ตอนที่ 638 อู๋เจิงผู้โชคร้าย (1)
เห็นรอยเท้า 2 รอยเต็มๆ บนก้นของเธอ จางเซวียนพูดอย่างกระอักกระอ่วน “หากเราสู้กันต่อ ผมเกรงว่าคุณจะบาดเจ็บหนักกว่านี้…ลืมเสียเถอะ ถึงคุณคิดอะไรอยู่ ผมก็จะพนันกับคุณ!”
ถ้าเป็นการต่อสู้ตามปกติ เขาคงสู้เธอไม่ได้ แต่หากใช้หอสมุดเทียบฟ้าต่อไป ใครจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องน่ากระอักกระอ่วนแบบไหนอีก
แค่เตะก้นเธอ 2 รอบก็รู้สึกผิดแล้ว ถึงเขาจะหน้าหนาขนาดไหน ก็ไม่กล้าทำอีก
“ได้!”
ถึงองค์หญิงจะโมโหเสียจนแทบจะทึ้งผม แต่ก็รู้ดีว่าหากสู้ต่อไป เธอนั่นแหละที่จะเสียเปรียบ จึงได้แต่สูดลมหายใจลึกและพยักหน้า
แต่ถึงอย่างนั้น แววตาในดวงตาสีดำสนิทของเธอก็ยังเต้นเร่าๆ ราวกับจะแผดเผาชายหนุ่มที่เธอเกลียดชัง
“ในเมื่อพรุ่งนี้เราทั้งคู่ก็ต้องไปที่ทะเลสาบหมดจด มาพนันกัน!” องค์หญิงเฟยเอ๋อพูด
“ก็ได้ คุณคิดจะทำอะไรล่ะ?” จางเซวียนถาม
“คุณคงรู้ว่าดวงตาทะเลสาบในทะเลสาบหมดจดมีพลังจิตวิญญาณในระดับจำกัด อันที่จริงระยะเวลา 3 วันก็เป็นแค่การกะคร่าวๆ เพราะนักรบแต่ละคนมีระดับวรยุทธไม่เท่ากัน ทุกคนที่เข้าไปในทะเลสาบหมดจดจึงต้องได้รับ ‘ธูปชำระวิญญาณ’!”
องค์หญิงเฟยเอ๋อพูดต่อ “ธูปชำระวิญญาณสามารถวัดระดับพลังจิตวิญญาณที่อยู่ในดวงตาทะเลสาบได้ มันจะมอดไหม้เร็วช้าแตกต่างกันไปตามระดับการลดลงของพลังจิตวิญญาณในนั้น โดยเฉลี่ยแล้ว 1 ดอกต่อ 1 วัน ระยะเวลา 3 วันจึงเท่ากับธูปประมาณ 3 ดอก ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ในดวงตาทะเลสาบดวงไหน หากธูป 3 ดอกมอดไหม้ไปหมด ก็จะต้องรีบออกมาทันที”
เพราะพลังจิตวิญญาณในดวงตาทะเลสาบมีจำกัด และนักรบแต่ละคนมีระดับการฝึกฝนวรยุทธที่แตกต่างกัน ระยะเวลา 3 วันโดยประมาณจึงไม่อาจใช้ได้กับทุกคน ด้วยเหตุนี้ ธูปชำระวิญญาณจึงถูกนำมาใช้ตรวจวัดระดับพลังจิตวิญญาณที่ยังเหลืออยู่ในดวงตาทะเลสาบ เพื่อให้นักรบที่ฝึกฝนวรยุทธอยู่ในนั้นกลับออกมาเสียก่อนที่พลังจิตวิญญาณจะเหือดแห้งไปจนเป็นอันตราย
ธูปจะเริ่มมอดไหม้ทันทีที่นักรบจุ่มตัวลงไปในทะเลสาบหมดจด และด้วยระดับการซึมซับพลังจิตวิญญาณที่ไม่เท่ากัน ความเร็วช้าของการมอดไหม้จึงแตกต่างกันไป ทันทีที่ธูป 3 ดอกมอดไหม้จนหมด ผู้นั้นจะต้องกลับออกมาทันที กฎนี้ตั้งขึ้นมานานแล้ว ไม่มีใครฝ่าฝืน
ที่งานเลี้ยงก็มีคำอธิบายเรื่องนี้ จางเซวียนจึงเข้าใจดี
