประสิทธิภาพกับคุณชายโหลวฮวนมากกว่าการฝึกวรยุทธที่ทะเลสาบหยิน-หยาง
“ที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงเป็นชื่อของกลุ่มอำนาจกลุ่มหนึ่ง ก็เหมือนกับสมาคมนักปรุงยาและสมาคมช่างตีเหล็ก พวกเขามีอาณาเขตในสังกัดและท่อน้ำเลี้ยงจิตวิญญาณอยู่มากมาย ด้วยเหตุนี้ ขนาดตัวผมที่เป็นถึงประธานสภาปรมาจารย์ก็ยังกดดันพวกเขาไม่ได้ ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ก็คือเจรจาต่อรองอย่างเป็นธรรม” ประธานคังอธิบาย
“ท่อน้ำเลี้ยงจิตวิญญาณและอาณาเขตในสังกัด?” จางเซวียนอัศจรรย์ใจมาก
เพียงเท่านี้ก็มากพอจะบ่งบอกแล้วว่ากลุ่มอำนาจนี้ไม่ธรรมดา และในเมื่อกลุ่มอำนาจใหญ่ๆในโลกนี้ก็มีอยู่มากมาย พวกเขาจะปล่อยให้คนกระจอกงอกง่อยใช้ทรัพยากรล้ำค่าของตัวเองหรือ?
“ก็ตามนั้นแหละ ที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงทุกสาขามีผู้นำของตัวเอง และผมก็รู้จักคุ้นเคยกับผู้นำรุ่นปัจจุบัน นั่นคือเหตุผลที่ผมได้โควต้ามาให้คุณ แต่พูดกันตามตรงนะ ถึงอย่างไรก็ต้องผ่านการทดสอบก่อน…ส่วนจะได้เข้าไปหรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณแล้วล่ะ!” ประธานคังพูด
“รู้จักคุ้นเคย?”
“ใช่ ตอนที่เธอได้รับบาดเจ็บ ผมช่วยชีวิตเธอไว้!”
ประธานคังลูบเคราและพูดต่อ “คุณจำกรณีศึกษาเรื่องนักรบที่ฝึกฝนศิลปะการจู่โจมแบบโบราณได้หรือเปล่า คนที่ได้รับบาดเจ็บที่หน้าอกเพราะกระแสของดาบฉีน่ะ?”
จางเซวียนพยักหน้า
ครั้งแรกที่พบกัน ประธานคังได้ตั้งคำถามเพื่อเป็นการทดสอบเขา การทดสอบนั้นคือกรณีศึกษาที่มาจากเรื่องจริง เป็นเรื่องของนักรบคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะกำลังพยายามฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์
สถานการณ์นั้นซับซ้อนมาก และด้วยความยากลำบากในการรักษา จึงเป็นธรรมดาที่ประธานคัง จะได้รับความสำนึกในบุญคุณจากอีกฝ่ายหลังจากเสร็จเรื่อง
เมื่อคุยกันไปได้อีกครู่ใหญ่ จางเซวียนก็เข้าใจที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงได้ดีกว่าเดิม
กลุ่มอำนาจที่ว่านี้มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์มากมายจากทั่วโลกเป็นอาณาเขตในสังกัด พวกเขามีอำนาจปกครองดินแดนเหล่านั้น จึงมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยขาดแคลน นั่นคือทรัพยากร ด้วยเหตุนี้…ความมั่งคั่งจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่
ขนาดคนระดับปรมาจารย์ก็ยังทำให้พวกเขายอมให้โควตาเพียง 2 ที่
จากนั้น ทั้งกลุ่มก็ตั้งต้นฝึกฝนวรยุทธ
เพราะไม่มีหินวิเศษ จางเซวียนจึงไม่สนใจจะพยายามฝ่าด่านวรยุทธ เขาใช้เวลาไปกับการปรับระดับวรยุทธใหม่ให้เข้าที่เข้าทาง และเพิ่มปริมาณพลังปราณให้ถึงขีดสุด
หลังจากที่สำเร็จวรยุทธพลังต้นกำเนิดขั้นสูงแล้ว พละกำลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกมาก จากเดิมที่มีอยู่ 2 แสนติ่ง ก็เพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า กลายเป็น 4 แสนติ่ง
