ตอนที่ 603 การบรรยาย (1)
สุดท้ายก็ต้องถึงวันที่ลูกศิษย์แยกจากอาจารย์
จางเซวียนเข้าใจความจริงข้อนี้ดี เขารู้ว่าถึงอย่างไรก็ต้องแยกกับลูกศิษย์ของเขาเข้าสักวัน
ตั้งแต่เหตุการณ์ของจ้าวหย่า เขาก็เตรียมตัวและทำใจไว้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอดอยากยื้อไม่ได้เมื่อเจอสถานการณ์แบบนั้นเข้าจริงๆ
“นี่เป็นกระแสพลังปราณจากผม เมื่อคุณตกอยู่ในอันตราย มันจะช่วยคุณได้!”
จางเซวียนดึงลู่ชงเข้าไปในห้องและสั่งการบางอย่างกับเขา
ความหนักอกหนักใจในครั้งนี้ต่างจากเมื่อครั้งจ้าวหย่า เพราะจ้าวหย่าจะได้รับการดูแลจากที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง และเธอก็ไม่น่าจะตกอยู่ในอันตรายใดๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ลู่ชงกับมั่วคุนเสินจะต้องเดินทางข้ามทวีปเพื่อเสาะหาสถานที่ที่ยังไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ การเดินทางย่อมเต็มไปด้วยอันตราย และกระแสพลังปราณนี้จะช่วยปกป้องพวกเขาได้ แม้จะเป็นแค่ครั้งเดียวก็ตาม
“อสูรห้าสะพรึง แกไปกับลู่ชง…”
หลังจากสั่งการอีกสองสามอย่างแล้ว จางเซวียนก็เรียกอสูรห้าสะพรึงมา
แม้เรื่องความปลอดภัยจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะมีมั่วคุนเสินซึ่งเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 เดินทางไปด้วย แต่ทั้งคู่ก็ยังต้องมีอสูรพาหนะสำหรับการเดินทาง ซึ่งอสูรห้าสะพรึงที่มีวรยุทธเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 ย่อมมีประโยชน์ต่อพวกเขา
หลังจากจัดการอีกหลายเรื่องเท่าที่พอจะนึกออก จางเซวียนก็พาลู่ชงไปหาหวังหยิ่งกับเด็กคนอื่นๆ เพื่อให้พวกเขาร่ำลากัน
เด็กๆ 2 ใน 6 คนจากไปแล้ว ทุกคนอดรู้สึกหม่นหมองไม่ได้
เมื่อจัดการเรื่องของลู่ชงเรียบร้อย จางเซวียนก็ไปหา ‘ศิษย์น้อง’ ของเขา, กูรูเชว
ตอนนี้กูรูเชวยังไม่คิดอยากไปจักรวรรดิขั้นสูงกว่า เธอจึงไม่ไปกับจางเซวียน
กว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้น พระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว อีกไม่นานก็ถึงเวลาที่จะต้องไปพบกับปรมาจารย์หงและคนอื่นๆ
“ไปกันเถอะ!”
เมื่อจัดการทุกอย่างแล้ว จางเซวียนก็มุ่งหน้าไปยังจตุรัสใกล้สำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์พร้อมกับเจิ้งหยาง หวังหยิ่ง และคนอื่นๆ
ในเมื่อเขาให้สัญญาไว้ว่าจะเปิดการบรรยาย จึงต้องจัดการให้เสร็จสิ้นก่อนจะออกเดินทาง
แต่ยังไม่ทันไปถึงจัตุรัส ก็เห็นผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนออกันอยู่แน่นขนัดจนสุดลูกหูลูกตา
“เจ้าสำนักหู คุณก็มาฟังการบรรยายของปรมาจารย์จางหรือ?”
“ใช่สิ นี่คือแชมป์การประลองปรมาจารย์คนแรกที่ชนะถล่มทลาย เขาเปิดการบรรยายทั้งที ผมจะพลาดได้ไง!”
