ตอนที่ 552 ผู้ว่าการอู๋ปรี๊ด
สรุปว่ามันคือทะเลสาบหยิน-หยางหรือเปล่า?
ถ้าไม่ใช่ แล้วจะมีของประหลาดแบบนี้อยู่ได้อย่างไร?
ถ้าใช่…ทำไมถึงเล็กนิดเดียว?
ด้วยรัศมีเพียง 2 เมตร ลงไปแช่คนเดียวก็เต็มแล้ว
แต่จะว่าไป การฝึกฝนวรยุทธก็ไม่ใช่การแช่น้ำ ไม่มีนักรบคนไหนจะปล่อยให้การ์ดตกต่อหน้าต่อตาใครก็ตามที่กำลังฝึกฝนวรยุทธอยู่
ถ้าทะเลสาบหยิน-หยางมีขนาดเพียงเท่านี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ที่ราบธารน้ำแข็งมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นได้
ทั้งยังไม่สอดคล้องกับการที่พวกเขามีพลเมืองผู้ทรงพลังมากมายที่ฝึกฝนทั้งเทคนิควรยุทธพลังหยินและเทคนิควรยุทธพลังหยาง
“ต้องดูสักหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น…”
จางเซวียนเดินเข้าไปแตะผิวหน้าของทะเลสาบอย่างแผ่วเบา
ฟึ่บ!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น
“น้ำหล่อเลี้ยงที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง รังสรรค์โดยชาวที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง ด้วยกรรมวิธีการหลอมรวมเปลวเพลิงต้นกำเนิดซึ่งได้จากการสกัดท่อน้ำเลี้ยงปฐพีเข้ากับวัตถุพิเศษอย่างหนึ่ง (ที่ราบธารน้ำแข็ง) เป็นของหายากมาก ข้อบกพร่อง : ข้อ 1 ต้องการการดูแลรักษาสภาพจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่อย่างนั้นจะเสื่อมสภาพได้ง่าย…”
มีรายละเอียดอีกมากมายระบุไว้ในหนังสือ
ไม่ช้าจางเซวียนก็อ่านจบ
“ตกลงก็ไม่ใช่ทะเลสาบหยิน-หยาง นึกว่าเจอแล้วเสียอีก”
จางเซวียนส่ายหน้าอย่างเสียดาย
เท่าที่ดู ทะเลสาบหยิน-หยางคงไม่ใช่สิ่งที่จะหาเจอกันได้ง่ายๆ เพราะถึงอย่างไร มันก็เป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง แล้วพวกเขาจะปล่อยให้คนนอกเข้าถึงง่ายๆ หรือ? แถมห้องใต้ดินแห่งนี้ก็ไม่ได้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเลย
ตามข้อมูลที่หอสมุดเทียบฟ้าระบุไว้ น้ำหล่อเลี้ยงที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงถูกรังสรรค์ขึ้นโดยสมาชิกกลุ่มหนึ่งของศาลาว่าการแห่งนี้ โดยการหลอมรวมเปลวเพลิงต้นกำเนิดเข้ากับที่ราบธารน้ำแข็ง
ตอนแรก จางเซวียนคิดว่าที่ราบธารน้ำแข็งหมายถึงดินแดนที่มีพลังของน้ำแข็งครอบงำอยู่ แต่เท่าที่ดูจากหนังสือ ดูเหมือนมันจะเป็นชื่อของวัตถุพิเศษอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกันกับเปลวเพลิงต้นกำเนิด
“ประธานคังพูดไว้ว่าดินแดนแห่งนี้เคยเป็นภูเขาไฟมาก่อนที่จะกลายเป็นน้ำแข็ง…เหตุผลคงเป็นแบบนี้เอง”
ระหว่างทางที่มา ประธานคังได้บอกรายละเอียดของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงให้พวกเขาฟังหลายอย่าง
ดินแดนนี้เคยเป็นทะเลเพลิงแผดเผา แม้แต่พืชที่ทนทานที่สุดก็ยังไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้
ซึ่งชาวที่ราบธารน้ำแข็งกลุ่มหนึ่งได้เปลี่ยนทั้งดินแดนให้กลายเป็นดินแดนแห่งหิมะ
และถ้าจางเซวียนเข้าใจไม่ผิด ที่พวกเขาทำได้ก็เป็นเพราะทะเลสาบจิ๋วหลิวแห่งนี้
ทะเลสาบนี้ได้สกัดกั้นคลื่นความร้อนจากท่อน้ำเลี้ยงปฐพีที่จะพุ่งเข้าสู่ที่ราบธารน้ำแข็ง ทำให้ความร้อนไม่อาจกระจายตัวไปทั่วพื้นที่ และด้วยความสูงของภูเขา ไม่นานหิมะก็ตกจนครอบคลุมทั้งหมด
ก็เหมือนกับการที่ใครสักคนสกัดกั้นความร้อนจากการแผดเผาของลาวาด้วยวิธีการบางอย่าง เมื่อเวลาผ่านไป อุณหภูมิในพื้นที่บริเวณนั้นก็จะลดฮวบ
จางเซวียนพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
‘ในเมื่อสิ่งนี้สร้างภาพลวงตาขึ้นได้ มันก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณของผู้คนในระดับหนึ่ง แล้วถ้า…จิตวิญญาณของเราเข้าไปในทะเลสาบล่ะ?’