โดยทั่วไป นักรบพลังต้นกำเนิดขั้นต้นจะมีพละกำลังราว 150000 ติ่ง, ขั้นกลาง 200000 ติ่ง, ขั้นสูง 250000 ติ่ง และขั้นสูงสุด 300000 ติ่ง ส่วนวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 3 -หยินหยาง จะมีความต่างกันขั้นละ 100000 ติ่ง กล่าวคือ ขั้นต้นที่ 500000 ติ่ง, ขั้นกลาง 600000 ติ่ง, ขั้นสูง 700000 ติ่ง, และขั้นสูงสุด 800000 ติ่ง
แม้จะเป็นแค่นักรบพลังต้นกำเนิด-ขั้นสูง แต่จางเซวียนก็มีพละกำลังเหนือกว่านักรบพลังต้นกำเนิด-ขั้นสูงสุดแล้ว
แต่ก็แน่นอนว่าที่กล่าวมาเป็นแค่ทฤษฎี พละกำลังไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินประสิทธิภาพการต่อสู้ ที่สำคัญกว่าคือสัญชาตญาณการต่อสู้และทักษะที่ผู้นั้นมี หากการรับมือกับนักรบที่มีระดับวรยุทธสูงกว่าจะง่ายดายขนาดนั้น บรรดาปรมาจารย์ก็คงเก่งกาจจนล้นฟ้า
แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับจางเซวียน นักรบที่มีวรยุทธหยินหยาง-ขั้นกลางก็ยังเป็นของง่ายสำหรับเขา
เพราะพละกำลังที่เพิ่มขึ้นของจางเซวียนทำให้ความเร็วในการตอบโต้และสภาพร่างกายของเขาพัฒนาขึ้นอีกมาก แม้จะไม่ชัดเจนเท่าตอนที่ได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ครั้งแรก แต่ก็ถือว่าพัฒนาประสิทธิภาพการต่อสู้โดยรวมไปได้อีกไม่น้อย
เพลงดาบเทียบฟ้าและศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้านั้นประมวลขึ้นจากหนังสือในอาณาจักรเทียนเซวียนเป็นหลัก แม้เขาจะได้เพิ่มเติมหนังสือใหม่ๆเข้าไปอีกมาก แต่เพลงดาบเทียบฟ้าที่มีอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ดีพอเสียแล้ว จางเซวียนจึงต้องจัดระเบียบและประมวลกระบวนท่าที่แข็งแกร่งกว่าเดิมขึ้นใหม่
กว่าจะมาถึงวันนี้ จางเซวียนรวบรวมเทคนิคการต่อสู้ไว้ได้จำนวนหนึ่งแล้ว รวมถึงหนังสือเทคนิคการต่อสู้ที่ได้จากสภาปรมาจารย์ของสมาพันธ์นานาอาณาจักรด้วย เพราะอย่างนี้ จึงต้องจัดระเบียบและประมวลอีกครั้ง
เขาเริ่มจากเพลงดาบเทียบฟ้า
ดาบคือจักรพรรดิแห่งอาวุธทั้งมวล แทบไม่มีนักรบคนไหนจะละเลยการฝึกฝนเพลงดาบ ด้วยเหตุนี้จึงมีหนังสือเคล็ดวิชาเพลงดาบมากมายนับไม่ถ้วน หาได้ไม่ยาก
ไม่ช้า จางเซวียนก็จัดระเบียบเพลงดาบเทียบฟ้าจนได้ฉบับใหม่ถอดด้าม
ด้วยพื้นที่คับแคบบนหลังอสูรพาหนะ เขาจึงยังฝึกฝนเดี๋ยวนั้นไม่ได้ ได้แต่ทบทวนทักษะอยู่ในหัว ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็เชี่ยวชาญ
จากนั้นก็ดำเนินการแบบเดิมกับศิลปะเพลงกระบี่ ศิลปะเพลงหอก เพลงหมัด ศิลปะการใช้ขา และศิลปะการเคลื่อนไหว
ด้วยเทคนิคการต่อสู้เทียบฟ้าที่ปรับปรุงใหม่ ประสิทธิภาพในการต่อสู้ของจางเซวียนก็พุ่งสูงขึ้นอีกมาก
ถ้าก่อนหน้านี้เขามีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับนักรบพลังต้นกำเนิด-ขั้นสูงสุด ตอนนี้ก็เทียบเท่ากับนักรบหยินหยาง-ขั้นต้นแล้ว