“จริงด้วย การประลองปรมาจารย์มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษ แต่จางเซวียนเป็นคนแรกที่ทำสถิติได้น่าอัศจรรย์แบบนี้ ดูนั่น เจ้าสำนักจื่อกับเจ้าสำนักหลิวก็มา…”
“คุณพูดถูก ขนาดการบรรยายของปรมาจารย์หงก็ยังไม่ได้รับความนิยมขนาดนี้เลย…”
“ผมไม่รู้หรอกว่าการบรรยายของปรมาจารย์หงได้รับความนิยมแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุด พวกเราที่เป็นปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาวก็พลาดงานนี้ไม่ได้…”
“คนมากมายก่ายกองจนผมอดอิจฉาไม่ได้ พูดก็พูดเถอะ ผมลองนึกภาพตัวเองว่าอยู่ในตำแหน่งเดียวกับปรมาจารย์จาง แต่ก็นึกไม่ออกเลยว่าจะประสบความสำเร็จในการประลองขนาดนั้นได้อย่างไร! ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เพิ่งผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวจะทำอะไรได้เหนือชั้นกว่าปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาวเสียอีก…ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขาได้รับความนิยมล้นหลามขนาดนี้!”
ทั้งจัตุรัสคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
“พวกเขามาฟังการบรรยายของผม?”
จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ ด้วยความตกใจ
ในความเห็นของเขา หากคนหลายพันคนมาเข้าฟังการบรรยายเรื่องพื้นฐานวรยุทธของเขาก็ถือเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่แล้ว ไม่เคยคิดว่าจะดึงดูดผู้คนได้มากมายขนาดนี้ เขาเพิ่งรู้สึกได้ถึงอำนาจบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในการประลองปรมาจารย์ซึ่งตัวเขาไม่เคยรับรู้มาก่อน
มีคนอยู่ที่นี่มากมายแค่ไหน?
แสนคน? ล้านคน?
ยังไม่นับอีกมากมายที่ห้อยโหนอยู่ตามกำแพงหรือบนต้นไม้ราวกับเป็นนินจา
แถมยังเหล่าอสูรพาหนะที่อยู่บนท้องฟ้านั่นอีก?
“ผมได้ยินมาว่า คนที่หาที่นั่งเข้าฟังการบรรยายของคุณไม่ได้พากันไปเช่าอสูรพาหนะจากดงอสูรมา…” ประธานคังอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน
“พวกที่ลอยอยู่บนฟ้า ผมก็เข้าใจ แต่พวกที่อยู่บนพื้นดินนั่นล่ะ?”
จางเซวียนอดถามไม่ได้
เขาเข้าใจเหตุผลที่มีอสูรพาหนะมากมายอยู่บนท้องฟ้า แต่ด้านข้างจัตุรัสกลับมีอสูรอีกกลุ่มใหญ่นอนอยู่ มีทั้งเสือเขี้ยวดาบ หมาป่าพายุ วานรสีดำ…
พวกนั้นมาทำอะไร?
“….” จางเซวียน
“ชื่อเสียงของคุณน่ะโด่งดังมากนะ แค่รู้ว่าคุณกำลังจะเปิดการบรรยาย ก็ไม่มีใครยอมไปไหนเลย!” ประธานคังพูด
อันที่จริง หัวหน้าหานก็ไม่มีทางเลือก หลังจบการประลองปรมาจารย์ ชื่อเสียงของปรมาจารย์จางก็ระบือลือลั่น ใครๆ ก็อยากฟังการบรรยายของอัจฉริยะหมายเลข 1 คนนี้ทั้งนั้น…แม้แต่อสูรธรรมดาและอสูรวิเศษที่มีสติปัญญาก็อดใจไม่ไหว
จึงเกิดเป็นภาพอย่างที่เห็น
จตุรัสหน้าสำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์นั้นกว้างใหญ่มาก จุคนได้ราว 1 ล้านคน แต่ตอนนี้แน่นขนัดจนแทบไม่มีที่ยืน ขนาดประธานคังยังแทบไม่อยากเชื่อสายตา
เขาเปิดการบรรยายแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง ด้วยผู้ฟังจำนวน 50,000 คน แค่นั้นก็ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรแล้ว นึกไม่ถึงว่าความนิยมชมชอบในการบรรยายของปรมาจารย์จางจะเหนือชั้นกว่านั้นอีก
มนุษย์เราก็ช่างเกิดมาไม่เท่ากันเสียจริงๆ …
“ช่างมันเถอะ จะมีคนมากแค่ไหนก็ช่าง เราบรรยายให้ดีก็พอ!”
