ตอนที่ 648 ภูเขาเขียวขจี
ขณะที่ทุกคนกำลังจ้องมองทะเลสาบหมดจดอย่างสงสัย ปรมาจารย์หยางที่เพิ่งสำแดงวีรกรรมน่าทึ่งไปเมื่อครู่ก็ตกลงมาจากท้องฟ้าทันทีที่พ้นจากสายตาทุกคน
“โอ๊ยยยยย!”
ตามมาด้วยเสียงร้องระงมอย่างเจ็บปวด ใบหน้างามสง่าของปรมาจารย์หยางค่อยๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้าของจางเซวียน
“เห็นฉันร่วงลงมาจากท้องฟ้า แทนที่จะช่วย นั่งเฉยอยู่ได้!”
จางเซวียนกุมหัวขณะจ้องหน้าตัวโคลนอย่างเดือดดาล
แน่นอนว่าเขาคือผู้ปลอมตัวเป็นปรมาจารย์หยาง ขณะที่ตัวโคลนเป็น ‘จางเซวียน’
ก่อนหน้านี้ หลังจากเขาได้ซึมซับพลังปราณของทุกคน รวมทั้งพลังงานจากเปลวเพลิงใต้ปฐพี กายเนื้อของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาก จนจิตวิญญาณที่มีขนาด 10 เมตรสามารถกลับเข้าร่างได้
เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนแล้ว ถึงได้รู้ตัวว่าทะเลสาบหมดจดกำลังจะระเบิด
เพื่อเอาชีวิตรอด เขาจึงรีบตรวจสอบสถานการณ์กับหอสมุดเทียบฟ้า และได้รู้ว่าการที่ตัวเขากับตัวโคลนซึมซับพลังจิตวิญญาณจากทะเลสาบไปจนหมด ทำให้เสียความสมดุลระหว่างพลังงาน 3 ด้านไป จนเกิดเป็นความอลหม่านโกลาหลอย่างที่เห็น
ถึงตอนนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมา
อีกฝ่ายตั้งใจเชื้อเชิญเขาให้มาฝึกฝนวรยุทธ แต่กลับมาทำลายทะเลสาบเสียนี่…
เป็นความผิดของเขาแบบเต็มๆ
แต่หากจะพูดกันตามตรง ก็ไม่ได้ตั้งใจอีกนั่นแหละ!
ถ้าจะกล่าวหา…ก็ต้องกล่าวหาตัวโคลนของเขา ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนั่นตั้งหน้าตั้งตาสูบพลังจิตวิญญาณอย่างเต็มพิกัด ความสมดุลคงไม่แปรปรวนไปแบบนี้
แต่จะชี้นิ้วกล่าวหาใครก็ไม่มีประโยชน์แล้ว หากวิ่งโร่ไปอธิบายกับเย่เหวินเถียน อีกฝ่ายคงตบเขาทีเดียวตาย
เมื่อไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องเรียกตัว ‘ปรมาจารย์หยาง’ มา
หากมี ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ระดับนี้ปรากฏตัว เขาก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเปิดเผย ทั้งยังชดใช้ความเสียหายให้อีกฝ่ายได้
เพื่อทำให้เรื่องราวสมจริงสมจังขึ้นอีก จึงสั่งการให้ตัวโคลนแสดงเป็นร่างสลบไสลไม่ได้สติของจางเซวียน
ด้วยวิธีนี้ เขาก็สามารถตัดทุกอย่างให้พ้นตัวได้เมื่อกลับไป สามารถบอกทุกคนว่าไม่รู้อะไรสักอย่าง นอกจากความจริงที่ว่าท่านอาจารย์ได้ช่วยชีวิตเขาไว้
และในเมื่อคนอื่นๆ ได้เห็นกับตาแล้ว ก็คงไม่มีใครติดใจสงสัยอีก
และแน่นอนว่าจางเซวียนใช้บันไดสวรรค์ธุลีแดงสำหรับการบิน แต่ส่วนตัวโคลนของเขานั้นแตกต่างออกไป เพราะเป็นสิ่งประดิษฐ์ระดับเทพเจ้า บัวเก้าหัวใจบินได้อยู่แล้ว ซึ่งความสามารถนั้นก็ถูกถ่ายทอดเข้าสู่ตัวโคลนของเขาด้วย
เมื่อมี 2 อย่างนี้ประกอบกัน ต่อให้ปรมาจารย์เว่ยซึ่งเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวขั้นสูงก็ยังดูไม่ออก
ซึ่งทันทีที่ลับสายตาของทุกคน จางเซวียนก็พบว่าพลังปราณของเขาเหือดแห้งไปหมด เพราะเพิ่ง แยกจิตวิญญาณออกจากกายเนื้อไปหมาดๆ จึงกะปริมาณพลังปราณที่หลงเหลืออยู่ได้ไม่แม่นยำ ด้วยเหตุนี้ จึงหน้ามืดและร่วงลงมาจากท้องฟ้า!