แม้มันจะไม่ใช่ทะเลสาบหยิน-หยาง แต่สิ่งหนึ่งที่จางเซวียนแน่ใจก็คือทะเลสาบนี้ส่งผลต่อจิตวิญญาณของนักรบ ด้วยพลังงานมหาศาลที่กระจายตัวกันอยู่ภายใน…จะเป็นไปได้ไหมที่จิตวิญญาณของเขาจะได้รับการบ่มเพาะจากพลังงานในนี้?
“ต้องลอง!”
จางเซวียนตัดสินใจโดยไม่ลังเล ถึงอย่างไร…นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ เขาไม่ได้สร้างปัญหาอะไรสักหน่อย
เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นและถอดจิตออกมา จากนั้น จิตวิญญาณของเขาก็ตรงไปที่ทะเลสาบ
ซรืดดดดดดด!
ทันทีที่ลงไป ทั้งคลื่นความเย็นและความร้อนก็พุ่งเข้าทิ่มแทง ทำให้จางเซวียนรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของเขาถูกจุ่มลงไปในหม้อน้ำมันเดือดกับแม่น้ำที่เย็นจนจับตัวเป็นน้ำแข็งพร้อมๆ กัน ทำให้ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
แต่ในเวลาเดียวกัน จิตวิญญาณของเขาก็แข็งแกร่งและหนักแน่นกว่าเดิม
“ไม่เลวเลย!”
จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ
เทคนิควรยุทธเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่เขาใช้คือศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า ซึ่งทำให้จิตวิญญาณของจางเซวียนแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง มันไม่เกรงกลัวทั้งพลังหยินและหยาง ทำให้เขารับมือกับพลังมหาศาลนั้นได้ ถ้าเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณคนอื่นๆ จิตวิญญาณของพวกเขาคงแหลกสลายไปแล้วเพราะความร้อนในน้ำนั้น
อันที่จริง…ไม่ใช่แต่กับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้องก็คงรับไม่ไหว หากต้องเจอเข้ากับการโจมตีของความร้อนและความเย็นเยือกพร้อมๆ กัน
จิตวิญญาณเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ ไม่เหมือนกับกายเนื้อ มันไม่ขยายหรือหดเมื่อพบเจอกับความร้อนหรือความเย็น ทำให้เป็นสิ่งที่เปราะบางมาก
ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถใช้ทรัพยากรล้ำค่าแห่งนี้บ่มเพาะจิตวิญญาณของเขา ไม่มีใครอื่นในโลกทำได้แบบนี้อีก
“ซึมซับ…”
เมื่อรู้ความจริงข้อนี้แล้ว จางเซวียนก็หัวเราะหึๆ ขณะที่จิตวิญญาณของเขาดำดิ่งลงไปในผืนน้ำและดูดกลืนพลังหยินกับพลังหยางเข้าไป
เมื่อสำแดงพลังของศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าจนถึงขีดสุด ระดับวรยุทธของเขาก็พุ่งพรวด
ครืนนนนน!
