ตอนที่ 553 จางเซวียนขายหน้า
ประธานคังกระทืบเท้าและพุ่งปราดราวกับเสือดาว เขาสะบัดแขน แล้วกระแสพลังปราณก็พุ่งออกมา ทำให้ระดับความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอีก
เทคนิคการต่อสู้ระดับจิตวิญญาณขั้นกลาง-อินทรีผยองผงาดฟ้า!
มันคือเทคนิคการเคลื่อนไหวที่แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่มีในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร แต่ก็ไม่ห่างจากนั้นสักเท่าไร ด้วยการสำแดงเทคนิคที่ว่า ระดับความเร็วของประธานคัง ก็พุ่งพรวด ต่อให้คนระดับหัวหน้าจ้าวก็เทียบชั้นได้ยาก
ด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพของลูกศิษย์ เขาถึงกับสำแดงเทคนิคนี้ด้วยความเร็วสูงสุด “ปรมาจารย์จาง ผมจะไปดูก่อน…อ้าว? หายไปไหนล่ะ ฉิบหายแล้ว!”
ประธานคังหันหน้าไปพูดกับปรมาจารย์จางขณะที่พุ่งไป แต่พูดไปได้ครึ่งเดียว เขาก็ตัวแข็งทื่อและแทบร่วงลงไปกองกับพื้น
ไม่มีใครอยู่ข้างหลังสักคน แต่มีร่างหนึ่งซึ่งตอนนี้ห่างออกไปจนเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ ร่างนั้นพุ่งจี๋อยู่ตรงหน้าเขา ดูพร้อมจะหายวับไปได้ทุกขณะ
เป็นใครไปไม่ได้…นอกจากปรมาจารย์จาง?
เขาใช้เทคนิคการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อให้ไปได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็แน่ใจว่าไม่มีทางที่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -ขั้นต้นอย่างปรมาจารย์จางจะตามทัน ใครจะไปรู้ล่ะว่า…ตัวเขายังไม่ทันพูดจบ อีกฝ่ายก็ไปลิบ!
ความเร็วของปรมาจารย์จางสูงกว่าเขาถึง 2 เท่า!
เขาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด แถมเพิ่งสำแดงเทคนิคการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา…แต่ก็ลงท้ายด้วยการตามปรมาจารย์จางไม่ทันแม้แต่เงา
ขนาดเห็นกับตาก็ยังไม่อยากจะเชื่อ อดคิดไม่ได้ว่าตาฝาดหรือเปล่า
แน่ใจนะว่านั่นคือนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2?
ต่อให้นักรบขั้น 5 ยังไม่เร็วขนาดนี้…
‘เดี๋ยวก่อน เขาไม่ใช่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -ขั้นต้นแล้ว แต่เป็น…ขั้นสูง?’
ประธานคังครุ่นคิดและขมวดคิ้ว
ด้วยการสำแดงความเร็วเต็มพิกัด ระดับวรยุทธที่แท้จริงของจางเซวียนจึงเผยออกมา…มันไม่ใช่ระดับของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -ขั้นต้นอีกต่อไป แต่เป็น…ขั้นสูง
เป็นไปได้อย่างไรกัน?
เขาเห็นปรมาจารย์จางฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นพลังต้นกำเนิดมากับตา เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเรื่องหลอก แต่จากนั้นเพียงครึ่งเดือน…อีกฝ่ายก็ฝ่าด่านวรยุทธได้อีก 2 ขั้นย่อย จนไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -ขั้นสูงอย่างนั้นหรือ?
ถึงอย่างไร นั่นก็เป็นวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 2,การจะก้าวจากขั้นต้นไปสู่ขั้นสูงในระยะเวลาสั้นขนาดนั้น แถมวรยุทธของเขาก็เข้าที่เข้าทางและมีพละกำลังเต็มพิกัด ราวกับพร้อมจะฝ่าด่านวรยุทธได้ตลอดเวลา…
ทำได้ไง?