“เพราะฉะนั้น…การท้าพนันของเราก็ง่ายมาก พรุ่งนี้ตอนบ่าย เราเข้าไปที่ทะเลสาบหมดจดพร้อมๆ กัน ธูปของใครไหม้หมดก่อนก็เป็นผู้ชนะ!” องค์หญิงเฟยเอ๋อพูด
“ธูปของใครไหม้หมดก่อนจะเป็นผู้ชนะ?” นึกไม่ถึงว่าจะท้าพนันแบบนี้ จางเซวียนผงะ
ความรวดเร็วในการมอดไหม้ของธูปชำระวิญญาณขึ้นอยู่กับอัตราการซึมซับพลังจิตวิญญาณในดวงตาทะเลสาบ และการที่จะซึมซับพลังจิตวิญญาณได้อย่างรวดเร็วก็ต้องใช้จิตวิญญาณที่แข็งแรง
จะพูดให้ง่ายเข้าก็คือ…ยิ่งจิตวิญญาณแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมอดไหม้เร็วขึ้นเท่านั้น
ในฐานะนักรบสะพานจักรวาล จิตวิญญาณของเธอผ่านการบ่มเพาะจากขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องมาแล้ว แน่นอนว่าเธอคิดจะใช้ความได้เปรียบข้อนี้เอาชนะนักรบขจัดสิ่งมัวหมองอย่างจางเซวียนที่มีจิตวิญญาณอ่อนแอกว่า…
แต่นั่นแหละ…เธอคงไม่รู้ตัวว่าเข้าใจผิดถนัด เพราะไม่เพียงแต่จิตวิญญาณของเขาจะไม่อ่อนแอ ยังแข็งแกร่งกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ!
การฝึกฝนศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าทำให้จิตวิญญาณของเขาเป็นอิสระจากร่างกาย หากจะสู้กันเรื่องความเร็วในการซึมซับพลังจิตวิญญาณจากทะเลสาบหมดจดล่ะก็ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8 ก็สู้เขาไม่ได้
“คุณแน่ใจนะว่าจะพนันเรื่องนี้?”
จางเซวียนมองเธออย่างออกจะสมเพช
พนันแบบนี้ เธอก็มีแต่ปิดประตูแพ้
“ก็ใช่น่ะสิ! ทำไมล่ะ? เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย กลายเป็นไก่ตาขาวแล้วหรือไง?” องค์หญิงเฟยเอ๋อสวนกลับ
“เอ่อ…” จางเซวียนเกาหัว “ก็ได้ งั้นมาพูดเรื่องเดิมพัน!”
“ง่ายนิดเดียว ถ้าฉันชนะ ฉันก็ไม่ใช่คนใช้ของคุณอีกต่อไป และไม่ติดค้างหินวิเศษกับคุณแล้วด้วย! ส่วนถ้าคุณชนะ ฉันจะให้หินวิเศษคุณอีก 10,000 ก้อน หรือไม่ก็ยอมเป็นคนใช้ของคุณอีก 5 เดือน ว่ายังไงล่ะ?” องค์หญิงเฟยเอ๋อตอบ
“เป็นคนใช้ของผมอีก 5 เดือน? ไม่ต้องหรอก…”
จางเซวียนรีบส่ายหน้าโดยไม่ลังเล
เอาจริงๆ ก็คือเขาไม่ได้ต้องการคนรับใช้ และไม่อยากอยู่ใกล้ๆ องค์หญิงผู้หยิ่งผยองอย่างเธอ เขาเคยหยิบยกเรื่องนี้มาก็เพื่อจะเอาชนะเธอเท่านั้น หากจะทำกันจริงๆ ล่ะก็ หินวิเศษสำคัญกว่ากันมาก
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายปฏิเสธข้อเสนอ องค์หญิงกัดฟันกรอด
“ถ้างั้นจะเอาอะไร? ให้ฉันแต่งงานกับคุณไหม?”
“แต่งงานกับผม?” จางเซวียนผงะ “คุณอยากเหรอ?”
