ตอนที่ 639 อู๋เจิงผู้โชคร้าย (2)
“ดื่มมัน?” อู๋เจิงผงะ “ไวน์สมานแผลมีไว้ใช้ภายนอกไม่ใช่หรือ?”
เมื่อคืนนี้ ตอนที่ปรมาจารย์ปี้ถูกแทงที่แขน บาดแผลของเขาหายสนิท เพียงแค่หยดไวน์สมานแผลลงไป ในเมื่อเป็นอย่างนั้น จำเป็นที่เขาจะต้องถึงกับดื่มไวน์เลยหรือ?
“มันขึ้นอยู่กับชนิดและรูปแบบของบาดแผล บางคนใช้แค่ภายนอก แต่บางคนต้องดื่ม หากเลือกวิธีผิดก็ไม่ได้ผล เผลอๆบาดแผลอาจเลวร้ายกว่าเดิม!” จางเซวียนอธิบาย
เพราะเหลือไวน์สมานแผลอยู่ในน้ำเต้าไม่มากแล้ว จางเซวียนจึงตัดสินใจดำน้ำต่อ เพราะกว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวว่ามีอะไรผิดปกติ ไวน์สมานแผลก็หมดไปแล้ว ไม่อาจสืบสาวราวเรื่องให้ได้ข้อสรุปใดๆอีก
“มีเรื่องแบบนี้ด้วย?” อู๋เจิงยังไม่อยากเชื่อ
“คุณก็เห็นแล้วว่าเมื่อคืนผมใช้ไวน์สมานแผล และมันก็ได้ผลดีมาก คำอธิบายเดียวที่มันใช้ไม่ได้ผลก็เพราะคุณใช้ผิดวิธี!” จางเซวียนพูดหน้าตาเฉย ไม่มีความละอายหรือขัดเขินแม้แต่น้อย “ก็อย่างที่คุณบอกว่าคุณไม่ได้เป็นคนใช้เอง บางที…คนที่ใช้ไวน์สมานแผลนี้อาจสับสนระหว่างสองวิธีที่ว่า ทำให้ไวน์ไม่ได้ผล!”
“อย่างนั้นหรือ?” อู๋เจิงยังสงสัย
“จิบสิ!” จางเซวียนยิ้มกริ่ม
“ก็ได้ ถ้าใช้ไม่ได้ผลอีกล่ะก็ รอดูก็แล้วกันว่าผมจะจัดการคุณอย่างไร!”
อู๋เจิงพึมพำและยกน้ำเต้าขึ้นจิบ
ทันทีที่ไวน์ไหลลงคอ เขาก็รู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานที่ไหลเวียนไปทั่วกระแสเลือดในร่างกาย ครู่ต่อมา อาการบาดเจ็บและบวมช้ำก็หายวับไปหมด
“เอ่อ…”
อู๋เจิงตาค้าง
เมื่อได้ลองกับตัวเอง เขาถึงรู้ว่ายาสมานแผลขั้นเซียนนี้น่าทึ่งขนาดไหน
เมื่อคืนเขาถูกซ้อมอย่างสาหัส และพยายามใช้ไวน์นี้หยดลงไปเพื่อรักษาบาดแผล แต่ไม่ได้ผลเลย สุดท้ายก็ต้องใช้ยาสมานแผลของตัวเอง แต่เพราะประสิทธิภาพจำกัดของมัน เขาจึงยังไม่หายดี จนกระทั่งวันนี้ก็ต้องมาปรากฏตัวที่วังหลวงด้วยดวงตาบวมช้ำ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคิดว่ายาสมานแผลขั้นเซียนของปรมาจารย์จางเป็นของปลอม ใครจะรู้ว่ามันมีประสิทธิภาพล้ำเลิศจริงๆ?
แค่ดื่มลงไปเดี๋ยวเดียว อาการบาดเจ็บก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย…น่าทึ่งที่สุด!