เขาคิดว่าอย่างน้อยตัวโคลนคงจะยื่นมือมาช่วยให้เขาตกถึงพื้นได้อย่างปลอดภัย ใครจะคิดว่าหมอนั่นจะนั่งดูเฉยๆ …
จางเซวียนโมโหเสียจนแทบปรี๊ด
ถึงเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมายเพราะความที่มีร่างกายแข็งแกร่ง และไม่ได้ตกลงมาจากระดับสูงมาก แต่ก็คิดว่าอย่างน้อยตัวโคลนน่าจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือบ้าง
บ้าบออะไรกันวะนี่?
จำไว้นะ แก…ในฐานะที่เป็นตัวโคลนของฉัน เห็นฉันเดือดร้อนก็ควรรีบเข้ามาช่วย…
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะสั่งสอน ‘บทเรียน’ ให้กับหมอนั่น เพื่อจะได้รู้ว่าใครใหญ่กว่าใคร อีกฝ่ายก็ค่อยๆ หลับตาราวกับจะบอกว่า ‘คุณจะงี่เง่า…ก็ไม่ใช่ความผิดของผม’
“…..”
จางเซวียนกระอักเลือด
ฉันแค่บ่นว่าแก ‘นั่งดูอยู่ได้’ แกก็หลับตา…นี่ฉันสร้างตัวโคลนที่งี่เง่าแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไร?
ตัวโคลนของคนอื่นเขามีแต่จะจงรักภักดีและกล้าหาญ หากเห็นตัวต้นแบบกำลังเดือดร้อน พวกเขาจะรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที แต่หมอนี่กลับนั่งเฉยดูตัวต้นแบบตกลงมา…แค่คิดจางเซวียนก็ปวดหัวแล้ว!
ทำไมตัวโคลนของเขาหน้าด้านขนาดนี้!
“ช่างมันเถอะ ลองดูก่อนดีกว่าว่าตัวเราแข็งแกร่งขึ้นแค่ไหน!”
เมื่อคร้านจะก่นด่าหมอนี่แล้ว จางเซวียนก็หันมาสนใจความก้าวหน้าของตัวเอง
ภายใต้การบ่มเพาะของเปลวเพลิงใต้ปฐพีและทะเลสาบหมดจด กายเนื้อของเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกมาก ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่าทุกเซลล์ในตัวทั้งแข็งแรงและยืดหยุ่น ราวกับได้ผ่านการเจริญเติบโตไปอีกขั้น
จางเซวียนยืดแขนและปล่อยหมัด
ปึ้ก!
หมัดของเขาพุ่งทะลุต้นไม้จนเป็นรูขนาดเท่ากำปั้น ทะลวงต้นไม้ทั้งต้นได้ในครั้งเดียว
“กายเนื้อของเราแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้?” จางเซวียนตาโต
จากการออกหมัดเมื่อครู่ เขาไม่ได้ใช้ทั้งวรยุทธของจิตวิญญาณและพลังปราณ ใช้เพียงพละกำลังของร่างกายเท่านั้น เพราะอยากรู้ว่าตอนนี้ตัวเองมีพลังแค่ไหน นึกไม่ถึงเลยว่าหมัดของเขาจะทำให้ต้นไม้ขนาดยักษ์ที่อยู่ห่างออกไป 10 กว่าเมตรทะลุได้
ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 ก็ยังทำแบบนี้ได้ยาก
“แค่พละกำลังของร่างกายก็อยู่ที่ 2 ล้านติ่งแล้ว!”