“คุณ…”
องค์หญิงทึ้งผมอย่างคลุ้มคลั่ง
มีปรมาจารย์มากมายนับไม่ถ้วนในสถาบันปรมาจารย์ที่อยากแต่งงานกับเธอจนใจแทบขาด แต่หมอนี่ล้มความคิดของเธอเอาดื้อๆ …คุณคิดว่าคุณเป็นใคร?
“ผมไม่อยากได้คุณมาเป็นคนใช้อีก 5 เดือนหรอก เอาหินวิเศษให้ผมอีก 1 หมื่นก้อนก็พอ…ถ้าคุณแพ้!” จางเซวียนโบกมือ
“ก็ได้ ตามนั้น…”
องค์หญิงกัดฟันกรอดและกระทืบเท้ากลับไป
เธอทนพูดกับหมอนี่ไม่ไหวอีกแม้แต่วินาทีเดียว ขืนพูดต่อคงหัวใจวายตายเสียก่อน
หลังจากทำข้อตกลงเรียบร้อย เธอก็ตรงดิ่งกลับที่พักโดยไม่เห็นว่าหลัวฉีฉีรีบเดินมาหา อีกฝ่ายถึงกับอึ้งเมื่อเห็นสภาพยับเยินของเพื่อน “เกิดอะไรขึ้น?”
เสื้อผ้าขององค์หญิงเฟยเอ๋อขาดวิ่นหลายส่วน เผยให้เห็นผิวขาวเนียน หน้าตาผมเผ้าของเธอเลอะโคลนเกรอะกรังราวกับเพิ่งลงไปกลิ้งกับพื้น เรียกว่ายับเยินจนเข้าขั้นทุเรศทุรัง
“ไม่มีอะไรมากหรอก…ฉันได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย ช่วยทายาให้ด้วยก็แล้วกัน!” องค์หญิงตอบ
เธอแพ้พนัน จึงตั้งใจเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเพื่อโจมตีเขา ซึ่งถ้าทำสำเร็จก็คงดี แต่กลับโดนอัดเสียน่วม ขนาดก้นก็ถูกเตะจนบวมไปหมด
ยอมตายเสียดีกว่าจะบอกใครเรื่องนี้!
“เธอได้รับบาดเจ็บ?” หลัวฉีฉีขมวดคิ้ว “ใครทำ?”
“บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ! แค่ทายาก็พอ…” องค์หญิงหน้าแดงก่ำ
“ก็ได้”
เห็นอีกฝ่ายไม่เต็มใจตอบ หลัวฉีฉีก็ไม่เซ้าซี้ “เป็นแค่บาดแผลภายนอกเท่านั้นเอง ฉันจะเอา ‘ขี้ผึ้งหลิวเลือด’ ที่ผสมโดยหัวหน้าลู่แห่งโรงเรียนนักปรุงยาให้ก็แล้วกัน มันใช้ได้ผลดีมากกับบาดแผลภายนอก พรุ่งนี้เธอก็หายดีพอจะเข้าทะเลสาบหมดจดได้แล้วล่ะ!”
“ไม่ต้องหรอก อู๋เจิงให้ยาสมานแผลขั้นเซียนมาขวดหนึ่ง เขาบอกว่ารักษาบาดแผลภายนอกได้ทุกชนิดไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน ใช้เวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น…ช่วยฉันทาหน่อยก็แล้วกัน!”
องค์หญิงเฟยเอ๋อสะบัดข้อมือและนำน้ำเต้าไวน์ออกมา
ถึงเธอจะอับอายขายหน้าไม่น้อยที่ต้องให้อีกฝ่ายหยดไวน์สมานแผลให้ โดยเฉพาะที่ก้น แต่ก็ดีกว่าทนทรมานอยู่คนเดียว
“ยาสมานแผลขั้นเซียนหรือ?”
หลัวฉีฉีชะงัก
“ใช่ เขาบอกว่าเป็นของกำนัลที่ได้รับจากจักรวรรดิในสังกัด พวกเขาทดสอบให้ดูเดี๋ยวนั้นและได้ผลดีมาก ขนาดแผลปริแตกที่มีเลือดออกยังหายได้ทันที!” องค์หญิงเฟยเอ๋อพูด “เขายืนกรานให้ฉันรับไว้ รอดูก็แล้วกันว่าเป็นอย่างที่ร่ำลือหรือเปล่า!”