“เห็นไหม? ผมไม่ได้โกหก”
จางเซวียนพยักหน้าเมื่อเห็นว่าอาการบาดเจ็บของอีกฝ่ายหายสนิทแล้ว “แน่นอนว่าคนที่นำไวน์ไปใช้คงใช้ผิดวิธี ทำไมคุณไม่ถามเขาล่ะว่าบาดเจ็บที่ไหน? ผมจะช่วยวิเคราะห์ให้ได้ว่าควรหยดไวน์ลงไปบนบาดแผล หรือดื่มเข้าไปเลย”
“ก็ได้!” อู๋เจิงพยักหน้าหลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง
ความน่าเชื่อถือของเขาถือเป็นสิ่งสำคัญ ถึงอย่างไรเขาก็ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ไอ้โกหก’ ไปชั่วชีวิต
ด้วยไวน์สมานแผลที่ยังอยู่ในมือ อู๋เจิงรีบเดินไปประสานมือให้องค์หญิงที่ 6
“องค์หญิง คุณกล่าวหาผมผิดๆเสียแล้วล่ะ ไม่ใช่ว่าไวน์สมานแผลนี้ใช้การไม่ได้ แต่คุณใช้ผิดวิธีต่างหาก!”
หลังจากได้คำยืนยันจากจางเซวียน อู๋เจิงก็มั่นใจ
“ใช้ผิดวิธี?” องค์หญิงที่ 6 เห็นเขาคุยกับปรมาจารย์จางแล้ว เธอขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
“ก็ใช่น่ะสิ คุณต้องบอกผมว่าคุณได้รับบาดเจ็บที่ไหน แล้วผมจะบอกได้ว่าคุณควรหยดมันลงไปบนบาดแผล หรือดื่มเลย ขอรับรองว่าคุณจะหายสนิท!”
อู๋เจิงเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ ยินดีปรีดานักที่จะได้เรียกความน่าเชื่อถือกลับคืนมา
“ฉันบาดเจ็บที่ไหน? แล้วต้องบอกคุณด้วย?”
องค์หญิงหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
ไอ้บ้าเอ๊ย…แกจงใจทำแบบนี้ใช่ไหม?
ฉันได้รับบาดเจ็บก็เพราะปรมาจารย์จาง และหลังจากคุยกับหมอนั่นได้แป๊บเดียว คุณก็มาถามและขอดูบาดแผล…
นี่กำลังจะบอกว่าจะขอดูก้นของฉัน…อย่างนั้นสิ?
“ใช่แล้ว ขอแค่ผมรู้บริเวณและความรุนแรงของบาดแผล ผมจะบอกได้ว่าคุณควรหยดไวน์ลงไปหรือดื่ม เมื่อวานนี้คุณคงใช้ผิดวิธีน่ะ ก็เลยไม่ได้ผล…”
อู๋เจิงหัวเราะอย่างสบายใจที่ได้อธิบายให้อีกฝ่ายรู้ว่าเมื่อวานนี้เธอกล่าวหาเขาเกินกว่าเหตุ แต่ยังพูดไม่ทันจบก็หน้ามืดไปทันที เพราะถูกตบเข้าอย่างจัง
เพียะ!
เสียงตบนั้นดังก้องไปทั่วห้อง อู๋เจิงหมุนคว้างไปสองรอบก่อนจะตั้งตัวได้ เขาถึงกับไปไม่เป็น
“อยากเห็นมากใช่ไหม? ทำไมฉันถึงไม่ส่งคุณไป…”
องค์หญิงที่ 6 หน้าตาถมึงทึง เธอเตะอีกฝ่ายเขาให้อย่างถนัดถนี่
ผัวะ!
ยังไม่ทันที่อู๋เจิงจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกเตะท้องน้อยจนทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น
“องค์หญิงที่ 6 เตะผมทำไม? ผมทำอะไร…” อู๋เจิงคร่ำครวญ
เขายอมมอบไวน์สมานแผลอันล้ำค่าที่แม้แต่ตัวเองยังไม่กล้าใช้ ตั้งใจให้ด้วยความปรารถนาดี คิดว่าจะเอาชนะใจอีกฝ่ายได้ แต่ลงท้ายก็ถูกซ้อม ขนาดพิสูจน์และทดสอบด้วยตัวเองแล้ว อุตส่าห์จะกลับมากอบกู้ชื่อเสียง ก็ยังถูกอัดอีกรอบ…
ใครบอกได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้น?