เมื่อผนวกเข้ากับระดับวรยุทธของจิตวิญญาณ บางที…แม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 หยิน-หยางขั้นสูง ก็อาจถูกจางเซวียนปราบได้อย่างง่ายดาย
แต่ก็แน่นอนว่าไพ่ไม้ตายของเขาไม่ใช่เทคนิคการต่อสู้ แต่เป็นดวงตาหยั่งรู้และการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์
ดวงตาหยั่งรู้ทำให้เขามองทะลุข้อบกพร่อง ขณะที่การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ทำให้หว่านล้อมและโน้มน้าวใจใครต่อใครได้ ด้วยไม้ตาย 2 อย่างนี้เองที่ทำให้จางเซวียนหลอกล่อประธานคังได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่จางเซวียนกำลังฝึกฝนวรยุทธ จ้าวหย่าก็ฝึกหนักเช่นกัน ในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา เธอฝ่าด่านคอขวดของนักรบจื้อจุนขั้นสูงได้สำเร็จ และเข้าสู่การเป็นนักรบกึ่งเหนือมนุษย์
ในระยะเวลาแค่ 2 – 3 เดือน จ้าวหย่าก็พัฒนาตัวเองจากการเป็นนักรบขั้น 1 -จวีซีมาได้ถึงขนาดนี้ ความรวดเร็วของการยกระดับวรยุทธนั้นสูงพอจะทำให้คนมากมายอึ้งทึ่งกันไปหมด
ขณะที่จางเซวียนกำลังอยู่ระหว่างการฝึกฝนวรยุทธ ประธานคังก็ประกาศ “ใกล้ถึงทะเลสาบหยิน-หยางแล้ว”
เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนก็หยุดฝึกฝนวรยุทธ เขาลุกขึ้นยืน
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นภูเขาสูงเสียดฟ้าอยู่ไม่ไกล ท่ามกลางหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมยอดเขานั้น มีพื้นที่สีเขียวเข้มที่ดูโดดเด่นตั้งอยู่
“นั่นคือศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง ทะเลสาบหยินหยางก็อยู่บริเวณนั้นแหละ!”
ประธานคังชี้นิ้วไป
เมื่อมองใกล้ๆ ก็จะเห็นป้ายติดอยู่บริเวณทางเข้า ตัวอักษรที่เขียนว่า ‘ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง’ นั้นงดงามจับตา
เงียบสงบ แต่ก็โอ่อ่า
ประธานคังยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เขาจ้องมองไปที่ยอดเขาซึ่งปกคลุมด้วยหิมะและพูดว่า “หิมะที่เราเห็นจากตรงนี้น่ะ คุณจะนึกภาพไม่ออกเลยว่าบริเวณนั้นเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน ตั้งแต่สมัยที่ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งยังไม่ถูกสร้างขึ้น ในตอนนั้น พื้นที่บริเวณนี้มีความร้อนแผดเผาถึงขนาดที่นักรบเหนือมนุษย์ก็ยังต้องมอดไหม้ด้วยความทุกข์ทรมาน ขณะที่พยายามจะเดินข้ามภูเขาไฟ”
“ภูเขาไฟ?”
ไม่ใช่จางเซวียนคนเดียวที่รู้สึกทึ่ง แม้แต่คุณชายโหลวฮวนก็ยังงงงัน
ภูเขาสูงเสียดฟ้าลูกนี้ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน แค่เห็นก็มากพอจะทำไห้ตัวสั่นด้วยความหนาวแล้ว พื้นที่แบบนี้จะเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อนได้อย่างไร?
“เอาจริงๆนะ ครั้งแรกที่ผมรู้ ก็มีอาการเหมือนพวกคุณนี่แหละ!”