“มียาวิเศษแบบนั้นด้วยหรือ?” หลัวฉีฉีรำพึงขณะเดินเข้าห้องไปพร้อมองค์หญิง
แต่ไม่ช้า เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความทุกข์ทรมานราวกับหมูถูกเชือดก็ดังออกมาจากห้อง
องค์หญิงตวาดก้องไปทั่วทั้งคฤหาสน์
“โอ๊ยยยยยย…อู๋เจิง ไปลงนรกซะไป๊!”
อู๋เจิงโผล่หน้าออกมามองอย่างสงสัย
“ใครเรียกเรา?”
หลังเสร็จธุระกับองค์หญิง จางเซวียนก็กลับห้อง
เขานำดาบฝนเย็นเยือกออกมาและทำให้มันยอมรับเขาเป็นเจ้านาย ซึ่งเมื่อทดลองใช้ดาบ ก็พบว่าเหมาะมือมาก
จากนั้นจางเซวียนก็วางดาบ และเริ่มเยียวยาตัวเองจากความเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสที่ได้รับจากการต่อสู้ 2 นัดก่อน แต่ไม่ช้า ความอ่อนล้าแสนสาหัสที่ต้องเดินทางรอนแรมมากว่า 1 เดือนก็เข้าครอบงำ ทำให้เขาผล็อยหลับไปทันที
ลืมตาขึ้นอีกครั้งก็สว่างโร่แล้ว ทันทีที่ออกจากห้อง หลัวชุนกับปี้เจียงไห่ก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าที่บ่งบอกทั้งความตื่นเต้นและสำนึกในบุญคุณ
ทันทีที่กลับถึงห้องเมื่อคืน ทั้งคู่ก็รีบกินยาเม็ดจิตวิญญาณสอดคล้องที่ได้มาจากจางเซวียนและสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นกลางแล้ว
แม้จะเป็นเพียง 1 ขั้นย่อย แต่จิตวิญญาณของพวกเขาก็แข็งแรงกว่าเดิม พลังปราณก็เข้มข้นกว่าเดิมมาก
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
หลังกินอาหารเช้าเสร็จ ปรมาจารย์หงก็เดินมาบอก “ไปวังหลวงกัน ทะเลสาบหมดจดจะเปิดวันนี้ พวกเราต้องรีบหน่อย”
จักรวรรดิหงเฟิงทำผลงานได้โดดเด่นมากในการตัดสินเรื่องการจัดสรรโควต้าเข้าสู่ทะเลสาบ คือเอาชนะอีก 3 จักรวรรดิในสังกัดเสียราบคาบ ทำให้เขาทั้งตื่นเต้นและมีกำลังใจ
วังหลวงใหญ่โตโอ่อ่ากว่าวังตะวันออกขององค์รัชทายาท บ่งบอกถึงอำนาจและบรรยากาศน่าเกรงขาม ทุกคนที่เข้าไปจะรู้สึกถึงแรงกดดันที่โถมทับลงมา ต่างพากันยำเกรง
ภายใต้การนำของขันที 2 คน ทั้งคู่เดินเข้าไปยังท้องพระโรงของวังหลวง หลัวจ้าว ฝงหยู่ กับคนอื่นๆ ก็มาถึงพร้อมๆ กัน
หลังจากได้เยียวยา 1 คืน ทุกคนก็มีสภาพดีกว่าเดิมมาก แต่หากดูใกล้ๆ บาดแผลและรอยบวมก็ยังมองเห็นได้อยู่
ระดับวรยุทธที่สูงขึ้นทำให้ร่างกายแข็งแกร่งกว่าเดิม แต่ความสามารถในการฟื้นตัวกลับช้าลง
ถึงพวกเขาจะมียาสมานแผลและยาฟื้นฟูร่างกายที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็เทียบไม่ได้กับพลังปราณของจางเซวียนซึ่งรักษาบาดแผลทุกชนิดได้ในทันที
“เอ๊ะ? หมอนั่นเป็นอะไร?”