จางเซวียนตาโต
การออกหมัดเมื่อครู่ทำให้เขาแน่ใจในพละกำลังที่มี ซึ่งตอนนี้ก็พอๆ กับระดับความแข็งแกร่งของพลังปราณ คือทะลุ 2 ล้านติ่ง พูดง่ายๆ ก็คือต่อให้ไม่ต้องใช้ทั้งพลังปราณและพลังจิตวิญญาณ ลำพังแค่พละกำลังของร่างกายล้วนๆ ก็สามารถเอาชนะนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นต้นได้แล้ว
น่าสะพรึงจริงๆ !
“แล้วระดับวรยุทธของจิตวิญญาณล่ะ?”
หลังจากทดสอบพละกำลังของร่างกาย จางเซวียนก็ยกมือขึ้นและขับเคลื่อนพลังจิตวิญญาณ
บึ้ม!
เนินเขาขนาดย่อมๆ ที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรเหลือเพียงเศษซากทันที
“แม้ตอนนี้จะยังมีพละกำลังเทียบเท่ากับนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงสุด คือ 3 ล้าน 2 แสนติ่ง แต่ประสิทธิภาพของเราดีกว่าเดิม พลังจิตวิญญาณคงอยู่ได้นานกว่าเดิม…”
จางเซวียนตาโต
แม้จิตวิญญาณของเขาจะเติบโตขึ้นจนมีความสูงราว 10 เมตร แต่พละกำลังไม่ได้เพิ่ม ยังคงอยู่ที่ 3 ล้าน 2 แสนติ่ง
สิ่งที่พัฒนาขึ้นทดแทนคือประสิทธิภาพ
หากจะอธิบายตามหลักเหตุผล หากมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งทุ่มเทพละกำลังทั้งหมด ก็สามารถยกของที่มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัมได้ แต่นั่นก็ถือว่าถึงขีดจำกัดของพวกเขาแล้ว และจะต้องได้พักสักระยะหนึ่งก่อนจะทำได้เหมือนเดิมอีกครั้ง
พละกำลัง 3 ล้าน 2 แสนติ่งคือพละกำลังสูงสุดที่จางเซวียนจะปล่อยออกไปได้ในการโจมตีครั้งหนึ่งๆ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะโจมตีได้แบบนั้นอย่างต่อเนื่องหากไม่ได้หยุดพัก แต่เพราะตอนนี้จิตวิญญาณของเขาเติบโตขึ้นจนมีความสูงราว 10 เมตร ประสิทธิภาพจึงมีมากขึ้นด้วย ตอนนี้เขาสามารถปล่อยพละกำลัง 3 ล้าน 2 แสนติ่งได้ติดต่อกันหลายครั้งโดยไม่เหน็ดเหนื่อย
ถือเป็นความสามารถที่น่าสะพรึงมาก เพราะหากสามารถรักษาพละกำลัง 3 ล้าน 2 แสนติ่งได้ในการโจมตีทุกครั้ง ก็สามารถสังหารได้แม้แต่นักรบสะพานจักรวาลขั้นต้น
“ด้วยพละกำลังของร่างกายที่ 2 ล้านติ่ง, จากพลังปราณที่ 2 ล้านติ่ง และจากจิตวิญญาณอีก 3 ล้าน 2 แสนติ่ง เราสามารถรับมือกับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6-สูงสุดได้แล้ว!”
จางเซวียนสูดหายใจลึก รู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนไปทั่วร่างของเขา ราวกับเป็นยักษ์ปักหลั่นผู้ไร้เทียมทาน
แม้จะเป็นแค่นักรบขจัดสิ่งมัวหมองขั้นสูงสุด แต่เขาก็มีพละกำลังเหนือกว่านักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงสุด ซึ่งมีพละกำลังอยู่ที่ 6 ล้าน 4 แสนติ่ง ใครที่ทำได้แบบนี้ก็ย่อมจะต้องตื่นเต้น
“มาแลกหมัดกัน!”