เกิดเสียงดังสนั่นเหมือนกำแพงพังทลาย ในเวลาแค่ 2 – 3 อึดใจ ระดับวรยุทธของจิตวิญญาณของจางเซวียนก็พุ่งขึ้นจากนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -สูงสุดไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -ขั้นต้น
แต่การพุ่งพรวดนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด กลับตรงกันข้าม ดูเหมือนเขาจะซึมซับพลังงานได้เร็วกว่าเดิม
นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -ขั้นต้น!
ขั้น 3 -ขั้นกลาง!
ขั้น 3 -ขั้นสูง!
ด้วยการซึมซับพลังหยินและพลังหยางในทะเลสาบ ระดับวรยุทธของจิตวิญญาณของจางเซวียนจึงพุ่งพรวด เร็วกว่าอัตราความก้าวหน้าของพลังปราณถึง 1 เท่า
“ทะเลสาบนี้เป็นการผสมผสานกันของพลังหยินกับหยาง ทำให้เกิดการปะทะของคลื่นความร้อนและความเย็น มันเข้ากันได้ดีกับศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า ทำให้ระดับวรยุทธของเราพุ่งเร็วขึ้นอีก…”
จางเซวียนเข้าใจหลักการนี้
ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าเรียบเรียงขึ้นจากเคล็ดวิชามากมายนับไม่ถ้วน มีความจริงสูงสุดของโลกอยู่ภายในนั้น ส่วนทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้าเขาก็เป็นการผสมผสานกันของพลังหยินกับหยาง
2 ปัจจัยนี้ทำให้ระดับวรยุทธของเขาพุ่งพรวดขึ้นอีกมาก
แต่ในความเป็นจริง การเพิ่มขึ้นของระดับวรยุทธก็ไม่ได้มีประโยชน์กับเขามากนัก
เพราะถึงอย่างไร ปัญหาหลักตอนนี้ของจางเซวียนก็คือเขาไม่มีหินวิเศษ หากได้ซึมซับพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษ เขาก็สามารถฝ่าด่านวรยุทธได้ภายใน 2 ชั่วโมง การย่นระยะเวลาได้เพียงครึ่งหนึ่งก็ไม่ถือว่าแตกต่างมากมาย
จะว่าไป มันจึงไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น
แต่ถึงอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นเพราะเทคนิควรยุทธที่เขาใช้มีพลังมากเกินไป หากเป็นคนอื่นที่ยกระดับวรยุทธได้เร็วกว่าเดิมเป็น 2 เท่า ก็คงนอนยิ้มหลับสบายไปแล้ว
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ จิตวิญญาณของจางเซวียนสั่นสะท้านก่อนที่การพุ่งพรวดของวรยุทธจะหยุดลง
นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด…สำเร็จแล้ว!
ภายในไม่ถึง 2 ชั่วโมง ระดับวรยุทธของจิตวิญญาณของเขาก็พุ่งขึ้นจากนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -สูงสุดมาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด ก้าวหน้าไปถึง 2 ขั้นเต็มๆ !
เมื่อสำเร็จวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 4 -ขจัดสิ่งมัวหมอง พละกำลังของผู้นั้นจะเพิ่มขึ้นจาก 800000 ติ่งมาอยู่ที่ 1 ล้านติ่ง
วรยุทธที่สูงขึ้นในแต่ละขั้นหมายถึงพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอีก 200000 ติ่ง พูดอีกอย่างก็คือ เมื่อสำเร็จวรยุทธนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด พละกำลังของจางเซวียนจะพุ่งขึ้นไปแตะ 1600000 ติ่ง!
เมื่อรวมเข้ากับความแข็งแกร่งของพลังปราณอีก 400000 ติ่ง นั่นหมายความว่าจางเซวียนจะมีพละกำลังรวมอยู่ที่ 2 ล้านติ่ง ต่อให้ประธานคังก็สู้เขาไม่ได้!
นี่คือพละกำลังที่จางเซวียนมีอยู่ในตอนนี้!