ทำไมความปรารถนาดีของผมถึงลงเอยแบบนี้?
อู๋เจิงกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืน เพียงเพื่อจะถูกองค์หญิงที่ 6 ซ้อมอีกรอบ เขาลนลานขอความช่วยเหลือ
“ฉีฉี ช่วยผมพูดกับองค์หญิงที่ 6 ที…”
“กล้ากลั่นแกล้งแม้กระทั่งองค์หญิง สมควรแล้วล่ะ!” หลัวฉีฉีคำราม
เธอได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่แล้ว หมอนี่กล้าขอดูก้นขององค์หญิงที่ 6! หากปล่อยให้รอดไปได้ คงกำเริบหนัก
“อู๋เจิง กล้าดีอย่างไรกลั่นแกล้งองค์หญิง! คุณรนหาที่ตายเสียแล้ว!”
สุดท้ายชิงย่วนก็เข้าใจว่าอู๋เจิงทำอะไรลงไป เขาถูฝ่ามือ เตรียมตัวจะอัดอีกฝ่ายให้ต้องร้องขอชีวิต
เขาคือผู้จงรักภักดีต่อองค์หญิงที่ 6 มากที่สุด ตามติดเธอไปทุกหนทุกแห่ง…กล้ากลั่นแกล้งองค์หญิงที่ 6 ต่อหน้าต่อตาผม เห็นผมไม่มีตัวตนหรือไง?
“….” อู๋เจิงแทบปล่อยโฮ
ผมไม่ได้คิดอะไรเลย…แค่ปรารถนาดี
“เอ่อ…”
เห็นอู๋เจิงถูกอัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จางเซวียนได้แต่เกาหัวแกรก
สมกับที่เป็นบรรดาอัจฉริยะของสถาบันปรมาจารย์ ไม่อาจใช้สามัญสำนึกของคนทั่วไปทำความเข้าใจความคิดอ่านของพวกเขาได้จริงๆ
“แค่ก แค่ก! ในเมื่อทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว ไปทะเลสาบหมดจดกันเถอะ”
สุดท้าย ฮ่องเต้เย่เหวินเถียนก็ทนดูไม่ไหว เขาเข้าขัดขวางการตะลุมบอนของอัจฉริยะกลุ่มนั้น
“ไปกันเถอะ!”
รู้ดีว่าสายแล้ว ทุกคนจึงรีบตามฮ่องเต้ไปทะเลสาบหมดจด
ทะเลสาบหมดจดไม่ได้อยู่ในอาณาบริเวณของวังหลวงหรือเขตเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฮ่วนหยู แต่อยู่ในบริเวณที่ภูเขาเขียวขจีกับแม่น้ำเกล็ดมังกรมาตัดกัน ห่างออกไปจากเมืองหลวง บริเวณนั้นได้รับการอารักขาอย่างแน่นหนาจากบรรดาองครักษ์ส่วนตัวของเหล่าเชื้อพระวงศ์
ทั้งกลุ่มโดยสารไปบนหลังอสูรพาหนะ และหลังจากที่บินไปได้ราวครึ่งชั่วโมง ดินแดนที่อาบอิ่มไปด้วยพลังจิตวิญญาณก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ภูเขาเขียวขจีมีรูปร่างเหมือนมังกรใหญ่ยักษ์ที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น ขณะที่แม่น้ำเกล็ดมังกรมีประกายแวววาวเหมือนผืนดาว เหล่ากวีได้บรรยายทัศนียภาพบริเวณนี้ไว้ว่าเหมือน ‘มังกรกำลังจิบน้ำจากกระแสน้ำแห่งผืนดาว’
มองปราดเดียวก็รู้ว่าดินแดนแห่งนี้เป็นค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณโดยธรรมชาติ ภายใต้ความกดดันของรังสีแผดกล้าในแบบของมังกร พลังจิตวิญญาณที่อยู่โดยรอบกลับอ่อนโยนและมีอานุภาพบ่มเพาะจิตวิญญาณ
“น่าทึ่งจริงๆ!”