จางเซวียนหัวเราะหึๆ และหันไปหาตัวโคลน
เพราะพละกำลังของร่างกายที่มีจำกัด คราวก่อนเขาจึงถูกตัวโคลนสอยกระเด็น แต่ในเมื่อตอนนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปแล้ว หมอนั่นคงทำแบบเดิมได้ยาก!
บางทีเขาอาจจะได้สั่งสอนบทเรียนให้อีกฝ่ายรู้ด้วยว่าใครแน่กว่า ตัวต้นแบบหรือตัวโคลน!
“ได้!” ตัวโคลนพยักหน้า จากนั้นก็กำหมัดแล้วปล่อยพลังออกมา
ส่วนจางเซวียนก็รวบรวมพละกำลังทั้งจากร่างกาย พลังปราณ และจิตวิญญาณ ในชั่วพริบตานั้น พละกำลังของเขาพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
ซึ่งจางเซวียนคิดว่าด้วยพละกำลังที่เขามีตอนนี้ ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 7 ขั้นต้น ก็คงถูกฆ่าตายได้ด้วยหมัดเดียว
บึ้ม!
2 หมัดปะทะกัน
“แก…”
จางเซวียนกรีดร้องโหยหวนขณะที่ตัวโคลนของเขายังคงยืนอยู่นิ่งๆ จางเซวียนกระเด็นหงายหลังไปไกล ร่างของเขาปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่สิบกว่าต้นที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร ก่อนจะตกลงมาแน่นิ่ง เลือดสดๆ กองหนึ่งทะลักออกจากปาก
สารเลว!
แกจะต้องโหดเหี้ยมขนาดนี้เลยหรือ?
เขาคิดว่าอุตส่าห์พัฒนาตัวเองได้ขนาดนี้ คงสั่งสอนบทเรียนให้หมอนั่นได้สบาย ใครจะรู้ว่าช่องว่างระหว่างพวกเขายิ่งห่างออกไปกว่าเดิม…
เขาใช้พละกำลังเต็มพิกัด แต่ไม่เพียงหมอนั่นจะยังสบายดี กลับเป็นตัวเขาเองที่เกือบตาย…
ทำไมความจริงมันโหดร้ายแบบนี้? ใครกันแน่ที่เป็นตัวโคลน ฉันหรือแก?
จางเซวียนกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนและได้แต่จ้องหน้าอีกฝ่าย
“กายเนื้อของคุณน่ะยังอ่อนแอเกินไป ก็เลยใช้พละกำลังของจิตวิญญาณได้ไม่เต็มที่!”
ขณะที่จางเซวียนหงุดหงิดอยู่ ตัวโคลนของเขาก็เดินเข้ามา พร้อมกับเอาสองมือไพล่หลังและวางท่าแบบผู้มีอำนาจ “ถ้าคุณอยากปราบผมล่ะก็ ต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้ แต่แน่นอนล่ะ ถ้าคุณรับผมเป็นอาจารย์ ผมก็สอนคุณได้…”
“ไสหัวไป!”
จางเซวียนหน้าตึงก่อนจะคว้าตัวโคลนยัดกลับเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ
หมอนี่คิดจะบีบให้เขายอมเป็นลูกศิษย์? บ้าบออะไรกันวะ?
ถ้าแกเก่งขนาดนั้น ไม่ขึ้นสวรรค์ไปเสียเลยล่ะ?