จางเซวียนส่ายหน้าและตัดสินใจไม่คิดมาก เขามุ่งหน้าไปยังเวทีที่อยู่ใจกลางจัตุรัส
หลี่ฮั่นปิงเป็นวณิพกที่จะอายุครบ 16 ในปีนี้ เขาเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่จำความได้ ใช้ชีวิตด้วยการฉกชิงวิ่งราวและต้มตุ๋นคนอื่น
ความใฝ่ฝันสูงสุดของเขาคือการได้เป็นนักรบผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็น่าเสียดายที่ภูมิหลังอันแสนต่ำต้อย ทำให้เขาไม่อาจเข้าถึงเทคนิควรยุทธหรือแหล่งทรัพยากรเพื่อการฝึกฝนวรยุทธใดๆ เลย
ก็อย่างคำที่เขาว่ากัน, คนจนร่ำเรียนและคนรวยฝึกฝน เมื่อไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอต่อการฝึกฝนวรยุทธ ไม่มีคำชี้แนะจากครูบาอาจารย์ ก็ยากที่เขาจะก้าวหน้า
ดังนั้น แม้จะอายุครบ 16 ในปีนี้ ก็ยังเป็นแค่นักรบขั้น 1-จวีซี ขยับไปไหนไม่ได้เลย
และเป็นไปได้ว่าคงจะต้องอยู่อย่างนี้ไปชั่วชีวิต
เขาคิดว่าทั้งชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้เข้าฟังการบรรยายของปรมาจารย์คนไหน แต่มาวันหนึ่ง จู่ๆ ก็ได้ยินว่าปรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่องอย่างเหลือเชื่อคนหนึ่งที่ชื่อปรมาจารย์จางจะเปิดการบรรยายสาธารณะเรื่องพื้นฐานวรยุทธ เมื่อได้ข่าว จึงรีบมาที่จตุรัสนี้ตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อหาทำเลเหมาะๆ และรอคอยอย่างอดทน
“เริ่มแล้ว…”
หลังจากรออยู่นาน ก็เห็นร่างสง่างามร่างหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวที
“ปรมาจารย์จางคนนี้ดูไม่แก่กว่าเราเท่าไหร่เลย…”
เขาคิดว่าแชมป์การประลองปรมาจารย์…ก็น่าจะมีอายุอย่างน้อย 30 ปี แต่อีกฝ่ายดูเหมือนยังอายุไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ
เขาอดผิดหวังนิดๆ ไม่ได้
รอมาทั้งคืน ถึงตอนนี้ก็กลัวว่าจะเสียเวลาเปล่า
หรือจะต้องผิดหวังอีกครั้ง เหมือนที่ผิดหวังมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน?