จะเก่งกาจไร้เทียมทานไปไหม?
เอาเถอะ ต่อให้ปรมาจารย์จางเป็นนักรบพลังต้นกำเนิดขั้นสูง แต่ก็ยังมีระดับวรยุทธอ่อนด้อยกว่าตัวเขาที่เป็นถึงนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -ขจัดสิ่งมัวหมอง-สูงสุด ถึง 2 ขั้นเต็มๆ แล้วไปเร็วกว่าเขาได้อย่างไร? และขนาดใช้ความเร็วเต็มพิกัด ก็ยังเลาะเลี้ยวเคี้ยวคดได้ว่องไวเสียขนาดนั้น? อย่างน้อยที่สุด เขาก็รู้ดีว่าเทคนิคการเคลื่อนไหวระดับจิตวิญญาณขั้นกลาง-อินทรีผยองผงาดฟ้าของเขา ก็ทำแบบนั้นไม่ได้
‘หรือว่า…เขาเคยฝึกฝนเทคนิคการเคลื่อนไหวระดับจิตวิญญาณขั้นสูง…หรืออาจจะเป็นระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุด?’
ประธานคังคิดเอง ตกใจเอง
มีแต่จักรวรรดิที่ทรงอำนาจกว่านี้เท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอในการเข้าถึงเทคนิคแบบที่ว่า ขนาดตัวเขาที่เป็นถึงประธานสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เรียน หรือแม้แต่ได้เห็น
แต่ปรมาจารย์จางซึ่งมาจากอาณาจักรไร้ขั้น…กลับร่ำเรียนเทคนิคการต่อสู้แบบนั้นมาได้ ภูมิหลังของเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
‘สู่วฟันกับหลิวอยู่เหิงไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดกับเราแน่…ภูมิหลังของปรมาจารย์จางนั้นไม่ธรรมดาเลย! กลับไปจะต้องถามให้รู้เรื่อง” ประธานคังคิด
พละกำลังและความแข็งแกร่งนั้นไม่ใช่อยู่ดีๆจะมาจากไหนก็ได้ ด้วยความไร้เทียมทานของปรมาจารย์จาง แปลว่าทั้งอาจารย์และภูมิหลังของเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
แถมปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวก็ทุ่มสุดตัวเพื่อผลักดันเขา ก็แปลว่าทั้งคู่ต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับปรมาจารย์จางแน่ๆ
“ปรมาจารย์จาง รอผมด้วย!”
ประธานคังระงับความตกตะลึงไว้อีกครั้ง เพียงเพื่อจะเห็นว่าร่างของจางเซวียนลับตาไปแล้ว เขาจึงรีบไล่ตามไป
ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งนั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไร จุดที่รังสีเกรี้ยวกราดแผ่ออกมาอยู่ห่างจากพวกเขาไปไม่กี่ร้อยเมตร หลังจากเลี้ยวอยู่ 2 – 3 ครั้ง จางเซวียนก็มาถึงห้องโถงขนาดใหญ่
ทั้งผู้ว่าการอู๋ คุณชายโหลวฮวน จ้าวหย่า รวมทั้งกลุ่มสุภาพสตรีในเสื้อคลุมแดงและเสื้อคลุมขาวต่างออกันอยู่ในห้อง ทุกคนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวพละกำลังมหาศาลที่ผู้ว่าการอู๋ระเบิดออกมา
ตรงหน้าพวกเขาคือทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีรัศมียาว 20 เมตร มันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดูเหมือนมีหินวิเศษมากมายนับไม่ถ้วนฝังอยู่ในนั้น ก่อเกิดเป็นทะเลสาบแห่งพลังจิตวิญญาณบริสุทธิ์
“หรือว่า…นี่คือทะเลสาบหยิน-หยาง?”