แค่เห็น จางเซวียนก็ตาโต
ไม่สงสัยเลยว่าทำไมพื้นที่นี้จึงเป็นรากฐานของจักรวรรดิขั้น 2 ทะเลสาบหมดจดช่างน่าทึ่งนัก
ห่างไกลกันมากกับค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณที่เขาเคยทำ
อสูรพาหนะค่อยๆร่อนลงจอด
“ทะเลสาบหมดจดอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเข้าไปข้างใน ผมจะให้ธูปชำระวิญญาณก่อน!” เย่เหวินเถียนพูด
จากนั้น องครักษ์คนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมด้วยธูปชำระวิญญาณ 30 ดอกในมือ
ธูปชำระวิญญาณทำจากวัสดุที่แตกต่างจากธูปโดยทั่วไป มองไกลๆจะเหมือนกับโลหะชนิดหนึ่ง สามารถลอยน้ำได้ และจะเริ่มมอดไหม้ทันทีที่สัมผัสกับทะเลสาบหมดจด
เพราะจักรวรรดิหงเฟิงมีดวงตาทะเลสาบสามดวง จึงได้รับธูปชำระวิญญาณ 9 ดอก จางเซวียนนำมา 3
เพราะแต่ละคนอยู่ในดวงตาทะเลสาบได้ 3 วัน ธูป 3 ดอกจึงเพียงพอสำหรับเขา
กว่าจะได้แจกจ่ายธูปชำระวิญญาณก็บ่ายคล้อย
เมื่อเห็นว่าทะเลสาบหมดจดกำลังจะเปิด จางเซวียนก็เดินตามเย่เฉียนไปที่ดวงตาทะเลสาบ ขณะที่ใครคนหนึ่งร้องเรียกเขาจากด้านหลัง
“ปรมาจารย์จาง ผมอยากคุยกับคุณ!”
จางเซวียนหันกลับไปและเห็นชิงย่วน
เมื่อกี้ก็อู๋เจิง คราวนี้ก็หมอนี่ คิดอะไรกันอยู่นะ?
เห็นสีหน้ากระวนกระวายของอีกฝ่าย จางเซวียนตัดสินใจฟังว่าเขาจะพูดอะไร
ทั้งคู่จึงเดินไปมุมลับตาคน
ชิงย่วนตรงเข้าประเด็นทันที “ผมรู้มาว่าคุณพนันกับองค์หญิงที่ 6!”
“ใช่” จางเซวียนไม่ปฏิเสธ
ครั้งแรกที่ทั้งคู่พนันกันที่ดงสมบัติลึกลับ ตัวเขาก็อยู่ด้วย และหมอนี่ทำให้องค์หญิงที่ 6 ผู้เป็นที่รักของเขาต้องกลายเป็นคนรับใช้
“ผมอยากให้คุณยอมแพ้ และต้องแน่ใจด้วยว่าองค์หญิงที่ 6 จะไม่รู้!”
“ให้ยอมแพ้?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เขากำลังนึกสงสัยว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร ไม่น่าเชื่อว่าจะมาบอกให้ยอมแพ้
“ใช่แล้ว ขอแค่คุณยอมแพ้ ผมจะให้ทุกอย่างตามแต่คุณจะต้องการ!”