เขาไม่คาดคิดเลยว่า ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ระดับวรยุทธจะพุ่งพรวดได้มากเท่าที่เห็น
แต่เพราะผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็หายสาบสูญไปจากโลกแล้ว จึงดีที่สุดถ้าจางเซวียนจะไม่ใช้ความสามารถชนิดนี้
เพราะแน่นอนว่าปัญหาและความยุ่งยากต่างๆ จะต้องตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ได้เวลากลับ!”
เมื่อระดับวรยุทธของจิตวิญญาณพุ่งสูงขึ้นจนสุดทางแล้ว จางเซวียนก็ดึงจิตวิญญาณกลับเข้าร่าง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน
เมื่อมองดูทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้า ภาพการผสมผสานกันระหว่างพลังหยินกับหยางที่เคยมีก็หายวับไปด้วย ตอนนี้มันดูไม่ต่างอะไรกับทะเลสาบธรรมดา พลังหยินและพลังหยางที่เคยแผ่ออกมาถูกจางเซวียนดูดกลืนไปจนหมดเกลี้ยง
ตอนนี้ จิตวิญญาณของจางเซวียนใหญ่กว่าจิตวิญญาณของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่มีวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดทั่วไปถึง 2 เท่า ในสภาพของจิตวิญญาณ เขามีความสูงมากกว่า 1 จ้าง (3.33 เมตร) ต่อให้มนุษย์ธรรมดา 2 คนต่อตัวกันก็ยังสูงไม่เท่า
“สองชั่วโมงแล้วนี่ เราควรรีบออกไป!”
เมื่อคิดคำนวณคร่าวๆ จางเซวียนก็เกาหัวอย่างไม่ค่อยสบายใจ
สำหรับการทดสอบด่านห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิง เขาต้องออกจากห้องภายใน 2 ชั่วโมงเพื่อให้ได้รับโอกาสเข้าสู่ทะเลสาบหยิน-หยาง ซึ่งเท่าที่ดูจากเวลา จะบอกว่าเขาสอบตกแล้วก็ไม่ผิด
ประธานคังลงทุนลงแรงไปมากเพื่อเขา ถึงกับบังคับให้ลูกศิษย์ของตัวเองสละสิทธิ์เพื่อที่เขาจะได้รับโอกาส…จางเซวียนหวั่นใจว่าอีกฝ่ายคงโมโหที่เขาทำพลาดเสียจนแทบลมจับ
“ช่างมันเถอะ ถึงเวลาแล้วค่อยว่ากัน!”
ถึงอย่างไร จางเซวียนก็พอใจกับสิ่งที่เขาได้รับ หลังจากสำแดงเคล็ดวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดงอีกครั้ง เขาก็บินกลับขึ้นมาสู่จุดเดิม
ด้วยพลังปราณของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -ขั้นสูง ตอนนี้จางเซวียนลอยตัวอยู่กลางอากาศได้นานกว่า 12 วินาที
ด้วยระยะทางหลายพันเมตร การที่เขาจะประคองตัวให้ตลอดรอดฝั่งก็ไม่ได้ยากเกินไป
แค่ 10 อึดใจ จางเซวียนก็กลับขึ้นมายังห้องน้ำแข็งและเปลวไฟอีกครั้ง เมื่อแตะผนังหลายจุด ประตูกลก็ปิด
เมื่อดูจนแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทาง จางเซวียนก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกไป
ตอนที่เขาออกจากห้อง ก็เห็นผู้ว่าการอู๋ ประธานคัง และคุณชายโหลวฮวนยืนรออย่างกระวนกระวายอยู่หน้าประตู ดูทรงแล้ว หากเขาไม่ปรากฏตัวเร็วๆ นี้ พวกนั้นต้องบุกเข้าไปในห้องแน่
“ปรมาจารย์จาง คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?” ประธานคังถามอย่างเป็นห่วง
“ผมไม่เป็นไร!” จางเซวียนพยักหน้า
“แล้วคุณ…” คุณชายโหลวฮวนถึงกับงง