แม้จางเซวียนจะเคยได้ยินชื่อทะเลสาบหยิน-หยางมาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น
“ต้องมีอะไรผิดปกติแน่…เราได้ยินมาว่าน้ำในทะเลสาบหยิน-หยางแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งร้อนแผดเผา ขณะที่อีกส่วนก็เย็นเยือกจนเป็นน้ำแข็ง ถึงทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้าเราจะเต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณ แต่มันก็ดูไม่มีลักษณะอย่างที่ว่าเลย…”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
ทะเลสาบหยิน-หยางมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกเพราะกระแสพลังหยินและพลังหยางที่ไหลเวียนอยู่ในนั้น ข้างหนึ่งเย็นเยือกจนจับขั้วหัวใจ ขณะที่อีกข้างก็ร้อนแผดเผาจนทนทานไม่ได้ เมื่อทั้งสองด้านมาบรรจบกันตรงกลาง จึงก่อเกิดเป็นภาพสุดแสนจะน่าทึ่ง
เมื่อฝึกฝนวรยุทธที่นี่ พลังของนักรบจะได้รับการบ่มเพาะจากพลังความร้อนและความเย็น, หยางกับหยิน ทำให้ฝึกฝนวรยุทธได้ก้าวหน้าเร็วกว่าเดิม
แม้ทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้าเขาจะแบ่งเป็น 2 ส่วน แต่ทั้งหมดที่จางเซวียนรู้สึกได้ก็คือกระแสพลังจิตวิญญาณเท่านั้น ไม่มีความร้อนแผดเผาหรือความเย็นเยือกแม้แต่น้อย…หรือว่ามันจะไม่ใช่ทะเลสาบหยิน-หยาง?
ระหว่างนั้น ประธานคังก็มาถึงพอดี เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ของตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เขาก็หันไปถามผู้ว่าการอู๋ด้วยความสงสัย “ผู้ว่าการอู๋ เกิดอะไรขึ้น?”
อะไรที่ทำให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 คนนี้ต้องเกรี้ยวกราดขนาดนั้น?
“มีบางอย่างเกิดขึ้นกับทะเลสาบหยิน-หยาง…” ผู้ว่าการอู๋พูด จากนั้นก็หันขวับไปตวาดสมาชิกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ “ทบทวนสิ่งที่เธอเพิ่งพูดไปเมื่อครู่อีกครั้งซิ!”
“ได้!”
สาวน้อยคนนั้นก้าวออกมาและตอบด้วยเสียงสั่นๆ “พวกเรามาตรวจตราน้ำหล่อเลี้ยงตามปกติ จึงเพิ่งรู้ว่าทั้งพลังหยินและพลังหยางที่อยู่ในน้ำหล่อเลี้ยงหายไปหมดเกลี้ยง เช่นเดียวกันกับ…ทะเลสาบหยิน-หยาง…”
“น้ำหล่อเลี้ยงฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งพลังหยินกับพลังหยางที่อยู่ในนั้นก็มีต้นกำเนิดจากท่อน้ำเลี้ยงปฐพีและที่ราบธารน้ำแข็ง มันจะหายไปหมดได้อย่างไร?” ผู้ว่าการอู๋ยังไม่อยากเชื่อ
“เรียนท่านผู้ว่าการ นี่คือตัวอย่างที่เราเก็บมาจากข้างล่าง ดูสิ…”
สาวน้อยคนนั้นสะบัดข้อมือ และถังใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา มีน้ำใสสะอาดบรรจุอยู่ภายใน พลังจิตวิญญาณยังคงเริงร่าอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ในนั้น…แต่น้ำก็ไม่มีทั้งความเย็นหรือความร้อนสักนิด
“ทั้งพลังหยินและพลังหยางเหือดหายไปจากน้ำหล่อเลี้ยงจนหมด มันเกิดอะไรขึ้น?”