“คำพูดของหมอนั่นชวนให้หงุดหงิด แต่ก็ฟังขึ้นนะ”
หลังจากยีดอีกฝ่ายกลับเข้าไปในแหวนแล้ว จางเซวียนครุ่นคิด
เป็นความจริงที่ว่ากายเนื้อของเขาไม่แข็งแรงพอจะสำแดงพละกำลังของจิตวิญญาณได้อย่างเต็มพิกัด
แม้จะได้ผ่านการบ่มเพาะจากเปลวเพลิงใต้ปฐพีและทะเลสาบหมดจด แต่ด้วยระยะเวลาที่สั้นเกินไป มันจึงพัฒนาขึ้นได้เพียงแค่ให้จิตวิญญาณอันใหญ่โตของเขากลับเข้าร่างได้เท่านั้น
ยังไม่เพียงพอจะทำให้จิตวิญญาณหลอมรวมเข้ากับกายเนื้อได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสำแดงพละกำลังได้เต็มที่
“จิตวิญญาณกับกายเนื้อของเรายังไม่สอดคล้องกันดี เราจึงไม่อาจควบคุมพละกำลังได้…”
จิตวิญญาณที่ทรงพลังก็ต้องการกายเนื้อที่ทรงพลังเช่นกัน ไม่อย่างนั้นก็จะเหมือนกับผู้ใหญ่ในร่างของทารก ต่อให้ผู้ใหญ่คนนั้นจะเก่งกาจสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางจะสำแดงพละกำลังเต็มพิกัดผ่านร่างของทารกได้
อันที่จริง ก็เป็นเพราะความเหลื่อมล้ำของพละกำลังระหว่างสองอย่างนี้ที่ทำให้เขาควบคุมการปล่อยพลังได้ไม่เต็มที่ แม้กายเนื้อของเขาจะพัฒนาขึ้นจนจิตวิญญาณอันใหญ่โตสามารถกลับเข้าร่างได้ แต่ก็ยังอ่อนแอกว่ากันมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงควบคุมพละกำลังของจิตวิญญาณและกายเนื้อได้ไม่ดีเท่าที่เคยเป็น
พูดอีกอย่างก็คือ สถานการณ์นี้เหมือนกันกับตอนที่เขาฝึกฝนวิชาร่างนวโลหะเป็นครั้งแรกในบ้านของปรมาจารย์ลู่เฉิน
แม้ตอนนั้นจะไม่รู้สึกว่าปล่อยพลังมากเกินไป แต่ก็ลงเอยด้วยการสอยปรมาจารย์ลู่เฉินกระเด็น
เพียงแต่ตอนนี้เขาควบคุมไม่ได้ทั้งสองอย่าง พละกำลังของเขาจึงไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นหรืออ่อนแอลงกว่าที่เคยเป็น
“ดูเหมือนเราจะต้อง…ฝึกฝนกายเนื้อให้ดีกว่านี้!”
จางเซวียนนวดหว่างคิ้ว
ช่วงเวลาของการบ่มเพาะเมื่อครู่สั้นเกินไป ดูเหมือนเขาต้องหาทางยกระดับพละกำลังของกล้ามเนื้อให้ได้ เพราะจู่ๆ หากเขาเกิดระเบิดพละกำลังออกมาอย่างสะเปะสะปะ ใครๆ คงพากันคิดว่าเขาเป็นบ้า
“หรือไม่ เราอาจจะขอหนังสือเทคนิควรยุทธเพื่อฝึกฝนร่างกายสักจำนวนหนึ่งจากฮ่องเต้เย่เหวินเถียน ขอแค่ประมวลเคล็ดวิชาร่างนวโลหะขั้น 3 ได้ กายเนื้อของเราก็จะแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก!”
ขอแค่มีหนังสือเทคนิควรยุทธเพื่อฝึกฝนร่างกายมากพอ หอสมุดเทียบฟ้าก็จะสามารถประมูลเคล็ดวิชาร่างนวโลหะ ทำให้เขาได้พัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว
“เราอยู่ที่ไหนนี่?”
เมื่อวางแผนเสร็จสรรพแล้ว จางเซวียนจึงหันมาสำรวจสภาพแวดล้อม แต่แค่เห็นก็ต้องตะลึง
“นี่คือ…ภูเขาเขียวขจี?”
ก่อนหน้านี้ เขารีบหนีให้พ้นสายตาใครๆ จนไม่ได้ใส่ใจสิ่งรอบตัว แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะอยู่ห่างจากเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูมาก เลยเถิดจนลึกเข้ามาในภูเขาเขียวขจี