อันที่จริง สภาปรมาจารย์จัดการบรรยายสาธารณะทุกเดือน แต่เนื้อหาก็ดูจะล้ำลึกเกินไป เด็กกำพร้าอย่างเขาที่ไม่เคยได้รับการศึกษาไม่มีทางเข้าใจแม้แต่คำเดียว จึงไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งนั้น
เขาพยายามเข้าฟังมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็รู้ทันทีว่าเสียเวลาเปล่า แถมหมดความมั่นใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
มีปรมาจารย์จำนวนหนึ่งที่ปรารถนาการยอมรับและอยากให้ใครๆ เคารพยกย่องผลงานของพวกเขา ซึ่งเรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ปรมาจารย์กลุ่มนี้มองการบรรยายสาธารณะเป็นเหมือนเวทีแสดงความรอบรู้ของตัวเอง…และถ้าเนื้อหาของการบรรยายเรียบง่ายเกินไป ก็เหมือนว่าพวกเขาจะไม่เก่งกาจพอ
เมื่อความคิดแบบนั้นแพร่หลายไปในหมู่ปรมาจารย์ วัฒนธรรมของการบรรยายสาธารณะจึงดูจะเปลี่ยนไปด้วย ไม่ช้า นักรบที่หวังจะหาประโยชน์จากการเข้าฟังคำบรรยายต่างก็รู้สึกได้ว่าการบรรยายเหล่านั้นใช้การไม่ได้จริงสำหรับพวกเขา
เมื่อดูจากอายุที่ยังน้อยและวีรกรรมน่าอัศจรรย์ของชายหนุ่มที่อยู่บนเวที ก็มีโอกาสที่เขาจะเป็นแค่ ปรมาจารย์ผู้หลงตัวเองอีกคนที่ใช้การบรรยายสาธารณะเป็นเบ็ดตกความรุ่งโรจน์ให้ตัวเอง…ดูท่าเขาจะต้องผิดหวังอีกแล้ว
“การเสาะหาวิถีแห่งสวรรค์เปรียบได้กับลูกธนูที่ทาบอยู่กับสายธนู หากสูงเกินไป ก็ต้องลดต่ำลง, หากต่ำเกินไป ก็ต้องยกให้สูงขึ้น, หากตึงเกินไป ต้องปรับให้หย่อน, หากหย่อนเกินไป ต้องปรับให้ตึงกว่าเดิม วิถีแห่งสวรรค์คือการเติมเต็มความพร่องของแต่ละคนด้วยพละกำลัง…”
เสียงหนึ่งดังเข้าหู
แม้เขาจะอยู่ห่างจากเวทีเป็นพันเมตร แต่ทุกถ้อยคำของปรมาจารย์จางก็แจ่มชัด
“อย่างที่คิดไว้เลย ไม่เข้าใจสักคำ…”
หลี่ฮั่นปิงตั้งอกตั้งใจฟัง รู้สึกได้ว่าการบรรยายสาธารณะครั้งนี้ไม่ได้ต่างกับการบรรยายครั้งก่อนๆ ที่เขาเคยฟัง คือฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
ลงท้าย เหล่าปรมาจารย์ก็ล้วนตัดมาจากผ้าผืนเดียวกัน การบรรยายสาธารณะเป็นเพียงเวทีให้พวกเขาอวดความรอบรู้ของตัวเอง ส่วนผู้ฟังจะเข้าใจหรือไม่ ใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่านั้น พวกเขาไม่ใส่ใจสักนิด
และคนฟังพวกนั้นก็ล้วนถูกสะกดจิต เพราะกลัวใครจะรู้ว่าโง่เง่า แทนที่จะตั้งคำถามกับผู้บรรยาย กลับแสร้งทำเป็นเข้าใจและยกย่องชมเชยการบรรยายนั้นเสียใหญ่โต
เพราะหากใครสักคนแสดงตัวขึ้นมาว่าไม่รู้เรื่อง จะน่าอับอายสักแค่ไหน?
นี่คือธรรมชาติของมนุษย์…
หลี่ฮั่นปิงส่ายหน้าอย่างผิดหวัง เขาลุกขึ้นยืนและเตรียมตัวจะออกไป แต่ทันทีที่ออกเดินก้าวแรก ก็รู้สึกถึงการกระตุกที่จุดชีพจร ตามมาด้วยความรู้สึกชาที่จุดชีพจรปี้ไห่ มีคลื่นพลังจิตวิญญาณ มหาศาลจากสภาพแวดล้อมโดยรอบหมุนวนต่อเนื่องอยู่ในร่างกายของเขา
ฟิ้ววววว!
เกิดเสียงกุกกักขึ้น เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่เหมือนกับทะเลสาบขนาดเล็กปรากฏอยู่ในท้องน้อย
“นี่คือ…ตันเถียน?”
หลี่ฮั่นปิงตาค้างด้วยความตกตะลึง เขาสั่นไปทั้งตัว
ผู้ที่สำเร็จวรยุทธขั้น 1-จวีซี จะมีจุดตันเถียนเกิดขึ้นที่บริเวณท้องน้อย ซึ่งเป็นที่สะสมพลังจิตวิญญาณ หลี่ฮั่นปิงติดแหง็กอยู่กับวรยุทธขั้นจวีซีมาเนิ่นนานจนคิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด…ใครจะรู้ว่าเพียงแค่สองสามคำจากปรมาจารย์จาง ก็ทำให้เขาฝ่าด่านวรยุทธได้?