ผู้ว่าการอู๋ตาแดงก่ำ
ทะเลสาบหยิน-หยางคือรากฐานของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง หากมันเสียหายไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่สาขานี้จะล่มสลายไปด้วย
ขณะที่เธอระเบิดความหงุดหงิดออกมา จางเซวียนก็อ้าปากค้าง
ตอนแรก เขายังไม่แน่ใจว่าน้ำหล่อเลี้ยงที่อีกฝ่ายพูดถึงคืออะไร แต่เมื่อเห็นน้ำในถังที่สาวน้อยคนนั้นนำออกมา เขาก็ถึงกับตัวสั่น
ก็ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเขาเพิ่งซึมซับไปเมื่อครู่นี้หรือ?
แปลว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับทะเลสาบหยิน-หยาง?
“ผู้ว่าการอู๋ คุณช่วยบอกผมได้ไหมว่าน้ำหล่อเลี้ยงคืออะไร หากมันมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ คุณก็ควรบอกให้ผมรู้บ้าง บางทีเราอาจระดมความคิดกันเพื่อหาทางแก้ไขได้…”
เห็นสีหน้าของผู้ว่าการอู๋ ประธานคังรู้สึกถึงลางร้ายขึ้นมารำไร
“สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับความลับสุดยอดของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง ฉันจึงไม่อยากเปิดเผยอะไรกับคุณ แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ ดูเหมือนฉันจะปกปิดไม่ได้แล้ว!”
ผู้ว่าการอู๋อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
แม้กลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าเธอล้วนเป็นคนนอก แต่พวกเขาก็เป็นปรมาจารย์ สิ่งนี้เป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ซึ่งเธอไม่มีทางเลือกนอกจากจะฝากความหวังไว้ที่พวกเขา
“นี่คือทะเลสาบหยิน-หยาง!”
ผู้ว่าการอู๋มองทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า “พวกคุณอยากรู้ไหมว่าทำไมถึงไม่มีการปะทะกันระหว่างความร้อนแผดเผากับความเย็นเยือกในทะเลสาบตามที่ร่ำลือกัน?”
ทุกคนพยักหน้า
โดยเฉพาะประธานคัง เขาสงสัยเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเห็น
“พลังจิตวิญญาณของทะเลสาบหยิน-หยางมีต้นกำเนิดจากหินวิเศษ ฉันเชื่อว่าพวกคุณคงรู้อยู่แล้ว แต่พลังหยินและพลังหยางในนั้นมีต้นกำเนิดจากน้ำหล่อเลี้ยง”
“ซึ่งน้ำหล่อเลี้ยงที่ว่าเกิดจากการหลอมรวมกันระหว่างความร้อนแผดเผาจากท่อน้ำเลี้ยงปฐพีกับความเย็นเยือกของที่ราบธารน้ำแข็งโดยใช้กรรมวิธีพิเศษ โดยปกติมันถูกฝังลึกอยู่ในภูเขา และเมื่อเราต้องการใช้ ก็จะตักน้ำในนั้นมา 1 ถัง แล้วนำมาเทใส่ทะเลสาบแห่งนี้…” ผู้ว่าการอู๋อธิบาย
แม้จะเป็นเพียงรายละเอียดเบื้องต้น แต่มันก็เกี่ยวข้องกับความลับสุดยอดและความลับที่เป็นรากฐานของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง
ค่อนข้างชัดเจนว่าทะเลสาบหยิน-หยางไม่ใช่การรังสรรค์ของธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือมนุษย์ และรากฐานของมันคือน้ำหล่อเลี้ยง เพียงแค่ตักน้ำหล่อเลี้ยงมา 1 ถังและเทลงไปในทะเลสาบหยิน-หยาง พลังหยินกับพลังหยางก็จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำ ทำให้กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ของเหล่านักรบ
ก็เหมือนกับไซรัปเข้มข้น 1 ขวด กับเหล้าที่ทำจากไซรัปนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เหล้า แต่เป็นไซรัปขวดนั้นเอง!