ชิงย่วนตอบ
“แล้วแต่ผมจะต้องการ?” จางเซวียนตาโต
ชิงย่วนพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้น คุณคงรู้แล้วนะว่าเดิมพันที่องค์หญิงติดค้างผมคือหินวิเศษขั้นกลาง 1 หมื่นก้อน ถ้าคุณหาหินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อนมาเป็นค่าชดเชยได้ ผมยินดีจะยอมแพ้!” จางเซวียนตอบ
องค์หญิงที่ 6 ติดค้างหินวิเศษขั้นกลาง 1 หมื่นก้อนกับเขาตั้งแต่ต้นแล้ว และเดิมพันครั้งนี้ก็เพิ่มขึ้นอีก 1 หมื่นก้อน เมื่อรวมเป็น 2 หมื่นก้อน…จึงเท่ากับหินวิเศษขั้นสูงจำนวน 2 ก้อน
เขาสามารถควบคุมระดับความเร็วของการซึมซับพลังจิตวิญญาณในทะเลสาบหมดจดได้ ซึ่งหากจะได้หินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อนเพราะเรื่องนี้ก็ถือว่าได้กำไรงาม
แม้ในทางทฤษฎี หินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อนจะเทียบเท่ากับหินวิเศษขั้นกลางจำนวน 1 หมื่นก้อน แต่ก็มีคนจำนวนน้อยมากที่ยินดีจะแลกเปลี่ยนหินวิเศษขั้นสูงกับหินวิเศษขั้นกลาง จึงมีโอกาสที่อีกฝ่ายอาจหาหินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อนมาไม่ได้
“หินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อน?”
ชิงย่วนอ้าปากค้าง
ถึงเขาจะมาจากครอบครัวร่ำรวย แต่การหาหินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อนมาเป็นเดิมพันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
“ถ้าคุณไม่เต็มใจรับข้อเสนอของผมล่ะก็ ลืมเสียเถอะ…เพราะถึงอย่างไร ถ้าองค์หญิงที่ 6 แพ้ เธอก็ต้องจ่ายหินวิเศษขั้นกลางให้ผม 2 หมื่นก้อนอยู่ดี…” จางเซวียนพูด
ถึงหินวิเศษขั้นกลาง 2 หมื่นก้อนจะเทียบไม่ได้กับหินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อน แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่ขาดทุน
“ก็ได้ ผมตกลง!”
ชิงย่วนกัดฟัน “ขอแค่คุณทำตามสัญญา ผมจะมอบหินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อนให้คุณทันทีที่กลับถึงสถาบัน…แต่ก็ตามสัญญานะ คุณจะต้องไม่เปิดเผยเรื่องนี้กับใคร!”
“ตามนั้น!”
จางเซวียนพยักหน้า เขากำลังจะได้หินวิเศษขั้นสูง 2 ก้อนภายในเวลาไม่ถึง 3 วัน ข้อตกลงคราวนี้เป็นประโยชน์กับจางเซวียนมาก
แถมยังไม่ต้องขัดใจกับชิงย่วนเรื่องการเอาชนะองค์หญิงที่ 6 ด้วย
ขณะที่ทั้งคู่กำลังต่อรองกัน ก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลังจิตวิญญาณเข้มข้นพวยพุ่งออกไปโดยรอบ ราวกับค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณขนาดมหึมาเกิดมีชีวิต
“ดูนั่น!” ใครคนหนึ่งอุทาน
ทุกคนหันขวับไปมอง และเห็นพลังจิตวิญญาณเข้มข้นระเบิดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ลมวู่หวิวหอบใหญ่นำพาพลังจิตวิญญาณและความสดชื่นมาให้พวกเขา เพียงแค่สูดเข้าไปก็สั่นเทิ้มไปทั้งตัวด้วยความตื่นเต้น ราวกับเห็นหนทางฝ่าด่านวรยุทธอยู่รำไร
จากพื้นดินที่เคยว่างเปล่า ก็เกิดเป็นทะเลสาบขนาดมหึมา กระแสพลังจิตวิญญาณที่ดูเหมือนมังกรขนาดใหญ่คำรามกู่ก้องอยู่ในนั้น พร้อมจะสะท้านสะเทือนถึงสวรรค์ได้ทุกขณะ
เกิดรอยบุ๋มขนาดเท่าๆกันทั่วบริเวณผิวหน้าทะเลสาบ พวกมันมีรัศมีราว 2 เมตร จากนั้นก็สงบนิ่งอยู่บนผิวหน้าทะเลสาบราวกับอัญมณีเม็ดใหญ่
“ทะเลสาบหมดจด…เปิดแล้ว!”
ทุกคนกำหมัดแน่นเมื่อเห็นภาพนั้น