ก็ในเมื่อไม่เป็นอะไร แล้วทำไมไม่รีบออกมา สุดท้ายก็อยู่จนเกินเวลาและพลาดโอกาสที่จะได้เข้าไปในทะเลสาบหยิน-หยาง…
ผู้ว่าการอู๋ก็งงงันกับภาพที่เห็น
ขนาดคุณชายโหลวฮวนกับจ้าวหย่าที่ออกจากห้องทันเวลา ก็ยังมีสภาพยับเยินพอตัว แต่ส่วนปรมาจารย์จาง นอกจากจะไม่บาดเจ็บอะไร เสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบเหมือนใหม่ ไม่ต่างอะไรกับตอนที่เดินเข้าไปสักนิด…
แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
โดยทั่วไป สิ่งที่มักเกิดขึ้นกับอัจฉริยะก็คือพวกเขาทำลายภาพลวงตาได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ของภาพลวงตา ผู้ที่รับมือกับมันก็จะต้องเผชิญกับการโจมตีของพลังหยินและหยาง ต่อให้ร่างกายยังสบายดี เสื้อผ้าก็ต้องยับยุ่งแน่ๆ
“อ๋อ…ผมรู้สึกว่าพลังหยินกับหยางในห้องนั้นน่ะไม่เลว ผมก็เลยฝึกฝนวรยุทธ แต่เพราะตื่นเต้นมากไปหน่อย ก็เลยฝึกเพลินจนลืมเวลา…” จางเซวียนอ้อมแอ้ม
เขาไม่อาจเปิดเผยเรื่องผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ จึงพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว แต่เมื่อได้ยินคำตอบนั้น ทุกคนก็เซและแทบกระอักเลือดออกมา
ฝึกวรยุทธ…ในสถานที่ที่แสนจะไม่น่าไว้ใจอย่างห้องน้ำแข็งและเปลวไฟ?
ใครก็ตามที่เข้าไปที่นั่น ก็มีแต่จะคิดว่าจะรับมือกับมันได้อย่างไร แต่หมอนี่กลับคิดว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมและฝึกฝนวรยุทธเพลินจนลืมเวลา…
เอาจริงๆ สิ?
ผู้ว่าการอู๋ขมวดคิ้ว
“ห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงมีกลไกพิเศษที่ส่งภาพลวงตามาล่อลวงทันทีที่มีคนเข้าไปในห้อง…แล้วคุณฝึกวรยุทธภายใต้สถานการณ์แบบนั้นได้อย่างไร?”
“ผมฝึกได้เพราะโชคช่วยเท่านั้นแหละ…” จางเซวียนส่ายหน้า เริ่มได้กลิ่นอันตรายหากจะพูดเรื่องนี้ต่อไป เขาจึงเปลี่ยนเรื่อง “แล้วแบบนี้ ผมจะผ่านการทดสอบหรือเปล่า?”
“เงื่อนไขของผู้ผ่านการทดสอบก็คือต้องออกจากห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงภายในเวลา 2 ชั่วโมง ถึงคุณจะหมกมุ่นกับการฝึกฝนวรยุทธจนลืมเวลา แต่กฏต้องเป็นกฏ ฉันไม่อาจยกเว้นให้คุณผ่านเข้าไป…”
ผู้ว่าการอู๋ส่ายหน้า
ถึงเธอจะอยากเห็นชายหนุ่มคนนี้ประสบความสำเร็จ…แต่กฏของศาลาว่าการที่ราบน้ำแข็งถือเป็นเด็ดขาด
ไม่ว่าเหตุผลของความล่าช้านั้นคืออะไร เขาก็ไม่ผ่านการทดสอบ จึงมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะเข้าสู่ทะเลสาบหยิน-หยาง
“ก็ได้…”
จางเซวียนส่ายหน้า
เขารู้อยู่แล้วตั้งแต่ดูเวลา และอีกอย่าง ก็ไม่ได้หวังอะไรกับทะเลสาบหยิน-หยางตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แถมเมื่อ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา ระดับวรยุทธของจิตวิญญาณของเขาก็พุ่งพรวด จางเซวียนจึงไม่ผิดหวังอะไรมากมาย
“ฉันเต็มใจสละสิทธิ์ให้อาจารย์…” จ้าวหย่าเสนออย่างร้อนรน
“ไม่ต้องหรอก!”