ซึ่งตอนนี้ พลังหยินกับพลังหยางที่เป็นองค์ประกอบของน้ำหล่อเลี้ยง…ก็หายไปหมดแล้ว!
เมื่อปราศจากน้ำหล่อเลี้ยง ทะเลสาบหยิน-หยางก็เป็นทะเลสาบที่เหลือแต่พลังจิตวิญญาณเข้มข้น แม้จะยังมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนวรยุทธ แต่ประสิทธิภาพก็ลดลงกว่าเดิมมาก…
“เอ่อ…”
ประธานคังพูดไม่ออก
เขาคิดว่ามันคงเป็นปัญหาเล็กๆ แต่เท่าที่ดู ก็เกินความสามารถของเขาไปแล้ว
น้ำหล่อเลี้ยงคือความลับพื้นฐานของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง เขาจะมีปัญญาซ่อมของพรรค์นั้นได้อย่างไร?
ขนาดผู้ว่าการอู๋ที่อยู่กับมันมาทั้งชีวิตก็ยังแก้ไขไม่ได้ แล้วจะเหลือวิธีไหนให้เขาเสนอแนะอีก?
พูดกันตามตรง ประธานคังรู้สึกว่าตัวเขาโชคร้ายเหลือเกิน เขาต้องลงทุนลงแรงไปตั้งมากมายเพื่อให้ได้โควต้า โดยหวังว่าระดับวรยุทธของตัวแทนเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์จะสูงขึ้นอย่างพรวดพราดด้วยทะเลสาบหยิน-หยาง ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะต้องเจอปัญหาแบบนี้…
“เอ่อ…ปรมาจารย์จาง”
ประธานคังส่ายหน้าและกำลังจะบอกผู้ว่าการอู๋ว่าเขาช่วยอะไรไม่ได้ ก็พอดีกับที่หวนนึกถึงปาฏิหาริย์ต่างๆนานาที่จางเซวียนเคยทำมา จึงหันไปหาจางเซวียนอีกครั้ง แต่สิ่งที่เห็นก็ทำเอาต้องขมวดคิ้ว
ตอนนี้ปรมาจารย์จางมีสีหน้าพิลึกพิลั่น ดูเหมือนคนที่เพิ่งทำอะไรผิดมา ใบหน้าของเขาแดงก่ำอย่างสำนึกผิด
“ปรมาจารย์จาง มีอะไร?”
ออกจะพิลึกที่จางเซวียนผู้กระฉับกระเฉงจะทำท่าแบบนี้แทนที่จะเสนอแนะวิธีแก้ปัญหา ผู้ว่าการอู๋ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลกๆ เธอจึงหันมามอง
ทุกคนมองตาม ไม่ช้า ทุกสายตาก็จับจ้องอยู่ที่เขา
“ผม…”
เมื่อได้ยินคำถาม จางเซวียนก็หน้าแดงก่ำขึ้นอีก เขาเกาหัวแกรกและตอบว่า “เอ่อ…ผู้ว่าการอู๋ ก่อนหน้านี้…ในห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงน่ะ ผมบอกคุณใช่ไหมว่า…ผมฝึกวรยุทธอยู่พักหนึ่ง?”
ผู้ว่าการอู๋กับประธานคังออกจะงงๆที่จางเซวียนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา จึงได้แต่พยักหน้า
ปรมาจารย์จางก็พูดแบบนั้นจริงๆ และเพราะเรื่องนี้เองที่ทำให้เขาไม่ผ่านการทดสอบ
จางเซวียนเกาหัวอีกรอบด้วยความอับอายขายหน้า เขาพูดต่อ “แค่ก เอ่อ…ตอนที่ผมฝึกวรยุทธอยู่น่ะ ผมสำแดงพลังมากเกินไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และซึมซับเอาพลังหยินกับพลังหยางที่อยู่ในน้ำหล่อเลี้ยงของคุณไปจนหมด…”