“แต่เราไม่เข้าใจการบรรยายสักคำ ทำไมถึงยังฝ่าด่านวรยุทธได้ล่ะ?”
หลี่ฮั่นปิงสงสัย
ที่ปรมาจารย์จางพูดนั้นเขาไม่รู้เรื่องสักคำ แล้วจู่ๆ …ฝ่าด่านวรยุทธได้อย่างไร?
หรือว่าการบรรยายนั้นมีผลต่อระดับวรยุทธของเขาทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ?
เขาชะเง้อไปรอบๆ เห็นวณิพกหลายคนที่มาพร้อมๆ กับเขาต่างทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยรอยยิ้มปลื้มปริ่มอิ่มเอม รังสีของคนเหล่านั้นก็เข้มข้นกว่าเดิม
“วิถีทางแห่งสวรรค์คือการเติมเต็มความพร่องของแต่ละคนด้วยพละกำลัง…นี่จึงเป็นกฎธรรมชาติ หมายความว่า แค่เราฝึกฝนวรยุทธไปตามกระแสของธรรมชาติ เราก็จะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว…”
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของเขา
แม้คำพูดของอีกฝ่ายจะลึกซึ้งจนเขาไม่เข้าใจสักคำ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาเข้าใจเจตจำนงที่อยู่เบื้องหลังคำพูดเหล่านั้น ราวกับพวกมันมาอยู่ตรงหน้า
วิถีทางแห่งสวรรค์ กฎธรรมชาติ!
หลี่ฮั่นปิงรีบทรุดตัวลงนั่ง เขารู้สึกได้ถึงพลังจิตวิญญาณที่ไหลเวียนอย่างช้าๆ ผ่านจุดตันเถียน
เกิดเสียงกุกกักจากร่างกายของเขาอีกครั้ง และคราวนี้วรยุทธของเขาก็พุ่งพรวดอย่างไม่หยุดยั้ง
ตันเถียนขั้นต้น!
ตันเถียนขั้นกลาง!
ตันเถียนขั้นสูงสุด!
วรยุทธของเขาพุ่งพรวดราวกับลูกบอลลูนที่มีใครเป่าลมใส่
เขายังคงไม่เข้าใจคำพูดของปรมาจารย์จาง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง กลับเข้าใจอย่างลึกซึ้งกว่าเดิมว่าการฝึกฝนวรยุทธคืออะไร…และมันก็สอดคล้องกับความเข้าใจที่เขามีอยู่เดิม
“นี่คือการบรรยายของปรมาจารย์ตัวจริง…”
หลี่ฮั่นปิงยิ้มอย่างเคลิบเคลิ้มราวกับได้น้ำทิพย์จากสวรรค์
ความสุขของเขาไม่ได้มาจากวรยุทธที่พุ่งพรวด แต่เป็นเพราะความรู้ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายใน เขาเข้าใจเจตจำนงที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของปรมาจารย์จางได้อย่างชัดเจน เหมือนปรมาจารย์จางมาบรรยายให้ฟังตัวต่อตัวเลยทีเดียว!
ยิ่งฟังไป พลังจิตวิญญาณในตัวของเขาก็ไหลเวียนไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย ร่างของเขาก็กระตุกเบาๆ วรยุทธขั้น 3-เจิ้นซี่, สำเร็จแล้ว!
วรยุทธขั้นเจิ้นซี่ถือเป็นวรยุทธขั้นแรกที่ได้การยอมรับอย่างเป็นทางการในฐานะนักรบ นึกไม่ถึงเลยว่าวณิพกอย่างเขาจะมาได้ถึงขั้นนี้…
ปรมาจารย์จาง นับจากวันนี้ไปคุณจะเป็นท่านอาจารย์ที่ผมระลึกถึงไปตลอด!
หลี่ฮั่นปิงคุกเข่าลงกับพื้นขณะปฏิญาณในใจ