จางเซวียนประทับใจกับจิตสำนึกของจ้าวหย่า แต่เขาก็ส่ายหน้า “ทะเลสาบหยิน-หยางไม่มีประโยชน์กับผมมากนักหรอก แต่คุณน่ะ คุณเป็นนักรบที่มีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ สมควรจะใช้โอกาสนี้ฝึกฝนวรยุทธและพัฒนาสภาพร่างกายให้เต็มที่”
“แต่…”
“ทำไม? จะไม่เชื่อฟังกันแล้วหรือ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แค่…”
“ไม่มีก็แค่! ตามผู้ว่าการอู๋ไปทะเลสาบหยิน-หยางและตั้งใจฝึกฝนวรยุทธด้วย ใช้ช่วงเวลานี้ปลุกสภาวะพิเศษของคุณให้ได้!”
จากนั้น จางเซวียนก็หันไปพูดกับผู้ว่าการอู๋ “ท่านผู้ว่าการ ในเมื่อผมมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะได้เข้าไปในทะเลสาบหยิน-หยาง คุณช่วยพาจ้าวหย่ากับคุณชายโหลวฮวนไปด้วย ผมจะรออยู่ที่นี่กับประธานคัง…”
“ได้!”
เห็นปรมาจารย์จางไม่เซ้าซี้ ผู้ว่าการอู๋ถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอหันไปร้องเรียกทั้งคู่ “คุณทั้งสองคนตามฉันมา”
“ได้…”
เห็นสีหน้าขัดอกขัดใจของอาจารย์ จ้าวหย่าก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เธอเดินตามผู้ว่าการอู๋ไปทะเลสาบหยิน-หยางอย่างว่าง่าย มีคุณชายโหลวฮวนตามไปติดๆ ซึ่งก่อนจะเดินจากไป เขาก็หันกลับมามองปรมาจารย์จางด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความยำเกรง
แม้จะสูญเสียโอกาสงาม ปรมาจารย์จางก็ไม่ได้ทำตัววุ่นวายหรือใช้จุดอ่อนของอีกฝ่ายมาเป็นข้อยกเว้นให้ตัวเอง สมกับที่เป็นบุคคลซึ่งแม้แต่ท่านอาจารย์ของเขายังประทับใจ เขาคือปรมาจารย์ตัวจริง
“ปรมาจารย์จาง โอกาสแบบนี้ช่างหายาก น่าเสียดายเหลือเกิน!”
เมื่อทั้งสามเดินจากไป ประธานคังก็อดบ่นไม่ได้
ธรรมชาติของทะเลสาบหยิน-หยางนั้นเป็นประโยชน์อย่างมากกับนักรบขั้น 2 -พลังต้นกำเนิด และขั้น 3 -หยินหยาง ไม่อย่างนั้น ประธานคังคงไม่ยินยอมจ่ายเงินสูงลิ่วเพื่อพาปรมาจารย์ที่ผ่านการแข่งขันรอบคัดเลือกมาฝึกฝนวรยุทธที่นี่
เขาคิดว่าด้วยความสามารถของปรมาจารย์จาง จะต้องผ่านการทดสอบได้อย่างง่ายดาย ใครจะไปคิดว่า…เขาจะไม่ผ่าน!