เห็นความงงงันของทุกคน ประธานคังได้แต่ส่ายหน้า “นี่คือความแข็งแกร่งของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง ไม่เพียงแต่จะแข็งแกร่งพอที่จะได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ชาวที่ราบแห่งนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงทรัพยากรที่มีเพื่อนำมาใช้บ่มเพาะดินแดนของตัวเองได้ด้วย สำหรับที่นี่ สภาพแวดล้อมล้ำค่าจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสวรรค์ของพลังจิตวิญญาณที่ผู้คนมากมายใฝ่ฝันถึง”
จางเซวียนอดตั้งคำถามไม่ได้ “แล้วชาวที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง…จะถือว่าเป็นอาชีพพิเศษหรือเปล่า?”
เปลี่ยนของไร้ค่าให้เป็นของล้ำค่า เปลี่ยนภูเขาไฟอันน่าสะพรึงให้กลายเป็นภูเขาหิมะ ถ้าไม่ใช่อาชีพพิเศษ จางเซวียนก็ไม่รู้จะอธิบายความเก่งกาจอันน่าทึ่งขนาดนี้ว่าอย่างไร
“ที่คุณพูดมาก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกไปทั้งหมด”
เห็นสีหน้าสงสัยของทุกคน ประธานคังหัวเราะหึๆ “การที่มรดกตกทอดอย่างหนึ่งจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นอาชีพพิเศษหรือไม่นั้น สภาปรมาจารย์จะเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่สภาปรมาจารย์ใช้ในการตัดสินก็คือ มรดกตกทอดนั้นมีการจัดระบบความรู้ที่สมบูรณ์แบบ และมีการระบุลำดับขั้นที่เข้มงวดชัดเจนหรือเปล่า ซึ่งก็มีบางอาชีพที่ไม่อาจจัดระดับขั้นของสมาชิกด้วยโครงสร้างของระบบอาวุโสได้ อย่างเช่นกูรูสมุนไพร”
“ความสามารถของกูรูสมุนไพรขึ้นอยู่กับความรู้ของพวกเขาล้วนๆ มีบ่อยครั้งที่สมุนไพรต้องการวิธีบ่มเพาะเฉพาะทาง ซึ่งก็เป็นไปได้ที่กูรูสมุนไพรผู้มีทักษะสูงๆจะไม่สามารถบ่มเพาะสมุนไพรชนิดนั้น การจัดลำดับขั้นด้วยความสามารถจึงใช้กับพวกเขาไม่ได้!”
“อาชีพที่ไม่มีการจัดลำดับขั้นอย่างชัดเจนเข้มงวดจะไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นอาชีพพิเศษ ด้วยเหตุนี้ แม้จะเป็นความจริงที่ว่าชาวที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงมีวิถีทางอันน่าอัศจรรย์ในการเปลี่ยนภูเขาไฟให้เป็นภูเขาหิมะ เปลี่ยนหนองบึงให้เป็นที่ราบ แต่…พวกเขาก็ไม่มีมรดกตกทอดหรือวิถีทางที่ชัดเจนในการทำแบบนั้น ความสามารถของพวกเขาจึงขึ้นอยู่กับความทักษะและความปราดเปรื่องส่วนบุคคลมากกว่า!”
“อีกอย่าง ตอนนี้สมาชิกของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงก็หลงเหลืออยู่ไม่กี่คน แม้ในสังกัดของสมาพันธ์นานาอาณาจักร หรือทั้งจักรวรรดิฮ่วนหยู ก็มีอยู่แค่สาขาเดียว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกว่าเป็นอาชีพ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีความสามารถเฉพาะทางและลักษณะเฉพาะตัวอย่างที่อาชีพทั่วไปจะพึงมี ด้วยเหตุนี้ สภาปรมาจารย์จึงยังถกเถียงกันอยู่”
จางเซวียนพยักหน้า
ทุกอาชีพจะต้องมีมรดกตกทอดเฉพาะทางของตัวเอง และต้องมีสาขาอยู่มากมายทั่วโลก
แต่ชาวที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงนั้นหลงเหลืออยู่น้อยมาก แถมมรดกตกทอดของพวกเขาก็ยังเป็นที่กังขา อีกทั้งความสามารถก็ขึ้นอยู่กับความปราดเปรื่องที่มีมาแต่กำเนิด ด้วยเหตุนี้ จึงยังไม่ได้รับการจัดให้เป็นอาชีพ