การได้เห็นบาดแผลไม่ทำให้จางเซวียนประหลาดใจ แต่สิ่งที่ทำให้เขาผงะคืออู๋เจิง
ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างอื่น อู๋เจิงซึ่งเมื่อคืนก็นั่งอยู่ข้างองค์รัชทายาทและเป็นผู้รับของกำนัลแทนทุกคนกลับมีดวงตาเขียวช้ำ มีร่องรอยของอาการบวมซึ่งบ่งบอกชัดว่าเมื่อคืนเขาถูกใครคนหนึ่งซ้อมอย่างหนัก
หมอนี่เป็นถึงนักเรียนผู้ปราดเปรื่องของสถาบันปรมาจารย์ เป็นบุคคลที่แม้แต่ฮ่องเต้เย่เหวินเถียนกับองค์รัชทายาทเย่เฉียนยังให้ความเคารพสูงสุด แล้วใครกล้าลงไม้ลงมือกับเขา ทำให้เขาอยู่ในสภาพแบบนี้?
ไม่ใช่จางเซวียนคนเดียวที่สงสัย ทุกสายตาที่อยู่ในท้องพระโรงต่างก็จับจ้องอู๋เจิงด้วยความสงสัยเป็นระยะๆ
ในตอนนั้น อู๋เจิงมองเห็นจางเซวียนพอดี เขากระทืบเท้าเข้ามาอย่างโมโหจัด
“ปรมาจารย์จาง…ขอถามอะไรสักหน่อย!”
“คารวะปรมาจารย์อู๋”
จางเซวียนประสานมือ
“อย่าพูดเหลวไหลนะ บอกผมมา เกิดอะไรขึ้นกับไวน์สมานแผลนั่น?” ปรมาจารย์อู๋สะบัดข้อมือ และคว้าน้ำเต้าไวน์ออกมา
เพราะหมอนี่อ้างว่าสิ่งนี้เป็นของกำนัลจากปรมาจารย์หง ก็แน่นอนว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง
“ไวน์สมานแผลนี่?”
จางเซวียนตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกได้ “คุณใช้มัน?”
อันที่จริง ‘ไวน์สมานแผล’ เป็นแค่ไวน์ขาวธรรมดา เหตุผลเดียวที่มันใช้รักษาบาดแผลได้ก็เพราะเขาถ่ายทอดพลังปราณลงไป เมื่อเวลาผ่านไป พลังปราณก็ค่อยๆ เสื่อมสลาย ประสิทธิภาพในการรักษาจึงลดลงตามไปด้วย
หมอนี่คงใช้มันและพบว่าไม่ได้ผล
“ผมไม่ได้เป็นคนใช้มันหรอก แต่มันไม่ได้ผลแน่ๆ !”
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น
ตอนองค์หญิงที่ 6 เรียกหาเขาเมื่อวานนี้ เขาก็รีบไป นึกว่าอีกฝ่ายจะตบรางวัลในฐานะที่เขามอบไวน์สมานแผลให้เธอ ใครจะรู้ว่ากลับถูกซ้อมเสียเกือบตาย? ซึ่งตอนนั้นเองที่เขารู้ว่าไวน์สมานแผลใช้การไม่ได้
ยิ่งคิดก็ยิ่งเดือด จึงต้องรี่เข้ามาหาจางเซวียนทันทีที่เห็นหน้า
“จะใช้ไม่ได้ผลได้อย่างไร? ขอผมดูหน่อย เอาเถอะ…บาดแผลที่หน้าของคุณก็มีนี่ ลองหน่อยไหม?”
จางเซวียนจะยอมรับได้อย่างไร แถมหมอนี่ยังโกรธเสียขนาดนั้น? เขาจึงคว้าน้ำเต้าไวน์สมานแผลมาเขย่าๆ และถ่ายทอดพลังปราณเข้าไป
“ลอง?” อู๋เจิงนึกว่าอีกฝ่ายจะหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่เห็นสีหน้าสุขุมเยือกเย็นของเขา ก็ถึงกับต้องขมวดคิ้ว
“เอ้า นี่…”
จางเซวียนยื่นน้ำเต้าให้ “ถ้าคุณสงสัยนักล่ะก็ ดื่มมันสิ!”