ถ้าปรมาจารย์จางได้เข้าไปที่ทะเลสาบหยิน-หยาง โอกาสที่เขาจะก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกก็ย่อมสูงขึ้นอีกมาก
เพราะตอนนี้…ด้วยวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 2 -ขั้นต้น แทบไม่มีโอกาสเลยที่เขาจะประสบความสำเร็จ
อันที่จริง ก่อนจะออกจากเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร จางเซวียนได้ฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -ขั้นสูงแล้ว แต่แน่นอนว่าการก้าวกระโดดของวรยุทธย่อมทำให้ใครๆ สงสัย เขาจึงเลือกที่จะปกปิดมันไว้
ด้วยเหตุนี้ แม้แต่ประธานคังจึงไม่รู้ว่าระดับวรยุทธของเขาได้เพิ่มสูงกว่าเดิมแล้ว
“อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่…”
จางเซวียนส่ายหน้า “ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งมีกฎเกณฑ์ของตัวเอง ไม่ผ่านคือไม่ผ่าน ผมเองก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าจะพูดไป สิ่งที่ผมต้องการสำหรับการฝึกฝนวรยุทธก็คือหินวิเศษขั้นกลาง ถ้าประธานคังมีอยู่บ้างล่ะก็…ผมยินดีจะแลกเปลี่ยนมันกับของบางอย่างที่มีมูลค่าทัดเทียมกัน”
ต่อให้เป็นทะเลสาบหยิน-หยางหรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไหนๆ สำหรับคนที่ครอบครองเคล็ดวิชาเทียบฟ้าและศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า ไม่มีอะไรจะเป็นประโยชน์กับเขามากไปกว่าหินวิเศษขั้นกลางอีกแล้ว
ขอแค่มีหินวิเศษมากพอ การฝ่าด่านวรยุทธก็ง่ายดายยิ่งกว่าเดินเล่นชมสวน
“หินวิเศษขั้นกลาง?” ประธานคังชะงักไปครู่หนึ่งกับคำขอ “ผมพอมีอยู่บ้าง หากคุณต้องการใช้มันเพื่อการฝึกฝนวรยุทธล่ะก็ ผมให้คุณได้เลย…”
ในฐานะประธานสภาปรมาจารย์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเก็บสะสมหินวิเศษขั้นกลางไว้ได้จำนวนหนึ่ง แต่เพราะต้องใช้สำหรับการฝึกฝนวรยุทธของตัวเองเช่นกัน จึงเหลืออยู่ไม่มาก
ซึ่งถ้า…มันจะช่วยให้ปรมาจารย์จางได้อันดับดีกว่าเดิมในการประลองปรมาจารย์ เขาก็ไม่เสียใจ ต่อให้ต้องล้มละลายขายตัวเพราะสิ่งนี้ก็ไม่เป็นไร
สภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรคือสถานที่ที่เขาอุทิศตัวให้ และในฐานะประธานสภาปรมาจารย์ ก็เป็นธรรมดาที่เขาอยากทำให้ดีที่สุด หากปรมาจารย์จางเข้าถึง 1 ใน 10 อันดับแรก ต่อให้เขาต้องตายไปตอนนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ยังสู้หน้าเหล่าบรรพบุรุษได้เต็มภาคภูมิ
“ให้ผมได้เลย?”
จางเซวียนชะงัก เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร เขารู้สึกประทับใจกับการทุ่มเทของประธานคังขึ้นมาทันที “ท่านประธาน อย่าเกรงอกเกรงใจไปเลย ผมไม่ขอรับหินวิเศษของคุณฟรีๆ หรอก…”
แม้อีกฝ่ายจะมีเหตุผลของตัวเอง แต่เขาก็เป็นคนตรงไปตรงมา จางเซวียนไม่เต็มใจจะรับของมีค่าจากคนแบบนี้ หากไม่ได้มอบสิ่งแลกเปลี่ยนที่มีมูลค่าทัดเทียมกันเป็นการตอบแทน
ขณะที่จางเซวียนกำลังคิดว่าจะช่วยประธานคังให้ฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง เมื่อกลับถึงเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร รังสีอันเกรี้ยวกราดก็ระเบิดขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งทะยานไปถึงสวรรค์ ดูเหมือนความเกรี้ยวกราดของนักรบผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งได้ระเบิดออกมา
เมื่อรู้สึกได้ถึงการระเบิดพลังอย่างกระทันหัน ทั้งประธานคังและจางเซวียนพากันหรี่ตา
“ผู้ว่าการอู๋นี่…แย่แล้ว!”
จริงแท้แน่นอนว่ารังสีนั้นเป็นของผู้ว่าการอู๋
คิดอะไรถึงปล่อยพลังออกมาปุบปับแบบนี้?
หรือว่า…เธอตั้งใจจะทำร้ายคุณชายโหลวฮวนกับจ้าวหย่า?
ผู้ว่าการอู๋เป็นถึงนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 หากคิดจะทำอะไรแบบนั้นล่ะก็ ต่อให้ทั้งสองคนผนึกกำลังกันรับมือ ก็ไม่มีทางต้านทานไหวแม้แต่ครั้งเดียว ระดับวรยุทธมันห่างกันเกินไป!
“ไปดูกันเถอะ!”
ทั้งคู่รีบไปยังจุดที่รังสีนั้นระเบิดออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