“เปลี่ยนภูเขาไฟแผดเผาให้กลายเป็นภูเขาหิมะเย็นเยือก พวกเขาทําได้อย่างไร?” จ้าวหย่าสงสัย
“ผมก็ไม่แน่ใจนะ แต่ที่แน่ๆก็คือ เมื่อพันปีก่อนตรงนี้เป็นภูเขาไฟ ว่ากันว่าชาวที่ราบเปลวเพลิงธารน้ำแข็งเดินทางมาถึงที่นี่ และใช้เวลาราว 1 ศตวรรษเปลี่ยนสภาพตรงนี้ให้เป็นอย่างที่เห็น แถมพวกเขายังสร้างทะเลสาบหยิน-หยางซึ่งเป็นบริเวณที่พลังหยินกับพลังหยางคานอำนาจกัน ก่อเกิดเป็นส่วนผสมที่สุดแสนจะขัดแย้งกันระหว่างความใสกระจ่างกับความหมองมัว ร่ำลือกันว่านักรบคนไหนก็ตามที่ยังไม่สำเร็จวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 จะได้ประโยชน์มากหากมาฝึกฝนวรยุทธที่นี่”
ประธานคังส่ายหน้า “แต่จำนวนของผู้ที่จะได้เข้ามาที่ทะเลสาบหยิน-หยางในแต่ละปีก็จำกัดมาก ไม่เพียงพอกับความต้องการของคนในพื้นที่ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับคนนอก ในแต่ละปีมีกลุ่มอำนาจมากมายอยากมาที่นี่ แต่ก็ต้องผิดหวังกลับไป”
ความสามารถในการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมถือเป็นความลับของชาวที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง แม้แต่ตัวเขาซึ่งเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวผู้เก่งกาจ ก็ยังไม่อาจล่วงรู้ความลับเหล่านั้น
“บางที…มันอาจจะเป็นค่ายกลอานุภาพสูงที่ถูกติดตั้งเอาไว้!” คุณชายโหลวฮวนออกความเห็น
วิธีการหนึ่งที่ใช้กันทั่วไปในการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมก็คือค่ายกล คุณชายโหลวฮวนจึงนึกถึงค่ายกลขึ้นมา
“ไม่ใช่ค่ายกลหรอก สันเขานี้ยาวหลายร้อยกิโลเมตร ค่ายกลที่ไหนจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดได้ แถมยังต้องใช้พลังจิตวิญญาณมหาศาลด้วย” ประธานคังพูด
แม้ค่ายกลจะปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมได้จริง แต่อาณาบริเวณที่มันออกฤทธิ์ได้ก็มีจำกัด การสร้างค่ายกลที่มีอานุภาพครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตรและยาวตลอดสันเขานั้นเป็นไปได้แค่ในทางทฤษฎี เอาเข้าจริง ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย
ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ก็ทำไม่ได้ บางที…ก็อาจจะมีแต่นักรบในตํานานที่มีวรยุทธเหนือกว่านักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 เท่านั้นที่อาจจะทำได้
“จริง ไม่ใช่ค่ายกลหรอก!”
จางเซวียนก็ส่ายหน้า ตอนที่ประธานคังพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เขาได้ใช้ดวงตาหยั่งรู้พิจารณาแล้ว ไม่มีร่องรอยของค่ายกลตลอดทั้งสันเขา จึงแน่นอนว่าไม่ใช่
ด้วยดวงตาหยั่งรู้ของจางเซวียน ไม่มีทางที่เขาจะมองเห็นอะไรแค่ผิวเผิน
ประธานคังหัวเราะหึๆ “เอาเถอะ อย่าเพิ่งคิดเรื่องนี้เลย เป้าหมายของเราคือการเข้าไปในทะเลสาบหยิน-หยางให้ได้ ไม่ใช่เสาะหาต้นกำเนิดของมัน!”
“เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว พวกคุณอย่าทำอะไรโดยพลการนะ ให้ทำตามผม ผมจะต่อรองขอโควต้า 3 ที่ ถ้าไม่สำเร็จ…อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรักษา 2 ที่ที่มีอยู่แล้วไว้ให้ได้!”
“เข้าใจแล้ว!” ทุกคนพยักหน้า
“ดี งั้นร่อนลง!”
เมื่อได้ยินคำสั่ง อสูรวิเศษก็กระพือปีกและร่อนลงจอดหน้าศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง
